◀ Previous Next ▶ Up ▲


    อย่าให้งานคั่งค้าง เพราะมันจะเสียในที่สุด (อ่านแล้ว เชื่อว่าหลายท่าจะขยันมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ขึ้นเพื่ออนาคต)

    อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก วรุณวรรค
    ๑. วรุณชาดก ว่าด้วยการทำไม่ถูกขั้นตอน



                  พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระติสสเถระบุตรกุฎุมพี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ คำเริ่มต้นว่า โย ปุพฺเพ กรณียานิ ดังนี้.
                 
                  ทราบมาว่า ในวันหนึ่ง กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีเป็นสหายกันประมาณ ๓๐ คน ถือของหอมดอกไม้และผ้าเป็นต้น คิดกันว่า พวกเราจักฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา อันมหาชนห้อมล้อม พากันไปสู่วิหารเชตวัน นั่งพักในโรงชื่อนาคมาฬกะและวิสาลมาฬกะเป็นต้น.


                  พอเวลาเย็น เมื่อพระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎีอันอบแล้วด้วยกลิ่นหอม เสด็จดำเนินไปสู่ธรรมสภา ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันตกแต่งแล้ว จึงพากันไปสู่ธรรมสภาพร้อมด้วยบริวาร บูชาพระศาสดาด้วยของหอมและดอกไม้ ถวายบังคมแทบบาทยุคลอันประดับด้วยจักร์ ทรงพระสิริเสมอด้วยดอกบัวบาน แล้วนั่งฟังพระธรรมอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

                  พวกเขาพากันปริวิตกว่า เราทั้งหลายต้องบวช ถึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วได้กว้างขวาง. ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จออกจากธรรมสภา พวกกุลบุตรเหล่านั้นก็พากันเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมทูลขอบรรพชา.


                  พระศาสดาทรงประทานบรรพชาแก่พวกเขา.

                  พวกเขากระทำให้อาจารย์และอุปัชฌาย์โปรดปรานแล้วได้อุปสมบทอยู่ในสำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์ ๕ พรรษา ท่องมาติกาทั้ง ๒ คล่องแคล่ว รู้สิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ เรียนอนุโมทนา ๓ เย็นย้อมจีวร แล้วกราบลาอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า พวกกระผมจักบำเพ็ญสมณธรรมแล้วพากันเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เอือมระอาในภพทั้งหลาย กลัวแต่ความเกิดความแก่ความเจ็บ และความตาย ขอพระองค์จงตรัสบอกพระกรรมฐาน เพื่อปลดเปลื้องตนจากสังสารทุกข์แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเหล่านั้นเถิด พระเจ้าข้า.

                  พระศาสดาทรงทราบสัปปายะ จึงตรัสบอกพระกรรมฐานข้อหนึ่ง ในกรรมฐาน ๓๘ ประการ แก่ภิกษุเหล่านั้น.

                  ภิกษุเหล่านั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วถวายบังคมพระศาสดา กระทำปทักษิณ ไปสู่บริเวณ อำลาอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ถือเอาบาตรและจีวร ออกจากวิหารไปด้วยตั้งใจว่าพวกเราจักบำเพ็ญสมณธรรม.


                  ครั้งนั้น ในระหว่างภิกษุเหล่านั้น มีภิกษุรูปหนึ่งโดยชื่อเรียกกันว่า กุฏุมพิกปุตตติสสเถระ เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรทราม ติดรสอาหาร เธอคิดอย่างนี้ว่า เราจะไม่สามารถเพื่ออยู่ในป่า ไม่อาจจะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการเที่ยวภิกษาจาร การไปป่าไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่เราเลย เราจะกลับ เธอทอดทิ้งความเพียรเสียแล้ว เดินตามภิกษุเหล่านั้นไปได้หน่อยหนึ่ง แล้วกลับเสีย.

                  ฝ่ายภิกษุเหล่านั้นพากันจาริกไปในแคว้นโกศล ถึงหมู่บ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ก็เข้าอาศัยหมู่บ้านนั้นจำพรรษา อยู่ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง เป็นผู้ไม่ประมาท เพียรพยายามอยู่ตลอดระยะกาลภายในไตรมาส ถือเอาห้องวิปัสสนา ยังปฐพีให้บรรลือลั่น บรรลุพระอรหัตต์แล้ว พอออกพรรษาปวารณาแล้วปรึกษากันว่า จักกราบทูลคุณที่ตนได้บรรลุแล้วแด่พระศาสดา จึงพากันออกจากปัจจันตคามถึงพระเชตวันมหาวิหารโดยลำดับ เก็บบาตรและจีวรเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าพบอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ปรารถนาจะเฝ้าพระตถาคตเจ้า พากันไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งเฝ้าอยู่.

                  พระศาสดาได้ทรงกระทำปฏิสันถารด้วยพระดำรัสอันไพเราะกับภิกษุเหล่านั้น.


                  ภิกษุเหล่านั้นได้รับปฏิสันถารแล้ว จึงกราบทูลคุณที่ตนได้แล้วแด่พระตถาคต.


                  พระศาสดาทรงสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น.

                  พระกุฏุมพิกปุตตติสสเถระเห็นพระศาสดาตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุเหล่านั้น แม้ตนเองก็ประสงค์จะบำเพ็ญสมณธรรมบ้าง.
                  ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย แม้เหล่านั้นกราบทูลลาพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จักไปอยู่ที่ชายป่านั้น.
                  พระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว.

                  พวกภิกษุเหล่านั้นถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้พากันไปสู่บริเวณ.


                  ครั้งนั้น พระกุฏุมพิกปุตตติสสเถระนั้นบำเพ็ญเพียรจัดในระหว่างเวลารัตติกาล บำเพ็ญสมณธรรมโดยรีบเร่งเกินไป พอถึงเวลาระยะมัชฌิมยาม(กลางดึก) ทั้งๆ ที่ยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับพัก หลับไป กลิ้งตกลงมา กระดูกขาของท่านแตก เกิดเวทนา(เจ็บ)มากมาย.
                  เมื่อภิกษุเหล่านั้นต้องช่วยปฏิบัติเธอ การเดินทางก็ชะงัก.


                  ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุเหล่านั้นผู้พากันมาในเวลาเป็นที่บำรุงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบอกลาเมื่อวานว่า จักพากันไปในวันพรุ่งนี้ มิใช่หรือ?

                  ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เช่นนั้น ก็แต่ว่าท่านติสสเถระบุตรกุฏุมพีสหายของข้าพระองค์ทั้งหลาย กระทำสมณธรรมอย่างรีบเร่งในเวลามิใช่กาล ถูกความง่วงครอบงำ กลิ้งตกลงไป กระดูกขาแตก เพราะเธอเป็นเหตุ พวกข้าพระองค์จึงจำต้องงดการเดินทาง.


                  พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภิกษุนี้รีบเร่งกระทำความเพียรในเวลามิใช่กาล เพราะความที่ตนเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อน จึงกระทำอันตรายการเดินทางของพวกเธอ แม้ในครั้งก่อนภิกษุนี้ก็ได้ทำอันตรายการเดินทางของพวกเธอมาแล้วเหมือนกัน.

                  ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอารธนา.จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-



    (น่าตำหนิที่มีเวลาตั้งนานให้วิปัสสนาไม่ทำ  จะมาทำตอนคนอื่นเขาไปถึงไหนแล้ว  สุดท้ายก็ต้องรีบ  จวนตัวจนการวิปัสสนาเสีย  เรื่องนี้ก็ใช้ได้กับการทำงานเหมือนกัน)

    แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 51 11:59:34

    แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 51 11:43:44

    จากคุณ : SpiritWithin_HolyStream - [ 24 ก.ค. 51 11:42:35 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม