◀ Previous Next ▶ Up ▲


    (ธรรมะ) ความเป็นจริงของโลก ๔ ข้อ ที่ทำให้มีความคิดและชีวิตอย่างถูกต้องและสมบูรณ์

    ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้ความจริงของโลกที่ถูกต้องแล้วได้ทรงสอนกับพราหมณ์เหล่าหนึ่ง  มีคำสอนใน

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑  
    อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
    โยธาชีววรรคที่ ๔

    ว่าดังนี้  คือ



               พ. ดูกรปริพาชกทั้งหลาย สัจจะของพราหมณ์(ความเป็นจริงของผู้สำเร็จธรรม) ๔ ประการนี้ อันเรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ๔ ประการเป็นอย่างไร คือ


                ๑ . พราหมณ์บางคนในโลกนี้ กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งปวงไม่ควรฆ่า เมื่อพราหมณ์กล่าวดังนี้ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เราเป็นผู้เสมอกับเขาเราเป็นผู้เลวกว่าเขา อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะ(ความเป็นจริง)ในความปฏิบัตินั้นแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเอ็นดูอนุเคราะห์เหล่าสัตว์นั้นแหละ ฯ


                ๒. อีกประการหนึ่ง พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า กามทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เมื่อพราหมณ์กล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาย่อมไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ ...อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัตินั้นแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกามทั้งหลายนั่นแหละ ฯ
               

                 ๓. อีกประการหนึ่ง พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ภพทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เมื่อพราหมณ์กล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาย่อมไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ ... อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัตินั้นแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายเพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับภพทั้งหลายนั่นแหละ ฯ
               

                  ๔. อีกประการหนึ่ง พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า

    ๔.๑ เราย่อมไม่มีในอะไรๆ

    ๔.๒ เราย่อมไม่มีในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ

    ๔.๓ ใครๆ ย่อมไม่มีในอะไรๆความเป็นอะไรๆ ของใครๆ

    ๔.๔ ย่อมไม่มีในความเป็นอะไรๆ ของเรา


                 เมื่อเขากล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาย่อมไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขาเราเป็นผู้เสมอเขา เราเป็นผู้เลวกว่าเขา อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัตินั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ดำเนินปฏิปทาอันหาความกังวลมิได้ทีเดียว


                 ดูกรปริพาชกทั้งหลาย สัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการนี้แล อันเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ฯ




    ~ ข้อความว่า

    "และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เราเป็นผู้เสมอกับเขาเราเป็นผู้เลวกว่าเขา"  ทรงมีความหมายว่า  เมื่อได้รู้ความจริงข้อนั้น ๆ แล้วได้ทำตามแล้ว  ก็ไม่ได้คิดยกตัวยกตนเองว่า  นี่นะ เราดีกว่าเขาเพราะว่าเราได้ทำตามธรรมะข้อนี้นะ  หรือเราเสมอกับเขาเพราะเราได้ทำตามธรรมะข้อนี้นะ  เป็นต้น  

    เพราะการเทียบเคียงตัวเอง  กับคนอื่น ๆ ว่าเราดีกว่า  เสมอกัน  หรือแย่กว่า  ก็จัดเป็นกิเลส( สิ่งที่ทำให้มัวหมองและรุ่มร้อน)  อย่างหนึ่ง  ซึ่งเรียกกิเลสตัวนี้ว่า  มานะ~

    แก้ไขเมื่อ 23 ก.ค. 51 10:17:17

    จากคุณ : SpiritWithin_HolyStream - [ 23 ก.ค. 51 10:12:05 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม