◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เฉียดตาย!!จากการเดินทางโดยรถปรับอากาศชั้น 1 เอกมัย-ชลบุรี

    มีเรื่องจะเล่าให้ฟังจากการเดินทางโดยรถทัวร์ปรับอากาศชั้น 1 (ป.1) จากเอกมัย-กรุงเทพ เที่ยว 4 โมงเย็น คนขับชื่อ นายแดง ปาทาน อายุราว 50 ปี เลขข้างรถ 386 เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2547 ที่ผ่านมาค่ะ

    ดิฉันได้ที่นั่งหลังคนขับ ตอนแรกดิฉันก็ว่าตัวเองดวงดีเสียจริง ที่ได้กลับทันรถเที่ยวนี้เพราะไม่งั้นอาจจะถึงบ้านมืดค่ำ แถมยังได้ที่นั่งดีอีกต่างหาก หารู้ไม่ว่าอีกแค่เพียง 2 นาทีถัดไป มันจะกลายเป็นรถเที่ยวนรกสำหรับดิฉัน

    อันที่จริงดิฉันเคยนั่งรถที่นายแดงขับมาหลายครั้ง ซึ่งก็ขับปลอดภัยดีไม่มีอะไรน่าหวาดเสียวแต่ประการใด แต่วันนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งคาดว่าจะเป็นเมีย อายุก็น่าจะราวๆ 30 กว่าๆ นั่งคู่มาด้วย ตามปกติดิฉันก็เห็นคนขับรถพาเมียมานั่งด้วยกันอย่างนี้จนชิน แล้วก็ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไร แต่วันนี้ เหตุการณ์เริ่มขึ้นดังนี้.....

    นังเมียเอาเทปเพลงที่มีเนื้อเพลงประมาณ ฉันรักผัวเขา ใส่ลงไปในเครื่องเล่นเทป จากนั้นก็นั่งเอาหัวพิงกับพนัก เอียงไปทางไหล่ของคนขับ แล้วก็ร้องเพลงคลอตามอย่างได้อารมณ์ จนดิฉันแอบคิดไม่ได้ว่า ยัยนี่มันจะต้องมีความหลังเกี่ยวกับอะไรหลวงๆ น้อยๆ นี่เป็นแน่ และไม่น่าจะเป็นฝ่ายหลวงหรอก ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นน้อยเสียละมากกว่า

    จากนั้น คนขับก็ขับไป พูดคุยกุ๊กกิ๊กหยอกล้อกับนังเมียไป มีการงัดรูปสมัยหนุ่มๆ รูปอะไรต่ออะไรมาโชว์นังเมีย ประมาณว่าเมื่อก่อน (เมื่อ 30 ปีที่แล้ว กุอ่ะหล่อนะ)

    กระเซ้าเย้าแหย่กันกระหนุงกระหนิง ดิฉันเองซึ่งเห็นภาพคนขับคุยกับเมียมาจนชินก็เลยไม่สนใจอะไรว่าจะเอาหนังสือที่ซื้อมาเยอะแยะมากางอ่านฆ่าเวลา

    แต่ไม่รู้กระหนุงกระหนิงกันอีท่าไหนเหมือนกัน รถทัวร์ออกจากเอกมัยเพียงไม่นาน แล่นผ่านราวๆ สถานีบีทีเอสพระโขนง ไม่รู้นังเมียผีบ้าอะไรเข้าสิง กระโดดตะปบห่อรูปที่คนขับเอาออกมาโชว์
    เท่านั้นไม่พอ ยังโผเข้าไปแย่งเอกสารอะไรบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อคนขับอีกด้วย

    คนขับซึ่งก็ตกใจ ไหนจะต้องขับรถ ไหนจะพะวงกับห่อรูปซึ่งก็คงมีความสำคัญกับตัวเองมากโขอยู่ ก็เลยเกิดการยื้อแย่งกันขึ้น รถเริ่มแกว่งไปมา แต่เนื่องจากยังอยู่ในเขตกรุงเทพจึงวิ่งไม่เร็วนักทำให้ไม่น่าหวาดเสียวเท่าไหร่

    แต่กระนั้น ดิฉันซึ่งเห็นเหตุการณ์เต็มสองตาร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นเริ่มใจไม่ดี เพราะระยะทางยังอีกยาวไกลเหลือเกินกว่าจะถึงชลบุรี จากนั้นก็มีการปะทะคารมกันเรื่อยมา นังเมียก็เริ่มร้องไห้

    ฝ่ายคนขับก็ทั้งปลอบทั้งขู่ จะให้นังเมียคืนห่อรูปมา ซึ่งนังเมียก็ไม่ยอมท่าเดียว สลับกับการจ้วงมือแย่งกันเป็นระยะๆ สร้างความหวาดเสียวให้กับผู้โดยสารเป็นอย่างมาก

    จนมาถึงหน้าร้านไก่กระท้อน นังเมียผีบ้าาเข้าสิงก็ลงมือฉีกใบอะไรบางอย่างในมือทิ้ง ดังแคว่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฝ่ายนังผัวคนขับก็หันมามองด้วยสายตาแบบที่ทำให้ผู้โดยสารหวาดผวาว่ารายการนี้จะมีการโดดตบบ้องหูกันเกิดขึ้นต่อหน้ากันบ้างมั้ย

    แต่คนขับก็ได้แต่มองยังไม่มีการวางมวยเกิดขึ้น มีเพียวแต่การต่อว่าต่อขานว่าทำไมต้องฉีก ได้ยินเสียงนังเมียตอบมาว่า "ก็ชั้นเกลียดมัน" คนขับก็บอกว่า เครื่องมือทำมาหากินนะนั่น เอามาฉีกแบบนั้นได้ไง

    นังเมียเถียงไรกลับดิฉันไม่รู้แล้ว รู้แต่ตอนนั้นดิฉันเครียดเหลือเกิน เครียดจุกอกไปหมด ใจล่องลอยกลับไปหาลูกชายซึ่งยังเล็กมากที่รออยู่ที่บ้านแล้ว

    พอมาถึงช่วงที่ต้องขึ้นทางด่วนชั้นสอง (ใครเคยไปบางนา-ตราดจะเห็นนะคะว่ามันจะมีทางด่วนซ้อนอยู่บนถนนอีกชั้นชื่อว่า บูรพาวิถี) ดิฉันเริ่มเครียดอีกครั้งเพราะทางด่วนนั้นมันก็สูงนะ แล้วถ้าเกิดเหตุวิวาทที่รุนแรงกว่านี้ แล้วเกิดอุบัติเหตุ มันน่าจะมีสิทธิ์ตายมากกว่ารอด

    แต่ยังไงก็ต้องขึ้นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นและเป็นกฎของบริษัทขนส่งนี้ที่ว่ารถทุกคันต้องขึ้นทางด่วนนี้ (อ้อ... เวลาอ่านกรุณานึกภาพสลับไปกับการยื้อแย่งและโต้คารมของผัวเมียคู่นี้ไปเป็นระยะๆ นะคะ)

    รถผ่านด่านรับบัตร แล้ววิ่งต่อมาเรื่อยๆด้วยความเร็วสูงไม่มาก แต่ก็ไม่ปลอดภัยเพราะคนขับอยู่ในสภาพไม่พร้อมที่จะทำงาน มีการท้าทายกันเกิดขึ้นทำนองว่าแน่จริงก็ทิ้งเอกสารที่แย่งไปไว้ในมือเลยสิ ยังไงคราวนี้คนขับต้องออกจากงานแน่ๆ เพราะเอกสารสำคัญถูกทำลายไปแล้ว นังเมียก็ทำฮึดฮัดๆ บอกว่าก็ดีสิ ออกจากงานเลยก็ดี

    (ดิฉันนึกในใจ เมิงไม่ต้องท้ากันหรอก เมิงได้ออกแน่ กุนี่แหละจะโทรไปบริษัทเมิงให้ไล่ออกเอง)

    รถวิ่งมาถึงบางพลี เหตุการณ์รุนแรงขึ้น นังเมียบอก ส่งกระเป๋ามา นังผัวบอกไม่ให้ แย่งกันอีกแล้วครับท่านผู้ชม ตอนนี้รถเริ่มวิ่งเร็วมากขึ้นๆ คงจะด้วยอารมณ์ของคนขับ รถแกว่งวูบไปมา ดิฉันและผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ กันเริ่มมองตากัน ยิ้มให้กันแหยๆ

    ผู้โดยสารข้างๆ เอ่ยปากขอปากกาจากดิฉัน แล้วจดรายละเอียดของรถและคนขับทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือ เมื่อหันไปมองคนอื่นๆ ทุกคนต่างตกอยู่ในภาวะเดียวกัน คือจ้องมองเหตุการณ์ด้วยสายตาหวั่นวิตก

    คือจะบอกว่าสถานการณ์ตอนนั้น ตอนที่ยื้อแย่งกันจนรถวูบไปมาบนความสูงจากพื้นดินไม่ต่ำกว่าสิบเมตรนั้นรถวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 140 กม./ชม.

    ดิฉันเริ่มน้ำตาคลอ คิดถึงสามีและลูก ถ้าดิฉันตายไป พวกเค้าจะอยู่กันยังไง

    ไม่รู้จะบรรยายยังไงถูกว่าตอนนั้นมันห่วงคนข้างหลังมากแค่ไหน ดิฉันไม่กลัวตาย แต่กลัวว่าถ้าตาย คนข้างหลังเค้าจะอยู่กันยังไง

    แล้วก็นึกแค้นไอ้สองคนผัวเมียนี่ด้วยว่า มันเอาชีวิตคนอื่น ผู้โดยสารกันทั้งรถมาทำยังงี้ได้ยังไง สลับกับคิดไปมาว่าจะแก้ไขเหตุการณ์ยังไงดี

    มีการขู่กันไปมาว่ารอให้ถึงเมืองชลก่อนเถอะ.... (ถ้าตบกันแล้วเหตุการณ์สงบด้วยดีก็ตบไปเถอะว้อย ไม่ต้องมาขู่กันอยู่หรอก)พร้อมกับบอกว่าถ้าชั้นออกจากงานแกก็ต้องออกด้วย ชั้นจะไปดักอยู่หน้าโรงเรียนที่แกทำงานเลย (นังผู้หญิงทำงานโรงเรียนด้วยแฮะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นครูหรือภารโรง)

    ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์จากสามีเข้ามาหาถามว่าอยู่ไหนแล้ว ดิฉันแกล้งพูดให้เสียงดังพอประมาณ คุยเรื่อยเปื่อยเพื่อลดความกดดันของตัวเองและคนอื่นๆ พร้อมกับให้ผัวเมียสองคนนั้นมันรู้ด้วยว่ามันไม่ได้อยู่กันสองคน!!!

    แล้วช่วงที่แย่ที่สุดก็บังเกิด......

    นังเมียประกาศว่า ชั้นจะลง!!! นังผัวบอกไม่ให้ลง!!!

    ก็เลยเกิดแย่งกุญแจรถกันอีก บนทางด่วนชั้นสอง สูงจากพื้นดิน 10 เมตร และรถวิ่งไม่ต่ำกว่า 160 กม./ชม. (คนขับเร่งความเร็วขึ้นเพื่อจะให้ถึงชลบุรีเร็วๆ)

    รถวูบมากกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา อิชั้นอยากจะกรี๊ดแล้วเบิ๊ดกะโหลกมันสองคนเดี๋ยวนั้น ลูกและสามีมาลอยตรงหน้าอีกแล้ว

    ดิฉันหันไปกระซิบคนข้างๆ "ทำยังไงกันดีคะ"

    เธอบอก "เราแก้ไขตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ต้องหลังจากนี้ ไม่เป็นไรดิฉันจดหมายเลขไว้แล้ว"

    คุณขา ดิฉันเข้าใจค่ะ ว่าคุณมีดีเทล ดิฉันก็มีค่ะถึงไม่ได้จดก็เหอะเพราะดิฉันนั่งรถคันนี้ประจำ

    แต่เราจะมีชีวิตรอดไปถึงตอนนั้นกันไหมคะ ฮือๆๆ

    แล้วนังเมียก็เริ่มกระถดตัวออกห่างมาทางประตู ทำท่าเหมือนจะเปิดประตูโดดลงไป คนขับก็เหล่เป็นระยะๆ ไม่รู้ใครคิดยังไงนะคะแต่ดิฉันแอบลุ้นว่า "โดดเลยเมิง โดดเลย เมิงตายซะคนเดียวพวกกุทั้งหมดนี้จะได้ปลอดภัย"

    แต่สุดท้ายก็ไม่โดด ไม่แน่จริงนี่หว่า


    ที่น่ากลัวอีกช่วงคือตอนวิ่งผ่านแม่น้ำบางปะกง ดิฉันกลัวเกิดวิวาทะกันอีกครั้งจนรถพุ่งลงแม่น้ำ ดิฉันก็กะว่าหากเกิดอะไรที่มันไม่ไหวแล้วขึ้นมาจริงๆ ดิฉันนี่แหละจะพุ่งตัวไปจัดการมันทั้งคู่คนแรก

    แต่ในที่สุด การเดินทางที่ยาวนานที่สุดของดิฉันก็ใกล้จบสิ้นลง ดิฉันไม่เคยเห็นปล่องโรงไฟฟ้าบางปะกงสวยงามขนาดนี้มาก่อน
    เนื่องจากทางลงสุดท้ายมันจะอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า

    รถแล่นลงจากทางด่วนท่ามกลางเสียงถอนหายใจของผู้โดยสารทุกคนในรถ (ยกเว้นมันสองตัวนั่น) แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยเพราะถนนข้างล่างเต็มไปด้วยรถตู้คอนเทนเนอร์ รถบรรทุกมากมาย แต่ยังไงก็รอดตายจากการตกจากที่สูงแล้วละ

    มีผู้โดยสารขอลงที่ศรีพโล นังเมียถือโอกาสเผ่นตามลงไปด้วย คนขับก็ชะเง้อมองตามด้วยความหัวเสียแต่ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากติดผู้โดยสารอีกทั้งคันรถ ได้แต่ออกรถแบบกระชากจากไป

    ดิฉันโล่งใจกว่าเดิมมากเพราะมันไม่มีใครจะให้ทะเลาะด้วยแล้ว และภาวนาให้ถึงปลายทางเร็วๆ ซึ่งเมื่อถึงจุดที่จะลง ดิฉันรีบลงทันทีและกดโทรศัพท์หาสามี แต่เจ้ากรรม โทรไม่ติด ดิฉันอยากร้องไห้อีกครั้งเนื่องจากมันมืดแล้ว และตอนนี้ดิฉันอยากเจอหน้าสามีที่สุด


    นึกได้ว่าครั้งสุดท้ายที่คุยกัน ตกลงว่าจะรอที่ชั้น 3 ก็เลยลองเสี่ยงดวงเดินขึ้นไปเจอสามีนั่งรอที่ร้านอาหาร เนื่องจากแบตมือถือหมดเลยต้องมานั่งรอที่นั่นให้เห็นเวลาที่ดิฉันเดินมาชัดเจนที่สุด

    เห็นหน้าสามี ดิฉันก็ปี่แตกทันที เล่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ทุกอย่างให้ฟังโดยมีสามีคอยปลอบว่า อืม ไม่เป็นไรแล้วนะ ถึงมือเค้าแล้วปลอดภัยแล้ว

    แต่ก็ยังไม่วายที่ดิฉันจะน้ำตาไหลพรากๆ สลับกับด่าคู่ผัวเมียนรกนั่นอย่างหยุดไม่ได้

    แม้ว่าจะมีสายตาคนในร้านสักกี่คู่ที่มองอยู่ แต่ดิฉันก็ไม่สนใจ รอดตายมาได้นี่ไม่รู้จะขอบคุณใครหรืออะไร

    สามีบอกว่าอาจจะเป็นเพราะดิฉันชอบทำทานบ่อยๆ ด้วยการหยอดเงินใส่กระปุกที่รับบริจาคให้เด็กและคนพิการ ส่วนดิฉันก็ว่าอิชั้นฟาดเคราะห์ด้วยการนาฬิกาหายไปก่อนหน้านี้แล้ว

    ออกมาจากร้านอาหาร ดิฉันหยอดเงินช่วยคนตาบอดอีกครั้ง พร้อมกับนึกขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้ดิฉันรอดตายเมื่อวานนี้ และตั้งใจว่าจะโทรไปร้องเรียนกับบริษัทรถทัวร์ดังกล่าวด้วย ถ้าไม่มีใครรับเรื่องร้องเรียน ดิฉันจะโทรไปออกรายการภัยรายวันทางวิทยุ

    ตื่นเช้ามาปุ๊บอิชั้นก็รีบกดโทรไปทันทีแต่ได้รับคำตอบว่าให้โทรมาใหม่วันจันทร์เพราะวันอาทิตย์ไม่มีใครมาทำงาน

    ยอมรับว่าโกรธมากที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วนี่ดิฉันก็ยังต้องเข้ากรุงเทพทุกเสาร์อยู่
    ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่ซวยแบบนี้ทุกอาทิตย์หรอกนะ

    จากคุณ : ผู้โดยสารที่เดือดร้อน - [ 6 ก.ย. 47 13:07:13 A:203.172.41.28 X: TicketID:072233 ]

 
 


เขียนกระทู้อย่างไร.. จึงไม่เผลอละเมิดกฎหมาย !!!

  1. บรรยายข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนโดยสุจริต(คำอธิบายเพิ่มเติม)
  2. ถ้าเป็นข้อร้องเรียนที่มีคู่กรณี ผู้เขียนต้องมีส่วนได้เสียโดยตรงต่อกรณีขัดแย้งนั้น
  3. งดเว้นถ้อยคำรุนแรง เสียดสี หยาบคาย จาบจ้วงเกินกว่าเหตุ

กระทู้ยอดนิยม