◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ROA

    การเล่นหุ้นโดยใช้การวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานก็มีปัญหาเดียวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคครับ....เพราะเครื่องมือทางปัจจัยพื้นฐานก็มีหลายตัวเหมือนเครื่องมือทางเทคนิค
    ครั้งที่แล้วผมได้บอกเพื่อนๆให้ทราบว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์,ผมให้ความสำคัญกับแลนด์แบงค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบุ๊คแวลูมากกว่าค่าอื่น......ถ้าpbvต่ำมากๆอสังหาฯตัวนั้นน่าสนใจสำหรับผม
    วันนี้ผมจะกล่าวถึงกลุ่มธนาคาร...ผมจะซื้อหุ้นตัวไหนในกลุ่มธนาคารขึ้นกับว่าอีก1-2ปีข้างหน้าเขาจะทำกำไรต่อหุ้นได้เท่าไรแล้วผมมาเทียบว่าตอนนี้ราคาอยู่ที่PERเท่าไร...ถ้าต่ำมากๆน่าสนใจครับ
    เราหากำไรต่อหุ้นในอนาคตได้อย่างไร....รายได้ธนาคารมาจาก2ส่วนหลักๆ
    1.จากการปล่อยกู้.....รายได้ส่วนนี้แปรตามเงินที่ปล่อยกู้และมาร์จิ้นของดอกเบี้ย
    2.จากการลงทุนและค่าธรรมเนียม...รายได้ส่วนนี้จะขึ้นกับสภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่ในแต่ละธนาคาร
    ทั้งสองส่วนถ้านำมารวมกันพอประมาณคร่าวๆได้ว่าเกิดจากการนำสินทรัพย์ของธนาคารไปลงทุน........กำไรที่เกิดจากการนำสินทรัพย์ไปลงทุน(return on assetROA)เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญใกลุ่มธนาคารครับ
    ในภาวะปกติROAของกลุ่มธนาคารควร=2-3%......ลองเอา2-3%ไปคูณกับassetของแต่ละธนาคารจะได้กำไรคร่าวๆของธนาคารนั้นๆ...เมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นจะกลายเป็นกำไรต่อหุ้น(EPS).....เอาEPSหารราคาหุ้นตอนนี้,เราจะได้expected PERใน1-2ปีข้างหน้า  ที่ธนาคารทั้งหลายกลับสู่ภาวะปกติ(ไม่ต้องตามแก้ปัญหาหนี้เสียจากวิกฤตที่ผ่านมา)
    สำหรับเรื่องเพิ่มการสำรองของธนาคารต่างๆเป็นดังนี้ครับ
    เดิมธนาคารสามารถนำหลักประกันมาหักการกันสำรองได้เท่ากับ50%ของมูลค่าหลักประกันเช่นยอดหนี้คงค้าง(npl)2ล้านบาทมีอสังหาเป็นหลักประกัน1ล้านบาท,ธนาคารต้องตั้งสำรอง1.5ล้านบาทในกรณีที่เป็นหนี้จัดชั้นสูญ(ต้องสำรอง2ล้านลบ50%ของหลักประกัน(=5แสนบาท))...ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่ได้ทำดังนั้นแล้วเมื่อ2-3ปีที่ผ่านมา
    ครั้งนี้ธปท.ให้สำรองเพิ่มในส่วนหลักประกันสำหรับหนี้ที่ยังแก้ไม่ได้ใน2ปีขึ้นไป(เหมือนกับการหักค่าเสื่อมของหลักประกัน)ดังนั้
    2-3ปีสำรองเพิ่ม25%ของส่วนที่นำมาหักก่อนสำรอง(คือ5แสนบาทในกรณีตัวอย่าง)=1.25แสนบาท
    3-4ปีสำรองเพิ่ม50%ของส่วนที่นำมาหักก่อนสำรอง(คือ5แสนบาทในกรณีตัวอย่าง)=2.5แสนบาท
    4ปีขึ้นไปสำรองเพิ่ม100%ของส่วนที่นำมาหักก่อนสำรอง(คือ5แสนบาทในกรณีตัวอย่าง)=5แสนบาท
    จะเห็นว่าธนาคารมีภาระสำรองเพิ่มไม่มากนักเมื่อเทียบกับ2-3ปีก่อนและในส่วนหลักทรัพย์ค้ำประกันถ้ามีการขายออกก็ไม่ต้องสำรองเพิ่มเพราะส่วนใหญ่จะขายได้ราคามากกว่า50%ของราคาประเมิน....เราจึงเห็นมหกรรมขายทอดตลาดมากมายในช่วงนี้ในราคาเริ่มต้น50-80%ของราคาประเมิน
    จะเห็นว่าการสำรองเพิ่มไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผลกำไรของธนาคารมากนักแต่สิ่งที่จะมีผลต่อกำไรของธนาคารมากในช่วงเวลาข้างหน้ามีดังนี้ครับ
    1.ดอกเบี้ยสหรัฐและดอกเบี้ยอาร์พีสูงขึ้นทำให้ธนาคารมีช่องทางนำสภาพคล่องส่วนเกินไปลงทุนได้ผลประโยชน์มากขึ้น
    2.แนวโน้มสัดส่วนเงินฝากต่อเงินกู้ลดลงทำให้ต้นทุนของธนาคารต่ำลงในแง่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากที่แช่ในธนาคารเฉยๆโดยธนาคารไม่สามารถนำไปปล่อยกู้ได้
    3.คุณภาพของลูกหนี้....ลูกหนี้ที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันจะกลายเป็นnplทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองมากขึ้น
    4.การเปิดการค้าเสรีทวิภาคีกับหลายๆประเทศทำให้มีธุรกรรมผ่านธนาคารมากขึ้น...ธนาคารได้ค่าธรรมเนียมมากขึ้น
    เหล่านี้เป็นการวิเคราะห์ตามสไตล์think_pos...ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะได้ประโยชน์บ้างหรือไม่ครับ

    ป.ล.ผมยังมั่นใจว่าหุ้นน่าจะผ่าน630ไปได้แต่ที่หายไป2-3วันเพราะคอมมีปัญหาครับ

    แก้ไขเมื่อ 05 ก.ย. 47 18:41:50

    จากคุณ : think_pos - [ 5 ก.ย. 47 13:45:21 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม