◀ Previous Next ▶ Up ▲


    วิธีปฏิบัติตัวเวลาหุ้นลง

    สวัสดีครับ อย่างเพิ่งท้อแท้เสียก่อนนะครับ ผมลองคิดแนวทางการปฏิบัติเมื่อหุ้นลงดูนะครับ

    1. ถ้าพอร์ตยังเป็นเงินสดส่วนใหญ่ ผมว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อหุ้นดีๆ ราคาถูก

    2. ถ้ามีการลงทุนเต็มพอร์ตแล้ว

    2.1 ถ้าหุ้นที่ถืออยู่เป็นหุ้นที่ดีราคาถูกอยู่แล้ว หลายตัวมีปันผลดีกว่าการฝากธนาคาร กิจการมีหนี้ไม่มากนัก และมี P/E ต่ำกว่าการขยายตัวของกำไร ก็ถือต่อเลยครับ

    2.2 ถ้าหุ้นบางตัวในพอร์ตเป็นตัวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เช่น ยังมีการดำเนินงานขาดทุนอยู่เลย หรือมี P/E สูงกว่าการขยายตัวของกำไร น่าจะหาทางเปลี่ยนเป็นหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่า โดยไม่ต้องสนว่าจะต้องขายขาดทุนหรือไม่ครับ

    2.3 หากหุ้นลงมาอีกจนถึงในระดับที่เรียกว่าถูกมากๆ การขายเป็นลักษณะแบบหนีตาย ในกรณีที่เรามีหุ้นเต็มพอร์ตแล้ว สิ่งที่ผมมักจะแนะนำให้ทำก็คือ การเพิ่ม beta ของพอร์ต ด้วยการ 1. ขายหุ้นแม่แล้วซื้อ warrant 2. ขายหุ้นตัวที่มีความผันผวนของราคาต่ำมาซื้อหุ้นที่มีความผันผวนของราคาสูงที่มีปัจจัยพื้นฐานใกล้ๆ กัน หรือการขายหุ้น defensive เช่น PTT PTTEP EGCO RATCH มาเข้าหุ้นที่มี beta สูง เช่น หุ้นอสังหา ไฟแนนซ์

    เช่น ใน 11 กันยายนปีก่อน หากเรามี Tisco แม่อยู่ ตอนที่หุ้นแม่ลงไปต่ำกว่า 10 บาท แล้ว tisco-c1 ลงเหลือ 1 บาทต้นๆ เราน่าจะขาย tisco แม่ออกบางส่วนและมาซื้อ c1 เพื่อเป็นการเพิ่ม beta ของพอร์ต ในกรณีที่หุ้นขึ้นมา จะทำให้เราสามารถมีกำไรได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้หุ้นขึ้นถึงทุน

    แต่ผมไม่ได้จะชี้นำให้ซื้อ warrant นะครับ การทำเช่นนี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยง และควรทำกับหุ้นที่เรามั่นใจในปัจจัยพื้นฐานจริงๆ อย่างปีที่แล้ว ผมต้องเอางบของ tisco มานั่งวิเคราะห์เป็นคืน และทำราคาเป้าหมายไว้ประมาณ 25 บาท จึงทำให้มีความกล้าที่จะซื้อ c1 ดู ทั้งๆ ที่มี warrant มีอายุเหลือเพียง 6 เดือน

    แต่ตอนนี้ผมคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะ switch จากหุ้นแม่เป็น warrant ครับ เพราาะคิดว่าตลาดอาจจะเกิด panic sell ได้อีก และยังไม่เป็นหุ้นตัวไหนที่ผมจะสามารถ " ตีแตก " ( ขอยืมศัพท์ ดร. นิเวศน์ มาใช้ ) เหมือน tisco-c1 ได้อีก

    ส่วนใหญ่ในเดือน กันยา ตุลาคม แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงก็ตาม หุ้นก็มักจะลงเพราะนักลงทุนต่างชาติจะปรับพอร์ตในช่วงนี้ และหุ้นมักจะเริ่มขึ้นในเดือนธันวาและมกราคม ผมจึงคิดว่าไม่ควรจะขายหุ้นทิ้งในลักษณะ cut loss ช่วงนี้เพราะอาจจะทำให้ต้องซื้อแพงกว่าครับ เงินที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนในเมืองไทยน้อยกว่าเงินออมของประชาชนทั้งประเทศมากครับ เราไม่ควรจะให้นักลงทุนต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดขนาดนี้ เราอยู่เมืองไทย รู้จักสินค้า บริการ กิจการของบริษัทในประเทศไทยมากกว่าผู้จัดการกองทุนต่างชาตที่ลงทุนเป็นพันล้านแต่ปีนึงมาเมืองไทยไม่กี่ครั้ง ดังนั้น ถ้าเรามั่นใจว่าหุ้นไทยถูกพอ ก็ลงทุนเถอะครับ ถ้าศึกษาดีพอ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าฝากธนาคารครับ

    จากคุณ : Invisible hand - [ 26 ก.ย. 45 23:09:56 A:203.107.138.82 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม