◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    "อานันท์"ชี้รัฐบาลประเมินสงครามต่ำ ศึกสหรัฐ-อิรักอาจยืด 10 ปี

    "อานันท์"ชี้รัฐบาลประเมินสงครามต่ำ ศึกสหรัฐ-อิรักอาจยืด 10 ปี

    "อานันท์" ชี้ภัยสงคราม สหรัฐ-อิรัก อาจยื้ดเยื้อนานกว่า 10 ปี เหตุวิธีการรบเปลี่ยนไป แลัะผู้นำสหรัฐจะใช้รูปแบบการโยนหินถามทาง ฟังกระแสจากสังคม และเสียงจากพันธมิตร ติงรัฐบาลรัฐประเมินผลจากสงครามต่ำเกินไป เพราะผลกระทบจะรุนแรงและกระจายในวงกว้าง



    วานนี้ (16 ก.ย.) นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) บรรยายพิเศษในวาระการประชุมคณะกรรมการ สอท.ครั้งที่ 7 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยกล่าวในที่ประชุมว่า ขณะนี้สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องตระหนักให้มาก คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรัก โดยประเมินถึงภัยร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่เหมือนแต่ก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางส่วนของประเทศที่มีการสู้รบ

    แต่ครั้งนี้จะกระทบทั่วโลก และเป็นผลกระทบที่รุนแรงมาก เพราะรูปแบบการรบได้เปลี่ยนไป เนื่องจากระบบข้อมูลข่าวสารและยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีการเชื่อมโยงเครือข่าย และมีการกระจายข่าวสารที่เร็วและทั่วถึงกว่า อีกทั้งการตัดสินใจที่จะเปิดสงครามของสหรัฐยังต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายและพันธมิตร ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้จะเป็นตัวสะท้อนที่สำคัญของการตัดสินใจเข้าสู่สงคราม

    ดังนั้น จึงมองว่า หากเข้าสู่สงครามจริง จะไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ เหมือนแต่ก่อน แต่อาจยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี เนื่องจากยุทธวิธีการรบภายใต้การนำของผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน จะใช้รูปแบบการโยนหินถามทาง เพื่อฟังกระแสจากสังคม ดูปฏิกิริยาจากประชาชน และเสียงจากพันธมิตรและเครือข่าย

    คนทั่วโลกมักมองภาพประธานาธิบดีสหรัฐเป็นคนกระหายสงคราม และพร้อมที่จะรบอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงต้องยกย่องในความเป็นนักประชาธิปไตยที่พูดให้เกิดความเป็นจริงไว้ก่อน แบบใช้วิธีโยนหินถามทาง ซึ่งทุกครั้งที่พูดออกไป ก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงความเห็นจากกลุ่มนักวิชาการ ประชาชน องค์กรต่างๆ หนังสือพิมพ์ สิ่งที่เหล่านี้ คือ ข้อมูลที่ผู้นำสหรัฐนำมาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งจะเห็นว่าทุกครั้งที่มีกระแสการต่อต้านจากกลุ่มใดก็แล้วแต่ ก็จะนำมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ ซึ่งเชื่อว่า แนวรบแบบนี้ หากเกิดขึ้นจริงจะยืดเยื้อนานกว่า 10 ปีนายอานันท์ กล่าว

    นายอานันท์ มองว่า การที่รัฐบาลได้ออกให้มาข่าวเกี่ยวกับมาตรการการป้องกันเรื่องผลกระทบจากภาวะสงคราม เป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป และกระทำอย่างไม่ระมัดระวัง เช่น การให้สัมภาษณ์ในเรื่องสงครามอาจจะทำให้ยอดนักท่องเที่ยวตกไปเพียง 1% ปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศที่เพียงพอถึง 3 เดือน หรือประเด็นในเรื่องของระยะทางที่ยังห่างไกลประเทศไทย เป็นต้น

    โดยวานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่าสงครามจะไม่รุนแรงและผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด

    นายอานันท์ ยังประเมินภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเขาเชื่อว่า เศรษฐกิจของไทยจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้น และเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ ตามเป้าหมายอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ไว้ที่ 4% รวมถึงให้ความหวังกับอุตสาหกรรมบางประเภท โดยเฉพาะอาหารและท่องเที่ยวจะเติบโตมาก และเห็นว่า หลังจากที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้นจาก 32 พันล้านดอลลาร์ เป็น 38 พันล้านดอลลาร์ และภาระหนี้ของเอกชนลดลง

    "อัตราการเติบโตของจีดีพี 4% ไม่น่าจะเพียงพอ ควรที่จะมีอัตราการเติบโตถึง 5% เพราะในแต่ละปียังมีการตกงาน และมีแรงงานใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 5-6 แสนคน ถ้า จีดีพี ไม่ถึง 5% จะไม่มีงานให้รองรับได้เพียงพอ" นายอานันท์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม เขายังแสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ใน 3 ประการ คือ 1.เรื่องหนี้สาธารณะที่มากขึ้น 58% ของจีดีพี ที่รัฐบาลตั้งไว้ 4% ซึ่งเป็นอันตรายมาก 2.การส่งออกที่เพิ่มขึ้น จริงหรือไม่เพราะบางเดือนมีอัตราการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่บางเดือนก็ลดลง ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจดี มีการพึ่งการส่งออกถึง 60% ของจีดีพี แต่ถ้าการส่งออกลดลง เป็นการลดลงเพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก

    และ 3.อัตราการใช้เครื่องจักรในโรงงานปัจจุบันอยู่ที่ 57-58% ซึ่งไม่ได้มีอัตราการใช้ที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลควรที่จะเข้ามาดูแลโดยรวมแล้วโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปมีการเดินเครื่องจักรไม่เต็มกำลังการผลิต ดังนั้น อัตราการเติบโตจีดีพี 4% จะมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าของรัฐบาล โดยการกระจายงบไปยังเศรษฐกิจระดับรากหญ้า เป็นเพียงการเพิ่มกำลังซื้อของคนที่หาเงินไม่ได้ ซึ่งไม่ได้เป็นแบบยั่งยืน แต่การทำแบบยั่งยืนจะต้องให้คนเหล่านี้สามารถมีเงินซื้อของได้ด้วยตัวเอง

    นายอานันท์ ยังเห็นว่า ที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค, พ.ร.บ.ประกันสุขภาพ, การปฏิรูปการศึกษา เป็นต้น แต่ยังขาดการจัดการที่ดี ซึ่งต้องมีการปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ประกันสุขภาพ จะต้องมีการโน้มน้าวให้แพทย์เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้รัฐบาลชุดนี้จะพร้อมที่จะสร้างนโยบายใหม่ แต่จะทำอย่างไรให้เหมือนอย่างสหรัฐและอังกฤษ มีการโยนหินถามทาง เพื่อสร้างความเข้าใจของประชาชน และนำไปสู่จุดยืนร่วมกัน ให้ดีกว่าในอดีต หากมัวแต่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็จะไปไม่รอด

    "สังคมไทยมีเวลาไม่มากนักกับเนื้อร้าย ซึ่งจะบั่นทอนทุกอย่างที่สร้างขึ้นมา ผมจะไม่บอกอย่างคุณชวน ว่า วันนี้ซ้าย วันโน้นขวา วันนี้อยู่ในป่า พรุ่งนี้อยู่กับนายทุน ผมไม่อยากบอกว่าถ้าเราไม่ทำวันนี้ เราจะไม่มีวันข้างหน้า เพราะการคอรัปชั่นจะทำลายทุกสิ่ง" นายอานันท์ กล่าว

    จากคุณ : WAR - [ 17 ก.ย. 45 07:41:17 A:203.149.33.228 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม