◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ความคิด-ชีวิต และตัวตน "ซิกเว่ เบรกเก้" "A man who love change"

    ประชาชาติธุรกิจ ล่าสุด
    .....................

    ปีที่ 28 ฉบับที่ 3656 (2856)    
    ความคิด-ชีวิต และตัวตน "ซิกเว่ เบรกเก้" "A man who love change"
    สัมภาษณ์

    "ชื่อและหน้าตา" ของ "ซิกเว่ เบรกเก้" อดีตโคซีอีโอแห่งดีแทค คงคุ้นหูคุ้นตาคนไทยเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะลงทุนเป็นพรีเซ็นเตอร์ในภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ดีแทคคู่ "วิชัย เบญจรงคกุล" มาแล้ว 2 เรื่อง และตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ภาพของเขาทั้งคู่ยังปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจบ่อยครั้ง ในฐานะคู่หู "ซีอีโอ" ที่มักมีเซอร์ไพรส์เด็ดๆ ในงานแถลงข่าวเสมอๆ

    เป็น "แร็พเพอร์" ขึ้นเวที ทั้งร้องทั้งเต้นก็เป็นมาแล้ว เป็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ควบ "ฮาเลย์ เดวิดสัน" ตระเวนแจกน้ำดื่มทั่วกรุง เพื่อโปรโมตบริการโทรศัพท์มือถือก็ทำมาแล้ว หรือลงทุนโชว์ลีลา "นักสเกตน้ำแข็ง" ในวันเปิดตัวความร่วมมือระหว่าง มิสทินกับดีแทค ชนิดที่น้องกบ "สุวนันท์ คงยิ่ง" ยังต้องอาย ก็ทำมาหมดแล้ว

    อะไรที่ทำแล้ว "ดีแทค" กลายเป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" ได้ ขอให้บอก เพราะคำว่า "ซีอีโอ" ของเขาไม่ได้หมายถึง "Chief Executive Officer" แต่คือ Chief Emotional Officer

    "ซีอีโอ" ในแบบของ "เขา" ยังเปรียบได้กับ "โค้ช" ทีมฟุตบอล

    "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "ซิกเว่ เบรกเก้" (อดีต) "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม" ประเทศนอร์เวย์ และอดีตโคซีอีโอดีแทค ในวันที่เขาอำลาตำแหน่งนี้ยังไม่ทันครบอาทิตย์ดี

    - ยังเป็นพนักงานของเทเลนอร์ไหม

    ถ้าเทเลนอร์มอบหมายให้ผมทำงานในไทย ผมก็จะยังอยู่กับเทเลนอร์ อาทิตย์หน้าคงได้คำตอบ ถ้าไม่มี ก็จะไปทำงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่า บริษัทอะไร แต่ไม่ใช่โทรคมนาคมแน่ เพราะไม่ต้องการทำอะไรที่เป็นการแข่งขันกับ ดีแทค AIS หรือ Orange จึงไม่ใช่ที่ที่ผมจะไปแน่ๆ มีหลายบริษัทติดต่อมา แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นใครบ้าง

    - ทำไมถึงตัดสินใจอยู่เมืองไทยต่อ

    ผมชอบคนไทย และวัฒนธรรมไทย ครอบครัวผมก็ชอบด้วย ทุกอย่างในไทยดูง่ายๆ สบายๆ อีกเหตุผลคือช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมพบปะกับผู้คนมากมาย ทำอะไรมากมาย พอมีคอนเน็ก ชั่นอยู่บ้าง ถ้าต้องไปอยู่ประเทศอื่นก็ต้องนับหนึ่งใหม่ เราอยู่เมืองไทย 2 ปีแล้ว อยู่สิงคโปร์ 4 ปี อเมริกาอีก 2 ปี รวมแล้วไม่ได้อยู่นอร์เวย์มานานถึง 8 ปี นานมากที่จากมา จึงยังไม่อยากกลับไปตอนนี้

    - เป็นคนตัดสินใจเร็ว

    ถ้าเรื่องที่มีความสำคัญ ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เช่น สิ่งที่จะทำต่อไปก็ต้องการเวลาคิด แม้จะมีคนมาเสนองานให้มากมาย แต่ผมอาจไม่ตอบรับทันที ต้องดูก่อนว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจทั่วๆ ไปจะตัดสินใจได้เร็ว คือใช้เวลาคิดเหมือนกัน แต่สั้นมาก

    - แล้วตอนลาออกจากดีแทค

    เป็น big decision แต่จะบอกว่าใช้เวลาสั้นก็ได้ คือตัดสินใจภายใน 1 สัปดาห์ระหว่างจะอยู่ต่อ หรือจากไป แต่คิดเรื่องนี้มาก่อน 2 เดือน

    - ทำไม

    ช่วงที่มาอยู่ดีแทค เดือน พ.ย. 2545 เป็นเวลา 2 ปี 3 เดือน ดีแทคมีปัญหามาก ความรับผิดชอบของผมคือช่วยเหลือดีแทค ซึ่งผมก็โอเค แม้จะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่ผมและคุณวิชัย (เบญจรงคกุล) ตกลงว่าจะร่วมกันแก้ปัญหา หลังจากผ่านมา 2 ปี ดีแทคดีขึ้นมาก ตัวเลขการเงินดีขึ้น มีการนำทีมบริหารใหม่เข้ามา บริษัทก็แข็งแกร่งกว่า 2 ปีก่อนมาก ซึ่งผมรู้สึกว่าได้ทำงานของผมเสร็จแล้ว ดีแทคสามารถบริหารต่อไปได้โดยไม่ต้องมีผม

    ประการที่สอง หลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณต้องจากไป ในเมื่อทุกสิ่งดีแล้ว คนคิดว่าต้องมีอะไรแน่ๆ คิดว่าผมกับคุณวิชัยไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไปแล้ว หรือเพราะเทเลนอร์ไม่แฮปปี้ ซึ่งไม่ใช่เลย ผมแค่ต้องการไปในช่วงที่ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว สำหรับผมเป็นเรื่องดีที่จากไปในช่วงที่ทุกอย่างดี หลังจากปัญหาได้แก้ไขแล้ว

    - ไม่มีอะไรท้าทายแล้ว

    ยังมีอะไรที่ท้าทายอีกมาก และต้องทำอีกเยอะมากที่ดีแทค แต่ผมคิดว่า ได้ทำตามที่สัญญาไว้แล้ว คือช่วยให้ดีแทคพ้นจากวิกฤตการณ์ ตอนนี้คุณวิชัยและทีมบริหารชุดใหม่สามารถทำต่อได้โดยไม่ต้องมีผม

    - คุณเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดีแทคไปแล้ว

    ไม่ใช่แค่ผมหรอก คุณวิชัยก็ทำกับผม อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ในการทำการตลาด อย่างโฆษณาทางทีวี และอะไรตั้งหลายอย่างที่ต้องทำกับสื่อ ที่เคยมาจากผม สิ่งเหล่านี้คงเปลี่ยนไป แต่ไม่คิดว่ามากนัก สิ่งที่ผมและคุณวิชัยทำ หลายอย่างมาจากคนหลายคนช่วยกันคิด

    - ครอบครัวที่นอร์เวย์ทำอะไร

    ผมโตมาในฟาร์มเล็กๆ เป็นฟาร์มเลี้ยงแกะ พ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ คุณปู่เป็นเกษตรกร ผมเป็นลูกชายคนโต มีบ้านอยู่บนเนินเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 750 เมตร ช่วงที่ผมโตมาในจังหวัดที่อยู่มีคนสัก 2,500 คน ต่างจากที่นี่มาก (หัวเราะ) ผมเคยอยากเป็นครูตามพ่อแม่ แต่สอนนักเรียนเกรด 6 ได้ปีเดียว ก็บอกตัวเองว่า ไม่ใช่เส้นทางของผม จึงวางแผนชีวิตครั้งใหม่

    ผมบอกพ่อว่า ผมอยากเป็นเกษตรกร พ่อจึงส่งไปเรียนต่อวิทยาลัยเพื่อเรียนรู้การตัดไม้ในป่า หลังจากกลับมาไร่อีกครั้ง ก็บอกน้องชายว่า ลองมาเป็นชาวไร่กัน ลองกันสัก 6 เดือน ทำกันสองคน น้องผมก็บอกว่า โอเค แต่ผมทำไปได้สัก 2 เดือน ก็บอกเขาว่า ไม่ทำแล้ว โชคดีแล้วกัน

    - ลูกคนโตน่าจะต้องดูแลฟาร์ม

    น้องชายทำได้ดีกว่าผม เมื่อรู้แล้ว ครูก็ไม่ใช่ เกษตรกรก็ไม่ใช่ ที่บ้านก็ไม่มีอะไรให้ทำอีกแล้ว ผมจึงไปเรียนต่อวิทยาลัยเพื่อให้ได้ปริญญาตรี เมื่อจบก็ไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโฆษณา จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการการเมือง

    อายุ 18 ปี ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาจังหวัด พอ 25 ปี ก็สนใจเล่นการเมืองระดับชาติจึงออกจากจังหวัดไปเมืองหลวงออสโล ไปเป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองให้พรรคสังคมประชาธิปไตย เป็นที่ปรึกษาด้านการเมือง 3 ปี ให้พรรคสังคมประชาธิปไตย ก็ไปทำงานกับสหภาพแรงงาน (Labor Union) อยู่จนได้เป็นเลขาธิการของกลุ่มสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่ในสหภาพแรงงาน

    - ก้าวหน้าเร็วมาก

    ช้ากว่าที่ผมคิดเสียอีก (หัวเราะ) จากนั้นก็ได้รับการร้องขอให้ทำงานการเมืองอีกครั้ง โดยไปเป็นเลขาธิการให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคสังคมประชาธิปไตย ทำงานได้ 3 ปี ก็ได้รับการทาบทามให้เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐมนตรีกลาโหม ทำอยู่ 6 เดือน ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น รมช.กลาโหม ตอนอายุ 32 ปี

    ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ถือเป็นเบอร์ 2 แต่มีอำนาจทั้ง รมว. และ รมช. ตอนนั้นนอกจากจะอายุน้อยแล้ว ผมยังไม่ได้ผ่านการเกณฑ์ทหาร เพราะที่นอร์เวย์ พออายุ 18 ปี ต้องไปเป็นทหาร 1 ปี หลายคนจึงพูดว่า ผู้ชายคนนี้เหรอ ไม่มีพื้นความรู้ทางทหาร อายุแค่ 32 ปีด้วย แต่ผมก็อยู่ในตำแหน่งได้ 3 ปี ทุกอย่างก็สนุก เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในระบบการเมือง

    แต่อยู่มาวันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็คิดได้ว่า อยากทำอย่างอื่นบ้าง ตอนนั้นอายุ 35 ปีแล้ว ทำงานการเมืองมานานถึง 10 ปี

    - ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานทางการเมือง และธุรกิจ

    อยู่กับดีแทค คุณต้องมีเป้าหมาย และสิ่งเดียวที่คุณต้องคำนึงถึง คือ เป้าหมายเท่านั้น ซึ่งคุณสามารถสั่งให้คนทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่ในทางการเมือง แม้คุณจะมีเป้าหมาย แต่ต้องเรียนรู้มากกว่าเรื่องของเป้าหมาย ต้องเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้คนเห็นด้วยได้ เพราะในทางธุรกิจ คุณเป็น CEO คุณสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ แต่ในทางการเมือง คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ คุณทำได้แค่ต้องพยายามพูดคุยกับคนเพื่อให้เขาเห็นด้วย

    จากคุณ : OnceInTheBlueMoon - [ 26 ม.ค. 48 23:04:29 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม