◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    มรดกเจ้าปัญหา อดีตที่ผ่านมา (จบ)

    จากคอลัมน์ น.ต.ประสงค์พูด
    ที่มา http://www.naewna.com

    ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนผู้หนึ่ง ผมรู้สึกสลดใจในพฤติกรรมของบุคคลหลายคนที่ร่วมกันฉ้อลที่ธรณีสงฆ์ แห่งนี้ไปเป็นสมบัติของตนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกขี้ฉ้อเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ได้ชื่อว่าเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนาด้วย แต่กระทำตนเหมือนไม่ใช่ชาวพุทธที่ไม่เข้าใจในเรื่องกรรม
    ผู้ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมได้ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฐิในพระพุทธศาสนา เป็นคนที่มีอันตรายทั้งแก่ตนเองและสังคมในส่วนรวม เพราะไม่เชื่อบุญเชื่อบาป
    พุทธศาสนิกชนที่แท้จริงย่อมเชื่อในกฎแห่งกรรมที่เรียกว่า "กัมมสัทธา-เชื่อกรรม" เพราะกฎแห่งกรรมนี้เป็นกฎธรรมชาติที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง
    พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคัมภีร์สุตตนิบาตตอนหนึ่งว่า "คนเราจะเป็นคนเสื่อมเพราะชาติสกุลกำเนิดก็ไม่ใช่ จะเป็นคนรุ่งเรืองเพราะชาติสกุลกำเนิดก็ไม่ใช่ แต่คนเราจะเป็นคนเสื่อมก็เพราะกรรม คือการกระทำของเราเอง จะเป็นคนเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะกรรม คือการกระทำของเราเอง"
    การกระทำด้วยการฉ้อฉลเอาที่ธรณีสงฆ์ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของวัด ก็เป็นการกระทำของพวกขี้ฉ้อเหล่านั้นด้วยกันเอง จะต้องเป็นคนเสื่อมเพราะกรรมนี้
    ชีวิตใดทำกรรมใด กรรมนั้นจะติดสอยห้อยตามชีวิตนั้นไปทุกแห่งหน เหมือนเงาของตนตามตนไปไม่ขาดระยะ
    การทำดีเรียกว่า บุญกรรม
    การทำชั่วเรียกว่า บาปกรรม
    พิจารณาการกระทำของพวกขี้ฉ้อที่ธรณีสงฆ์แห่งนี้แล้ว โดยนำหลักกรรมในพระพุทธศาสนามาจับแล้วย่อมเห็นได้ว่า กรรมที่คนเหล่านี้กระทำเป็นกรรมที่สมบูรณ์ ครบองค์ประกอบ 4 อย่างที่บัญญัติไว้ในพระพุทธศาสนา นั่นก็คือ
    1.มีผู้ทำ
    2.มีการกระทำ
    3.มีสิ่งที่ถูกทำ
    4.เจตนาของผู้ทำ
    องค์ประกอบแห่งกรรมที่สมบูรณ์มีอยู่ครบถ้วนทั้ง 4 อย่างในกลุ่มบุคคลที่ฉ้อฉลเอาที่ธรณี สงฆ์แห่งนี้มาเป็นสมบัติของตน
    ผู้ทำมีสติสมบูรณ์ไม่วิกลจริต ทั้งยังมีตำแหน่งหน้าที่ในราชการงานเมือง ในขณะที่ร่วมกัน กระทำการฉ้อฉล
    มีการกระทำด้วยการหาช่องทางมาประกอบเหตุ ทั้งทางกาย ทางวาจา และความคิด อ่านด้วยอำนาจแห่งมโนทุจริต
    สิ่งที่ถูกทำเป็นทรัพย์สมบัติของผู้อื่นที่ยกให้กับวัด เป็นทรัพย์สมบัติของวัด ความรู้สึก ผิดชอบของผู้กระทำการฉ้อฉลเป็นไปตามอกุศลกรรมบทคือส่วนบาป
    เจตนาของผู้ทำ หรือความจงใจของผู้ทำเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำกรรม เพราะทั้งๆ ที่รู้เต็มอกว่าทรัพย์นั้นไม่ใช่ของตน แต่เป็นของวัด ก็ไม่ละเว้น เปิดประตูใจให้ทำบาปด้วย ความสมัครใจ จัดเป็นเจตนาที่ต้องการจะทำเป็นมูลฐาน เจตนาในการบีบบังคับหรือให้สิ่งล่อใจใน การได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เจตนาที่อาศัยความรู้ช่องทางในการพลิกแพลงหลบเลี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่ง ทรัพย์ของผู้อื่น ทำบาปทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์
    กรรมที่คนเหล่านี้กระทำจึงเป็นกรรมที่สมบูรณ์
    ไม่ตกเรี่ยเสียหายไปไหน
    ติดสอยห้อยตามผู้ทำเป็นเงาตามตัวไปตลอด
    มีกรรมเป็นของตน คือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำโดยเฉพาะ จะแจกแบ่งแก่กันหรือโจรจะแย่ง ชิงวิ่งราวจี้ปล้นเอาก็หาได้ไม่
    มีกรรมเป็นมรดก มีรอยปรากฏเหมือนดวงตรา จะเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นหาได้ไม่ จะหนีซุก ซ่อนตัวอยู่ในอากาศ กลางหาว หรือในท่ามกลางมหาสมุทร หรือหลบอยู่ในซอกเขาที่ลึกลับ ก็จะหนี ผลของบาปที่ตนทำแล้วหาได้ไม่
    เหมือนหว่านพืชพันธุ์เช่นใดก็ได้รับผลเช่นนั้น
    คนมีกรรมดีย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีหนี้ ไม่เสียดอกเบี้ย ไม่ถูกทวง ไม่ถูกตามตัว ไม่ถูกลงโทษ ตายไปแล้วไปสู่สุคติ
    คนมีกรรมชั่วเป็นมรดก ย่อมเป็นทุกข์ในโลก เพราะต้องมีหนี้ ต้องเสียดอกเบี้ย ถูกทวง ถูกตามตัว ถูกลงโทษ ตายไปแล้วไปเกิดในนรกบ้าง ในวิสัยแห่งเปรตบ้าง ในภพแห่งอสุรกายบ้าง ในกำเนิดแห่งสัตว์เดรัจฉานบ้าง
    เรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างสลับซับซ้อน กรรมบางอย่างให้ผลเร็วทันตาเห็น บางอย่างให้ผลช้า บางอย่างให้ผลช้าชนิดที่ทราบไม่ได้ว่าผลดังกล่าวเป็นผลของกรรมที่ทำไว้แต่ครั้งไหน คนทำกรรมเหมือนกัน ในกาลเทศะอย่างเดียวกัน แต่ให้ผลไม่พร้อมกัน บางคนได้รับผลก่อน บางคนได้รับผลทีหลัง บางคนยังไม่ได้รับผลเลยก็มี
    ทำให้เข้าใจเขวไปว่า เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คงจะไม่ใช่เรื่องจริง
    ความเข้าใจอย่างนี้ไม่ถูกต้อง
    เพราะพฤติการณ์แห่งอำนาจของกรรมที่ปรากฏเช่นนั้น เพราะกรรมที่บุคคลทำต่างกันโดยกาลเทศะ โดยเจตนา โดยคนผู้เดียวซึ่งทำทั้งบุญและบาปปะปนกันไปก็มี ผู้ทำบาปในปัจจุบันอาจยัง ไม่ได้รับผลของบาปทันตาเห็น เพราะอาจมีผลบุญในอดีตยังหนุนช่วย ดังนั้น จึงมีบางคนได้รับผล ของบาปขณะทำบุญก็มี ได้รับผลของบุญในขณะทำบาปก็มี
    ถ้าใครได้ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดถ่องแท้แล้ว จะพบว่าตามกฎแห่งกรรมนั้นคนเราไม่อาจจะหวังผลดีของสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คือสิ่งไหนที่ยังมาไม่ถึง เราจะไปเล็งผลไวไม่ได้ หรือเราทำชั่วไว้แล้วจะวิ่งหนีจากผลกรรมชั่วที่เราทำไว้ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องถึงกาลเวลาของมันจึงจะเป็นไปตามกฎธรรมชาติของมัน
    "กุหลาบเหลือง" อาจเห็นผลแห่งกรรมที่จะเกิดขึ้นกับพวกฉ้อฉลเอาที่ธรณีสงฆ์มาเป็น ของตนก่อนสิ้นลมแน่นอน เพราะกรรมที่พวกนี้ก่อขึ้นเป็นกรรมหนัก เป็น "กรรมอุปฆาตกรรม- กรรมตัดรอน" ที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อไรก็ได้โดยไม่คาดคิด
    เพราะตามกฎแห่งกรรมนั้น กรรมใดหนักกรรมนั้นต้องให้ผลก่อน ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรือ อกุศลกรรม และไม่ว่ากรรมนั้นจะทำก่อนหรือทำหลัง

    จากคุณ : ชายไทยไม่ทราบชื่อ - [ 27 ก.ย. 45 01:26:16 A:203.155.227.9 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม