◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    2 กระทรวงวิทย์-ศึกษาธิการร่วมตั้งธงอีก 15 ปีไทยมีนักวิทย์โนเบลไพรช์

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2550 09:51 น.

    2 กระทรวงวิทย์-ศึกษาธิการร่วมตั้งธงอีก 15 ปีไทยมีนักวิทย์โนเบลไพรช์




            กระทรวงวิทย์ฯ ผสานกำลังศึกษาธิการปรับระบบโครงการส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ ต่อท่อจากห้องเรียนถึงออฟฟิศ ตั้งเป้าปีหน้าจะเกิดห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ขึ้นในทุกจังหวัด ขยายโอกาสการศึกษา เด็กๆไม่ต้องมุ่งตรงแต่กรุงเทพฯ หวังในอีก 15 ปี มีนักวิทย์ไทยคว้ารางวัลโนเบล เชื่อเด็กจบวิทย์ที่ไม่กลัว “มือเปียก” จะมีงานทำแน่นอน
         
          "น้องๆ คนไหนเป็นเด็กเก่งวิทย์บ้างยกมือขึ้น!!?" สิ้นสุดคำถามนี้ น้องๆ หลายคนคงยกมือกันให้พรึ่บ ซึ่ง “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” เองก็เชื่อว่า ประเทศไทยเรายังมี “ช้างเผือก” อยู่อีกมากที่รอการค้นพบ หรือแม้แต่ที่พบแล้วและได้อบรมบ่มตัวอยู่ในโครงการพิเศษต่างๆ ของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บ้าง และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) บ้าง
         
          ล่าสุด 2 กระทรวงที่ร่วมกันฟูมฟักเหล่าอนาคตของชาติจะยิ่งมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อกระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ผนึกกำลังกันลงนามความร่วมมือ “โครงการส่งเสริมเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ขึ้น เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กรุงเทพฯ
         
          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 3 ปี กระทรวงศึกษาฯ ได้ส่งหัวหอกสำคัญ 2 หน่วยงานมาร่วมโครงการ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ส่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน (เจเอสทีพี) มาร่วมดำเนินงาน
         
          “ห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์” อย่าปล่อยเด็กเก่งวิทย์ลอยนวล!!!
         
          ศ.ดร.ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์ ผู้ดูแลโครงการฝ่ายกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เล่าว่า โครงการความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการร่วมมือกันรวบรวมเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไว้ เพื่อรับการอบรมดูแลเป็นพิเศษใน “ห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์” ที่จะจัดให้มีขึ้นต่อไปในโรงเรียนชั้นนำทั่วประเทศ
         
          จึงคล้ายๆ กับที่ สพฐ.เคยมีโครงการห้องเรียนพิเศษในบางโรงเรียนแล้ว เช่น ระบบห้องคิงที่ใช้กันมาก สืบเนื่องจากการเห็นว่า เด็กที่มีความสามารถพิเศษย่อมจะไม่มีความสุขในการเรียนตามหลักสูตรปกติอย่างแน่นอน อีกทั้งยังจะเป็นการแช่แข็งความสามารถพิเศษที่เขามีอยู่ ซึ่งเด็กบางคนจะมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน คือ ไม่ได้เก่งทุกวิชา แต่จะมีบางวิชาที่เขาสนใจและมีความสามารถอย่างเห็นได้ชัด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ความพิเศษก็จะค่อยๆ หมดไปอย่างน่าเสียดาย
         
          “เราจึงจะช้อนครีมจากการช้อนครีมมาแล้วเพื่อนำมาฟูมฟัก โดย ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เองได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากให้ถึงขั้นที่ว่าภายใน 10-15 ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยจะมีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ระดับโนเบลไพรซ์ได้” ศ.ดร.ประมวล ผู้ดูแลโครงการกล่าวและแสดงความเชื่อมั่นว่า
         
          การจัดทำห้องเรียนพิเศษนี้จะไม่ใช่โครงการที่ใช้งบประมาณมากมายแต่ประการใด ขณะที่มีความคุ้มค่ามากในการลงทุน โดยต้องรีบฉกฉวยโอกาสทองที่รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มีความขัดแย้งน้อย เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้โครงการเกิดขึ้นมาเป็นเชื้อไว้ก่อน เพราะไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อสิ้นสุดรัฐบาลนี้ไปแล้วจะเป็นอย่างไร แต่ก็ทำให้อุ่นใจได้ว่าอย่างน้อยๆ โครงการก็เริ่มต้นไว้บ้างแล้ว
         
          เปิดห้องเรียนพิเศษทันปี 51 ได้หัวกะทิร่วม 3,600 คน
         
          ส่วนผู้บริหารของ สสวท. คือ ศ.ดร.สุริรทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ในฐานะ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ให้รายละเอียดความร่วมมืออย่างละเอียดโดยเท้าความถึงระบบการส่งเสริมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ของไทยในปัจจุบันว่า การส่งเสริมเด็กกลุ่มดังกล่าวในประเทศไทยได้มีการจัดทำบ้างแล้วหลายโครงการ อาทิเช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์ อย่างโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยอีก 12 แห่งตามเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ
         
          ตลอดจนโครงการห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนบางแห่งของ สพฐ. โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) โครงการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) และโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) ของกระทรวงศึกษาฯ รวมถึงโครงการเจเอสทีพีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งแม้จะมีโครงการเหล่านี้รองรับดูแลพวกเขาอยู่แล้วก็ตาม
           
          ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ได้หมด โดยยอมรับว่ามีบางส่วนที่ดูแลไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กในเขตภูมิภาค
         
          อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการลงนามความร่วมมือแล้ว ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้เข้าถึงการส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น อาทิ การเชื่อมผสานกันระหว่างโครงการต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งจะไม่แยกกันทำอีกแล้วแต่จะร่วมด้วยช่วยกันเพื่อส่งเสริมเด็กกลุ่มนี้ให้มีความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และมีความมั่นคงในแวดวงอาชีพมากขึ้น
         
          ศ.ดร.สุรินทร์ ระบุว่า ส่วนการจัดทำห้องเรียนพิเศษซึ่งเป็นการนำร่องอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของโครงการนั้น ทางโครงการความร่วมมือก็จะทำให้เกิดห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ขึ้นราว 90 ห้องทั่วประเทศ โดยอย่างน้อยๆ ทุกจังหวัดจะต้องมีห้องเรียนพิเศษดังกล่าวอย่างน้อย 1 ห้องๆ ละประมาณ 40 คน ซึ่งทั้งโครงการก็จะสามารถส่งเสริมเด็กๆ กลุ่มนี้ได้ถึง 3,600 คน/รุ่นเลยทีเดียว
         
          ทั้งนี้เพื่อที่ว่าเด็กๆ กลุ่มนี้จะไม่ต้องเข้ามาขอรับการส่งเสริมหรือเข้ามาเรียนเฉพาะแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่สามารถเข้าไปขอรับการส่งเสริมได้ในจังหวัดตัวเองเลย ซึ่งห้องเรียนพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์นี้ก็จะเริ่มต้นการเรียนการได้ทันทีในปีการศึกษาหน้าหรือปีการศึกษา 2551 นี้
         
          “ข้อดีของโครงการ คือ เยาวชนที่มีความสามารถพิเศษจะไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้ามาสอบเพื่อขอเข้ารับการส่งเสริมหรือต้องมาเรียนไกลถึงกรุงเทพฯ เด็กๆ จึงจะมีความผูกพันกับถิ่นที่อยู่ตัวเอง เกิดความรักและอยากพัฒนาชุมชน ขณะเดียวกันท้องถิ่น เช่น ตำบลและจังหวัด ก็จะเต็มใจที่จะส่งเสริมการศึกษาให้แก่ลูกหลานของตัวเองมากขึ้น"
           
          เบื้องต้น ทางโครงการจะนำร่องในระดับ ม.ปลายก่อน หากได้ผลดีก็อาจขยายไปถึงระดับ ม.ต้นด้วย ซึ่งเมื่อเด็กๆ ได้มาร่วมโครงการแล้ว ก็จะเป็นการฝึกให้เขาคิดเป็น สังเคราะห์เป็น ไม่ใช้การท่องจำเพียงอย่างเดียว
         
          นอกจากนั้นแล้ว เด็กๆ ยังจะสามารถเรียนรู้ภาคปฏิบัติจริงด้วยตัวเองในห้องแล็บของมหาวิทยาลัย 24 แห่ง และมหาวิทยาลัยราชภัฎอีก 9 แห่งที่ สสวท.มีข้อตกลงอยู่ รวมถึงได้คลุกคลีและเห็นการทำงานจริงของนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยที่โครงการเจเอสทีพีที่ สวทช.จัดทำมาแล้วประมาณ 10 ปี ด้วย
         
          “ประเด็นคือ เราต้องสร้างเด็กให้เข้าสู้ระบบที่เขาชอบจริงๆ เช่น เด็กบางคนชอบเรียนเกษตร บางคนชอบเรียนแพทย์ ขณะที่บางคนชอบไปทางวัสดุศาสตร์ เราต้องจับให้มั่นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางว่าความถนัดของเขาจะต้องไปที่ไหนและอาชีพอะไรในท้ายที่สุด ซึ่งหากทำได้อย่างนี้แล้วเชื่อว่า อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียน เรียนจบตามเวลา และเรียนแล้วนำไปใช้ทำงานจริงๆ ไม่ได้ไปทำอาชีพอื่น"
           
          "โครงการนี้จึงทำให้เกิดภาพรวมการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพกระจายไปทั่วประเทศ เพื่อให้มีการศึกษาที่มีความเท่าเทียมกันตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูธ” ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว
         
          ย้ำเด็กวิทย์ที่ตั้งใจจริง – ทุ่มเท มีงานทำแน่นอน
         
          ส่วนเส้นทางอาชีพสำหรับเยาวชนที่จบสายวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในโครงการส่งเสริมต่างๆ นั้น ศ.ดร.สุรินทร์ ชี้ว่า โดยมากแล้วกว่า 70% ก็จะยึดอาชีพครู-อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแทบทั้งนั้น ขณะที่บางส่วนก็จะมีเอกชนมาดึงตัวไป ซึ่งมีส่วนสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศไทย
         
          ความคิดเห็นของ ศ.ดร.สุรินทร์ ข้างต้นจึงสอดคล้องกับแนวคิดของ ศ.ดร.ประมวล ซึ่งยืนยันว่า จริงๆ แล้วประเทศไทยมีตำแหน่งงานรองรับเยาวชนที่เรียนจบสายวิทยาศาสตร์โดยตรงได้ทั้งหมด หากตัวเยาวชนเองมีความตั้งใจจริง
         
          ยกตัวอย่าง หากเขาอยากเข้ามาเป็นนักวิจัย หน้าเว็บไซต์ของ สวทช.ก็มีประกาศรับสมัครนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยอยู่ทุกวัน ทว่า ปัญหาคือ เด็กที่จบมาในสายวิทยาศาสตร์กลับไม่ได้ต้องการทำงานวิจัยจริงๆ อีกทั้งยังกลัวความลำบากหากต้องใช้ชีวิตเป็นนักวิจัย แตกต่างจากผู้ที่เป็นนักวิจัยที่ต้องทุ่มเทกับการทำงาน
         
          “เด็กเก่งจริงมีงานทำแน่นอน แต่เด็กเก่งมีทางเลือกมาก ทำงานได้ไม่นานก็จะย้ายไปที่อื่น สวทช.เองก็มีที่ว่างเสมอสำหรับเด็กเก่งที่ไม่กลัว “มือเปียก” เพราะเปิดรับสมัครกันทุกวัน จากที่มีอยู่แล้วนับพันๆ คน แต่คนที่จะมาเป็นนักวิจัยก็ต้องไม่ใช่คนที่กลัวงาน เกี่ยงงาน หรือเลือกงาน” ศ.ดร.ประมวล กล่าว
         
          อย่างไรก็ตาม ลองมาฟังเสียงสะท้อนจากเยาวชนบ้าง น.ส.อติพร เทอดโยธิน หรือ “น้องอร” เยาวชนในโครงการเจเอสทีพี และ 1 ใน 4 ผู้มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งขันตอบปัญหาโอลิปิกวิชาการวิชาชีววิทยา ประจำปีนี้ ณ ประเทศแคนาดา แสดงความคิดเห็นต่อโครงการนี้ว่า ถือเป็นโครงการที่แต่ละหน่วยงาน เช่น สสวท. สพฐ. และสวทช. ซึ่งแต่เดิมต่างก็มีแนวทางเป็นของตัวเองที่ดีอยู่แล้วจะได้มาทำงานร่วมกันเพื่อทำให้สิ่งที่ทำอยู่มีความทั่วถึงมากขึ้น และอาจยังมีการมัดรวมงานบางชิ้นที่มีความซ้ำซ้อนกันอยู่ให้เกิดการพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในที่สุด
           
          “โครงการส่งเสริมเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” จึงเป็นอีกโครงการสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ไทย ที่สังคมจะต้องร่วมคาดหวังและเฝ้าติดตามกันต่อไป...

    จากคุณ : joejo99 - [ 13 มี.ค. 50 14:50:06 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม