Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
การถวายฎีกาและการขอพระราชทานอภัยโทษ vote  

การถวายฎีกา

การถวายฎีกาพระมหากษัตริย์ ต้องถือเป็นปกติประเพณีของระบอบการปกครองประเทศไทย

การถวายฎีกาโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์เพื่อทรงบำบัดทุกข์ให้ประชาชนนั้น เป็นประเพณีมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยกว่า 800 ปีมาแล้ว แม้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรไม่ได้บัญญัติไว้ ก็ต้องถือเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี หรือ Constitutional Convention ที่ทรงรับฎีกา และทรงบำบัดทุกข์ให้ราษฎร

โดยปกติ จะโปรดเกล้าฯ ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินงานตามหน้าที่ก่อน แต่ถ้ายังไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่ดี ราษฎรถวายฎีกาใหม่ ก็ทรงมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่อาจมีพระบรมราชวินิจฉัยสั่งการให้หน่วยราชการดำเนินการได้ ส่วนราชการต้องเคารพและปฏิบัติตาม

สำนักราชเลขาธิการมีภารกิจหลักเกี่ยวกับงานหนังสือที่หน่วยราชการ หน่วยงาน
เอกชนและบุคคลทั่วไป ส่งเข้ามาเพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอ
พระราชทาน พระบรมราชานุญาต พระบรมราชวินิจฉัย และพระมหากรุณา แล้วแต่กรณี
รวมทั้งทำหน้าที่รับพระราชทานพระราชดำริ และพระราชดำรัส เพื่อเชิญไปยังหน่วยงาน
และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า สำนักราชเลขาธิการมีบทบาทเป็นผู้ประสานงาน
ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจน
บุคคลทั่วไป ทั้งที่เป็นราชการแผ่นดินและการส่วนพระองค์


ฎีการ้องทุกข์ขอพระราชทานความเป็นธรรมนั้น
มีหลายประเภทและหลายรูปแบบทีเดียวเช่น ......
1....ส่งเป็นทางการ คือทำเป็นหนังสือไปที่สำนักราชเลขาธิการ
กล่าวคือ เมื่อสำนักราชเลขาธิการได้รับเรื่องแล้ว ...
จะสำเนาเรื่องเป็น 2 ชุด
.......เพื่อนำถวายส่ง....ให้พระเจ้าอยู่หัว
........ส่งให้รัฐบาล
2......ยื่นถวายส่งถึงพระหัตถ์พระเจ้าอยู่ พระราชินี และพระราชวงค์ เป็นต้น
3.......ฎีกาของนักโทษที่ศาลตัดสินสิ้นสุดแล้ว..
ก็จะถวายฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ขอพระราชทานอภัยโทษ ขอลดหย่อนโทษ
ชั้นตอนนี้อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์


การขอพระราชทานอภัยโทษ

หลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษ


คุณสมบัติของผู้ต้องขัง

1. ต้องเป็นนักโทษที่คดีเด็ดขาดแล้ว

2. ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ต้องเป็นผู้ต้องโทษหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา บุตร ธิดา และญาติผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิด
หลักฐานที่จะต้องใช้

1. สำเนาคำพิพากษาทุกชั้นศาลที่ปรากฎ และรับรองสำเนาถูกต้องโดยจ่าศาล

2. บันทึกความเห็นแพทย์หรือจิตแพทย์ กรณีพักโทษอ้างปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ

3. เอกสารประกอบอื่นๆ (ถ้ามี) เช่น

- หนังสือรับรองความประพฤติจากผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่

- เอกสารประกอบคุณงามความดีตามที่ได้อ้าง

- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ต้องขังและผู้ที่เกี่ยวข้อง


ประเภทของการพระราชทานอภัยโทษ

1.การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลหรือคณะบุคคล

2.การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป

1. การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลหรือคณะบุคคล

หลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษ

การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล (เฉพาะราย) เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
มาตรา 191 ซึ่งบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 - 267 โดยมาตรา 259 กำหนดให้ผู้ต้องคำพิพากษาที่คดีถึงที่สุดหรือผู้ที่มีประโยชน์
เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา บุตร-ธิดา ฯลฯ เป็นผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อองค์
พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้จะดำเนินการได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วหรือในกรณีที่ไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว ถ้ารัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมเห็นเป็นการสมควรจะถวายคำแนะนำขอพระราชทานอภัยโทษให้ก็ได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา 261 วรรคสอง การขอพระราชทานอภัยโทษโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนี้จะ
ดำเนินการได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วเช่นเดียวกันในการยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 261 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควร
พระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่ เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าสมควร
พระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่ประการใด หากพระราชทานอภัยโทษให้อาจจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษให้ทั้งหมดโดย
ให้ปล่อยตัวไปหรือพระราชทานอภัยโทษให้เป็นบางส่วน เช่น ลดโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือลดโทษจาก
กำหนดระยะเวลาต้องโทษเดิมลง การพระราชทานอภัยโทษให้นี้จะมีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษลงมาเป็นการ
เฉพาะ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส่วนในรายที่ไม่พระราชทานอภัยโทษให้ จะมีหนังสือสำคัญแจ้งผลฎีกาโดยอ้างพระราชกระแสว่าความทราบ
ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วมีพระราชกระแสให้ยกฎีกา หนังสือสำคัญดังกล่าวนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแจ้งพระราช
กระแส
อนึ่ง เรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษซึ่งไม่ใช่โทษประหารชีวิต ถ้ามีพระราชกระแสให้ยกฎีกาแล้ว จะยื่น
ใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้นสองปีนับแต่วันถูกยกครั้งก่อน คือ จะต้องรอให้พ้นสองปีไปก่อนจึงจะยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอ
พระราชทานอภัยโทษขึ้นไปใหม่ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 264

วิธีการและขั้นตอนการดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล

ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องจะใช้สิทธิยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอ
พระราชทานอภัยโทษ ผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องก็ได้ เช่น สำนักราชเลขาธิการ กระทรวง
ยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ (กรณีเป็นนักโทษชาวต่างประเทศ) หรือกรมราชทัณฑ์ เมื่อ
เรือนจำหรือทัณฑสถานได้รับเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษเด็ดขาด หรือผู้มีประโยชน์
เกี่ยวข้องแล้ว จะต้องดำเนินการดังนี้

1. การสอบสวนเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ

1.1 การยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผู้ที่จะมีสิทธิยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวาย
ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษได้ จะต้องเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบ
ทรัพย์สิน หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เช่น บิดา มารดา บุตร ภรรยา ญาติที่เกี่ยวข้องใกล้ชิด ไม่รวมถึง
ทนายความ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามมาตรา 259 (ตามนัยหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่
1.2 เมื่อเรือนจำ/ทัณฑสถานได้รับฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษของผู้ต้องขังหรือผู้มี
ประโยชน์เกี่ยวข้อง ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานดำเนินการสอบสวนเรื่องราวทูลเกล้าฯ เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานให้แล้ว
เสร็จ แล้วส่งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้ไปกรมราชทัณฑ์เพื่อประกอบการพิจารณา จำนวนอย่างละ 2 ชุด คือ
1.2.1 แบบสอบสวนเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งให้ใช้แบบตาม
ตัวอย่างแนบท้าย
1.2.2 ฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษของผู้ต้องขังหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
1.2.3 สำเนาคำพิพากษาทุกชั้นศาลที่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง
เมื่อใด และมีการรับรองสำเนาถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่ศาล
1.2.4 สำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและหมายลดโทษ
1.2.5 ทะเบียนประวัติอาชญากร (ยกเว้นกรณีนักโทษชาวต่างประเทศ)
1.2.6 สำเนาทะเบียนรายตัว (ร.ท. 101) ที่มีข้อความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน
1.2.7 บันทึกความเห็นของแพทย์หรือจิตแพทย์ กรณีนักโทษประหารชีวิต หรือนักโทษอื่นที่อ้าง
ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ความพิการของร่างกาย ความบกพร่องทางจิตใจและอารมณ์
1.2.8 คำสั่งถอดยศกรณีผู้ต้องขังเคยรับราชการตำรวจหรือทหารซึ่งมีชั้นยศ ยกเว้น พลตำรวจหรือ
พลทหาร
1.2.9 หนังสือสถานทูตรับรองการส่งตัวกลับประเทศ (กรณีนักโทษชาวต่างชาติ)
1.2.10 เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี)
ในการส่งเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษเด็ดขาดทุกรายไปให้กรม
ราชทัณฑ์พิจารณาดำเนินการ เรือนจำ/ทัณฑสถาน จะต้องรวบรวมเอกสารตามรายการดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน

จากคุณ : คนไทย
เขียนเมื่อ : 11 ส.ค. 52 15:56:32 A:125.24.17.52 X: TicketID:225557



*** Advertisement ***

ความคิดเห็นที่ 1  

ต่อ

2.การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารในการขอพระราชทานอภัยโทษ

2.1แบบสอบสวนเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษต้องมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วน
2.2 หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจะต้องครบถ้วนทุกคดีหากต้องโทษหลายคดี รวมทั้งหมายลดโทษหาก
ได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษ จะต้องมีรายละเอียดที่สำคัญครบถ้วน ดังนี้
2.2.1 วันที่คดีถึงที่สุด
2.2.2 วันเริ่มต้นนับโทษจำคุก
2.2.3 หมายเลขคดีดำและหมายเลขคดีแดง ต้องตรงกันกับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น
2.3 สำเนาคำพิพากษาครบถ้วนทุกชั้นศาลและทุกคดีที่มีการพิจารณาคดี และจะต้องมีการรับรองสำเนา
ถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ของศาล มีข้อความชัดเจน รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา
2.4 รายการประวัติของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะระบุรายละเอียด
เกี่ยวกับประวัติการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2.5 ทะเบียนประวัติรายตัว (ร.ท. 101) ต้องเป็นปัจจุบัน และคงรายละเอียดให้ครบถ้วนชัดเจนที่สำคัญ
คือ
2.5.1 การเลื่อนชั้นและลดชั้น หากถูกลงโทษทางวินัยในระหว่างต้องโทษให้ส่งสำเนาคำสั่งลงโทษ
ไปประกอบด้วย
2.5.2 การฝึกวิชาชีพ
2.5.3 การศึกษา
2.5.4 รูปถ่าย
2.6 เอกสารประกอบอื่น ๆ (ถ้ามี) เช่น
2.6.1 หนังสือรับรองความประพฤติจากผู้นำในชุมชนหรือเจ้าหน้าที่
2.6.2 เอกสารและหรือภาพถ่ายแสดงการประกอบคุณงามความดีตามที่อ้าง
2.6.3 ใบรับรองแพทย์และหรือภาพถ่ายแสดงความเจ็บป่วยตามที่อ้าง

เมื่อเรือนจำหรือทัณฑสถานรวบรวมเอกสารดังกล่าวข้างต้นครบถ้วนแล้ว ให้จัดทำเป็น 3 ชุด แล้วจัดส่งไป
กรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณาดำเนินการจำนวน 2 ชุด เก็บไว้ที่เรือนจำฯ 1 ชุด กรมราชทัณฑ์จะประมวลเรื่องราวโดยใช้
ข้อมูลรายละเอียดจากเอกสารดังกล่าวข้างต้น แล้วเสนอความเห็นต่อกระทรวงยุติธรรมในการพิจารณานำเรียน
นายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป ซึ่งความสมบูรณ์ของเอกสารมีความสำคัญต่อการพิจารณาเป็นอย่าง
ยิ่ง

3.การดำเนินเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล

แนวทางปฏิบัติ

เมื่อผู้ต้องขังต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษประหารชีวิตหรือจำคุก ให้เรือนจำ/ทัณฑสถาน ดำเนินการ
ดังนี้
3.1 ชี้แจงทำความเข้าใจแก่นักโทษเด็ดขาดเหล่านั้นทุกคนให้ทราบถึงสิทธิของตนเองและ ผู้มีประโยชน์
เกี่ยวข้อง ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
259-267
3.2 เนื่องจากฎีกาทูลเกล้าฯ ดังกล่าว จะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ หากเอกสาร
ที่จะนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ไม่ถูกต้อง (เช่น แบบสอบสวนเรื่องราวฯ และร.ท. 101 ขัดแย้งกัน) ไม่สมบูรณ์ ไม่ชัดเจน
หรือไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็จะเป็นการไม่บังควร ในการนี้ จึงให้เรือนจำ/ทัณฑสถาน ที่จะส่งเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอ
พระราชทานอภัยโทษไปให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาดำเนินการ จัดเอกสารให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเอกสารนั้นต้องมี
ข้อความที่สมบูรณ์ชัดเจนไม่ลบเลือน (ทั้งต้นฉบับและสำเนา) ไม่ควรมีการขีดเขียน เน้นข้อความ รอยยับ หรือฉีกขาด
และขนาดของกระดาษที่ใช้ควรเป็นขนาดมาตรฐานของทางราชการ (A4) และในการจัดส่งเอกสารให้จัดทำบัญชีคุม
เอกสารให้ชัดเจนด้วยว่าได้จัดส่งเอกสารใดบ้างไปให้กรมราชทัณฑ์และจัดส่งไปจำนวนเท่าใด
3.3 กรณีที่ผู้ต้องขังซึ่งได้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษไว้เสียชีวิตหรือได้รับ
การปล่อยตัวพ้นโทษ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานแจ้งเหตุดังกล่าวทางโทรศัพท์ไปให้ส่วนอภัยโทษ สำนักทัณฑปฏิบัติ กรม
ราชทัณฑ์ทราบเป็นการด่วนก่อน แล้วจึงแจ้งเป็นหนังสือไปให้กรมราชทัณฑ์ทราบในภายหลัง เพื่อส่วนอภัยโทษจะได้
ประสานสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทราบและยุติเรื่อง ทั้งนี้ เนื่องจากหากฎีกาทูลเกล้าฯ ของผู้ต้องขังที่เสียชีวิต หรือได้รับ
การปล่อยตัวพ้นโทษได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนจนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลดโทษหรือปล่อยตัวแล้ว จะเป็น
การไม่บังควร
กรณีเช่นเดียวกันนี้ ให้ถือปฏิบัติรวมถึงผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติจากการพักการลงโทษ
หรือลดวันต้องโทษจำคุกด้วย โดยก่อนที่จะทำการปล่อยตัวให้เรือนจำ/ทัณฑสถานสอบถามผู้ต้องขังรายนั้นว่ายังประสงค์
จะยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ ต่อไปอีกหรือไม่ หากไม่ประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป ให้ทำหนังสือยืนยันแล้วรายงานให้กรมฯ ทราบ
เพื่อเป็นการรายงานข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทราบ เพื่อยุติเรื่องหรือประกอบการพิจารณานำ
ความขึ้นกราบบังคมทูล (กรณีที่นักโทษประสงค์จะยื่นฎีกาฯ ต่อไป)
3.4 กรณีผู้ต้องขังที่อยู่ในวัยชรา (60 ปีขึ้นไป) ทุพพลภาพเจ็บป่วยเรื้อรัง และเป็นโรคจิต ซึ่งไม่
สามารถช่วยตัวเองได้ และไม่อยู่ในเกณฑ์พักการลงโทษ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถาน แนะนำผู้ต้องขัง หรือผู้มีประโยชน์
เกี่ยวข้องยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ เช่นเดียวกับนักโทษเด็ดขาดทั่วไป
3.5 กรณีนักโทษเด็ดขาดประหารชีวิตเมื่อคดีถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 แก้ไข
มาตรา 19 เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการเอาไปยิงเสียเสียให้ตาย ให้เป็นฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย และได้มีระเบียบ
กระทรวงยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ. 2546 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 กำหนด
แนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับนักโทษเด็ดขาดประหารชีวิตก่อนการบังคับโทษเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงให้เรือนจำ/ทัณฑ
สถานเตรียมการดังต่อไปนี้
3.5.1 เมื่อศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังนั้นถูกคุมขัง
หรือถูกส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำ ให้เรือนจำถ่ายรูปผู้ต้องขังนั้นไว้ 6 ชุด ชุดหนึ่งประกอบด้วย รูปครึ่งตัวหน้าตรงและรูป
ด้านข้างทั้งสองข้างขนาดรูปละ 4” x 6” ติดไว้ในกระดาษแผ่นเดียวกัน และระบุชื่อ – สกุล, ฐานความผิด, หมายเลขคดี

วิธีการดำเนินการในขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์

เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้รับเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษจากเรือนจำ/ทัณฑสถานแล้วจะดำเนินการดังนี้
1. ตรวจสอบเรื่องราวโดยละเอียดเกี่ยวกับฎีกา คำพิพากษา หมายจำคุก หมายลดโทษ เอกสารประกอบ
เรื่องราวว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะจัดส่งกลับไปเรือนจำและทัณฑสถานเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง
2. ในกรณีมีปัญหาที่จะต้องขอทราบข้อเท็จจริง ประวัติการกระทำผิดหรือรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับ
นักโทษ จะต้องประสานงานไปยังเรือนจำ หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธร
ท้องที่ หรือศาล เป็นต้น
3. ในรายที่เป็นนักโทษความผิดคดียาเสพติดให้โทษ ต้องขอทราบข้อมูลประวัติการกระทำผิดไปยัง
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทุกราย
4. สรุปย่อฎีกาทูลเกล้าฯ และคำพิพากษาในคดีของนักโทษเด็ดขาดรายนั้น ๆ
5. ประมวลเรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเหตุผลที่จะถวายความเห็นขึ้นไปตามลำดับชั้น จนถึง
กระทรวงยุติธรรม เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาให้ความเห็นแล้ว จะเสนอเรื่องเพื่อนายกรัฐมนตรีนำความ
ขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป
6. เมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นเป็นประการใด กรมราชทัณฑ์จะแจ้งให้
เรือนจำหรือทัณฑสถานทราบเพื่อแจ้งผู้ถวายฎีกา และบันทึกรับทราบไว้เป็นหลักฐานต่อไป
7. กรณีนักโทษซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิตก็จะต้องดำเนินการโดยนัยเดียวกันกับการขอ
พระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หากมีพระราชกระแสให้ยกฎีกา คือไม่พระราชทานอภัยโทษให้ กรม
ราชทัณฑ์จะแจ้งเรือนจำให้บังคับโทษประหารชีวิตกับนักโทษรายนั้นโดยไม่ชักช้า

2. การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป

การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หมายถึง การพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดทุกคนซึ่งอาจจะ
มีข้อยกเว้นความผิดในบางลักษณะที่เห็นว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง การพระราชทานอภัยโทษประเภทนี้ จะดำเนินการ
โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษตามการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีการที่คณะรัฐมนตรีจะกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้เป็นการทั่วไปนั้น จะต้องเป็นกรณีมีเหตุ
อันสมควร เช่น เกี่ยวเนื่องกับพระราชประเพณีที่สำคัญ หรือมีวาระสำคัญต่อเหตุการณ์บ้านเมืองหรือเหตุผลในทาง
ราชทัณฑ์
ส่วนหลักเกณฑ์ที่นักโทษเด็ดขาดผู้ใดจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเท่าใดอย่างไรนั้น จะกำหนดรายละเอียดไว้
ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่ตราขึ้นในแต่ละครั้ง ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ใหญ่ ๆ อยู่ 3 ประการ คือ

1. เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
2. เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ
3. เกณฑ์ไม่ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

จากคุณ : คนไทย
เขียนเมื่อ : 11 ส.ค. 52 15:57:31 A:125.24.17.52 X: TicketID:225557

ความคิดเห็นที่ 2  

ตอน 3

วิธีการและขั้นตอนการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป

1. รัฐบาลมีนโยบายจะให้มีการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดเป็นการทั่วไปเนื่องในโอกาสสำคัญ
ของบ้านเมืองหรือโอกาสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์
2. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความ
แดง, ศาลที่พิพากษา และวัน เดือน ปีที่ถ่ายรูป และเจ้าพนักงานเรือนจำลงนามรับรองไว้ที่ด้านหน้ารูปทุกรูป และจัดทำ
แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือทั้งสองข้างของผู้ต้องขังไว้ 3 แผ่น รวมทั้งจัดทำบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณของผู้ต้องขัง
ไว้ 1 ฉบับ แล้วให้ส่งรูปถ่ายไปที่ กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานสอบสวน
เจ้าของคดีแห่งละ 1 ชุด พร้อมแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือทั้งสองข้างแห่งละ 1 แผ่น ส่งรูปถ่ายให้ศาลชั้นต้น 2 ชุด กรม
ราชทัณฑ์ 1 ชุด นอกนั้นให้เก็บไว้ที่เรือนจำเพื่อการตรวจสอบ
เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาด ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานดำเนินการถ่ายรูป
จัดทำแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ และบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณของนักโทษเด็ดขาดเช่นเดียวกับวรรคก่อน แต่
ให้ระบุรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับวันที่คดีถึงที่สุดและชั้นศาล เพื่อการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง โดยให้จัดเก็บรูปถ่าย แผ่นพิมพ์
ลายนิ้วมือ บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณไว้ที่เรือนจำ 1 ชุด นอกนั้นให้จัดส่งไปกรมราชทัณฑ์เพื่อจะได้ส่ง
ต่อไปยังหน่วยงานตามวรรคหนึ่ง ตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นจำเลยในคดีที่ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตหรือไม่
โดยให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีนั้น พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีและกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ แจ้งผลการตรวจสอบไปที่กรมราชทัณฑ์ ผลการตรวจสอบรูปถ่ายและลายพิมพ์นิ้วมือให้เก็บรักษาไว้ที่
กรมราชทัณฑ์

3.5.2 ขอคัดสำเนาคำพิพากษาทุกชั้นศาล มาเก็บแนบไว้กับสำเนาทะเบียนรายตัวผู้ต้องขัง (ร.ท.
101) เพื่อเป็นการเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษไว้ล่วงหน้าและเมื่อเรือนจำ/ทัณฑสถานได้ย้ายนักโทษ
ประหารชีวิตไปควบคุมที่เรือนจำกลางบางขวาง ทัณฑสถานหญิงกลาง หรือเรือนจำ/ทัณฑสถานอื่นแล้วแต่กรณี ให้ส่งสำเนา
คำพิพากษาทุกชั้นศาลกับสำเนาทะเบียนรายตัวผู้ต้องขัง (ร.ท. 101) และรูปถ่าย 1 ชุด พร้อมแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือทั้งสอง
ข้าง 1 แผ่น ที่เรือนจำ/ทัณฑสถานเก็บไว้ไปพร้อมกับตัวนักโทษด้วย
3.5.3 ขอความร่วมมือจากจิตแพทย์มาทำการตรวจสุขภาพจิตของนักโทษประหารชีวิตทุกราย หาก
เป็นหญิงให้แพทย์ตรวจการตั้งครรภ์ตั้งแต่วันที่คดีถึงที่สุดด้วย เพื่อการเตรียมไว้ล่วงหน้า
3.5.4 เมื่อนักโทษเด็ดขาดประหารชีวิตได้ยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษต่อเรือนจำ/
ทัณฑสถาน ภายใน 60 วัน นับแต่ฟังคำพิพากษา ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดรายนั้นได้ยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ ภายในระยะเวลาที่
กฎหมายกำหนดแล้ว โดยให้เรือนจำ/ทัณฑสถานลงรับไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นจึงให้รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ

2.1 คณะกรรมการพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็น
ประธานกรรมการ ผู้แทนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงกลาโหม สำนักราชเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็น
กรรมการ และผู้แทนกรมราชทัณฑ์เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้มีอำนาจหน้าที่
2.1.1 กำหนดหลักเกณฑ์ในการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้แก่ ผู้ต้อง
ราชทัณฑ์ รวมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้อง
ราชทัณฑ์
2.1.2 รับผิดชอบและดำเนินการประสานงานการขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์
กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.1.3 เร่งรัดติดตามผลการดำเนินงานและรายงานผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทราบ
2.1.4 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
2.1.5 ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนด
2.2 คณะอนุกรรมการยกร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง
ยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านกฎหมาย และ
ผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยให้มีอำนาจหน้าที่
2.2.1 ยกร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษตามเจตนารมณ์ที่คณะกรรมการพิจารณาการ
พระราชทานอภัยโทษให้ความเห็นชอบแล้ว
2.2.2 นำเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษต่อคณะกรรมการพิจารณาการ
พระราชทานอภัยโทษ
2.2.3 ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษกำหนด

3. กระทรวงยุติธรรมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อได้รับความ
เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
ประกาศใช้บังคับต่อไป

4. กรมราชทัณฑ์จะมีหนังสือสั่งการและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานอภัยโทษให้เรือนจำ
และทัณฑสถานต่าง ๆ ทราบและเตรียมการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทาน อภัยโทษ

5. ประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อ
แต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานต่าง
ๆ ประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อการพระราชทานอภัยโทษนักโทษทหาร กรมคุมประพฤติ กรมการจัดหางาน
กระทรวงแรงงาน เพื่อจัดหาแหล่งงานและการประกอบอาชีพ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้พ้นโทษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหามาตรการรองรับปัญหา
อาชญากรรม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้นำท้องถิ่น เพื่อรองรับผู้พ้นโทษที่จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่

6. เมื่อเรือนจำและทัณฑสถานต่าง ๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามพระพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
เรียบร้อยแล้ว จะส่งบัญชีรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษพร้อมรายละเอียด (บัญชีรายชื่อ อ.1 – อ.4) มายังกรม
ราชทัณฑ์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อกรมราชทัณฑ์ตรวจสอบแล้วจะรวบรวมสถิติผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อนำ
ความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทต่อไป

7. ในกรณีเกิดปัญหาเกี่ยวกับการนำบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมาใช้บังคับของ
คณะกรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์จะนำเสนอปัญหาให้
คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหม รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นกรรมการพิจารณาเพื่อ
วินิจฉัยชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานต่อไป

จากคุณ : คนไทย
เขียนเมื่อ : 11 ส.ค. 52 15:58:16 A:125.24.17.52 X: TicketID:225557

ความคิดเห็นที่ 3  

กำลังจะบอกอะไรครับ
โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะการถวายฎีกาและการขอพระราชทานอภัยโทษ ให้คนบ้านเลขที่ 111 มากกว่า  ทำให้คนๆเดียว  คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร

จากคุณ : ทองนพคุณ
เขียนเมื่อ : 11 ส.ค. 52 18:22:03



กระทู้ยอดนิยม

[ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่] [กติกามารยาท] [Help & FAQ] 
 
ความคิดเห็น :
  PANTIP Toys
จัดรูปแบบ :
ไฟล์ประกอบ :
  Help
ชื่อ :
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com