ไม่เห็นด้วยที่จะเอามหาลัยออกนอกระบบ

ผมไม่เห็นด้วยที่จะเอามหาลัยออกนอกระบบครับ

ผมมีข้อแย้งดังนี้นะครับ วันก่อนที่เห็นอ.มหาลัย หลาย ๆ ท่านออกรายการคุณสรยุทธ์ (อาจจะเมื่อหลายเดือนก่อน)
แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี

ผมได้ไปเรียน มาหลายประเทศเหมือนกัน โดยเฉพาะ แคนาดากับออสเตรเลีย
ผมเลยยิ่งมีความคิด ไม่เห็นด้วยที่จะนำมหาลัยออกนอกระบบครับ

1. ที่อ้างว่า มหาลัยออกนอกระบบแล้ว จะไม่ขึ้นค่าเทอม ผมไม่เชื่อครับ อย่าลืมว่า ในเวลานี้ มหาลัยหลายแห่งได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ และที่เค้าให้ก็เพราะว่า มหาลัยเหล่านั้นเป็นมหาลัยรัฐบาลนะครับ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาอย่างชัดเจนครับ non-profit organization กับ private university ต่างกันมากในสายตาต่างชาตินะครับ ถ้าไม่ได้เงินสนับสนุนเหล่านั้นแล้ว มหาลัยจะได้รายได้มาจากไหน ถ้าออกนอกระบบแล้วครับ ถ้ามีการยืนยันว่า จะได้รายได้จากรัฐ เป็น กี่เปอร์เซนต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไปเรื่อย ๆ ผมถึงจะเชื่อครับ
2. ผมคิดว่า มหาลัยรัฐหลาย ๆ แห่งควรจะดำรงอยู่เพื่อดำเนินนโยบายการบริหารตามรัฐบาล การวิจัยเพื่อสนับสนุนรัฐบาล ไม่ใช่การวิจัยเพื่อสนับสนุนเอกชนอย่างเดียวนะครับ
3. ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วว่า มหาลัยที่ออกนอกระบบเมืองไทย ค่าเทอมแพงขึ้นขนาดไหน รัฐ ไม่ควรเพิ่มภาระให้ประชาชนอีกนะครับ
4. การอ้างว่า การออกนอกระบบแล้วจะทำให้ ระบบดีขึ้น  อันนี้ไม่เกี่ยวนะครับ การอ้างนั้นเป็นการกล่าวอ้างเพียงอย่างเดียว เพราะทุกวันนี้ มหาลัย หลายแห่ง ก็ออกนอกระบบ ไปครึ่งหนึ่งแล้ว สามารถแบ่งภาคและจัดการบริหารได้อย่างไร้ปัญหา
5. การจะพัฒนา ระบบ การบริหาร ขึ้นอยู่กับ ผู้บริหารกับ ผู้ปฎิบัติ ถึงมหาลัยจะออกนอกระบบ ก็ไม่ใช่ว่า จะทำให้ผู้บริหารกับ ผู้ปฎิบัติมีทัศนะคติที่เปลี่ยนไปได้ เนื่องจากคนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายอย่างนั้นนะครับ

ผมสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคนต่อสู้ ทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้มหาลัยออกนอกระบบครับ

ปล. ผมไม่คิดว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองนะครับ เพราะไม่ว่าใครเอามหาลัยออกนอกระบบ ผมก็จะต่อต้านทุกครั้งไป ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง หรือ รัฐมนตรีครับ เพราะงั้น ผมจึงเอากระทู้นี้มาไว้ที่นี่ ไม่ใช่ที่ราชดำเนินครับ

จากคุณ : sakthegreat - [ 11 มี.ค. 50 16:56:16 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

คนที่ลำบากก็คือพ่อแม่อย่างเราเรา ที่ต้องค่อยหาเงินให้ลูกเรียนนับวันยิ่งแพง

จากคุณ : ท่านขุนพล - [ 11 มี.ค. 50 19:58:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ออกนอกระบบ ไม่ออกนอกระบบ จะไปรอดไม่รอด
คิดว่าปัจจัยสำคัญคือผู้บริหารของมหาลัยนั้น

จากประสบการณ์จริง
ตอนเรียน ป ตรี มหาลัยที่เคยเรียนเริ่มเปลี่ยนเป็นนอกระบบ ตอนปี 4 ครับ

ประเด็นค่าหน่วยกิจ เพิ่มขึ้นจริงครับ แต่ไม่เท่า ม เอกชน
ถูกกว่าค่าเทอมโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ เยอะครับ
ยิ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เรียนมา ม รัฐอื่นๆ มีการเก็บเงินพิเศษต่อเทอมอยู่แล้ว เทียบส่วนที่เพิ่มขึ้นมา ก็เลยไม่ต่างกันเท่าไหร่

มหาลัยอื่น คณะอื่น ไม่มีข้อมูล  ครับ

การเปลี่ยนแปลงหลังจากออกนอกระบบ

ปี 43 ผมก็ได้เรียน ป โท ที่มหาลัยเดิม รวมทั้งได้พูดคุยกับรุ่นน้องที่มาฝึกงานหรือว่าเข้ามาทำงานที่บริษัทเดียวกัน

สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
อุปกรณ์การเรียนการสอน ทุนเรียนต่อสำหรับอาจารย์
ความตั้งใจสอนของอาจารย์ดีมากๆ


จากคุณ : ESD - [ 12 มี.ค. 50 01:02:21 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ค่าเทอมไม่ขึ้นหรอกครับ ขึ้นแต่ ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงกองนักศึกษา ค่าตำราเรียน ค่าธรรมเนียมใช้ห้องคอม ค่าธรรมเนียมใช้ห้องแลป ค่าธรรมเนียมใช้หอประชุม ค่าธรรมเนียมใช้โรงอาหาร ค่าธรรมเนียมใช้ห้องน้ำ อิอิ ค่าเทอมไม่ขึ้นหรอกจริงจริ้ง

จากคุณ : bigcy - [ 12 มี.ค. 50 06:35:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

คนจนๆๆบ้านนอกหมดปัญญาเรียนแน่ๆ  ต่อไปก็ต้องมีการปรับค่าหน่วยกิตเพิ่มขึ้น  ซึ่งดูได้จาก ทั้ง 5 แห่งที่ออกนอกระบบไปแล้ว  แม่ฟ้าหลวง,เทคโนสุรนารี,ม.อุบล
ก็ไม่เห้นว่าจะมีอะไรดีขึ้น..คนจนๆจะหาเงินมาจากไหน
ค่าเรียน ค่ากินค่าอยู่.......จะทำยังไงกัน...แค่กินไปวันๆก็จนปัญญาแล้ว


จากคุณ : เมสุริน - [ 12 มี.ค. 50 09:33:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ดูรายละเอียด แนวคิด และประสบการณ์ได้ที่นี่ครับ

http://www.kmutt.ac.th/univer-regulate2.html

นักศึกษาต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงในมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล
ถ้าเราดูข้อเท็จจริงจะพบว่ามหาวิทยาลัยของรัฐได้รับเงินงบประมาณ
จากรัฐไม่เพียงพอ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยของรัฐเปิดหลักสูตร
ที่เรียกกันทั่วไปว่าหลักสูตรพิเศษซึ่งเก็บค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมสูงกว่า
หลักสูตรปกติหลายเท่า เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการดำเนินงานปรกติ
ดังนั้นแม้มหาวิทยาลัยของรัฐยังไม่ออกนอกระบบราชการ ก็ยังเก็บค่า
บำรุงค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าปกติในหลายหลักสูตร


ในเบื้องต้นมหาวิทยาลัยของรัฐเปิดหลักสูตรพิเศษสำหรับผู้ที่มีงาน
ทำแล้ว ให้เหตุผลว่าเก็บค่าเล่าเรียนสูงเพราะผู้เรียนมีงานทำ มีรายได้แล้ว
เปิดในวันเสาร์อาทิตย์โดยให้เหตุผลว่าให้โอกาสแก่ผู้กำลังทำงานสามารถเรียนได้
เปิดหลักสูตรต่างจังหวัดห่างจากที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแม่โดยให้เหตุผลว่า
ให้โอกาสในชนบทเพิ่มขึ้น จนถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยของรัฐเปิดหลักสูตรพิเศษ
ทั้งกับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาและเปิดในเวลาปกติ


โดยนัยยะของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 รัฐจะให้
ความสำคัญแก่พลเมืองส่วนใหญ่มากขึ้น การศึกษาภาคบังคับ 9 ปีจะจัดให้เปล่า
การศึกษาพื้นฐาน 12 ปีแม้จะไม่บังคับก็จะจัดให้เปล่า หมายความว่ารัฐจะต้องใช้
งบประมาณเพื่อการศึกษาระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ในส่วน
ของการปฏิรูปการศึกษา รัฐจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการศึกษาเช่นระบบ
ไอทีเพื่อการศึกษา รวมทั้งมีการเพิ่มเงินเดือนครูที่ผ่านการประเมินว่ามีคุณภาพ


จากผลของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 รัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา(ซึ่งเดิมไม่มีการเลือกตั้ง)
มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับองค์อิสระ 7-8 องค์กรที่เกิดตามรัฐธรรมนูญ


ผู้ที่มีเหตุผลจะตระหนักว่าจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลของ
พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ การปฏิรูปการศึกษา และรัฐธรรมนูญ
รัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากมาย ถ้าเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีขึ้น รัฐ
จะเก็บภาษีอากรไม่ได้เพิ่มขึ้น งบประมาณแผ่นดินจะเพิ่มขึ้นไม่ได้
ในเมื่อไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายจากพันธกิจใหม่เพิ่มขึ้น ต้องชดใช้
หนี้เงินกู้ต่างประเทศ งบประมาณเพื่อการศึกษาคงจะเพิ่มขึ้นได้ยาก
งบประมาณอุดมศึกษาก็คงจะเพิ่มขึ้นได้ยากเช่นกัน สาธารณะและรัฐคง
จะให้ความสำคัญแก่การศึกษาเพื่อคนส่วนใหญ่ มากกว่าอุดมศึกษา
สำหรับคนจำนวนน้อยกว่า


ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าอุดมศึกษาจะไม่ได้รับการสนับสนุนต่อไป
แต่งบประมาณส่วนดำเนินการของอุดมศึกษาคงจะเปลี่ยนไปจากการให้เปล่า
มาเป็นการให้กู้ยืมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณเข้าสู่กองทุนกู้ยืม
เพื่อการศึกษาให้มากเพียงพอ คนไทยมีความสามารถและประสงค์จะเรียน
อุดมศึกษา สามารถกู้ยืมจากกองทุนนี้ได้ รัฐคงจะอุดหนุนเฉพาะผู้
ด้อยโอกาสและผู้ที่มีความสามารถสูง


ในส่วนของการพัฒนา งบประมาณของรัฐมีแนวโน้มจะจัดสรรให้
ตามความสามารถทาง วิชาการ(merit) เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาที่อาจารย์
หรือนักวิชาการจะต้องมีข้อเสนอโครงการต่อหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยต่าง ๆ
นอกจากนั้น มีแนวโน้มของรัฐที่จะจัดสรรงบประมาณลักษณะ mission-oriented
เพิ่มขึ้น เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การสนับสนุน SMEs


การศึกษาผลตอบแทนการศึกษาอุดมศึกษาจากทั่วโลก ได้ข้อสรุป
ตรงกันว่าการศึกษาอุดมศึกษาให้ผลตอบแทนส่วนบุคคล (private returns)
สูงกว่าผลตอบแทนสาธารณะ(public returns) แต่การศึกษาอุดมศึกษาก็ให้
ประโยชน์แก่สาธารณะหรือสังคมในด้านการสร้างคนที่มีความรู้ทางวิชา
การเป็นพลังของสังคม สร้างองค์ความรู้จากการวิจัย ตลอดจนเป็นกลไก
ชี้นำสังคม ดังนั้น ทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์จึงพิจารณาว่าอุดม
ศึกษามีทั้งส่วนสินค้า/บริการสาธารณะและส่วนสินค้า/บริการบุคคล ค่าใช้
จ่ายอุดมศึกษาจะต้องมาจากรัฐส่วนหนึ่งและผู้เรียนซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์
ส่วนหนึ่ง สัดส่วนของการรับภาระจะเป็นเท่าใดขึ้นกับแต่ละสังคม
และสภาพเศรษฐกิจของสังคมนั้น


ถึงเวลาที่อุดมศึกษาไทยจะต้องรู้ความจริง เผชิญกับความจริงนี้


จากคุณ : ESD - [ 12 มี.ค. 50 10:48:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

คุณคห.5..คะ...ตอบได้ใจที่กำลังมีปัญหาเรื่องนี้พอดี..รับทราบค่ะ....และหวังว่าทุกท่านที่มีปัญหาคงจะหาคำตอบได้นะคะ...ขอบคุณค่ะ...สังคมจะเป็นสุขได้..ต้องอาศัยคนในสังคมคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้ค่ะ...

จากคุณ : aoy1 - [ 12 มี.ค. 50 13:48:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

ขอบคุณ คคห 5 นะครับ
แต่ก็นั่นอีกนั่นแหละ ผมมองในมุมกลับครับ
ผมยอมรับความเป็นจริง และมองเพิ่มเติมดังนี้นะครับ

ขนาดว่า มหาลัยรัฐ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ยังเก็บค่าเทอมเกินกว่าความเป็นจริง
แล้วถ้ามหาลัยรัฐ ออกจากระบบล่ะครับ อะไรคือสิ่ง ยืนยันว่า รัฐจะไม่ขึ้นค่าเทอม จนเด็กที่จะเรียน จะต้องเป็นหนี้มากมาย ตั้งแต่ยังเรียน ไม่จบล่ะครับ
ทำอย่างนี้ เท่ากับ สนับสนุนให้อนาคตของชาติเป็นหนี้ตั้งแต่เด็กเลยนะครับ

ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดีครับ ถ้าใครจะเอามหาลัยรัฐออก ช่วยหาคำตอบให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ว่า ทำอย่างไร จึงจะยืนยันได้ว่า ภาระจะไม่ตกกับประชาชน โดยเฉพาะเด็กที่กำลังเป็นอนาคตของชาติล่ะครับ

ถ้ายังไม่มีใครยืนยันเรื่องนี้ ผมก็เห็นว่า ทั้งหลายทั้งปวงเป็นข้ออ้างของการขึ้นค่าเทอมครับ


จากคุณ : sakthegreat - [ 12 มี.ค. 50 23:25:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ยืนยันว่า มหาลัยต่างประเทศออกนอกระบบทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลีย แต่เขามีระบบการให้ทุนจากภาครัฐทางอ้อม แล้วแต่ระบบของแต่ละประเทศครับ
ถ้าประเทศไทยนำมหาลัยออกนอกระบบ แล้วมีการสนับสนุนการให้ทุนแบบจริงจังเหมือนอย่างของต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศทำ ผมก็สนับสนุนครับ
แต่ถ้าทำไม่ได้อย่างต่างประเทศที่เขาทำ ก็อย่านำออกนอกระบบเลยครับ สงสารคนจนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าบำรุง+ค่าหน่วยกิต
อยากให้ภาครัฐออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่อนี้ให้มากกว่านี้ เพื่อให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยได้รับรู้ว่า รัฐบาลมีการให้ทุนสนับสนุนรูปแบบใดเพื่อส่งเสริมประชาชนให้ได้เรียนกันอย่างเต็มที่


จากคุณ : Pete Chakky - [ 14 มี.ค. 50 12:11:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

มหาวิทยาลัยออกนอกระบบใครได้ ใครเสีย: ข้อวิพากษ์และเงื่อนงำที่ซ่อนอยู่ในระบบการศึกษาไทย

จากนักศึกษาด้านสังคมวัฒนธรรม

    เมือ่คืนวันที่14 ธันวาคม ผมได้มีโอกาสชมรายการถึงลูกถึงคนในประเด็น มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งก็มีข้อโต้แย้งทั้งฝ่ายอธิการบดี กับนิสิตนักศึกษา ต่างก็มีข้อมูลที่น่าสนใจและควรเปิดเผยต่อสาธารณะชนให้มีการทำประชาพิจารณ์ เพื่อตรวจสอบดูผลกระทบ และหาข้อสรุป เนื่องจากนโยบายนี้มีผลกระทบต่อคนทั้งชาติ ในฐานะที่มหาวิทยาลัย เป็นสมบัติของแผ่นดิน เป็นที่บ่มเพาะทางการศึกษาและวิชาชีพชั้นสูงที่ทุกชนชั้นมีสิทธิที่จะรับรู้

ก่อนอื่นผมเป็นนิสิตนักศึกษาคนหนึ่งจึงมีผลกระทบโดยตรง กับนโยบายนี้ แต่ผมอยากจะชี้แจงในฐานะที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และมิได้รับเงินจากอธิการบดีคนใดให้มาชี้แจง จึงตัดประเด็นไปได้ว่าผมจะอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะชี้แจงคือ ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับสภาพปัญหาของการอุดมศึกษาในประเทศไทยที่สาธารณะชนควรรับรู้ดังนี้

1.ภาระของรัฐบลาลมีโครงสร้างที่ใหญ่เกินไป และการบริหารของระบบการอุดมศึกษาไม่เกิดประสิทธิภาพ ที่สำคัญการจัดการงบประมาณยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากรัฐบาลให้เงินสนับสนุนทางมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นทรัพยากรของประเทศที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เงินจำนวนนี้ได้มาจากภาษีอากรที่รัฐบาลจัดเก็บจึงเป็นภาระของผู้เสียภาษีสู่ภาคการอุดมศึกษา ซึ่งจะมองได้ว่างบประมาณมากกว่า90/ ของรายได้มหาวิทยาลัย รัฐเป็นผู้สนับสนุน จากงานวิจัยของมาร์กเบลาพบว่า หากระดับการศึกษายิ่งสูงเพียงใด ประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจะยิ่งน้อยลง(the rate of return to investment in education in thailand,nationnal education council,1971) ดังนั้นรัฐจึงแบกภาระในการใช้จ่ายในระดับอุดมศึกษามากเกินไป และใช้จ่ายในภาคประถมและมัธยมศึกษาน้อยเกินไป ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าโรงเรียนในสังกัดของสพฐ จึงมีสภาพตกต่ำ ซึ่งเหตุผลสำคัญก็คือการได้รับเงินถัวเฉลี่ยต่อคน ที่รัฐสนับสนุนต่ำมาก เมือ่เทียบกับโรงเรียนพิเศษอย่างมหิดลวิทยานุสรณ์ หรือโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงต่างๆ เงินที่รัฐสนับสนุน ถือว่าเราในระดับอุดมศึกษากำลังเอาเปรียบภาคพื้นฐานการศึกษาอยู่ในระดับ1ต่อ40เลยก็ว่าได้ ในขณะที่เรายังพึ่งพาแต่รัฐบาลทำให้งบประมาณแผ่นดินที่ควรจะพัฒนาด้านอื่นกับถูกเบียดบังจากการอุดมศึกษา ซึ่งอาจจะเป้นการลงทุนที่จมเพราะรัฐอาจจะได้ผลตอบแทนทางสังคมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นการออกนอกระบบจึงเป็นหนทางที่มหาวิทยาลัยจะหาแหล่งงบประมาณจากภายนอก เพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารให้มีสภาพที่คล่องขึ้นนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน และมีผลงานวิจัยเพื่อนำไปสู่ภาคเอกชน และความก้าวหน้าทางวิชาการที่สำคัญยังมีอิศระในการทำงานสูงเพราะการผูดติดกับระบบราชการเป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ ตีพิพิมพ์ผลงานวิจัย ตลอดจนการนำผลงานไปพัฒนา ต่อยอด เพราะเอกชนก็ได้รับประโยชน์จากตรงนี้มันจึงเป็นการขับเคลื่อนที่ก้าวหน้ามากกว่าถอยหลัง เราควรที่จะพยายามเพิ่มโอกาสให้กับภาคส่วนอื่นๆให้นำเงินตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น

2.ประเด็นเรื่องค่าหน่วยกิจเพิ่ม ต้องขออธิบายว่า ปัจจุบันค่าเทรอมของมหาวิทยาลัยรัฐต่ำกว่าสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่มาก ซึ่งเราอาจจะพุดว่าค่าหน่วยกิจเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นเป็นไปในลักษณะต่ำ คือไม่ได้เพิ่มแบบพรวดพราด ซึ่งมิได้ต่างจากเดิมมากนัก แต่ก็ยังต่ำกว่าสภาพจริงที่ควรจะจ่ายอยู่ดี เพระาค่าหน่วยกิจบ้านเราต่ำกว่าระดับดุลยภาพ ทำให้อุปสงค์ส่วนเกินหรือหมายถึงความต้องการที่จะเข้ามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่อุปทานยังไม่เพิ่มตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น ที่จริงแล้วการลงทุนทางการศึกษาเป็นผลประโยชน์ต่อปัจเจก ทั้งการประกอบวิชาชีพต่างๆ จากความรู้ที่ได้รับเพื่อเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัว และที่สำคัญต้นทุนทางการศึกษามีภาระรายจ่ายค่อนข้างสูงเช่น ค่าดำเนินการ ทั้งในด้านธุรการ การสอน กิจกรรม การจ้างบุคลากร รวมถึงต้นทุน วัสดุ ตึก อุปกรณ์ทางการศึกษา ทำให้รายได้ที่มีจึงยังไม่เพียงพอกับการพัฒนามหาวิทยาลัยเพียงแค่ประคับประคองเท่านั้น ดังนั้นงานวิชาการบ้านเราจึงยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงโปร หรือมาเลเซีย ทั้งๆที่บุคลากรมีประสิทธิภาพ แต่ขาดงบประมาณที่จะสร้างความเข้มแข็งและเที่ยวบินที่จะพัฒนาองค์กรของตนดังนั้นการจัดเก็บค่าเทรอมจึงควรให้สอดคล้องกับความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกกิจ ตามสภาพการลงทุนของสาขาวิชา การที่มี กยส หรือไอซีแอลจึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น ที่ทำให้คนจนได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อ จึงถือว่าเป็นการส่งเสริมตรงนี้ และที่สำคัญงบประมาณที่เพิ่มขึ้นน่าจะไปส่งเสริมทุนขาดแคลนสำหรับนักศึกษายากจนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ต้องทำความเข้าใจว่านักศึกษาที่เข้ามาสู่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มาจากครอบครัวผู้มีรายได้ปานกลาง และยังสามารถมีเงินจับจ่ายเพื่อการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยเองก็ตระหนักดีว่าการขึ้นค่าหน่วยกิจเองมีผลกระทบต่อนักศึกษา จึงจะขึ้นตามความจำเป็นมากที่สุดเพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อการพัฒนาและการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนที่ได้คือนักศึกษาเองที่จะได้รับการบริการทางวิชาการที่ดีขึ้น

3.สภาพที่ตกต่ำของอาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องเข้าใจว่าเสรีชนบ้านเราไม่มีจริงเพระาสถานะภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนไม่สมกับวิทยฐานะ เมือ่เทียบกับบางประเทศอย่างสิงโปร ญี่ปุ่น หรืออเมริกา จึงเกิดภาวะสมองไหล เพราะขาดแรงจูงใจในการดึงคนที่มีความสามารถสูงเข้ามาสู่มหาวิทยาลัย ตรงนี้จะส่งผลถึงคุณภาพการศึกษาด้วย ปัจจุบันอาจารย์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยที่มีอัตราจ้างตามเงินเดือนตามระบบราชการ และยังไม่ได้รับประโยชน์จากสวัสดิการที่ควรจะได้รับ ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยถูกสูบตัวไปอยู่ภาคเอกชนมาก และที่สำคัญความเป็นอิศระทางวิชาการ การทำงานวิจัย ยังถูกโครงสร้างราชการปิดกั้นอีก มีอาจารย์ที่ต้องการไปเพิ่มเติมความรู้ยังต่างประเทศเพื่อนำความรู้มายังบ้านเรายังต้องพบอุปสรรคเพราะระบบราชการไใม่เอื้ออำนวย ทั้งในเรื่องการลาพัก หรือความมีอิศระที่จะไปเพิ่มเติมความรู้ อันนี้ดูได้จารย์อดีตอาจารย์ที่ได้รับเลือกเป็นสวท่านหนึ่งที่ท่านมีผลงานระดับโลก และจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่างอิมพีเรียลลคอเคจ และได้มารับใช้ชาติเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศ แต่ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพได้เท่าที่ควรเพราะท่านให้สำภาษณ์ว่าเป็นเพระาระบบราชการนั่นเอง ภาคเอกชนจึงใช้เม็ดเงินเพือ่สูบคนเก่งเข้าไปได้ง่ายกว่า เพราะเชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นปัญญาชนที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาองค์กร อันนี้ต้องดูจากปตท ที่มีคนเก่งเข้าไปสู่องค์กรเป็นจำนวนมาก และยังให้สวัสดิการในแบบที่ว่า กินดีมีสุข สามารถพัฒนางานวิจัยได้เต็มที่ และมีฐานเงินเดือนในระดับสูง คนส่วนใหญ่มักถามว่า ถ้าเป็นอาจารย์ควรที่จะเสียสละเพื่อนิสิต นักศึกษา และไม่ควรเห็นแก่ทรัพย์สิน แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องมีครอบครัว มีภาระรายจ่าย ที่เหมือนกับเราๆ ทำให้บางทีสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อสถานภาพของอาจารย์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน บางทีผมยังขอชอขบพระคุณอาจารย์บางท่านที่ยังเสียสละตนเองในด้านการสอนทั้งที่รู้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับมันน้อยนิดมาก ถ้าหากอาจารย์เหล่านี้จะเลือกที่จะไปประกอบอาชีพอื่นที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่า แต่พอสืบภูมิหลังบางทีทำให้ทราบว่าอาจารย์หลายท่านมีฐานะดีพอสมควร แต่อยากทำเพื่อสังคมบ้าง หรือบ้างก็ใจรักในวิชาชีพ มากกว่าจะตีค่าเป็นเงินทอง แต่จะมีอาจารย์ที่ยอมเสียสละตนเองขนาดนี้มกาน้อยเพียงใด ในขณะที่หลายคนก็ต้องเปลี่ยนอาชีพไปเพราะมีรายได้ไม่เพียงพอจริงๆ และยังแอบน้อยใจที่อุตห์ส่าไปร่ำเรียนถึงปริญญาเอกจากต่างแดน หรือในแดน แต่ค่าตอบแทนช่างน้อยนิดมากเมือ่เทียบกับคุณวุฒิที่มีอยู่

4.การสร้างหลักประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย ระบบข้าราชการมีปัญหาเรื่องการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะกระบวนการและวิธีการที่ซับซ้อนยุ่งยาก จึงทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถพัฒนาตนเองได้เท่าที่ควร ดังนั้นการออกนอกระบบจึงเป็นส่วนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยกำหนดทิศทางและประเมินผล ทั้งในด้านวิชาการ การเรียนการสอน การจัดสรรงบประมาณอย่างมาประสิทธิภาพ ได้ด้วยตัวของตัวเอง เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันทางวิชาการ อันนี้เป็นผลดีต่อนักศึกษาแน่นอน จะได้ลดสภาพความเหลือมลำของระบบการศึกษา เพระามหาวิทยาลัยจะต้องถีบตนเองให้อยู่รอดและเข้มแข็ง ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสู่ภาคสังคมต่อไป เพราะในขณะนี้บัณฑิตในปัจจุบันมีคุณภาพต่ำลง และไม่สอดคล้องกับกับความเป็นจริง ดังนั้นการออกนอกระบบจะต้องมีการประเมินคุณภาพการศึกษาเพื่อรู้จุดอ่อนและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ถ้าหากเราปล่อยให้ระบบราชการเป็นผู้ชี้นำ จะทำให้สภาพการแก้ไขปัญหาล่าช้า และมีประสิทธิภาพต่ำ

5.ประเด็นเรื่องการครอบงำของภาคเอกชน ภาคธุกิจ และการแสวงหาผลกำไร จากธุรกิจการศึกษา อันนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่าภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชนย่อมต้องมีส่วนที่สัมพันธ์กันเพราะทุกส่วนจะต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เดินต่อไปข้างหน้า รัฐต้องสนับสนุนภาคเอกชน และประชาชนเพื่อให้สองส่วนเข้มแข็งและเอ๊าพุดมาสู่รัฐ การที่ภาคเอกชนจะไปกำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัยคงทำไม่ได้

เพราะคณาจารย์คงมิได้ไปจดทะเบียนมหาวิทยาลัยสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้นักธุรกิจเข้ามาบริหารแต่ในความคิดของผมน่าจะเป็นการร่วมมือทางวิชาการกับภาคอุตสาหกรรมมากกว่า ทางภาคอุตสาหกรรมน่าจะให้เงินเพื่องานวิจัยและพัฒนา ทางอาจารย์ นิสิตก็เร่งที่จะสร้างผลิตกรรม ทำให้สองส่วนได้รับประโยชน์ในแง่ของผลงานทั้งคู่ และยังทำให้การพัฒนาเติบโตเร็วขึ้น ส่วนใหญ่ภาคเอกชนจะให้เงินในรูปแบบการบริจาค หรือเงินทุน เพือ่สร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถกลับสู่ภาคเอกชน และรัฐ เพราะอย่างน้อยองค์กรก็ได้ มหาวิทยาลัยก็ได้ รัฐก็ได้ ต้องเข้าใจว่าเราผลิตบัณฑิตเพื่อแรงงานในแต่ละภาคส่วน ดังนั้นจึงควรมีการกำหนดทิศทางร่วมกันเพื่อได้บัณฑิตที่ตรงกับความต้องการของทุกฝ่าย ที่สำคัญการออกนอกระบบยังอยู่ในกำกับของรัฐ แต่แค่รัฐลดระบบปฏิบัติราชการที่ยุ่งยากซับซ้อนลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถจัดการกับระบบภายได้เร็วและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เท่าที่ผ่านมาการศึกษายังไม่พัฒนาเท่าที่ควรอันเนื่องมากจากโครงสร้างรัฐที่เป็นตัวปัญหา ทั้งในฝ่ายบริหาร อำนาจการเมือง และการเปลี่ยนแปลงระบบ จึงทำให้มหาวิทยาลัยตกอยู่ภายใต้การชี้นำมาตลอดทุกยุคทุกสมัยจากรัฐบาล

เราต้องทำความเข้าใจว่าบ้านเราคงไม่เหมือนฝรั่งเศส หรือบางประเทศในยุโรป ที่สามารถให้เงินสนับสนุนด้านการศึกษาที่เรียกได้ว่า แทบจะออกให้ทั้งหมด เพระาโครงสร้างภาษีที่ต่างกัน ทำให้สวัสดิการต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือเราต้องศึกษาการออกนอกระบบมีผลกระทบอย่างไร อย่างพึ่งเชื่อหรือตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ควรดูผลกระทบและผลที่จะได้รับทั้งด้านบวกและลบ ทั้งสองด้านและลองช่างใจดูว่าตัวอย่างของการออกนอกระบบดีหรือเลวร้ายอย่างไร เพือ่การกำหนดนโยบายของชาติที่ได้รับประโยชน์สูงสุดสู่ภาคประชาชน

                    บทความนีต้องขอขอบพระคุณ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ทางด้านเศรฐศาสตร์ ที่แต่งตำรา เรือ่ง การศึกษา ทุนนิยม และโลกานุวัตร ซึ่งบางตอนที่ตัวผู้เขียนได้หยิบยก และเป็นข้อมูลที่อ้างอิงสำคัญ ผู้ใดสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้

            ขอน้อมรับความผิดพลาดทุกประการที่ได้พิมพ์เผยแพร่ไป อาจมิได้กลั่นกรองทางภาษาและการอ้างอิงที่ดีพอ และต้องการคำติชมที่จะน้อมนำไปแก้ไขต่อไป


จากคุณ : ส่องสร้างสังคม (ส่องสร้างสังคม) - [ 14 มี.ค. 50 15:46:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ประชาชนไม่คิดจะรับภาระเลยหรือครับคุณ sakthegreat
ผมว่าประหยัดเรื่องอื่นๆ มาลงทุนเรื่องเรียน คงไม่เป็นไรหรอกครับ
เห็นปัจจุบันบางคนฟุมเฟือยกันมากมายไม่ว่ามีเงินไม่มีเงิน


จากคุณ : EXISTENTIALIST - [ 22 มี.ค. 50 06:36:56 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

คลิกเพื่อเลือก : โพสไฟล์ประกอบ / วาดภาพประกอบ / โพสคลิปวิดีโอ
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
แตกประเด็น : ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom