◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    นิติภูมิ นวรัตน์ โหยหวนแล้ว บอกเศรฐกิจไม่ดีเลย เสียดาย พันธบัตรเอเชีย

    ปรารถนาทิวาราตรีที่รุ่งเรืองกลับมา [6 ส.ค. 50 - 23:00]

    ผมได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากผู้อ่านท่านหนึ่ง บรรยายถึงสภาพตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ครอบครัวท่านแทบจะรับไม่ไหวในปัจจุบัน จดหมายอีกฉบับก็เล่าถึงความตกต่ำของไทยในสายตาของผู้คนชนออสเตรเลีย ประเทศที่ท่านกำลังทำปริญญาเอกอยู่

    ขอเรียนว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้อ่านท่านทั้งสองดอกครับ ที่สัมผัสสถานะตกต่ำของไทยในต่างประเทศ นิติภูมิเองซึ่งต้องตระเวนไปโน่นมานี่ เจอมากกว่าใครเพื่อน จึงขออนุญาตเรียนว่า ขณะนี้ถึงเวลาซ่อมบ้านที่ทรุดโทรมแล้วจริงๆ ไม่ใช่ซ่อมกันแต่เพียงลมปาก สิ่งที่ต้องซ่อมโดยด่วนก็คือปัญหา 1. เศรษฐกิจ 2. สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. การเมืองที่โลกดูหมิ่นถิ่นแคลนเราว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และ 4. การศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาทั้งหลายทั้งปวง

    สมัยรัฐบาลทักษิณ ผมไม่ชอบนโยบายส่งทหารไทยไปอิรัก ไม่ชอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบกรณีที่มีคอรัปชันระบาดมากมายในระยะหลังของรัฐบาล และไม่ชอบที่ปล่อยให้มีการแพร่ขยาย กระจายพันธุ์อย่างไวไปทั่วประเทศของห้างต่างชาติ

    แต่ผมยังจำกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ของไทยในยุคต้นๆของรัฐบาลทักษิณได้ ต้นเดือนกันยายน พ.ศ.2546 ผมไปเป็นแขกงานวันชาติของมาเลเซียที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อมาก็ได้เดินทางจากรัฐมะละกาขึ้นเหนือไปที่รัฐเกดะห์ หรือที่บ้านเราเรียกรัฐไทรบุรี ระหว่างนั้นได้อ่านหนังสือพิมพ์ ของมาเลเซียทุกเช้า มีเรื่องเมืองไทยให้อ่านทุกวัน

    ผมเขียนไว้ในเปิดฟ้าส่องโลกใน นสพ.ไทยรัฐฉบับวันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2546 ว่า “ทุกคอลัมน์และทุกข่าวเกี่ยวกับไทย สื่อมาเลเซีย จะเขียนทำนองชื่นชม โดยเฉพาะข่าวที่รัฐบาลไทยในสมัยนั้นเอาจริงกับพันธบัตรเอเชีย”

    “ดร.มหฎิร มุฮัมมัด เคยฝันถึงพันธบัตรเอเชีย เคยบินมาคุยกับรัฐบาลไทยในเรื่องพันธบัตรเอเชียด้วย แต่รัฐบาลไทยในยุคก่อนไม่เอา เพราะกลัวฤทธิ์ฝรั่ง เมื่อรัฐบาลไทยสมัย พ.ศ.2546 เป็นตัวตั้งตัวตีระลอกใหม่ สื่อมวลชนและคนมาเลเซียก็เชียร์กันใหญ่ ยิ่งทราบว่านายกฯไทยเคลียร์เรื่องนี้กับมหาอำนาจอเมริกาแล้ว พวกคอลัมนิสต์ในมาเลเซียก็ดีใจที่เราชาวเอเชียจะได้ปลดแอกทางการเงิน (เป็นบางส่วน) จากฝรั่งซะที”

    ก่อนเขียนคอลัมน์ราตรีนี้ ผมใช้เวลากว่าชั่วโมงอ่านจดหมายใน [email protected] และก็เปิดเว็บไซต์ nitipoom.com ซึ่งรวบรวมบทความเก่าๆที่ผมเคยเขียนไว้ประมาณ 5,000 บทความ รู้สึกเสียดายสถานะของประเทศไทย เมื่อตอนย้อนไปอ่านย่อหน้าหนึ่งของบทความวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2546 ที่ว่า...

    “ไล่อ่านข่าวจากทางซีกมาเลเซียที่เกี่ยวกับเมืองไทย ก็ยังได้อ่านเรื่องที่เศรษฐกิจของไทยดีวันดีคืน สัญญาณต่างๆทุกอย่างปรับตัวไปใน ทิศทางที่ดีขึ้นมาก การส่งออกก็ขยายตัวต่อเนื่อง ดัชนีในตลาดหุ้นก็ปรับตัวดีขึ้น อุตสาหกรรมก็ดี การบริโภคของประชาชนก็มีมากขึ้น รวมๆ ก็คือ หนังสือพิมพ์มาเลเซียรายงานว่า ไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจของไทยในปีนี้และปีต่อๆไปก็คงจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”

    กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ.2546 ผมเป็นแขกของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ไปร่วมงานในงานวันชาติเหมือนกัน การไปเยือนฟิลิปปินส์ครั้งนั้นทำให้ ได้ทราบว่า พ.ศ.2515 คนฟิลิปปินส์ติดยาเสพติดทั้งประเทศเพียง 2 หมื่นคน แต่ พ.ศ.2546 มีคนติดยาเสพติดทั้งประเทศมากกว่า 3.4 ล้าน

    ปัญหายาเสพติดในฟิลิปปินส์แรงไม่แพ้ที่ไทยเคยเป็น รัฐบาลของนางคอราซอน อากิโน, พลเอกฟิเดล รามอส หรือแม้แต่โจเซฟ เอสตราดา พยายามแล้ว แต่ก็แก้ไม่ได้

    ระหว่างที่ผมอยู่ในฟิลิปปินส์ นางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประกาศสงครามกับยาเสพติด โดยนางพร้อมที่จะเป็นผู้นำเข้าทำสงครามเอง รัฐมนตรีท่านหนึ่งในรัฐบาลกระซิบผมว่า นางอาร์โรโยเลียนแบบการปราบยาเสพติดมาจากนายกฯของยู

    นโยบายปราบยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณโดดเด่นมาก หลายประเทศถึงขนาดเอาไปเป็นตัวอย่าง แม้ว่าจะมีกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา ให้เลือกระหว่างยาบ้าที่ระบาดไปทุกตรอกซอกมุม กับการโดนด่าเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมเลือกเอาโดนด่าดีกว่า

    เขียนถึงบรรทัดนี้ ก็ให้เสียดายภาพพจน์และสถานะประเทศ ไทยในระหว่าง พ.ศ.2545-2547 ซึ่งผิดกับสมัยนี้ แม้แต่ตัวเป้งๆ จากไทยไปประชุมระดับนานาชาติ ยังโดนไล่ให้ไปเป็นแค่ observer ผู้สังเกตการณ์ แถมยังโดนตะโกนใส่หน้ามาว่า ถ้าเลือกตั้งเป็นประชา�ธิปไตยเมื่อไร ตัวแทนจากประเทศของยูจึงจะได้เป็นกรรมการเข้าประชุม.
    http://www.thairath.co.th/news.php?section=international01&content=56439

     
     

    จากคุณ : ล่องแพ - [ 6 ส.ค. 50 14:30:10 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม