◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    10 คำถาม..เจาะอนาคต "SVI"

    เปิดมุมมอง "พงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ" กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสวีไอ กับ 10 ประเด็นคำถาม เจาะลึกอนาคต..เส้นทางโต "เอสวีไอ" ในรอบปี 2550

    ผมมองว่าทิศทางธุรกิจของเอสวีไอ ในอีก 1-2 ปีนี้ ยังเติบโตได้ดีอยู่ อย่างในปี 2549 เราเติบโต 20% ซึ่งผมอยากเฉลี่ยการเติบโตอยู่ระหว่าง 15-20% ไปทุกปี

    คำถามที่ 1..แนวโน้มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    แนวโน้มอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับธุรกิจที่เอสวีไออยู่ ยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ภายใน 3 ปีข้างหน้าจากนี้ (ประมาณปี 2553) ก็จะขึ้นแรงกว่านี้อีก เพราะว่าทางด้าน Industrial Control (ระบบควบคุมอุตสาหกรรม) ดีมานด์จะขึ้นอีก

    แต่สำหรับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็น Consumer Market ตอนนี้ book-to-build Ratio ต่ำกว่า 1 หมายความว่า กลุ่มลูกค้าทางด้าน Telecom Sector ที่เป็นตัวขับเคลื่อน มันจะซบเซาในปีนี้ แต่สำหรับเอสวีไอ เราไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Telecom แต่เราอยู่ในกลุ่ม Industrial ที่ยังเป็นขาขึ้นอยู่

    กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของเอสวีไอ คือ ระบบควบคุมอุตสาหกรรม (Industrial Control) สร้างรายได้ให้กับบริษัทสูงที่สุดกว่า 60% อีกตัวที่มี Growth สูงของเรา ก็คือ ระบบสำนักงาน (Office Automation) สินค้า 2 ตัวนี้ ถือว่าเป็นคีย์หลักของเรา

    คำถามที่ 2..วงจรธุรกิจของเอสวีไอไตรมาสไหนดีที่สุด

    โดยปกติ ไตรมาส 1 เราจะแย่ที่สุด ไตรมาส 2-3 ก็จะดีขึ้น ไตรมาส 4 ก็จะเท่าๆ กับไตรมาส 2 ถ้าจะให้เรียง ไตรมาส 2 ไตรมาส 4 และไตรมาส 3 จะเป็นปกติของเรา

    แต่ปีนี้ ไตรมาส 1 รายได้เราโตขึ้นมาก เป็นเพราะลูกค้ารายใหม่จากปีที่แล้ว เพิ่มกำลังผลิตเข้ามา แล้วก็มีออเดอร์ล้นมาจากไตรมาสที่ 4 ด้วย เพราะว่ายอดขายสูงสุดของเราทำได้ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ (ต่อไตรมาส) ไตรมาส 4 พอออเดอร์ถึง 40 ล้านดอลลาร์ก็เต็ม ที่เหลือก็ล้นมาถึงไตรมาส 1 ปีนี้

    คำถามที่ 3..เป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2550

    ปี 2549 เราทำได้ 135 ล้านดอลลาร์ ปีนี้ เป้าหมายเราประมาณ 150-160 ล้านดอลลาร์ เรากำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ถึงค่าเงินจะแข็งขึ้น รายได้ที่เป็นเงินบาทยังไงก็สูงกว่าปีที่แล้ว

    ปีที่แล้ว ยอดขายเรา 5,100 ล้านบาท ปีนี้ ถ้าเราได้ 150-160 ล้านดอลลาร์ ก็น่าจะมากกว่า แต่เวลาเราคุยจะพูดเป็นดอลลาร์ เพราะสินค้าเราส่งออก 100%

    ส่วนความคลาดเคลื่อนของรายได้ 150-160 ล้านดอลลาร์ เราไม่น่าจะคลาดเคลื่อน ออเดอร์ระดับ 160 ล้านดอลลาร์ ไม่น่าจะมีปัญหา อยู่ที่กำลังการผลิตว่าเราจะผลิตได้หรือไม่ได้เท่านั้นเอง

    ผมมองว่าทิศทางธุรกิจของเอสวีไอในอีก 1-2 ปีนี้ ยังเติบโตได้ดีอยู่ อย่างในปี 2549 เราเติบโต 20% ซึ่งผมอยากเฉลี่ยการเติบโต อยู่ระหว่าง 15-20% ไปทุกปี

    คำถามที่ 4..เป้าหมาย GP Margin และ Net Profit Margin ปีนี้

    ตัว Gross Profit เราตั้งไว้ประมาณ 9.5% ขึ้น ตัว Net Profit เราก็ตั้งไว้ประมาณ 5.8-6% ระดับนี้คิดว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก

    คำถามที่ 5..ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท

    เราจัดการความเสี่ยงได้ดี ที่ผ่านมาไม่ขาดทุนเลย ปี 2548-2549 เรากำไรค่าเงินปีละประมาณ 20 ล้านบาท แต่การที่ค่าเงินแข็งก็จะมีผลกระทบบ้าง ด้าน Gross Margin จะลดลง

    สมมติว่า ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 10% ตัว Gross Margin เราก็จะหายไป 5% เพราะว่าต้นทุนประมาณ 30% เป็นเงินบาท พอรายได้เข้ามาเป็นดอลลาร์คูณเงินบาทแล้วมันต่ำ ทำให้ต้นทุนอาจจะดูแพงขึ้น แต่ก็อย่าลืมว่าธรรมชาติของธุรกิจเรา รายรับและรายจ่ายเป็นดอลลาร์ มันบริหารกันเองอยู่แล้วประมาณ 70% อีก 30% ส่วนใหญ่จะเป็นค่าแรงงาน

    คำถามที่ 6..ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

    ของเราไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เพราะทางด้าน Industrial Control เปลี่ยนน้อยมาก ระดับของเราอยู่ที่ 7-8 ปี ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์บางอย่างจะเปลี่ยนเทคโนโลยีทุกๆ 6 เดือน แต่ของเรานานถึงจะเปลี่ยน ตรงนี้ไม่ใช่ความเสี่ยง

    คำถามที่ 7..กลุ่มลูกค้าของเอสวีไอ และภาวะการแข่งขัน

    ลูกค้าของเรา 70% อยู่ในทวีปยุโรป ที่เหลืออีก 30% ก็อยู่ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ด้านการแข่งขัน เราจะไม่แข่งขันกับจีน ถ้าธุรกิจที่ไปเมืองจีนได้ เราจะไม่แตะเลย อย่าง Consumer Products หรือ พวก Telecom Sector เราก็ไม่แตะ

    คำถามที่ 8..โรงงานที่เทียนจิน ประเทศจีน เมื่อไรจะถึงจุดคุ้มทุน

    น่าจะไตรมาส 4 ปีนี้ จะถึงจุด Breakeven Point ลักษณะของโรงงานนี้ เราจะไม่โยกงานจากเมืองไทยไปผลิต แต่ให้เขาหางานมาป้อนโรงงานเอง

    คำถามที่ 9..ความเสี่ยงเรื่องผู้ถือหุ้นใหญ่จะลดสัดส่วนเหลือ 51%

    ตอนนี้ กองทุนเอชแอนด์คิว (ถือหุ้นผ่าน DBS Vickers สิงคโปร์) 70.87% เขาจะขายหุ้นออก 19-20% แต่จะขายเป็นก้อนให้กองทุนอื่น เขาจะไม่ทยอยขายในตลาด เพราะตลาดรับไม่ไหว มันเยอะเกินไป ส่วนเป้าหมายราคาที่เอชแอนด์คิวจะขาย..ผมไม่รู้

    แต่โดยปกติก็ไม่ควรจะขายต่ำกว่า Book Value ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550 อยู่ที่ 15.30 บาท พอจ่ายปันผลก็จะทำให้ Book Value ตกลงไปอีก 0.60 บาท ก็เหลือประมาณ 14.70 บาท

    คำถามที่ 10..ในฐานะผู้บริหาร มองปัจจัยพื้นฐานของหุ้น SVI อย่างไร?

    เราต้องดูทั้ง P/E Ratio และ Book Value ถ้าบริษัทเติบโต ค่า P/E ก็ไม่ควรจะต่ำกว่าของ SET ที่ประมาณ 8-10 เท่า เราควรจะอยู่ระดับนี้ แต่หุ้น SVI ตัว Book Value เราสูงกว่าราคา ขณะที่ค่า P/E เราก็ต่ำกว่า เพราะฉะนั้นราคาหุ้นก็ยังมีศักยภาพที่จะเติบโต

    ถ้าเรามีโรงงานใหม่ ผมคิดว่าเราจะโตเร็วกว่านี้เยอะ ซึ่งกำลังการผลิตของเรา (ในประเทศไทย) ตอนนี้เกือบเต็มแล้ว เรามีแผนขยายโรงงานในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 1,000 ล้านบาท

    จากคุณ : ป้าแก่ - [ 9 มิ.ย. 50 13:58:58 A:58.64.125.6 X: TicketID:145768 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม