◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    Thailand,สวรรค์ของนักท่องเที่ยว นรกของนักลงทุน

    เอเอฟพี/เอเจนซี - นักวิเคราะห์ต่างชาติ และหนังสือพิมพ์ธุรกิจระหว่างประเทศทรงอิทธิพล ต่างรุมจวกรัฐบาล, "หม่อมอุ๋ย" และผู้ว่าธปท. ที่ทั้งหละหลวมไม่รอบคอบและทั้งเหลาะแหละเอาแน่เอานอนไม่ได้ ในการประกาศใช้มาตรการคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างเข้มงวดรุนแรง แล้วผ่านไปแค่วันเดียวก็กลับยอมผ่อนผันถอยหลังกรูด ชี้ความเคลื่อนไหวอย่างผิดพลาดเช่นนี้ สะท้อนถึงการไร้ความสามารถของผู้คุมนโยบายเศรษฐกิจ และทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรง
         
         หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมถอยเมื่อคืนวันอังคาร(19) โดยประกาศผ่อนผันไม่นำมาตรการ "อายัดเงินนำเข้า30%" มาใช้กับเงินที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็นเอฟ) ซึ่งพูดถึงมาตรการเข้มงวดคราวนี้ว่า เป็นมาตรการที่ "แรงและส่งผลกว้างไกลเกินไป" ก็ได้แสดงความยินดีต่อการตัดสินใจถอยดังกล่าว
         
         ทว่าสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อถึงเวลานั้นชื่อเสียงของประเทศไทยในสายตาของเหล่านักลงทุนระหว่างประเทศ ก็อยู่ในสภาพแหลกเละไปเรียบร้อยแล้ว
         
         บริษัทวิเคราะห์ ไอเดียโกลบอล ได้ใช้หัวข้อเรื่องในรายงานวิจัยที่ส่งให้แก่ลูกค้าของตน แบบเปรียบเปรยสภาพของประเทศไทยเอาไว้ว่า "สวรรค์ของนักท่องเที่ยว นรกของนักลงทุน" ขณะที่พวกนักวิเคราะห์ต่างพากันแสดงความเห็นดูหมิ่นดูแคลนรัฐมนตรีคลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ขึ้นเป็นผู้ว่าธปท.ต่อจากเขา โดยทั้งคู่ต่างได้รับแต่งตั้งหลังการรัฐประหารยึดอำนาจในประเทศไทย
         
         "พวกเขากำลังพิสูจน์ตัวพวกเขาเองให้เห็นว่า ไม่ได้มีความเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง พวกเขาสูญเสียความน่าเชื่อถือไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว" นางแคเธอรีน ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเกิดใหม่ในเอเชียของ ฟอร์แคสต์ ประจำสิงคโปร์ กล่าว
         
         "ดิฉันไม่คิดว่าชาวต่างประเทศจะกลับไปตลาดไทยอีกไม่ว่าเวลาใดในอนาคตอันใกล้นี้ ตลาดต่างๆ เวลานี้ไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล(ไทยชุดนี้)เลย"
         
         ขณะที่นายบราติน ซันยัล ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหลักทรัพย์เอเชีย ของธนาคารไอเอ็นจี สาขาฮ่องกง พูดเหน็บแนมอย่างแสบสันต์ โดยพุ่งเป้าไปที่ ธปท.ว่า "สิ่งหนึ่งที่เลวร้ายยิ่งเสียกว่าธนาคารกลางที่ไร้ความสามารถ ก็คือธนาคารกลางไร้ความสามารถที่พลิกกลับไปกลับมา"
         
         ทางด้าน เอบีเอ็นแอมโร วาณิชธนกิจใหญ่สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดลดเรตติ้งการลงทุนของตนที่ให้แก่ประเทศไทยลงมาเป็น "underweight" (ควรลงทุนให้น้อยลง) พร้อมกับตั้งคำถามแสดงความข้องใจเกี่ยวกับฝีมือการดำเนินเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังการรัฐประหารของไทย
         
         "การตัดสินใจทางด้านนโยบาย ดูจะไม่มีความลงรอยกับการดำเนินงานของตลาดทุน" เอบีเอ็มแอมโรระบุ
         
         สำนักข่าวเอเอฟพีก็รายงานความเห็นของนักวิเคราะห์ในทำนองเดียวกันนี้
         
         "มันทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่สำคัญๆ กันในชั่วข้ามคืนเดียวแบบนี้ได้หรอก" นายสุขบีร์ การ์นิยอร์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสแห่งบริษัทหลักทรัพย์กสิกรให้ความเห็นกับเอเอฟพี
         
         "มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ค่อยมีความชำนาญเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในระยะยาว" เขากล่าวต่อ
         
         ขณะที่นายซองเซงวู นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคของ ซีไอเอ็มบี-จีเค วาณิชธนกิจในสิงคโปร์ บอกว่า "พวกนักลงทุนเวลานี้กำลังวิตกว่าจะมีอะไรออกมาจากรัฐบาลชุดนี้อีก" พร้อมกับประชดว่า "บางทีพวกเขาจะทำหน้าที่เป็นทหารได้ดีกว่าการบริหารจัดการเศรษฐกิจนะ"
         
         นายซองยังพูดเปรียบเทียบว่า ถ้าเป็นสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ที่มีความคิดแบบนักธุรกิจ จึงคงจะตระหนักเป็นอย่างดีถึงผลกระทบด้านลบจากมาตรการควบคุมเงินตราอย่างเข้มงวดเช่นนี้
         
         รอยเตอร์รายงานด้วยว่า แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ จะกลับกระเตื้องขึ้นมาได้ 11.2% แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่คือคนไทย โดยที่นักลงทุนต่างประเทศยังคงถอยหนีออกจากตลาดต่อไป ด้วยยอดขายสุทธิ 81 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากที่กระหน่ำออกมาแล้ว 700 ล้านดอลลาร์ในวันอังคาร(19)
         
         ****สื่อเทศอัดไทยยับ
         ไฟแนนเชียลไทมส์ หนังสือพิมพ์ธุรกิจทรงอิทธิพลสัญชาติอังกฤษ ขึ้นต้นบทบรรณาธิการฉบับวานนี้ ว่า"ทั้งทหารและนักเศรษฐศาสตร์ ต่างก็เป็นผู้คนสุดท้ายที่คุณต้องการให้มาบริหารประเทศ การที่ประเทศไทยทอดทิ้งมาตรการควบคุมเงินทุน หลังจากประกาศใช้กันเพียงวันเดียว เป็นเรื่องที่ไร้ฝีมือเป็นอย่างยิ่ง มันบ่อนทำลายรัฐบาลของประเทศ ซึ่งก็เป็นรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั้งนี้เหตุผลความชอบธรรมที่นำมาอ้างกันสำหรับการรัฐประหารดังกล่าวคือ การทุจริตคอร์รัปชั่น และการไร้ความสามารถของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทางเลือกชุดนี้ ดูเหมือนจะเลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก"
         
         "การควบคุมเงินทุนเป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องมือทางนโยบายเศรษฐกิจซึ่งมีความงุ่มง่ามมากที่สุด" บทบรรณาธิการนี้บอก แต่ก็แสดงความเห็นใจไทยว่า ในเมื่อเงินบาทมีค่าแข็งกว่าเพื่อนบ้านเกือบ 2 เท่าตัวในปีนี้ ธปท.จึงรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง
         
         ไฟแนนเชียลไทมส์กล่าวว่า ธปท.จึงได้ลองใช้การควบคุมเงินทุน ทำให้เงินบาทและตลาดหุ้นตกฮวบ และรัฐบาลก็ตื่นตระหนก แต่นี่แหละคือสิ่งที่พึงคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้วจากการใช้มาตรการเช่นนี้
         
         บทบรรณาธิการนี้บอกว่า การผ่อนผันไม่คุมเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น ถือเป็นการปรับปรุงมาตรการให้ดีขึ้น เพราะหุ้นเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งนี้ถ้าวัตถุประสงค์ของ ธปท.คือการป้องกันการเก็งกำไรจากเงินฝากระยะสั้นแล้ว เมื่อปรับแล้วเช่นนี้ ก็ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มีเหตุผลอยู่บ้าง
         
         แต่ ธปท.ดูจะห่วงเรื่องค่าเงินบาทมากกว่า ในตอนนี้นักลงทุนต่างชาติก็ยังสามารถเล่นกับค่าเงินบาทได้อยู่ดี ด้วยการเข้าไปลงทุนในหุ้น และดังนั้นหากแบงก์ชาติไม่ยกเลิกมาตรการควบคุมเงินทุนที่ยังเหลืออยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ไม่เพียงเงินบาทจะเพิ่มค่า แต่ตลาดหุ้นยังจะเกิดฟองสบู่ ไฟแนนเชียลไทมส์ชี้
         
         ไฟแนนเชียลไทมส์บอกว่า การยอมถอยของไทยอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นไทย
         
         "แต่พวกเขาต้องการจะลงทุนในประเทศซึ่งบริหารด้วยวิถีทางเอาแน่เอานอนไม่ได้และหละหลวมลวกๆ เช่นนี้หรือไม่ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลทหารของไทยนั้นขาดความชอบธรรม เวลานี้พวกเขากระทั่งไม่สามารถอ้างได้ว่ามีความสามารถ ยิ่งมีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เพื่อนำรัฐบาลใหม่ขึ้นสู่อำนาจได้เร็วขึ้นเท่าใด ประเทศไทยก็จะสามารถเริ่มต้นการเดินทางไกลอันเหน็ดเหนื่อยเพื่อกลับคืนสู่การได้รับความเคารพนับถือในทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นเท่านั้น" ไฟแนนเชียลไทมส์ตบท้าย
         
         ทางด้าน วอลล์สตรีทเจอร์นัลเอเชีย หนังสือพิมพ์ธุรกิจทรงอิทธิพลสัญชาติอเมริกัน ก็ออกบทบรรณาธิการเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ ธปท.ในฉบับวานนี้เช่นเดียวกัน
         
         วอลล์สตรีทเจอร์นัลเอเชียแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนอย่างเต็มเหนี่ยว พร้อมกับบอกว่า เป็นสิ่งถูกต้องแล้วที่ ธปท.ปรับนโยบายเลิกคุมเงินที่เข้าสู่ตลาดหุ้น อีกทั้งเสนอแนะว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ควรแก้ด้วยการลดดอกเบี้ยมากกว่า
         
         บทบรรณาธิการนี้ทิ้งท้ายว่า "กล่าวโดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนจะไม่เปิดฉากโจมตีแบบเก็งกำไรต่อประเทศใดๆ ที่พวกเขาเห็นว่าค่อนข้างไร้ปัญหาคอร์รัปชั่น, โปร่งใส, และมีธรรมาภิบาล การที่ประเทศไทยใช้มาตรการควบคุมอันเข้มงวดรุนแรง แถมตอนนี้ยังพลิกกลับไปกลับมาเสียอีก จึงรังแต่ทำให้ตัวเองถูกโจมตีได้ง่ายขึ้นเท่านั้น"

    จากคุณ : David - [ 21 ธ.ค. 49 11:03:53 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม