◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ค่าเงินบาท มาตรการธปท. ผลกระทบ แล้วจะเป็นยังไงต่อไป ลองมาวิเคราะห์กันดู

    ใครวิเคราะห์ว่ายังไงบ้าง ลองให้ความเห็นกันดูนะครับ

    ปกติผมก็ไม่ค่อยได้เข้ามาในห้องต่างๆของพันทิปหรอก ว่างๆก็แวะเข้ามาบ้าง
    หวังว่ากระทู้ของผมคงไม่ถูกไล่นะครับ วันก่อนมาตั้งกระทู้แตกประเด็น
    เจอขาใหญ่ห้องนี้(หรือเปล่า?)ไล่ไม่ให้ตั้งซะงั้น หาว่าตั้งซ้ำซ้อนกับที่ห้องสีลม
    ผมเห็นว่ามันเกี่ยวกับตลาดทุนอยู่ด้วย ก็เลยมาตั้งที่ห้องนี้ด้วย โดนไล่ซะงั้นเลย

    แวะเข้าเรื่องเลยดีกว่า

    พูดถึงการเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น ผู้เก็งกำไรในตลาดก็มีอยู่ 3 พวกหลักๆคือ

    1. ธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ
    กลุ่มนี้เป็นขาประจำการเก็งกำไรค่าเงิน เรียกว่าค้าเงินตราให้ลูกค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศด้วย
    เก็งกำไรพอร์ตตัวเองไปด้วย รวมๆกันแล้วน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดเพราะทำเป็นอาชีพโดยตรง

    2. กองทุนต่างๆ ประกอบด้วยพวก hedge funds และกองทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศ
    - Hedge funds พวกนี้บริหารกองทุนโดยจะคอยหาโอกาสไปเรื่อย ไม่ว่าที่ไหน
    กลุ่มนี้จะเข้าไปจับหมดเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเงินตรา ทองคำ derivatives หุ้น ตราสารหนี้
    - กองทุนตราสารหนี้ กลุ่มนี้ลงทุนไปทั่วโลกเหมือนกัน โดยเน้นเฉพาะตราสารหนี้
    นอกเหนือจากกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยและราคาของตราสารแล้ว กำไร/ขาดทุนจาก
    อัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของพวกนี้

    3. ธนาคารพาณิชย์ในไทย
    กลุ่มนี้ก็เหมือนกลุ่มแรก คอยทำกำไรตามน้ำเป็นประจำ แต่รวมกันแล้วยังมีขนาดเล็ก
    วอลลุ่มของกลุ่มนี้เทียบกับกลุ่มแรกไม่ได้เพราะกลุ่มแรกมันทั่วโลกเลย


    ที่นี้ เงินบาทที่แข็งขึ้นค่อนข้างเร็วในระยะ 1-2 เดือนนี้ จากภาพรวมก็จะเห็นได้ว่า
    เป็นเงินที่ไหลเข้ามาแล้วมาซื้อตราสารหนี้เป็นหลัก ก็คงมีบ้างเป็นส่วนน้อยที่เข้าในตลาดหุ้น
    ข้อมูลตรงนี้นักลงทุนทั่วไปจะไม่ค่อยทราบถ้าทางการไม่เปิดเผยออกมา
    ที่เปิดเผยมาโดยคร่าวๆก็พอจะมองเห็นภาพได้ ดังนั้น นักลงทุนรายย่อยจะเสียเปรียบ
    ในเรื่องข้อมูลเหล่านี้ เรียกว่าข้อมูลจะช้ากว่า 3 กลุ่มนั้นมาก

    การที่เงินไหลเข้ามาแล้วไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอย่างเช่นพันธบัตรเป็นหลัก
    เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินนั้นน่าจะต้องมาจากกลุ่มที่ 1
    และกองทุนตราสารในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 เป็นหลัก
    เหตุผลก็คือ บรรดากลุ่มที่กล่าวถึงนี้มักต้องการความแน่นอน และส่วนใหญ่จะจำกัดความเสี่ยง
    จากอัตราดอกเบี้ยด้วย derivatives ไม่ว่าจะเป็น swaps, interest rate futures/options
    เรียกว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างแน่นอน
    แม้จะไม่ได้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูง แต่ก็เท่ากับมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
    ประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยบวกเข้าไปอีก
    และถ้าจำกัดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย derivatives แล้ว
    เมื่อตลาดเคลื่อนไปในทิศทางที่คาดไว้ ก็เท่ากับได้สองเด้งชัวร์ๆ มันก็เลยเป็นอะไรที่หอมหวล
    พอเอาเงินเข้ามากันมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เงินบาทแข็งขึ้นไปอีก เป็นแท็คติคที่รู้กันอยู่แล้ว
    พูดง่ายๆคือเมื่อปัจจัยพื้นฐานมันสนับสนุน โอกาสได้กำไรมีมาก โอกาสขาดทุนมีน้อย
    ก็เลยเข้ามากันใหญ่

    การที่เงินบาทแข็งขึ้นเร็วผิดปกติ มันก็ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยแบบกระทันหัน
    แม้คาดว่าบาทต้องแข็งอยู่แล้ว แต่ก็เร็วหรือผันผวนเกินไป

    ดูตามรูปการณ์แล้ว เชื่อว่าบรรดา hedge funds ยังไม่ได้เข้ามาสักเท่าไหร่
    ถ้าพวกนี้เข้ามาผสมโรงมากและแรงเมื่อไร เป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ

    เมื่อ 4 ธ.ค. 49  ธปท.ก็ได้ออกมาตรการ"ขอความร่วมมือ"จากธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ทำ
    ธุรกรรมซื้อขายตราสารหนี้ระยะสั้นกับ non-resident  ก็ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ผลเพราะ
    ยังคงมีเงินไหลเข้ามาและเงินบาทก็แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
    ดังนั้น การที่ธปท.ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสกัดกั้นเงินที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรเมื่อ 18 ธ.ค. 49
    ก็เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้องแล้ว แต่มาตรการมันค่อนข้างแรงมากเพราะกำหนดอัตรา
    เงินสำรองค่อนข้างสูง จึงกระทบตลาดหุ้นรุนแรง
    นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนแล้วเทขายกันออกมาเยอะ ก็เป็นธรรมดาที่เมื่อคาดว่า
    เงินใหม่จะไม่เข้ามา ตลาดหุ้นก็จะไม่ขึ้น จึงโละหุ้นทิ้ง  ส่วนคนที่ถือในราคาต่ำและ
    เชื่อว่าตลาดยังคงไปได้ก็ยังคงถือหุ้นอยู่ไม่น้อย ก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะมีการขายสุทธิอีกเท่าไร
    จากที่ซื้อสุทธิ 100,000 ล้านนับจากต้นปี

    มาตรการแบบเดียวกันนี้ ชิลีและสเปนเคยใช้ได้ผลในการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้า
    ผมเคยอ่านผ่านๆนานแล้ว จำไม่ได้ว่ามาตรการในรายละเอียดของเขาเป็นยังไง ขี้เกียจไปหา
    แต่การที่ธปท.ออกมาพรวดเดียว 30%  ความรู้สึกแรกก็รู้สึกว่าค่อนข้างหนักหน่วง
    ยังรู้สึกว่าน่าจะเป็น 10% แล้วก็ 6 เดือน ถ้ายังไม่ได้ผลมากก็ค่อยเพิ่มขึ้นในภายหลังก็ได้

    มาตรการควบคุมการไหลเข้า/ไหลออกของเงินนี้มีข้อดีตรงที่สามารถใช้แบบเฉพาะเจาะจงได้
    ไม่เหมือนกับมาตรการอื่นๆที่จะกระทบในวงกว้างเช่น อัตราดอกเบี้ย หรือการให้
    ธนาคารพาณิชย์สำรองเงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นมาตรการระดับ market ที่นอกจากจะได้ผลเพียง
    บางส่วนและไม่ตรงเป้าแล้ว ยังจะกระทบไปทั่ว ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศที่ตลาดเงิน
    และตลาดทุนกำลังพัฒนา

    มาตรการทำนองนี้ แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาก็เคยใช้มาแล้ว ในช่วงกลางๆทศวรรษ 1960
    แต่ตอนนั้นเป็นการป้องกันเงินดอลลาร์ไหลออก จึงใช้วิธีเก็บภาษีจากการเอาเงินออก
    เขาก็ใช้อยู่หลายปีเหมือนกัน แล้วก็หยุดใช้เมื่อยกเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำ เมื่อประมาณปี
    1972 (ถ้าจำไม่ผิด)

    อืม... ออกนอกเรื่องไปหน่อยนึง มาว่ากันต่อดีกว่า

    ทีนี้ก็มาเรื่องที่ ธปท.ยกเลิกมาตรการดังกล่าวในส่วนที่เป็นเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น
    ผมมีความเห็นว่า ธปท.ไม่น่าจะยกเลิกในส่วนนี้ แต่น่าจะลดระดับลงมามากกว่า เช่น
    ให้สำรองสัก 10% แล้วก็ระยะ 6 เดือน  แล้วก็คอยติดตามผลต่อไป  ถ้าไม่ดีก็ค่อยเลิก
    เหตุผลก็คือ ผู้ที่เก็งกำไรค่าเงินเขาก็สามารถนำเงินเข้ามาแล้วไปซื้อหุ้นแทน
    (อันนี้คาดกันได้อยู่แล้ว ประเทศอื่นที่เคยออกมาตรการทำนองนี้ก็เคยมีประสบการณ์
    มาแล้วว่า ผู้ลงทุนหรือเก็งกำไรจะหาช่องทางอื่นๆได้อีก ตราบใดที่เขาเห็นว่าคุ้มความเสี่ยง)
    การกลับลำนี้จึงมีช่องโหว่ที่เห็นได้ชัด ซึ่งกลุ่มที่จะเข้าตลาดหุ้นก็จะเป็นกลุ่มที่กล้าเสี่ยงมากกว่า
    ประกอบกับการเข้ามาในตลาดหุ้นไม่มีต้นทุนเหมือนตลาดตราสารหนี้  ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้
    แรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนอาจจะยังคงมีอยู่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ
    จะไปทำให้ตลาดหุ้นร้อนแรง (หลายคนอาจชอบ) อาจเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นได้
    งานนี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะได้ใครจะเสียล่ะนะ

    อย่างไรก็ตาม ถ้าการยกเลิกมาตรการดังกล่าวทำให้เป้าหมายการรักษาเสถึยรภาพของ
    ค่าบาทเงินไม่บรรลุผล ก็มีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะนำมาตรการนี้หรือที่คล้ายๆกันนี้
    กลับมาใช้กับเงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง เพราะมาตรการแบบนี้สามารถปรับสัดส่วนขึ้นลง
    ได้ตามความเหมาะสมและสถานการณ์ (แต่ที่ทำมาแล้วมันแรงนะ ซึ่งอันนี้เราก็ไม่ทราบว่า
    ข้อมูลที่ ธปท.มีอยู่เป็นอย่างไร เพียงแต่โดยส่วนตัวเห็นว่าแรง)


    ปล. มีข้อสังเกตุเรื่องวันที่ 19
    ต่างชาติที่ขายส่วนใหญ่น่าจะขายไปตั้งแต่ช่วงตลาดเปิดจนถึง circuit breaker
    หลังจากนั้นพี่ไทยขายทั้งนั้น

    แก้ไขเมื่อ 21 ธ.ค. 49 08:36:48

    แก้ไขเมื่อ 21 ธ.ค. 49 08:33:07

    จากคุณ : <เซ็นเซอร์> - [ 21 ธ.ค. 49 04:33:54 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม