คนมีวุฒิแค่ม.6 อย่าคิดดูถูกตัวเองนะครับ มันก็แค่ความคิดคนละด้าน

เนื่องจากผมถูกผู้คนต่างๆ เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่ง พ่อแม่ของตัวเองดูถูกว่า ไม่มีปัญญารับปริญญา ความรู้สึกมันช่างเจ็บปวดมากนัก โดยเฉพาะ บุคคลที่ส่งเสียเรามา พูด ดูถูกเรา สาหัสจริงๆ แต่จะเชื่อหรือไม่ความคิดของผมกลับมองอีกขั้วเลยของคนทั่วไป คือผมคิดว่าคนที่จบม6.มาควรหางานทำก่อนเพื่อหาตัวเองให้เจอก่อน แล้วจึงไปเรียนต่อคณะที่เป็นตัวเองถึงแม้ว่าจะเสียเวลาเป็น 10 ปีก็ตาม (ดีกว่าฝืนเรียนที่ไม่ใช่ตัวเองมา 4 ปี แล้วไปทำงานที่ฝืนตัวเองอีกมันเป็นความรู้สึกที่อึดอัดมากในการทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ) อย่าดูถูกงานบ๋อย พนักงานระดับล่าง พนักงานต้อนรับ หรือตำแหน่งต่างๆที่วุฒิม.6 ทำได้ เราจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากบุคลที่มีตำแหน่งสูงกว่า เนื่องจากผมเสียเวลาที่มหาลัยมากว่า 2 ปี ยังหาตัวเองไม่เจอเลย แต่ผมทำงานมากว่า 1 ปีก็ค้นพบตัวเองแล้ว เมื่อผมเรียนปี1 คณะวิทย์คอม ผมเรียนได้เพียง ปีเดียว แล้วออกมาทำงานเนื่องจากคณะที่เรียนไม่ใช่ตัวผมอย่างสิ้นเชิง ทำงานมา 1 ปี แล้วไปเรียนต่ออีก 1 ปี คณะ วิศว อุตสาหการ แล้วออกมาทำงานอีก ด้วยเหตุผลเดิม ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตัวผมคืออะไร ผมมีความสุขกับงานลักษณะไหน มันเหลือเชื่อมากผมรู้ตัวเองตอนทำงานเป็นลูกจ้างส่งของ ลำบากมาก เหนื่อกายแทบขาดใจ แต่สมองได้ใช้ไม่ถึง 1 ใน 10 ผมได้เรียนรู้ว่า การเป็นลูกจ้างไม่มีวันที่เรามุ่งสู่ตัวเองเป็น เป็นผู้ประกอบการผมเจอตัวผมที่จะไปแล้ว แต่กิจการประเภทไหนละ ถึงตอนนี้ผมมาเปิดกิจการของตัวเองเพื่อค้นหาตัวเองให้เจอ (ค้นหาตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่วกวน และสับสนมาก ต้องมีสติและความอดทนมากๆไม่งั้นล้มเลิกไปหลายทีแล้ว)กว่าจะจัดตั้งจดทะเบียนบริษัทได้ เกือบเลิกไปหลายที มันยากที่สุดตอนหาหุ้นส่วนให้ได้ 7 คน ผ่านการจัดตั้งบริษัทมา(HOME OFFICE) ไม่มีการจ้างลูกจ้าง ผมทำงานคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ พนักงานรับโทรศัพท์ คนส่งของ เซลส์ บัญชี ทำภาษี ออกแบบงาน(Solid Work ผู้ช่วยผม) วางแผนจัดส่ง จัดซื้อ คงคลัง วางแผนการตลาด วางบิล เก็บเช็ค ทำWebsite แม้กระทั่งพนักงานทำความสะอาด (หมายเหตุ*ถ้าผมออกไปพบลูกค้าหรือส่งของ โทรศัพท์สามารถบ้านสามารถโอนสายเข้ามือถือเราได้ ใครที่มีโทรศัพท์บ้านและไม่อยากการพลาดลองใช้ดูครับ)
การเปิดบริษัทจะทำให้คุณรู้ว่าเบากายยิ่งนัก แต่สมองและหัวใจแทบไม่มีการหยุดพักแม้กระทั่งเวลานอน ทำงานแทบจะไม่มีเหงื่อ แต่ทำไมร่างกายมันสิ้นเรี่ยวแรงมากในแต่ละวัน แต่สิ่งที่แปลกหัวใจผมกลับบอกว่า เรามีความสุขยิ่งนัก ผ่านไป 1 ปี แบบกระท่อนกระแท่น เรื่มจ้างงาน ทำให้มีเวลาคิดวิเคราะห์เรื่องต่างๆที่ผ่านมาใน 1 ปี เรื่มปรับกลยุทธ์ เนื่องจากอยู่กับธุรกิจนี้มา 1 ปีเต็ม เรื่มมองเห็นภาพรวมต่างๆของตลาด จ้างลูกจ้างมาเพื่มขึ้น ตอนนี้ผมแค่อ่านหนังสือหาความรู้ต่างๆ เนื่องจากบริษัทเดินได้แล้วจากที่ตั้งไข่มานาน จึงตัดสินใจเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปี1. ***คณะการจัดการ จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ ปี 4 แล้ว เหลือเชื่อมากที่การศึกษาจากมหาวิทยาลัยช่วยผมได้มาก ได้เข้าใจหลักการต่างๆ แนวทาง ข้อเท็จ และอะไรอีกมากมายในการเรียน สนุกมากจริงๆแต่ส่วนใหญ่ผมมักโดนแซวเรื่องอายุ (ผมเข้าปี 1 ตอน อายุ 24)

ถึงตอนนี้ ผมมีรายได้จากบริษัท ประมาณ 350,000/เดือน
เนื่องจากปริษัทยังไปได้ไม่ไกลนัก ***บริษัทเกือบปิด ลูกค้าโกง กว่าจะผ่านมาได้ใช้เวลาเกือบ 2 ปี***

ตอนนี้ผมมีเวลาว่าง
-ผมเล่นแบตทุกวันเสาร์ อังคาร พฤ. ช่วงเย็น 18.00-20.00
-ไดร์กอล์ฟทุกวันอาทิตย์ กับครอบครัว แล้วก็กินข้าวนอกบ้านกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับตัวผมครับ ตอนนี้กำลังทำสิ่งที่ฝันไว้คือ สร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว
ซื้อที่ดินไว้แล้ว 2 ไร่ รอถมดิน เนื่องจาก พ่อ แม่ ชอบปลูกต้นไม้

แล้ววันนึงไม่นานมานี้ผมกลับไปหาหัวหน้าผมตอนทำงานส่งของ คนนี้เหมือนเป็นอาจารย์ ผมนับถือมากๆ สังสรรกันตามประสา ก่อนกลับเค้ากล่าวกับผมว่า เวลาเราเดินอยู่ที่มืดเราพยายามหาแสงสว่างเดินชนสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นมากมายนัก เมื่อพบแสงสว่างแล้ว เมื่อตาเราสามารถมองเห็นแล้ว ให้ซื้อไฟฉายแล้วก็ถ่านไว้ให้มากๆ เผื่อวันนึงมันกลับมืดลง เจ้าจะได้ไม่ต้องเดินคลำทาง ใช้ไฟฉายส่องมันไปหาแสวงสว่างอีกครั้ง ผมกราบที่เท้าเค้าทันทีแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วน้ำตามันก็ไหลทวีมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเค้าบอกกับผมว่า "พี่เคยอยู่ในความมืดมานาน พยายามหาแสงสว่างจนพบ แต่ก็มัวดีใจที่เราสามารถมองเห็นสิ่งสวยงามได้ เพลิดเพลินกับมัน จนวันนึงแสงสว่างได้ดับไปทุกสิ่งทุกอย่างมันมืดยาวนานกว่าครั้งแรกมากนัก ได้แต่รอให้ตาหายมัวแล้วเดินหาแสงสว่างต่อไป"


ทุกอย่างเป็นสิ่งที่คนๆนึงได้เลือกทางเดินของตัวเอง มันอาจจะเป็นทางเดินที่ผิดพลาดไป อย่างน้อยเราก็ได้เดินไปตามทาง ที่สักวันมันจะพบกับปลายทาง

จากคุณ : ม6 - [ 29 มี.ค. 50 10:56:14 A:124.120.130.108 X: TicketID:024959 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

นับถือเจ้าของกระทู้ครัย

จากคุณ : ไม่ได้มาป่วนน่ะ - [ 29 มี.ค. 50 11:12:11 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ขอบคุณจขกท.มาก ๆ ค่ะ

พ่อเคยบอกเราเกี่ยวกับแนวความคิดแบบนี้ แต่ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ เพื่อนเราก้เรียนกันหมด ทำไมไม่อยากให้เราเรียน ตอนนี้เข้าใจแล้ว
บางทีการเดินสวนกระแสก็ลำบากเหมือนกัน ต้องใช้ความพยายาม บางทีก็เซไปบ้างด้วยคำพูดของคนอื่น นับถือที่คุณใช้ความอดทนเดินตามเส้นทางของคุณจนได้ค่ะ


จากคุณ : ขนมจุ๊บ - [ 29 มี.ค. 50 11:37:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

นี่แค่คอมเมนต์ส่วนตัวนะคะ
เราคิดว่า ส่วนใหญ่จะจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ กับ วุฒิม.หก(ซึ่งเป็นส่วนน้อย) มักจะคุยกันคนละภาษาน่ะค่ะ การสื่อสาร ความนึกคิด ก็อาจจะขลุกขลักไปบ้าง

แต่อย่างไรก็ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

 
 


จากคุณ : ลิเซิ่ล - [ 29 มี.ค. 50 11:53:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ขอชื่นชมเจ้าของกระทู้ครับ
แต่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จแบบคุณ
ถ้าเทียบกับยุคปัจจุบัน

วิธีการของเจ้าของกระทู้ก็คือทางเลือกนึงครับ
ซึ่งเป็นทางที่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ของเราใช้กันครับ (ผมเชื่อว่าถูกบังคับให้ต้องใช้วิธีนี้ เพราะไม่มีเงินเรียน ลองถามเขาดูได้ครับ มั่นใจว่าเขาจะตอบว่า ถ้าเขาได้เรียนเขาคงจะมียิ่งกว่านี้)

พ่อแม่ออกมาทำงานเป็นลูกจ้าง เรียนรู้วิชาจากนายจ้าง รู้จักคนมากมาย
พอเจอช่องทางแบบที่คุณเจอ เจอเพื่อนที่ลำบากเป็นลูกจ้างมาด้วยกันชวนไปทำธุรกิจ ก็ประสบความสำเร็จได้

พวกลูก ๆ ที่ได้โรงเรียนดี ๆ ได้เที่ยว ซื้อของแพง ๆ  เพราะพ่อแม่มีเงินแล้ว กลับไปที่บ้านลองไปดูครับ
มีรูปรับปริญญาของพ่อแม่ ติดอยู่ที่ฝาบ้านหรือป่าว?
ไม่ได้เรียนมหาลัย แต่ตอนนี้มีเงินเป็นสิบ ๆ ล้าน ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้

ถามว่าทำไมพ่อแม่ถึงไม่ใช้วิธีที่ตัวเขาใช้ ส่งเรียนสูง ๆ ทำไม พ่อแม่ไม่ได้เรียนก็รวยเป็นสิบ ๆ ล้านได้

ไม่ใช่เพราะกลัวลูกลำบากหรอกครับ (พ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกลำบาก ผมว่ารักลูกในทางที่ผิดนะครับ)
แต่เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปครับ วิธีที่พ่อแม่ใช้ เขารู้ยากที่จะสำเร็จถ้ามาทำในยุคนี้ เขาเลือกที่จะบอกทางลัดให้กับลูกของเขาครับ

ผมว่าคุณโชคดีมาก ๆ ครับ
และผมเชื่อว่า...
"ตอนนี้คุณได้เรียนมหาลัยแล้ว ได้รู้ในหลักการบางอย่าง ที่ตอนคุณทำงานไม่ได้รู้ คุณจะมีมากกว่านี้ หาได้มากกว่าตอนนี้นี้ที่คุณได้อยู่อีกแน่นอนครับ"


จากคุณ : GTO@Dummy - [ 29 มี.ค. 50 11:58:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

จขกท เก่งจัง นับถือ

การศึกษา วุฒิสูง ไม่สำคัญเท่า ตัวเองมีความพยายามสูง ขยันมาก


จากคุณ : ตะวันรุ่งทุ่งรังสิต - [ 29 มี.ค. 50 11:59:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

...ขอคารวะหนึ่งจอก...นับถือๆ

(ขอบคุณเจ้าของกระทู้มากนะคะ...ขนาดเราจบป.ตรี เกียรตินิยม ยังโดนพ่อแม่ดูถูกเลย หึหึ...ต้องอย่าไปคิดมาก...แปลงให้มันเป็นกำลังใจ...เพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เป็นตัวของเราจริงๆ ขอบคุณมากๆค่ะ)


จากคุณ : mistress - [ 29 มี.ค. 50 12:09:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

คุณจขกท ป๋ามากครับ นับถือ ๆ ^^/

นี่ผมเองก็ยังไม่จบตรีเลย แต่ดูแล้วอนาคตร่อแร่ไม่เหมือนคุณจขกท ครับ TwT

question


จากคุณ : cookiecompany - [ 29 มี.ค. 50 12:30:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

คนมีหัวคิด....จบแค่ ป.4 ก็เป็นผู้บริหารได้..........

จากคุณ : โอ้ย...แจ่ม - [ 29 มี.ค. 50 13:06:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

สำหรับคนที่จบ ม.6 แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ คิดแบบนี้ได้ครับ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งให้ดูไว้ว่าเราก็อาจมีโอกาสได้ดีได้

แต่สำหรับคนที่มีโอกาสเรียนต่อ หรือกำลังเรียน อย่าได้เอาตัวอย่างแนวคิดนี้มายึดถือครับ เพราะมันอันตรายต่ออนาคตของท่าน


จากคุณ : jon - [ 29 มี.ค. 50 13:13:59 A:203.209.31.127 X: TicketID:056513 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ผมจบ ม.3 ตอนออกจากเรียนมาก็ลุยทำงานเลยจากลูกจ้าง ตอนนี้มีธุรกิจของตัวเองรายได้ 100000-300000เคยเจอเพื่อนสมัยเรียนตอนผมยังตั้งตัวไม่ได้คำพูดของเค้าดูถูกผมมากๆมองตั้งแต่หัวจรดเท้าเค้าคุยจบ โท จากนอก พบกันใหม่อีกครั้งเค้าโดนบริษัทให้เดินทางมาพบผมเพราะผมสนิทกับเจ้าของบริษัทที่เค้าทำงานอยู่โดยที่ตัวเค้าไม่รู้ว่าเป็นผม พอดีผมกลับเข้ามาก็เจอกัน ก็ถามผมมาทำไรทำงานอยู่ที่นี่หรอได้เงินเดือนเท่าไรแล้วก็คุยเรื่องตัวเองคล้าย ข่มผม ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรผมก็ขอตัวเข้าห้องทำงาน ตอนนั้นเค้ายังไม่รู้ ว่าผมเป็นเจ้าของบริษัท หลังจากผมเข้าห้องทำงานก็ให้ผู้ช่วยตามเข้ามาพบ เข้ามาแล้วเค้ายังคิดว่าผมเป็นพนักงานอยู่เลยถามผมเจ้าของไม่อยู่หรอ พอผมบอกไปตัวเค้าพูดอะไรไม่ออกหน้าซีดมากๆ แต่ผมก็ไม่เคยว่าอะไรเค้านะก็คุยแต่เรื่องงานที่จะฝากไปด้วย แค่นั้น คงมีแค่นี้ครับที่เล่าให้ฟังก็อยากแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆฟัง ลูกน้องผมรักผมทุกคนผมไม่เคยดูถูกใครไม่ว่าจบอะไรมา พนักงานผมบางคนจบโทพอรู้เรื่องของผมว่าจบ ม 3 ภาษาอักกฤษคล่อก็พูดได้ยิ่งทึ่งในตัวผม เพียงแค่ผมไม่มีโอกาสที่จะเรียนแค่นั้นเอง เรื่องไหนที่ผมไม่รู้ก็จะถามพนักงานเลยนะผมไม่อาย

จากคุณ : คนเรียนน้อย - [ 29 มี.ค. 50 13:15:35 A:125.25.10.30 X: TicketID:137931 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ได้ใจ คนที่มีความรู้น้อยไปเต็ม ๆ เลย ค่ะ T T

จากคุณ : นางสาวหญิง (นางสาวหญิง) - [ 29 มี.ค. 50 13:17:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

ถ้าคุณจบปริญญาตรีเติบโตมากกว่านี้ก็ได้ เเต่ก็ดีใจด้วยกับความสุขเเละความสำเร็จ

จากคุณ : ตรง (Jamba_juice) - [ 29 มี.ค. 50 13:39:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

""""คือผมคิดว่าคนที่จบม6.มาควรหางานทำก่อนเพื่อหาตัวเองให้เจอก่อน แล้วจึงไปเรียนต่อคณะที่เป็นตัวเองถึงแม้ว่าจะเสียเวลาเป็น 10 ปีก็ตาม (ดีกว่าฝืนเรียนที่ไม่ใช่ตัวเองมา 4 ปี แล้วไปทำงานที่ฝืนตัวเองอีกมันเป็นความรู้สึกที่อึดอัดมากในการทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ)"""""

ถ้านับ คนที่จบ ม หก แล้วทำได้อย่างคุณ
เชื่อว่ามีน้อย

แต่ถ้านับ คนที่จบตามหลักสูตร แล้วไปตามสเตป
ทำได้เท่านี้ มีเยอะแยะครับ

การที่คุณเดินทางวกวน แล้วมาประสบความสำเร็จ
คุณจึงรู้สึกว่า มันยิ่งใหญ่มากไงครับ

แต่สเกล รายได้เท่าที่คุณว่า
ถ้าให้จบตรีเกียรตินิยม ชิงทุนต่อโทในต่างประเทศ

กลับมาได้เท่านี้ มีเกลื่อนครับ

สิ่งที่แตกต่าง คือ วิสัยทัศน์ครับ
คุณเองอาจคิดว่านี่คือ สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆแล้ว

แต่จริงๆ แล้ว
มันก็ยังไม่ใช่นะครับ

สักวันหนึ่ง คุณจะเข้าใจเองล่ะครับ


จากคุณ : ด้วยรักและผ่านมาก่อน - [ 29 มี.ค. 50 14:27:48 A:58.9.58.231 X: TicketID:127369 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

เหมือนอย่างที่^^^ข้างบนบอกไว้ครับ  คนรู้จักจบโทนิด้าเกีรตินิยม  ได้ทุบ.ดังๆต่อเอกที่อเมริกา  กลับมาเดือนละ3แสน  ตอนนั้นเท่ห์มาก  แต่เจอวิกฤติเศรษฐกิจเล่นงาน  พวกนี้โดนออกก่อนเพื่อน ลูกจ้างยังไงก็ไม่แน่นอน ตกงานอยู่นานเพราะทำอะไรไม่เป็นนอกจากเรียนและเรียน ตอนนี้เป็นอ.อยู่ม.รัฐ เงินเดือน5หมื่นสบายใจกว่าเยอะ
   ดีแล้วครับที่ยืนด้วยตัวเอง  เอาใจช่วย


จากคุณ : คิดถึง สงขลา - [ 29 มี.ค. 50 14:39:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ขอชื่นชมเจ้าของกระทู้ที่มีความพยายามและมองโอกาสที่เข้ามาในชีวิต พลิกเป็น ความสำเร็จ

ในปัจจุบัน การแข่งขันทางธุรกิจมีสูงมากครับ

บริษัทที่มีแต่คนจบโท จบเอก บางแห่งยังร่อแร่ๆ เลยครับ
ยังไง คนจะรวยหรือจนไม่ได้อยู่ที่ การศึกษาหรอกครับ

การศึกษามันก็เหมือยบัตรผ่านประตู จบน้อยก็ผ่านยาก จบสูงก็ผ่านง่าย

ส่วนจะรวยจะจน ฝีมือ และ ดวงล้วนๆ ครับ

 
 


จากคุณ : moojiw - [ 29 มี.ค. 50 15:12:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

คูณว่าคนที่รวยที่สุดในโลกจบอะไร
เจ้าสัวที่รวยที่สุดของไทยจบอะไรมา
ปริญญา  มันแค่ใบเบิกทางตัวหนึ่งเท่านั้น
คนจะประสพความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่กระดาษแผ่นเดียว
แต่มันต้องรวมหลายๆอย่างเข้าด้วยกันความรู้มีอยู่ทุกที่
รอบตัวคุณไม่ได้อยู่แต่ในมหาลัยแต่มหาลัยก็สอนคุณหลายๆอย่าง
ถ้ามีโอกาสก็ขอให้เรียนซะ

บางคนรอโอกาส
บางคนหาโอกาส
บางคนวิ่งหาโอกาส
แล้วมีกี่คนที่สร้างโอกาสมีกี่คน  
งานที่ยากที่สุดคืองานที่ใช้สมอง


จากคุณ : มือใหม่หัดบิน - [ 29 มี.ค. 50 15:43:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ฝีมือครับ

ขอนับถือ


แต่บางครั้ง คนเรามันก็ต่างกรรม ต่างวาระกันครับ

ที่สำคัญคือเราตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรมากกว่า


บางเคยโดนหลายๆ คนบอก (หรือแม้กระทั่งถากถาง) ว่า จะเรียนต่อไปอีกทำไม
แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ

คำตอบคือ "มันไม่พอ สำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ครับ"


จากคุณ : COBET - [ 29 มี.ค. 50 16:08:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

เยี่ยมมากเลยครับ จริงอย่าง ขจก.ว่ามาหลายคนรวมทั้งผมหลงทางมาเป็นปีๆกว่าจะมาเจอสิ่งที่ใช่แถมยังต้องฝ่ามรสุมอีกมากมาย เต็มไปด้วยรอยแผลแต่ไม่เคยคิดว่านั้นคือความเจ็บปวด สำหรับคนที่ดูแล้วไม่ค่อยมีโอกาสผมมองว่านั้นคือโอกาสของเขาครับ เพราะหลายคนที่มีโอกาสมากมายแต่ไม่เห็นมักติดกับของความสบายไม่พัฒนาอะไรต่อ อยู่กับสิ่งเดิมๆ แต่กับคนที่ไม่มีโอกาสบางคนเขาหรือส่วนใหญ่เขาไม่กลัวความลำบากและอาจจะกล้าทำบางสิ่งบ่างอย่างที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปได้
ปริญญาเป็นเหมือนสพานก้าวข้ามไปสู่ที่ต่างๆแต่จะสุดยอดคือเราเป็นเจ้าของที่ให้คนต่อสพานมาหาเราครับ ซึ่งก็ไม่การันตีว่าต้องจบอะไนนะ


จากคุณ : EDM - [ 29 มี.ค. 50 16:13:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

สำหรับคนที่จบ ม.6 แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ คิดแบบนี้ได้ครับ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งให้ดูไว้ว่าเราก็อาจมีโอกาสได้ดีได้

แต่สำหรับคนที่มีโอกาสเรียนต่อ หรือกำลังเรียน อย่าได้เอาตัวอย่างแนวคิดนี้มายึดถือครับ เพราะมันอันตรายต่ออนาคตของท่าน

จากคุณ : jon

เห็นด้วยเจ้าค่ะ @^_^@

ข้าเจ้าก็จบแค่ม.6 กศน. ถ้ามีโอกาสก็อยากเรียนจบอยากเรียนเยอะ ๆ ชอบเรียนเจ้าค่ะ  แต่เมื่อไม่มีโอกาสด้วยติดขัดหลายเรื่อง  ก็พยายามทำเท่าที่ตัวเองทำได้เจ้า

ส่วนเรื่องการสื่อสารแบบคุณลิเซิ่ลว่าเราว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องจบอะไรมาหรอกค่ะ  สำหรับเราเองคุยกับ

- คนจบ ม.3 บางคนเราอธิบายเรื่องง่ายบางเรื่องหลายครั้งก็ยังไม่เข้าใจ  บางคนสอนเราทั้งด้านวิชาการและความรู้รอบตัว  รวมทั้งมุมมองความคิดและประสบการณ์ที่เหนือชั้นซึ่งเราไม่เคยเจอมา  มีผู้หญิงจบม.3 สองคนที่เรายึดเป็นแบบอย่างของเราด้วยซ้ำ  คิดในใจว่าฉันอยากเป็นแบบคนนี้เป็นฮีโร่ของเราเลย

- คนจบม.6 เหมือนเรา จบเหมือน ๆ กันวุฒิเดียวกันอายุพอ ๆ กัน  คุยกันทั้งรู้เรื่องสนุกสนานและคุยไม่รู้เรื่องก็มี

- คนจบป.ตรี โท เอก ทั้งเมืองไทยและเมืองนอก  บางคนคุยกันถูกคอเป็นชั่วโมง  บางคนก็สั่งสอนเราทั้งเรื่องการวางตัวและให้ข้อมูลด้านวิชาการสารพัดที่เราหาไม่ได้  ข้อมูลบางอย่างเป็นภาษาอังกฤษหลายคนก็อุตส่าห์เสียเวลาแปลให้เราได้อ่าน  บางคนเราพูดอะไรเค้าก็ไม่รู้เรื่องเลยไม่เคยสนใจว่าโลกไปถึงไหนแล้ว  จมอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนมา  ไม่ยอมรับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ที่เข้ามาแทนที่ของเก่าบางอย่างเลย

สำหรับเราแล้วการจะคุยกับใครรู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง  ไม่ใช่เรื่องวุฒิการศึกษา  อายุ  หรือฐานะ  แต่เป็นใจที่เปิดกว้างและความคิดของคน ๆ นั้นต่างหาก


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 29 มี.ค. 50 16:34:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

เยี่ยมครับ นับถือคนสู้ชีวิตครับ คนไม่เคยเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองจะไม่รู้ถึงความสาหัสหรอกครับ ชีวิตคนทางเดินไม่เหมือนกัน บางคนมีทางให้เลือกเดิน บางคนต้องปีนป่ายเอาเอง ผมว่าคนเรายืนได้ด้วยตัวเอง ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ไม่ต้องไปเทียบกับใคร ความภูมิใจมีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว แถมยังทำให้เราเป็นมนุษย์พันธุ์อึดโดยไม่รู้ตัวซะด้วย

จากคุณ : เถ้าแก่น้อย - [ 29 มี.ค. 50 18:36:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

สุดๆ

จากคุณ : bushino - [ 29 มี.ค. 50 19:44:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

เข้ามาชื่นชมเจ้าของกระทู้ค่ะที่ขยันอุตสาหะจนมีวันนี้
แล้วก็เห็นด้วยกับความเห็น 4 ค่ะ


จากคุณ : BooBiE GoddesS - [ 29 มี.ค. 50 19:55:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

มีวุฒิม.6 ไม่จำเป็นต้อง มีความรู้เท่า ม.6 นะครับ มึนขึ้นอยู่กับความกระตือรือล้น ไฝ่รู้ครับ และความคิดอ่าน แค่หาตัวเองให้เจอแล้วค่อยไปศึกษาครับ ไม่ได้หมายถึงจบม6.แล้วให้ออกมาทำงาน
หนังสือความรู้ต่างๆ และประสปการณ์ข้างนอก สำคัญกว่าที่เรียนใน มหาวิทยาลัยมากนักครับ ผมไปฟังสัมมนาเกี่ยวกับการ นำเข้าส่งออกแค่ 3 ชั่วโมง เข้าใจดีกว่าเรียนที่มหาลัยครับ


จากคุณ : ม.6 - [ 29 มี.ค. 50 20:34:31 A:124.120.139.212 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

(หมายเหตุ*ถ้าผมออกไปพบลูกค้าหรือส่งของ โทรศัพท์สามารถบ้านสามารถโอนสายเข้ามือถือเราได้ ใครที่มีโทรศัพท์บ้านและไม่อยากการพลาดลองใช้ดูครับ)

^
^
^

เรียนเจ้าของกระทู้ ผมสนใจโทรศัพท์ระบบนี้จังเลยครับ ไม่ทราบว่าสามารถไปหาซื้อได้ที่ไหนบ้างครับ ขอบคุณครับ


จากคุณ : พรุ่งนี้จะดี - [ 29 มี.ค. 50 21:18:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

โหวตครับโหวต

จากคุณ : ต้นคับ9999 - [ 29 มี.ค. 50 21:55:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

หาตัวเอง???????

ตัวเองก็อยู่บนส้นเท้าของตัวเราเองไงครับ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปหากันจัง???

โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าทุกช่วงชีวิตต่างมีหน้าที่ที่ตัวเองต้องทำครับ

เช่น เด็ก ก็ต้องไปเรียนหนังสือ ผู้ใหญ่ก็ทำงานส่งเสียตัวเองและคนในครอบครัว

ถ้าที่บ้านไม่เดือดร้อนอะไร ตัวสเราเองก็ควรจะตั้งหน้าตั้งตาทำตามหน้าที่ของตัวเองครับ

คิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าเกิดเด็กมัธยมทั้งประเทศ อยู่ๆ ไม่คิดเรียนต่อ แล้วออกไปทำงานรายวันโดยใช้คำอ้างว่า "ออกไปหาตัวเอง" แล้วอนาคตของเด็กเหล่านี้จะเป็นยังไง

ไม่ได้ชอบระบบการศึกษานัก แต่ก็ยังเห็นว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ก็สร้างระบบความคิดให้กับคนได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา

ไม่เชื่อ ลองไปเทียบระบบความคิด หรือพฤติกรรมโดยรวม ระหว่างชนชั้นแรงงาน กับเด็กจบใหม่หน้า่ขาวๆ ก็ได้

แล้วจะเ้ห็นความแตกต่าง


จากคุณ : lb'sN - [ 29 มี.ค. 50 22:03:46 A:125.26.138.164 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

อยากบอกวัยรุ่นทุกคนที่ชอบใช้คำว่า "หาตัวเอง"

ถามว่าทุกวันนี้ที่มีชีวิตอยู่ รู้หรือเปล่าว่าวันนี้ต้องทำอะไร???

สิ่งที่ควรทำ ณ วันนี้ คือตัวตนของเรานั่นแหละ

ตัวเอง ก็อยู่บนส้นเท้าของตัวเองนั่นแหละ

ทำไมต้องกระเสือกกระสนไปหากันนัีก????


จากคุณ : lb'sN - [ 29 มี.ค. 50 22:09:21 A:125.26.138.164 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

เด็กที่อ้างว่า ต้องการหาตัวเองให้เจอ เพราะไม่อยากทนฝืนทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ

ผมบอกได้เลยว่าเด็กเหล่านี้คือคนหยิืบโหย่งและไม่รู้จักความอดทน

แล้วผมก็ไม่เชื่อด้วยว่าคนเหล่านี้จะอดทนทำอะไรได้ดีแม้ว่าจะไปทำงานที่ตัวเองชอบก็ตาม

งานทุกงานมีปัญหาหมดนั่นแหละครับ ทำงานที่ตัวเองชอบแค่ไหน แต่ถ้าไม่อดทนพอ แล้วเจอปัญหาก็ถอยอยู่ดี

งานทุกงาน ล้วนมีอุปสรรคและปัญหาที่ชวนให้เบือนหน้าหนีทั้งนั้น

คนที่เรียกร้องหาแต่งานที่ตัวเองชอบ ผมเห็นหลายๆ รายไปไม่รอดทั้งนั้น


จากคุณ : lb'sN - [ 29 มี.ค. 50 22:21:06 A:125.26.138.164 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

อีกละ เฮ้อ

question


จากคุณ : cookiecompany - [ 29 มี.ค. 50 22:26:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

^
^
^
คิดเหมือนกันค่ะ  อีกละ เฮ้อ


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 29 มี.ค. 50 22:38:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

ขออภัยคห.26 สักนิดนะครับ นอกเรื่องนิดนึง

ผมสังเกตุดูเด็กที่เรียนจบสมัยนี้หลายคน ส่วนมาก เมื่อเรียนจะไปทำงานหรืออาศัยอยู่ที่อื่น เลี้ยงตัวเอง อาจจะมีครอบครัวไป หลายคนละเลยหรือไม่ดูแลพ่อแม่เลย อาจจะมีส่งเสียบางนิดหน่อย แม้แต่ในเครือญาติผมเอง ซัก5ครอบครัว มีแค่ลูกบ้านแค่เดียวที่ดูแลพ่อแม่ได้ นอกนั้นบางคนเอาเมียเอาหลานมาเลี้ยงอีกต่างหาก บางคนเรียนจบแล้วก็ยังไปไม่รอด พ่อแม่ต้องดูแลต่อ

ที่คห.26ว่าชนชั้นแรงงาน ดูต่ำต้อย ไม่มีความคิดสู้เด็กเรียนไม่ได้นั้น ผมว่าไม่เสมอไป คนที่ไม่จบสูงแต่มีความพยายาม ก็สร้างตัวเองไปเยอะแยะ แถมยังดูแลบุพการีด้วย ผิดกับคนที่ร่ำเรียนสูงๆที่ทิ้งขว้างพ่อแม่เยอะแยะ

การศึกษาใช่ว่าจะทำให้จริยธรรมคนเราสูงขึ้นนะครับ การศึกษาที่ดี อาจจะทำให้คนมีโอกาสดี ทำงานที่สบาย แต่วัดคนไม่ได้

ที่สำคัญผมว่าความคิดสร้างสรรและความพยายามก็สร้างคนได้ ใช่ว่าคุณมีปริญญาแล้วคุณสำเร็จ นั้นแค่จุดเริ่มต้นแค่นั้นเอง


จากคุณ : เชื่อในสิ่งที่ทำๆในสิ่งที่เชือ - [ 29 มี.ค. 50 23:14:37 A:58.147.113.218 X: TicketID:123635 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

ยืนยัน ตาม 26,27,28

จากคุณ : ตุงโค่ - [ 29 มี.ค. 50 23:27:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

แต่ละคนก็มีรูปแบบชีวิตและเส้นทางเดินที่ไม่เหมือนกัน

คนจบม.6มีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ

คนจบปริญญาตรีมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ

ในสังคมยุคปัจจุบัน ถ้ามีโอกาสเรียนต่อ ก็ควรจะเรียนค่ะ


จากคุณ : Umiko-jung - [ 30 มี.ค. 50 00:36:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

ตอบด้วยค่่า ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ค่ะ ใกล้จบแล้ว ส่วนตัวคิดว่าคนเราจะวุฒิการศึกษาอะไรไม่สำคัญค่ะ มันสำคัญตรงที่เป็นคนดีของสังคมหรือเปล่า หาเลี้ยงตัวเองได้ไหม บางคนจบมหาลัยก็ยังทำอะไรไม่เป็น อย่างพี่เราจบปวส. (โดนน้ากระแนะกระแหน) พี่เค้าบอกแอบน้อยใจเหมือนกันนะ
แต่พี่เราเค้าทำงาน แล้วก็พยายามสอบให้ได้ที่เดียวกับที่เราเรียนค่ะ
พอแม่ได้ยินแม่บอกว่า "แม่ภูมิใจในตัวลูกนะ ที่ทำงานเลี้ยงตัวเองได้ เป็นคนดีแค่นี้ก็ดีใจแล้ว" หุหุ
ปล.พี่เราเหมือนจขทก.เลยค่ะ หาตัวเอง ไม่เจอก็หาจนเจอจนได้


จากคุณ : เด็กน้อยบ่มีอ่หยั่ง - [ 30 มี.ค. 50 00:38:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

*ไม่เชื่อ ลองไปเทียบระบบความคิด หรือพฤติกรรมโดยรวม ระหว่างชนชั้นแรงงาน กับเด็กจบใหม่หน้า่ขาวๆ ก็ได้

แล้วจะเ้ห็นความแตกต่าง *

ผมจากเจ้าของกระทู้ครับ คือว่ามันอาจเป็นจริงอย่างที่คุณว่าเป็นส่วนใหญ่ แต่มันก็มีไม่น้อยครับ ที่ชนชั้นแรงงานมีความคิดที่เรียกได้ว่ามีระบบที่ดีกว่ามากโดยที่อายุเท่าๆกัน

ตอนผมเปิดบริษัทได้เกือบ 2 ปี ผมเพื่งเข้าปี 1 ลูกของเพื่อนของพ่อผมมาขอทำงานด้วย พึ่งจบใหม่หน้าขาวๆครับ (ลูกน้องผมแต่ละคนที่เข้าทำงาน ผมไม่เคยขอดูวุฒิการศึกษาเลยครับ แค่คุยด้วยสัก 20 นาทีก็พอ ที่จะเข้าใจกระบวนการความคิดบ้างแล้ว ที่เหลือก็ทดลองงานจริงครับ ส่วนใหญ่คนที่ได้ทำงาน ที่ผมเลือกไว้จะเป็นคนที่มีความกระตือรือล้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะอีกไม่นานคนเหล่านี้ก็จะพัฒนาไปได้ไกลอีกมากถ้าไม่หมดความกระตือ)
ผมคุยกันไปได้สักพัก ถามว่าชอบทำงานประเภทไหน มัวแต่มายืนยิ้ม มาถึงขอเงินเดือน 15000 ก่อนเลย พูดตามตรงครับไม่มีความคิดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขาดความกระตือรือล้น(ข้อนี้สำคัญมากครับ) แต่มีความรับผิดชอบดี รอบคอบ และขยันครับ ผมให้มาเป็นเสมียนหน้าห้องครับ ให้เดือน 12000 ไม่ทำครับ เค้าบอกว่าตำแหน่งไม่เหมาะสม ผมถามเค้ากลับว่า เสมียนทำหน้าที่อะไรบ้างคุณรู้แล้วหรือครับ เค้าตอบไม่รู้ครับแต่พ่อผมบอกว่าให้มาทำงานเป็นผู้ช่วยน้อง(หมายถึงผมครับ) การคุยแค่นี้ผมก็ไม่รับแล้วครับ

เด็กอีกคนเรียนอยู่ม.5 มาขอผมทำงานช่วงปิดเทอม ผมรับเค้าทันที หลังจากได้ยินน้องเค้าบอกว่าผมไม่ขอเงินเดือนครับ ขอทำงานอะไรก็ได้ อยากลองทำงานดูครับเผื่อจะรู้ว่าจะเรียนต่ออะไรดี

นี่คือกระบวนการความคิดของคนที่มีทั้ง วัยวุฒิ และ คุณวุฒิ ต่างกันเกือบ 6 ปี ครับ


คงเข้าใจที่กล่าวมานะครับ อย่าดูถูกชนชั้นแรงงานนะครับเพราะผมรู้ดีว่า ความคิดความอ่านของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับ วุฒิหรือตำแหน่ง เพราะผมก็คนนึงที่เป็นพนักงานชนชั้นแรงงานมาก่อน

*ผมขอฝากไว้นะครับ ความกระตือรือล้นที่ไม่สิ้นสุด(ความรู้ต่างๆ)สำคัญกว่าวุฒิการศึกษาครับ เพราะคนที่มีความกระตือรือล้น ถึงจบแค่ม.6 ปริญญาตามคุณไม่ทันครับ*


จากคุณ : ม.6 - [ 30 มี.ค. 50 00:39:01 A:124.120.131.200 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

เราคิดว่า เด็กสมัยนี้ ตั้งแต่คลอดออกมา พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประคบประหงมกันเหลือเกิน

แม้แต่จะกินข้าว ก็ต้องง้อให้มันกิน ต้องวิ่งตามป้อนข้าวอ้ำๆๆ เรียกว่าไม่ได้ช่วยตัวเองเล้ย พ่อแม่ส่งให้เรียน มันก็ไม่เรียน เอาแต่เที่ยว แต่งตัว มั่วสุม ไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต ใช้เวลาให้หมดไปวันๆ

นับถือคุณ ม.6 เจ้าของกระทู้มากๆค่ะ เป็นคนมีความตั้งใจจริง บากบั่นมุมานะ ช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น  ต่อไปคงร่ำรวย ขอแค่ให้ดำรงตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตตลอดไปค่ะ

คุณพบเส้นทางเดินของตัวเองได้เร็วกว่าคนอื่นอีกมาก ดีใจด้วยค่ะ

สู้ๆค่ะ


จากคุณ : toomood - [ 30 มี.ค. 50 10:11:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

เข้ามาดู ...

เข้ามาอ่าน ...

ได้เรื่อง ได้ความรู้ดี ...


จากคุณ : D_YONG - [ 30 มี.ค. 50 13:14:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ถ้าคนที่เคยทำงานกับชนชั้นแรงงานจริงๆ จะรู้ซึ้งถึงนิสัยคนพวกนี้ครับ

ถามว่าคนดีมีไหม??? มีครับ แต่น้อย

ไร้ความรับผิดชอบ แยกแยะเรื่องงานเรื่องส่วนตัวไม่ออก มีโลกทัศน์ตื้นเขิน มองอะไรระยะยาวไม่เป็น

นี่คือลักษณะของคนใช้แรงงานครับ

ฟังดูอาจจะเป็นคำพูดที่ดูถูกคน แต่นี่คือความเป็นจริงครับ ถ้าไม่ได้ลงไปทำงานกับคนพวกนี้จริงๆ ไม่รู้หรอกครับ


จากคุณ : lb'sN - [ 30 มี.ค. 50 17:59:51 A:125.26.139.91 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

ุอันนี้ถึงคุณ ม. 6

คุณตัดสินการรับคนเข้าทำงาน โดยใช้ปัจจัยแค่ประการเดียวคือความกระตือลือร้นเหรอครับ?????

ถ้าคุณคุมลูกน้องนานกว่านี้ ช่างสังเกต และติดตามผลการทำงานของลูกน้องอย่างต่อเนื่อง คุณจะรู้ว่าความกระตือลือร้นของพนักงาน เมื่อวันแรกที่เข้าทำงาน กับ วันที่ 1,000 ของการทำงาน จะเปลี่ยนแปลงคนได้มากน้อยแค่ไหน

เอาเถอะ ทำงานไปนานๆ ก็จะมีอะไรมาบอกคุณเอง (ถ้าคุณใส่ใจกับลูกน้องมากพอนะ)

ที่สำคัญ ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง เรื่องงานตำแหน่งเสมียน

ผมเองก็สงสัยอยู่ว่า งานนี้มันสำคัญมากน้อยแค่ไหน ถึงสามารถมอบหมายงานให้เด็กนักเรียนที่มาทำงานพิเศษทำตอนปิดเทอมได้

ถ้างานที่มอบหมายให้คนมาทำเล่นๆ หัวๆ ได้เดือนสองเดือน แสดงว่าเป็นงานที่ไม่มีความต่อเนื่อง และไม่ได้สำคัญอะไรนัก

แต่ถ้าคุณบอกว่างานนี้สำคัญ ต้องการคนดีมีความสามารถมาทำ ผมก็สงสัยในทักษะการจัดงานของคุณแล้วล่ะครับ

อีกอย่าง คนที่ทำงาน เพราะด้วยความรู้สึกว่า อยากมาทำหาประสบการณ์

กัยคนที่ทำงาน ด้วยความรู้สึกว่าต้องการหาเงินยาไส้


ความตั้งใจทำงาน มันจะต่างกันนะครับ

คนที่ทำงานหาประสบการณ์ พอมีปัญหา มีความกดดัน โดนเจ้านายด่านิดด่าหน่อยจะไม่มาทำงานดื้อๆ ซะก็ได้

ส่วนคนทำงานด้วยความจำเป็น คนพวกนี้มีความอดทนและความตัี้งใจทำงานให้ดีมากกว่า ยิ่งถ้ามีความทะเยอทะยาน สอนอะไรก็เปิดรับหมดนั่นแหละครับ

ดังนั้น กรณีของคนที่มาสมัครงานตำแหน่งเสมียน ระหว่างคนจบปริญญา กับ เด็ก ม.5 มันเป็นคนละเรื่องกัน

ถามผม คนจบปริญญาคนนั้นผมก็ไม่เอา คนบ้าอะไรมาถึงก็เรียกเงินเดือน 15,000 ส่วนเด็ก ม.5 นี่ก็ฝากฝังอะไรไม่ได้ ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกอยู่ดี

แต่ที่ผมอยากติงคือกระบวนการตัดสินใจของคุณนี่แหละครับ เพราะคุณกำลังตัดสินใจโดยใช้แค่คติความชอบส่วนตัว และ ความรู้สึก มาตัดสินใจรับคนเข้าทำงานโดยไม่ดูอะไรให้มันรอบด้าน


จากคุณ : lb'sN - [ 30 มี.ค. 50 18:14:12 A:125.26.139.91 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

แล้วอีกเรื่องที่อยากเพิ่มเติมนะครับ

ผมเห็นความสำคัญของการศึกษาด้วยตัวเอง และเห็นด้วยว่าคนเราควรศึกษาเพิ่มเติมอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่ข้อจำกัดของการศึกษาด้วยตัวเองมีสูงนะครับ ในสาขาวิชาต่างๆ จำเป็นที่จะต้องศึกษาในระบบ

คิดง่ายๆ มสธ. มีชุดวิชา แพทย์ หรือ วิศวะกร มั้ยล่ะครับ

ทักษะหลายๆ ด้าน มันก็จำเป็นที่ต้องได้รับการฝึกฝนจากระบบการศึกษาอยู่ดี

เอาง่ายๆ ทักษะภาษาอังกฤษ ผมเ้ห็นมาหลายคนครับ พวกที่บอกว่าตัวเองจบแค่ ม. 3 แต่พูดภาษาอังกฤษได้

ฟังแล้วก็ขำ เพราะภาษาพี่แกฟังแล้ว ผิดทั้งแกรมม่าร์ ผิดทั้งการออกเสียง ไอ้จะไปพูดค้าขายเล็กๆ น้อย เช่นเสื้อตัวนี้ตัวละกี่บาทลดได้เท่าไหร่มันพอไหว แต่จะเอาภาษาแบบนี้ไปนั่งคุยนั่งเจรจายาวๆ กับฝรั่งมันทำยาอะไรไม่ได้ หรือถ้าจะได้ ก็คงต้องอาศัยภาษามือหรือการพยามยามรับฟังอย่างตั้งใจสูง

พูดง่ายๆ ว่าจบม. 3 พูดภาษาอังกฤษได้ แต่พูดได้อย่างแม่ค้าตลาดที่สีลมเท่านัี่้้นแหละ

ถ้าคนพวกนี้เปิดใจยอมรับการศึุกษาในระบบมากกว่านี้ ก็คงจะพัฒนาทักษะด้านภาษาได้อีกโข

เวลาได้ฟัง พวกที่บอกว่า ตัวเอง จบ ม.3 แต่พูดภาษาอังกฤษได้ เห็นมาหลายๆคนครับที่เราฟังไปขำไป


จากคุณ : lb'sN - [ 30 มี.ค. 50 18:24:01 A:125.26.139.91 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

ความเห็นที่ 39 และ 40 ลองอ่านข้อความของผมดูใหม่อีกครั้งนะครับ

จากคุณ : ม.6 - [ 30 มี.ค. 50 23:24:52 A:124.120.135.136 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

การศึกษาให้ ความรู้ทางด้าน วิชาการ และศาสตร์ต่าง ๆ แต่ไม่ได้ให้ คุณธรรม จริยธรรม สามัญสำนึก ความอดทน ความมุ่งมั่น ความอุตสาหะและอีกมากมายในชีวิตคนเรา ที่เจ้าของกระทู้บอกเล่าให้ฟังนั้น น่าชื่นชมครับ เพราะเป็นตัวอย่างของคนที่มีความอดทน มุ่งมั่น และอื่น ๆ อีกมาก จนประสบความสำเร็จได้ในวันนี้

คนรุ่นเก่า ๆ อย่างรุ่นคุณพ่อของพวกเราหลาย ๆ ท่าน ก็จบแค่ ป 4 (รวมทั้งครอบครัวผมด้วย) ซึ่งในวันนี้ คน จบ ป 4 อย่างคุณพ่อผม ก็สร้างครอบครัวและฐานะที่มั่นคงได้สำเร็จ ดังนั้นการศึกษาไม่ได้บอกอะไรได้มากมายนักครับ
 
แต่สำหรับคนที่มีโอกาสที่จะเรียนนั้น ก็ตั้งใจเรียนกันก็ดีครับ เพราะคนที่ไม่มีโอกาสเรียนยังมีอีกมาก คนที่มีโอกาสแล้วก็ใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่าที่สุด จะดีมากเลย

แก้ไขเมื่อ 31 มี.ค. 50 00:13:27

จากคุณ : แวะเวียนมา (bluefox101) - [ 31 มี.ค. 50 00:06:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 43

คุณเจ้าของกระทู้ทำใจเหอะค่ะ  ทำใจ ทำใจ และทำใจ  เรานะทำใจกะคนนี้มาแล้วเค้าจะว่าไรก็ปล่อยเค้าพล่ามไปเหอะเจ้า -_-'

lillycat555@hotmail.com  อยากคุยกะเจ้าของกระทู้อะ  เราก็จบม.6 แต่ไม่มีไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย  อยากได้กำลังใจและคำแนะนำจากคุณจังเจ้า


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 31 มี.ค. 50 01:06:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

เอาใจช่วยคนรักโลกกว้างทุกคนนะคะ การศึกษานอกห้องเรียน มันเข้มข้นกว่าในห้องเรียนแน่นอนค่ะ เดี๋ยวนี้ อย่างอินเตอร์เนต แค่ค้นหาไฟล์E-bookหรือเวบไซต์ต่างๆมาอ่าน ค้นจากเวบ google ก็รู้เยอะกว่าคนที่เรียนในสายนั้นเสียอีก

จากคุณ : ชุติกาญจน์ - [ 31 มี.ค. 50 01:49:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

อ่านแล้วเข้าในจความรู้สึกของคุณเจ้าของกระทู้ดีค่ะ นับถือคุณ และ หัวหน้าของคุณจริงๆ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาค่ะ จะตั้งใจทำสิ่งที่ทำอยู่ ให้ประสบความสำเร็จให้ได้

จากคุณ : VitaminQ (Vitamin Q) - [ 31 มี.ค. 50 01:59:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

มาเสริมอีกนิด

อ่านที่คุณเจ้าของกระทู้เล่ามา นึกถึงหนังสือพ่อรวยสอนลูกหลายๆเล่มนะ

บางที ถ้าคุณเจ้าของกระทู้เข้าเรียนตามระบบ ป่านนี้อาจยังเป็นลูกจ้างอยู่ก็ได้  เพราะระบบการศึกษาต้องการความมั่นคง เด็กๆที่จบออกมามักจะมองหางานที่มั่นคง เงินเดือนดีๆ

เป็นกำลังใจนะ


จากคุณ : ชุติกาญจน์ - [ 31 มี.ค. 50 02:21:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

หนังสือพ่อรวยสอนลูก ไม่ได้ บอกคุณอีกอย่างครับ

ว่า เขามีเงินเพื่อจะลงทุน เกือบ 14 ล้านบาทโดยที่เงินที่เขาได้มา ฟรีๆ จากพ่อรวยครับ !!!!


จากคุณ : moojiw - [ 31 มี.ค. 50 10:15:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

^
^
555 ถ้าพ่อเค้าทิ้งหนี้สินไว้ซัก 10 ล้าน เราอาจจะได้อ่านหนังสือ "Poor dad make me FIGHT!!!" แล้วเนื้อหาคงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

คุณ lb'sN ช่วงนี้ว่างเหรอครับ กลับมาที หลายๆกระทู้ก็ร้อนแรงขึ้นมาเลย 555 น่าจะได้ log in ใหม่ซะทีนะ อยากเห็นว่าจะชื่ออะไร

คุณ จขกท. ใจร่มๆครับ ผมมีวิธีปฏิบัติตัว ในกระทู้ที่มีคุณ lb'sN มาฝาก

1. คุณ lb'sN ถูกเสมอ
2. ถ้าอยากให้กระทู้ยาวๆ ให้หาจุดใดๆมาโต้แย้งกับคุณ lb'sN
3. ถ้าขัดข้องใจประการใด ให้กลับไปอ่านข้อที่ 1


จากคุณ : Jiang wei - [ 31 มี.ค. 50 12:04:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

^
^
^
กร้าก 5 5 5 ข้อ1 โดนใจจ๊อดมากเจ้าค่ะ


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 31 มี.ค. 50 14:29:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 51

คือผมไม่ได้โมโหนะครับ กลับดีซะอีกที่มีคนมองคนละมุม แต่ประเด็นมันอยูที่คุณlb'sN มองผิดประเด็นครับ

เด็กอีกคนเรียนอยู่ม.5 มาขอผมทำงานช่วงปิดเทอม ผมรับเค้าทันที หลังจากได้ยินน้องเค้าบอกว่าผมไม่ขอเงินเดือนครับ ขอทำงานอะไรก็ได้ อยากลองทำงานดูครับเผื่อจะรู้ว่าจะเรียนต่ออะไรดี คือ ไฝ่รู้


ผมให้มาเป็นเสมียนหน้าห้องครับ ให้เดือน 12000 ไม่ทำครับ เค้าบอกว่าตำแหน่งไม่เหมาะสม ผมถามเค้ากลับว่า เสมียนทำหน้าที่อะไรบ้างคุณรู้แล้วหรือครับ เค้าตอบไม่รู้ครับแต่พ่อผมบอกว่าให้มาทำงานเป็นผู้ช่วยน้อง คือ ไฝ่ต่ำครับ


จากคุณ : ม.6 - [ 31 มี.ค. 50 14:41:33 A:124.120.128.243 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

คุณค้าบบบบบบบบบบบ

อย่าเอาเด็ก ม. 5 ไปเทียบ กับคนจบปริญญาตรี ได้ไหม????

พื้นฐานความต้องการก็ต่างกันแล้ว

คนจบปริญญา อยุ่ ณ จุดนั้น เขาต้องการทำงานหาเลี้ยงชีพแล้วนะครับ ไม่แปลกอะไรที่เขาต้องเรียกร้องเงินเดือน แต่กรณีที่คุณพูดมามันแย่ตรงที่ว่า ดันคิดแต่จะหาเงินเดือนหมื่นห้า โดยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าตัวเองทำอะไร

ส่วนเด็ก ม.5 ที่มาบอกว่าของานทำดู โดยไม่ขอเงินเดือนเลย มันก็สมควรอยู่แล้ว เพราะปกติก็ไม่มีที่ไหนเขาจะรับด้วยซ้ำ เพราะรับเข้ามาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไร

ถ้าผมเป็นคุณผมจะบอกเด็กคนนั้นว่า ถ้าอยากทำงานก็ให้ไปสมัครงานพาร์ตไทม์ใน แมคโดนัล เคเอฟซี ดีกว่า


จากคุณ : lb'sN - [ 31 มี.ค. 50 23:15:32 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

อันนี้ถึงคุณ Jiang wei

อันที่จริง ก็เข้ามาบ่อยๆ แต่ไม่ได้พิมพ์อะไร เพราะไม่เห็นกระทู้ไหนที่น่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่ก็เห็นถามบรรยากาศทำงาน เลือกทำงานที่ไหนดี ร้านโน้นร้านนี้ บริษัทนี้บริการไม่ดี....กระทู้จำพวกนี้ไม่ค่อยอยากยุ่งครับ

ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ จะตอบก็ต่อเมื่อคนเขียนกระทู้ เขียนได้น่าสนใจ น่าอ่าน เราก็อยากไปมีส่วนร่วม แต่ที่ห้องสีลมไม่ค่อยมีครับ 1 ปีจะเห็น 2-3 ครั้ง

กับกระทู้อีกประเภทที่ตอบ คือกระทู้ที่เขียนไม่ได้ความ หรือคนแนะนำในกระทู้ไม่ได้ความ ก็จะไปตอบในสิ่งที่ถูกที่ควร แต่หลายๆคน อาจจะไม่สามารถรับรู้ เพราะไอคิวไม่สูลพอ มีปัญหาทางสมอง หรือไม่ก็ประสบการณืทำงานจริงไม่มากพอครับ


จากคุณ : lb'sN - [ 31 มี.ค. 50 23:23:41 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

เพื่อนถามว่า ไม่เบื่อห้องสีลมมั่งเหรอ???

เราก็ถาม ทำไมล่ะ

เค้าก็บอกว่า ไม่เห็นว่าที่นี่จะมีบรรยากาศ การอภิปรายที่ไหน ไม่ถามเรื่องบริษัทเข้าทำงาน ก็ดีแต่ตอบว่า ขอบคุณค่ะ เป็นประโยชน์ครับ

เวลาคนเขียนกระทู้อะไร ก็เห็นมีแต่บอกว่า ขอบคุณครับ ดีครับ เป็นประโยชน์ครับ ทั้งๆที่บางกระทู้เขียนห่วยจะตาย ส่วนบางกระทู้เขียนดี แต่ก็ไม่คิดอะไรเพิ่ม นอกจากบอกว่า ดีครับ ดีค่ะ เป็นประโยชน์ครีับ ชื่นชมครับ ไม่ใช้ความคิดยิ่งกว่าพวกเชลียร์เจ้าที่เทอเคยกระแนะกระแหนว่า งดงามมากค่า ในห้องสมุดซะอีก แต่ที่นี่ไม่ยักกะเห็นเธอว่าอะไร

เราก็หัวเราะ เพราะเราก็คิดอย่างนั้นจริงๆ ที่ผ่านมาเวลาเราเล่นเนต เราเข้าห้องสีลมเกือบทุกวัน แต่ไม่ได้ตอบ เพราะไม่เห็นมีกระทู้น่าตอบ

ส่วนกระทู้ที่ตอบไป ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะทนเห็นความคิดที่ไม่เอาอ่าวไม่ได้ ถึงได้มาชี้แจงอีกด้าน ให้คนอ่านเขาเลือกฟังดูเอา

แต่ใครจะฟังแล้วได้ประโยชน์แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานะของแต่ละคน ที่จะมองทะลุ Perception ของตัวเองออกรึเปล่า


จากคุณ : lb'sN - [ 31 มี.ค. 50 23:32:46 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

กระทู้นี้น่าสนใจมากๆค่ะ มีการแสดงความเห็นทั้ง2ด้าน

ที่คุณlb'sN ก็มีส่วนถูกและที่คุณม.6กล่าวก็มีส่วนถูก
ขึ้นอยู่กับว่าคุณยืนตรงจุดไหนในสังคมและเลือกที่จะมองมุมไหน


จากคุณ : Umiko-jung - [ 31 มี.ค. 50 23:39:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 56

เหม่...ขอบคุณครับ มีตอบถึงผมด้วย เข้าใจครับ ไม่ต้องอธิบายผมก็พอทราบ กระทู้ที่คุณ lb'sN ตอบ ส่วนใหญ่เป็นกระทู้น่าสนใจ (ในความคิดผม)

และถ้าตัดอคติออกไปได้หมด จับเอาแต่เนื้อความเท่านั้น ก็จะเห็นว่า คุณ lb'sN มีมุมมองที่น่าสนใจ และตั้งอยู่ในโลกความเป็นจริงมากทีเดียว

แต่สำนวนของคุณมันชวนให้คนหมั่นไส้ และหงุดหงิดน่ะครับ คุณก็น่าจะทราบ(มั๊ง) ถ้าคุณ lb'sN ตอบให้มัน soft ลงหน่อย ผมว่าจะมีคนได้ประโยชน์จากความเห็นของคุณมากทีเดียว

...เอาน่า อากาศก็ร้อน ทำงานก็เหนื่อยมากแล้ว เล่นเนตถือว่าผ่อนคลาย ต่อให้คุยเรื่องธุรกิจ ก็คุยแบบผ่อนคลายได้ แสดงความเห็นกันคนละมุม คนอ่านเค้าจะตัดสินดีชอบถูกผิดกันเอาเอง ไม่ต้องกล่าวโจมตีความคิดผู้อื่น แล้วสีลมอาจจะกลับมาน่าอ่านอีกครั้ง...


จากคุณ : Jiang wei - [ 1 เม.ย. 50 00:05:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 57

เห็นด้วยทั้งคู่?????

เคยมีอาจารย์ฝรั่งสอนเขียน Essay เมื่อสมัยเราเป็นนักเรียน

แกบอกว่า แกงงนิสัยนักเรียนไทยอยู่อย่าง

แกสงสัยว่า เวลานักเรียนไทย เขียน Discussion essay นักเรียนไทยชอบเขียนสรุปว่า "เห็นด้วยกับทั้งสองความคิด" "เห็นด้วยกับทั้งคู่" ฯลฯ

แกก็บอกว่า มันทำได้ยังไงเหรอ กับการเห็นด้วยกับทั้งสองความคิดที่เป็นคนละขั้วกัน

นั่นสิครับ...ทำยัไงเหรอฮะ กับการ เห็นด้วยทั้งคู่เนี่ย


จากคุณ : lb'sN - [ 1 เม.ย. 50 00:06:15 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 58

คุณ lb'sN คะ

คุณรู้มั๊ยคะ ว่าที่พึ่งทางใจสำหรับคนตกงาน คนหางาน คนที่วิตกกังวลสำคัญมากแค่ไหน

ที่คุณมานั่งดูถูกว่ากระทู้ไม่น่าสนใจ ไม่เอาอ่าว มันอาจจะเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตให้กับคนหลายคนนะคะ

ห้องสีลมเป็นที่พึ่งทางใจของทุกคนที่เข้ามาค่ะ

แต่ที่คนเข้ามาตอบทั้งๆ ที่เป็นกระทู้ไม่น่าสนใจ ไม่เอาอ่าว เพราะอะไรเหรอคะ? เพราะเค้ามีน้ำใจที่จะตอบค่ะ

หากคุณไม่มีน้ำใจที่จะตอบ เห็นเพียงว่าไม่น่าสนใจ ก็ผ่านไปค่ะ ไม่ควรกระแนะกระแหนอย่างนี้นะคะ

โลกเราจะน่าอยู่นะคะ ถ้าทุกคนยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และไม่ทับถมความคิดของผู้อื่น

คนที่ทับถมความคิดของคนอื่น คือคนโง่นะคะ จำไว้ค่ะ


จากคุณ : ห้องสีลมคือที่พึ่งของทุกคน (ขนมอาลัว) - [ 1 เม.ย. 50 00:12:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 59

เฮ่อ บอกตรงๆ นะ คุณ Jiang Wei บางทีอ่านๆ ไป ยังคิดในใจเลย ว่า "เด็กเลี้ยงโค" ทั้งนั้น

เข้าใจความรู้สึกของโจโฉ ที่ไปด่ากราดขุนศึก 16 หัวเมือง ว่าเด็กเลี้ยงโค

เข้าใจความรู้สึกของจิวยี่ ตอนมองหน้าขุนนางฝ่ายบุ๋นเพื่อนแคว้นตัวเอง

ยกตัวอย่าง กระทู้............ดิฉันต้องปิดโรงงานเล็กๆของดิฉันสิ้นเดือนนี้ค่ะ.............

ผมเห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ไม่สนใจอะไรมาก เพราะเห้นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ธุรกิจต้องมีล้ม ต้องมีรุ่ง

แต่พอมาเป็นกระทู้แนะนำ มาอ่านดูอีกที โธ่เอ๋ยๆๆๆๆๆ

คนที่มาแนะนำเจ้าของกระทู้ เกือบทั้งหมด มีแต่บอกว่า ให้พัฒนาสินค้าบ้าง ให้ขยายตลาดบ้าง ให้หาร้านทำเลดีๆ บ้าง

เอ่อ อ่านก็เห็นชัดๆ อยู่แล้ว ว่าเขามีปัญหาทางการเงิน เป็น Financial Crisis จะไม่พ้นสิ้นเดือนนี้แล้ว

ผมแทบไม่เห็นใครตอบ การแก้ปัญหาทางการเงินให้เค้าเลยอ่ะ

เ่อ่อ คือ เข้าใจป่ะ โจทย์มันเป็นการเงิน แต่ไำพล่ไปตอบการตลาด...การขาย...การพัฒนาสินค้า

มีไม่กี่คนเองคุณ ที่ตอบการแก้ปัญหาทางการเงิ
ินให้เค้า เฮ้อ

อ่านแล้วจี๊ดๆ ถึงได้ไปตอบ

บางทียังคิดอยู่เลย ตกลงห้องนี้ มันห้องสีลม หรือ บ้านทุ่งปศุสัตว์กันแน่


จากคุณ : lb'sN - [ 1 เม.ย. 50 00:17:24 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 60

เห็นด้วยทั้งคู่?????

เคยมีอาจารย์ฝรั่งสอนเขียน Essay เมื่อสมัยเราเป็นนักเรียน

แกบอกว่า แกงงนิสัยนักเรียนไทยอยู่อย่าง

แกสงสัยว่า เวลานักเรียนไทย เขียน Discussion essay นักเรียนไทยชอบเขียนสรุปว่า "เห็นด้วยกับทั้งสองความคิด" "เห็นด้วยกับทั้งคู่" ฯลฯ

แกก็บอกว่า มันทำได้ยังไงเหรอ กับการเห็นด้วยกับทั้งสองความคิดที่เป็นคนละขั้วกัน

นั่นสิครับ...ทำยังไงเหรอฮะ กับการ เห็นด้วยทั้งคู่เนี่ย

---------------------------------------------------

การเห็นด้วยทั้งคู่ไม่ใช่แนวคิดของคนไทยค่ะแต่เป็นแนวคิดของคนอังกฤษ ถ้าคุณเคยสอบไอเอลซึ่งเป็นมาตราฐานในการเรียนต่อ คุณก็คงจะทราบว่าแนวคิดนี้ไม่ได้มาจากคนไทยค่ะ เค้าสอนให้ดูทั้งสองด้าน เป็นการเพิ่มคะแนนwriting partค่ะ

ไม่ทราบว่าอาจารย์ฝรั่งคุณมาจากประเทศไหนคะ
หรือ มีใบรับรองทางการศึกษาหรือเปล่าคะ

ทำอย่างไรหรือคะ แนะนำอาจารย์คุณให้ไปถามอาจารย์คนอังกฤษค่ะ

ส่วนการสอบโทเฟล ให้เลือกเห็นด้วยแค่ด้านเดียวค่ะ ซึ่งเป็นความคิดของอาจารย์ฝั่งอเมริกา

ธรรมดาแล้วสองประเทศนี้ชอบเป็นคู่อริกัน
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรับเอาแนวคิดจากประเทศไหน


จากคุณ : umiko-jung (Umiko-jung) - [ 1 เม.ย. 50 01:14:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 61

ทุ่งปศุสัตว์เราเป็นกระต่ายน่ารัก  วิ่งไปมา ลัล ลัล ล้า อย่างน้อยกระต่ายแม้จะทำประโยชน์อะไรไม่ได้แต่เวลาคนเห็น  คนมาลูบ  มาเล่นด้วย  ก็ยังทำให้คนและสัตว์อื่นในปศุสัตว์บันเทิงเริงใจยิ้มแย้มได้

แต่สัตว์บางตัวนี่เอาไว้ทำอีหยังดีประโยชน์ไม่มีเนี่ย

 
 


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 1 เม.ย. 50 01:23:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 62

กระรอกก็เป็นสัตว์ที่น่ารักนะคะ

มีแต่คนรักและไม่มีพิษไม่มีภัยด้วย

 
 


จากคุณ : Umiko-jung - [ 1 เม.ย. 50 06:30:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 63

ขออนุญาตเพิ่มเติมว่า

อาจารย์ฝรั่งที่อังกฤษก็สอนเหมือนกันค่ะ
ว่าไม่ต้องเชื่ออาจารย์ทั้งหมด ไม่ต้องเป็นนกที่คอยรับสารอาหารอย่างเดียว โต้แย้งได้ถ้าคิดว่าตัวเองถูกเพราะคำตอบไม่ได้มีคำตอบเดียว

ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมด โลกจะไม่มีการพัฒนาและไม่มีวิวัฒนาการนะคะ


จากคุณ : Umiko-jung - [ 1 เม.ย. 50 06:40:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 64

อย่าเอาเด็ก ม. 5 ไปเทียบ กับคนจบปริญญาตรี ได้ไหม????

พื้นฐานความต้องการก็ต่างกันแล้ว

คนจบปริญญา อยุ่ ณ จุดนั้น เขาต้องการทำงานหาเลี้ยงชีพแล้วนะครับ ไม่แปลกอะไรที่เขาต้องเรียกร้องเงินเดือน แต่กรณีที่คุณพูดมามันแย่ตรงที่ว่า ดันคิดแต่จะหาเงินเดือนหมื่นห้า โดยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าตัวเองทำอะไร

ส่วนเด็ก ม.5 ที่มาบอกว่าของานทำดู โดยไม่ขอเงินเดือนเลย มันก็สมควรอยู่แล้ว เพราะปกติก็ไม่มีที่ไหนเขาจะรับด้วยซ้ำ เพราะรับเข้ามาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไร


*ให้เดือน 12000 ไม่ทำครับ เค้าบอกว่าตำแหน่งไม่เหมาะสม ผมถามเค้ากลับว่า เสมียนทำหน้าที่อะไรบ้างคุณรู้แล้วหรือครับ เค้าตอบไม่รู้ครับแต่พ่อผมบอกว่าให้มาทำงานเป็นผู้ช่วยน้อง *

คุณlb'sN อ่านข้อความตรงดอกจันทร์ช้าๆแล้วคิดตามอีกครั้งนะครับ ที่จริงแล้วผมไม่ได้ต้องการรับเสมียนนะครับ แต่เท่าที่คุยด้วยคงให้เค้าลองทำงานเสมียนได้เท่านั้นครับ แล้วค่อยดูกันอีก แต่เค้าไม่ทำ ส่นเด็กม.5 เป็นผู้ช่วยผมด้านออกแบบ(ให้หนังสือ Solid Work. VB 6.0 ไปอ่าน) แล้วอีกเรื่องครับตอนนี้คุณกำลังดูถูก หัวหน้าพนักงานออกแบบโครงสร้างของผมอยู่ครับ ม.5 ที่คุณพูดถึงนะครับ ตอนนี้น้องเค้าเรียน ปี.2 วิศว อุตสาหการครับ เพราะก่อนหน้านี้เค้าจบม.6แล้วมาทำงานแบบจริงจังกับผมมา 1 ปี ชีวิตคือเส้นทางที่ตัวเองเลือกเดินครับ อย่าคิดว่าทุกคนเลือกทางผิดยกเว้นตัวเองครับ


จากคุณ : ม6 - [ 1 เม.ย. 50 09:06:11 A:124.120.132.33 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 65

กระทู้ร้อนแรงมาก เราขอแชร์ประสบการณ์ของเราแล้วกัน เราเองพอจบ ม.3 ก็เลือกเรียนโรงเรียนเทคนิคทางด้านสายบัญชี ที่เป็นที่ดูถูกดูแคลนของสังคมชาวนักเรียนม.ปลาย เพื่อนทุกคนมองเราแปลก ๆ ว่าไปเลือกเรียนทำไมมันคนละเกรดกัน (อันนี้มาจากประสบการณ์เรานะค่ะ) เราก็เชื่อมั่นว่าเราเอาทางนี้แหละ เพราะว่าเราเองเป็นผู้หญิง แล้วถ้าจะเรียนรู้ทางธุรกิจเนี่ย รู้บัญชีมันก็ช่วยได้อย่างนึง ระหว่างนั้นเรานี่อยู่ท่างกลางเสียงคัดค้านทั้งพ่อแม่แล้วก็เพื่อน แต่ก็ยืนยันความคิดเห็นตัวเองจนเรียนจบ ปวช.  

พอจบแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะทำไรดี เลยหยุดเรียนปีนึงไปอยู่อินเดีย ไปค้นหาตัวเองอยากไปดูโลกกว้าง แต่ไม่มีตังส์คิดว่าอินเดียนี่ง่ายดี ใช้เงินไม่เยอะ ได้ภาษาอังกฤษ กลับมาเรียนต่อปริญญาบริหารธุรกิจ เรารู้สึกได้เลยว่าเราเองโตกว่าเพื่อน ๆ ความคิดแปลกกว่ามองอะไรได้หลายด้านมากกว่า ไม่ได้เรียนให้ผ่านไปวัน ๆ แต่เราพยายามตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด เพื่อนหลาย ๆ คนก็ชอบพูดว่าเรียนไปก็ไม่ได้ใช้อะไร เอาแค่ใบปริญญา คนรวยเค้าก็จบ ป. หก กันทั้งนั้น เราฟังแล้วก็อืม....ความคิดแบบนี้อันตรายนะ...แค่คุณคิดว่าคุณจบ ม.หก แล้วจะประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ได้คิดว่าคนที่จบ ม.หกแล้วประสบความสำเร็จได้อะมันต้องผ่านอะไรมาบ้าง หลายคนมองเห็นแต่ผลสำเร็จกับจุดเริ่มต้นของเค้าแต่ไม่ได้มองสิ่งตรงกลางที่เค้าต้องผ่านมา

เราเองสนับสนุนความคิดที่ว่าเรียนจบ ม.หกแล้วน่าจะหยุดก่อนมาทำงานทบทวนตัวเองดู แต่ว่าต้องทำงานจริง ๆ นะคะ หรือว่าทำอะไรที่มีความหมายไม่ใช่หายใจทิ้งผ่านไป ปีๆ

ตอนนี้เราจบ ป.ตรีแล้วก็ออกมาทำงานก่อน เพื่อนร่วมชั้นเกือบทั้งหมดเรียนต่อ เราเองตอนนี้ทำงานในตำแหน่งที่ตอนแรกเค้าคิดว่าจะเอา ป.โท

แค่อยากจะบอกว่า บางครั้งวุฒิการศึกษาไม่เป็นแม้กระทั่งใบเบิกทางเพราะว่าสมัยนี้ใคร ๆ ก็มีกัน แต่ว่าสิ่งที่มีค่าคือ ความรู้ + ประสบการณ์ ที่เป็นใบเบิกทางจริง ๆ

แก้ไขเมื่อ 01 เม.ย. 50 09:39:03

แก้ไขเมื่อ 01 เม.ย. 50 09:37:03

จากคุณ : Glico_alfie - [ 1 เม.ย. 50 09:35:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 66

เฮ้ย... อ่านมานาน อยากให้เปิดใจรับฟังแล้วพิจารณาด้วยผลด้วยเหตุ หรือลองคิดในมุมมองอื่น ๆ ดูบ้าง น่าจะดีกว่าครับ ใครเป็นอย่างไรคิดว่าทุกท่านคงมีคำตอบในใจ

แต่ละคนจะตอบได้โดนใจไปหมดทุกคนคงยากครับ แต่มันก็ไม่ผิดที่เราจะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเคารพในความคิดของผู้อื่น และต้องขอบคุณเสียด้วยซ้ำที่เค้าอุตสาห์มีเมตตาแบ่งปันความคิดกัน อันไหนเป็นอย่างไรก็เปิดใจเอามาพิจารณา คนเราทุกคนมีแนวทางเป็นของตนเอง จึงไม่ผิดที่ของอย่างเดียวกันจะมองออกไปต่างกัน แต่ทำไมเราไม่เอาหลาย ๆ ความคิดมาร่วมกันวิเคราะห์ละครับ เผื่อว่าจะได้แง่คิดอะไรดี ๆ ใหม่ ๆ เป็นประโยชน์แก่โลกบ้างก็ได้ เหมือนคนตาบอดที่อาจจะได้รู้จักช้าง ถ้าพวกเขาไม่มาเถียงในสิ่งที่เขาต่างคนต่างคลำเจอ

ชื่นชม และขอขอบคุณ จขกท. ด้วยครับที่ทำให้ผมได้เห็นอีกแนวทางหนึ่งของความสำเร็จจากการหลุดพ้นวงจรชีวิตอุบาต ๆ แบบทุกวันนี้ สิ่งใดที่ผ่านการคิดด้วยเหตุด้วยผลเป็นอย่างดีมีสติแล้ว แล้วคุณคิดว่าดี ก็จงทำต่อไปเถิดครับ อย่าหวั่นไหวใดๆ กับสิ่งต่าง ๆ

"ก้านบัวบอกตื้นลึกชลธาร   กิริยาส่อสันดานชาติเชื้อ"


จากคุณ : แสงตะวันแห่งวันใหม่ - [ 1 เม.ย. 50 10:16:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 67

ผมว่าทุกๆอย่าง มันก็มี 2 ด้าน แหละครับ
ไม่จำเป็นต้องเลือก อยู่แต่มองจุดดีในแต่ละด้านแล้วเอามาใช้ให้ได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สุดโต่งไปด้านนึงจริงๆหรอกครับ

ผมว่าการรับคนนั้นมันขึ้นอยุ่กับวิสัยทัศน์และการมองคนของคุณ >> ไม่มีจะเป็นคนจบปริญญา หรือ ม.6 มันก็มีทั้งคนที่ไฝ่รู้ กับ ไฝ่ต่ำ ด้วยกันทั้งนั้นหนิครับ ไม่ใช่คนจบปริญญาเป็นพวกไฝ่รู้ทั้งหมด มันแล้วแต่คน

ไม่งั้นตามบริษัทจะมีแผนก recruit ทำไม เฉพาะ ก็เลือกเฉพาะคนที่จบสูงๆ ก็พอ เอาแต่โท แต่เอก ...พวกตรีก็ไม่ต้องได้งานเลยสิครับ

การที่คุณ จขกท รับ เด็กม.5 คนนั้น ผมคิดว่าก็เป็นเพราะคุณเห็นอะไรในตัวเค้ามากกว่าที่เค้าแค่ขอทำอะไรก็ได้

ระบบการศึกษาเป็นแค่หนึ่งในระบบที่ช่วยสอนให้คนคิดเป็น (เลขพวก Log หรือ ระบบการจัดวาง: Commutation เรียนไปเพื่อให้คุณมีตรรกยะ คิดเป็น ไม่ใช้ให้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันหรอก หรือ มีคนใช้ช่วยบอกผมที) แต่ก็ยังมีอะไรอีกมากมายที่สอนให้คุณคิดได้เช่นกัน

แค่นี้ก่อนละกันครับ
ขอบคุณครับ


จากคุณ : ronzung - [ 1 เม.ย. 50 10:29:47 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 68

ขอแสดงความเห็นให้ตรงประเด็นของกระทู้บ้าง

ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เวลาเรียนไม่เคยสนใจเรียนเลย มั่วๆจนจบ ป.ตรีมาได้ ตอนเรียนก็ยังคิดอยู่ว่าเรียนไปทำไม เวลาทำงานจริงมันจะได้ใช้อะไรพวกนี้ซักเท่าไหร่ เจ้าของธุรกิจที่จบป.4 มีตั้งเยอะแยะ

ถึงตอนนี้ คำตอบของคำถามที่คิดมาตลอดชีวิตการเรียน ก็ปรากฎชัดออกมาตอนทำงานนี่เอง

การเรียนในระบบ ระดับมหาวิทยาลัย ทำให้คุณได้ความรู้เจาะลึกในสาขาวิชา ทำให้คุณมีเพื่อนในสาขาวิชาเดียวกัน และเพื่อนที่จะช่วยเหลือกันในด้านต่างๆของชีวิต และอื่นๆอีกมากที่คุณจะได้เรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน

การเรียนในมหาลัยชีวิต คุณจะได้รับการฝึกฝนจิตใจ คุณจะได้พบผู้คนมากมายที่ไม่ได้จริงใจใสแจ๋วเหมือนตอนเรียน คุณจะได้พบภาคปฏิบัติ...ที่ทฤษฎีไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด

มุมมองของทั้งสองด้าน ไม่ว่าคุณผ่านด้านใดด้านหนึ่งมา มันก็ทำให้ชีวิตของเราดำเนินต่อไปได้ แต่จะเป็นแนวทางไหนเท่านั้นเอง


จากคุณ : Jiang wei - [ 1 เม.ย. 50 10:43:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 69

สำหรับผม

ใบปริญญาคือใบเบิกทางในการเข้าทำงาน

แหล่งข้อมูลคือ หนังสือพิมพ์

สถานที่ฝึกภาคปฎิบัติ คือ สนามการค้า

สถานที่ฝึกความรู้ภาคทฤษฎี คือ SE-ED

ถึง คุณ ม.6 ถ้าคุณใช้ Solid work เป็นหลัก งานคุณก็น่าจะใกล้เคียงกับผมครับ นับถือๆ

แก้ไขเมื่อ 01 เม.ย. 50 10:49:58

จากคุณ : Jiang wei - [ 1 เม.ย. 50 10:47:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 70

แต่ปริญญามันก็สำคัญสำหรับการทำงานบางอย่างจริงๆนะคะ...

ปัญหาอยู่ที่ว่า การศึกษาระดับมัธยม ไม่ได้ช่วยให้เด็กไทยมีความคิดและวุฒิภาวะมากพอที่จะตัดสินใจเดินทางต่อให้ถูกและเหมาะสมกับตัวเองมากกว่า...

เพราะฉะนั้นเด็กหลายๆคนจึงเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยโดยไร้จุดมุ่งหมาย เช่นเราเป็นต้น ฮา....

กว่าจะรู้จักตัวเองก็ต้องตอนฝึกงาน เพราะไม่เคยได้สัมผัสกับระบบการทำงานจริงๆ ...


จากคุณ : ลูกเป็ดขี้เกียจ - [ 1 เม.ย. 50 14:37:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 71

จะเป็นประโยชน์ต่อคนอ่านมากกว่านี้
หากเจ้าของกระทู้เล่าซักนิดว่าธุรกิจที่ทำอยู่คืออะไร ค้าขายอะไร

แล้วทำไมถึงบอกว่า "มันยากที่สุดตอนหาหุ้นส่วนให้ได้ 7 คน" ล่ะครับ
สุดท้ายคือใครล่ะครับ 7 คนนั่นน่ะ


จากคุณ : academician - [ 1 เม.ย. 50 16:00:29 A:130.18.158.131 X: TicketID:075095 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 72

สนุกดีจังกะทู้นี้ 555  

  ผมว่าผู้ประกอบการเขาไม่คิดไรมากหรอก คิดแต่เป้าหมายและทางที่จะเดินไป จะทำไงให้มันถึงเป้าหมาย ความรู้เหมือนมหาสมุทร ไม่มีใครรู้หมดทุกอย่าง อันไหนไม่รู้ก็หาความรู้ ถ้าหาไม่ไหว ก็หาคนที่รู้มาช่วย แค่นั้นเองมั้ง 555


จากคุณ : เถ้าแก่น้อย - [ 1 เม.ย. 50 17:49:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 73

ปัจจุบันการศึกษาสูงอาจจะเป็นใบเบิกทางให้เราประสบความสำเร็จเร็วได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปนะคะ ให้กำลังใจคนสู้ชีวิตทุกคนค่ะ

จากคุณ : เหงาไม่เข้าใจ - [ 1 เม.ย. 50 18:37:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 74

ประเด็นสำคัญของกระทู้นี้ไม่ใช่ห้ามเรียนต่อนะครับ ผมสนับสนุนการเรียนเต็มที่ แต่มันอยู่กับว่าเรารู้ตัวเองมั้ยแค่นั้นเองครับ ขอย้ำนะครับกระทู้นี้ไม่ใช่บอกว่าอย่าเรียนต่อ
เพราะตอนนี้ผมก็เรียนอยู่

ผมอยากจะลงชื่อบริษัท และ Website แต่กลัวเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมันอาจมีทั้งดีและเสียหายครับ ถ้าใครอยากรู้จริงๆ ทิ้ง mail ไว้ครับ

ยินดีรับฟังคนละแง่คิดด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ ขอบคุณที่มาแชร์ความคิดและสิ่งที่ดีๆครับ


จากคุณ : ม.6 - [ 1 เม.ย. 50 19:31:24 A:124.120.137.93 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 75

jiroj98@yahoo.com

อยากรู้ด้วยคน ส่งมานะ


จากคุณ : ต้นเฉยๆ - [ 1 เม.ย. 50 21:41:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 76

แปลก ???  ปกติเห็นแต่คนจบ ม.6 อิจฉาคนได้จบจากเมืองนอกเมืองนา

กระทู้นี้มีคนจบเมืองนอก บ้านรวย มีธุรกิจมีโรงงานคนงานหลายคน มาอิจฉาคนจบแค่ ม.6 เว้ย แปลก ๆ ๆ ๆ


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 1 เม.ย. 50 21:53:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 77

คุณ ม.6  ช่วยติดต่อมาด้วยนะครับ   อยากทราบรายละเอียดครับ

jjr888@hotmail.com

ขอบคุณมากครับ


จากคุณ : อริยทรัพยไพศาล - [ 1 เม.ย. 50 22:41:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 78

. .

จากคุณ : SEA - [ 1 เม.ย. 50 23:10:02 A:124.120.81.60 X: TicketID:107202 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 79

>จะจบอะไร จะไม่จบอะไร หาเงินพึ่งตัวเองได้ไม่ต้องเดือดร้อนใครก็พอแล้ว
ไม่ได้ว่า แค่อยากรู้ คุณ lb'sN หาเงินได้เดือนละเท่าไหร่หรือครับ?
มิสเตอร์บีน จบด๊อกเตอร์ มาแสดงตลกไม่มีสาระอะไรแต่ขายได้มีเงินใช้
หม่ำจ๊กม๊ก ไม่รู้จบปริญญาหรือเปล่า แก้ผ้าวิ่งกลางอนุสาวรีย์ หนังทำเงินได้หลายร้อยล้าน
คุณทำได้เท่าเขาหรือไม่?

>สิ่งที่มนุษย์เราพยายามเรียนรู้กันมา ก็เพื่อจะเอามาทำงาน และหาเงินๆๆๆ เท่านั้นไม่ใช่หรือครับ
คุณจะเป็นนักวิจัย ด๊อกเตอร์จากสวรรค์ชั้นฟ้า สุดท้ายก็ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อข้าวกินทั้งนั้น
เพราะคุณไม่ได้เดินขอข้าวใครกินอย่างพระภิกษุ
คุณยังเป็นคนธรรมดา ตัดเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง และที่สำคัญ "กิเลส" ไม่ได้
คุณ lb'sN ถึงได้รู้สึก "จี๊ดๆ" เมื่อมีอะไรไม่ถูกใจคุณ มากระทบจิตใจคุณเข้า

>ความรู้วิชาการเราเรียนกันได้ แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ บางทีทั้งชีวิตคุณก็เรียนรู้ไม่ได้
เพราะคำว่า "อัตตา หรือ EGO" ก้อนเบ่อเริ่มมันบังตาอยู่

>โจโฉ จิวยี่ อาจจะสอนคุณให้รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง (หรือจะเอาเปรียบคนร้อยครั้งกันแน่)
รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แล้วคนที่ตายไปเพราะ "กิเลส" ของคนเพียงไม่กี่คนหล่ะครับ?
เขาไม่ได้สอน "ความสุขสงบ" อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเลย

>คุณอาจจะหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะหาความสุขสงบได้
"ตัวเองก็ยืนบนส้นเท้าของตัวเองทั้งนั้น" แต่ไม่ได้หมายความว่า
จิตใจหรือความคิดของคุณจะอยู่กับตัวคุณด้วย "ตราบใดที่มันยังออกไปรังแกใครอยู่"
ตัวคุณเองก็หลง หาไม่เจอ และกู่ไม่กลับเสียแล้ว....

หลงอย่างไร ???

"คนชั้นแรงงานดีแต่น้อย ไร้ความรับผิดชอบ แยกแยะเรื่องงานเรื่องส่วนตัวไม่ออก
มีโลกทัศน์ตื้นเขิน มองอะไรระยะยาวไม่เป็น นี่คือลักษณะของคนใช้แรงงานครับ"

> คุณกำลังหลงว่า คุณเหนือกว่าเขา ด้วยการเหยียบเพื่อนมนุษย์ให้ต่ำลง ทั้งๆที่ก้อนกิเลสของคุณ
กับพวกเขาไม่ได้แตกต่างกันเลย คุณมีความ"อยาก"อย่างไร พวกเขาก็มีความ"อยาก"อย่างนั้น
คุณโกรธเป็น พวกเขาก็โกรธเป็น คุณหิวเป็น พวกเขาก็หิวเป็น
แล้วคุณจะยกตัวเองให้สูงขึ้น โดยการเหยียบพวกเขาลงเพื่ออะไร???
โจโฉ จิวยี่ สอนคุณมาอย่างนี้หรือ???

"พูดง่ายๆ ว่าจบม. 3 พูดภาษาอังกฤษได้ แต่พูดได้อย่างแม่ค้าตลาดที่สีลมเท่านัี่้้นแหละ
ถ้าคนพวกนี้เปิดใจยอมรับการศึุกษาในระบบมากกว่านี้ ก็คงจะพัฒนาทักษะด้านภาษาได้อีกโข
เวลาได้ฟัง พวกที่บอกว่า ตัวเอง จบ ม.3 แต่พูดภาษาอังกฤษได้ เห็นมาหลายๆคนครับที่เราฟังไปขำไป"

> ขำอะไรหรือครับ??? ขำที่เขาพูด แต่ไม่ถูกหลักไวยากรณ์ ไม่ได้สำเนียงหรือครับ
แต่ถ้าแม่ค้าสีลมเขาพูด แล้วขายฝรั่งได้เงิน ยังไม่พอหรือครับ?
ได้ตามความประสงค์ของการที่เขาพยายามจะพูดแล้วไม่ใช่หรือครับ?
เขาอาจจะอยากเรียนในระบบใจจะขาด แต่สภาพแวดล้อมมันบังคับให้เป็นอย่างนั้น
เขาจึงต้องพยายามพูดให้ได้ แม้จะไม่ถูกอย่างที่คุณต้องการ (ตามระบบการศึกษา)
แต่ถ้าเขาขายได้ เขาดีใจ วันนี้มีเงินซื้อข้าวกินแล้ว ยังจะเอาอะไรกับเขาอีกหรือครับ???
อ้อ อย่างน้อยเขาก็สร้างความสุขให้คุณ "ขำ" ได้ไงครับ

"อย่าเอาเด็ก ม. 5 ไปเทียบ กับคนจบปริญญาตรี ได้ไหม????
พื้นฐานความต้องการก็ต่างกันแล้ว"

> ไม่ต่างครับ เด็ก ม.5 กับคนจบปริญญาตรี ต้องการเหมือนกันคือ "เงิน" ไม่ใช่หรือครับ?
เด็ก ม. 5 ไม่ต้องหาเลี้ยงชีพ หาเงินซื้อข้าวกินหรือครับ? (สภาพแวดล้อมแต่ละคนไม่เหมือนกันนะครับ)
เด็ก ม.5 "คนนั้น" อาจจะขอฝึกงานไม่เอาเงิน แต่สุดท้ายเมื่อเขาทำงานเป็น ก็ต้องการ "เงิน" อยู่ดี
เพราะว่าเขาไม่ได้ทำการกุศลอยู่นะครับ ต้องหาเลี้ยงปากท้องกันทุกคน
คนจบปริญญาตรีมี "อัตตา" สูงหน่อยเพราะคิดว่า มีกระดาษใบนั้นเบิกทางแล้วจึงต่อรองเพื่อให้ได้เงินมากหน่อย
ส่วนเด็กจบม. 5 มี "อัตตา" น้อยหน่อย เพราะคิดว่าตัวเองขอให้ได้งาน ได้ฝึกงาน (และจะได้เงิน) ก็พอแล้ว
แต่ "อัตตา" น้อยกว่า น่าจะได้เปรียบมากกว่า "เพราะจะทำให้สามารถเปิดใจรับอะไรๆได้มากกว่า"
เหมือนน้ำที่เต็มแก้วแล้ว กับน้ำที่เหลือครึ่งแก้ว ใส่น้ำลงในแก้วที่เต็ม ยังไงก็ล้นออกครับคุณ lb'sN
คุณ ม.6 เจ้าของกระทู้ก็มีความต้องการไม่ต่างกันครับ เพราะไม่อย่างนั้น ก็ไม่เรียกว่าเขาทำธุรกิจ แต่ทำการกุศลครับ

"แต่หลายๆคน อาจจะไม่สามารถรับรู้ เพราะไอคิวไม่สูลพอ
มีปัญหาทางสมอง หรือไม่ก็ประสบการณืทำงานจริงไม่มากพอครับ"

>แล้วคุณ"สูล"แค่ไหนหรอครับ เมื่อเหยียบพวกเขาเหล่านั้นลงไปแล้ว??? EGO สูงแล้วยังใจร้ายจัง

"อ่านแล้วจี๊ดๆ ถึงได้ไปตอบบางทียังคิดอยู่เลย ตกลงห้องนี้ มันห้องสีลม หรือ บ้านทุ่งปศุสัตว์กันแน่"

> ทุ่งปศุสัตว์ ห้องสีลม หรือจะท้องพระโรงอะไร มันก็สมมุติขึ้นมาทั้งนั้นแหละครับ
เมื่อเอาความสมมุติออก ก็คือสิ่งเดียวกันครับคือความว่างเปล่า จับต้องไม่ได้
แต่คนที่ไปยึดติดกับความสมมุตินั้นต่างหากหล่ะครับที่น่าสงสาร เพราะต้องเป็นทุกข์กับมันไม่รู้จักจบสิ้น

"กระทู้ร้อนแรงมาก เราขอแชร์ประสบการณ์ของเราแล้วกัน..."

> ผมว่ากระทู้ไม่ได้ร้อนแรงหรอกครับคุณ Glico_alfie ใจคุณและใจคนต่างหากหล่ะครับที่ร้อน
ผมว่าตอนนี้คุณ lb'sN อาจจะควันขึ้นแล้วก็ได้.... ^_^

สำหรับคนที่มองโลกด้วยธรรมะ หรือ ตรรกะ แล้วรู้สึก"สมเพศ" มากกว่า
(คำนี้ผมไม่แน่ใจว่าถูกหลักภาษารึป่าวนะครับ
ขี้เกียจเปิดพจนานุกรมแต่ขออนุญาตใช้เพื่อสื่อความหมาย
และหาคำที่ตรงกว่าคำนี้ไม่ได้แล้วนะครับคุณ lb'sN
เอ่อ... อนุญาตให้ขำได้ครับ)

"สมเพศ" ใน "อัตตา หรือ EGO" ที่ของคนบางคนก้อนใหญ่เหลือเกิน
จนทำให้บางที ลืมนึกไปว่าเพื่อนร่วมโลกของคุณก็มีอัตตาก้อนโตเหมือนกัน
เมื่ออัตตาที่ปล่อยวางไม่ได้ เจอกับอัตตาที่ปล่อยวางไม่ได้ มันก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ครับ
ไม่เกิดสันติ มนุษย์เราถึงได้ทำสงครามไม่จบไม่สิ้นซักที
ขอให้สันติจงอยู่ในจิตใจของคนที่อ่านกระทู้นี้ทุกท่านครับ ซ้าทุ....

(อัตตา, อัตตะ = ตัวกู ของกู)

อ้อ เกือบลืม ขอยินดีกับ จขกท ด้วยครับ ที่พึ่งตนเองได้แล้วยังเป็นที่พึ่งของลูกน้องหลายๆคนได้อีก
อย่าลืมคิดถึงใจเขา ใจเราให้มากๆ (เขาก็อยากได้เหมือนกับที่คุณอยากได้นั่นแหละ)
แล้วลูกน้องก็จะรักตายเลยครับ


จากคุณ : ผู้ตื่น - [ 2 เม.ย. 50 01:50:50 A:125.25.192.187 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 80

กระทู้นี้ท่าทางจะอีกยาว

จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 2 เม.ย. 50 06:37:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 81

ยาวไม่ว่าอย่า "รก"

จากคุณ : Ace striker - [ 2 เม.ย. 50 07:02:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 82

กระทู้ของคุณมีประโยชน์ในแง่เป็นกำลังใจเท่านั้นนะคะ แต่ไม่เป็นเยี่ยงอย่างตรงที่ว่า "เรียนน้อยก็ได้ดีเหมือนกัน" เราคิดว่า มันอันตรายพอสมควร เพราะทำให้คนบางคนขี้เกียจเรียนอยู่แล้ว ก็หยุดเรียนไปเลย อ้าง ไปหาตัวเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเรียนต่อได้ ก็เรียนไปเถอะค่ะ
เราคิดว่า ยิ่งเรียนสูง หนังสือยิ่งอ่านยากนะ ได้ฝึกสมองด้วยว่า ทำยังไง ให้ดีขึ้น ถือเป็นการจัดระบบสมองคนด้วย (อันนี้แล้วแต่คน)
เราคิดว่า การเรียนหนังสือน่ะ มันยากกว่า การทำงานนะ
เจ้าของบริษัทเรานะ ตอนแรกเค้าก็เรียนไม่สูง จบน้อยพอสมควร นี่ขนาดเค้าฐานะดี ไม่ลำบาก แต่เค้าก็ยังพยายามเรียน หมั่นหาความรู้ จนจบโทเลย คนแบบนี้ เรานับถือมากกว่า
ไม่ใช่ว่า เรียนน้อย ก็อวดอ้างว่า เงินเดือนเป็นแสน ยังกับคนมีปมด้อยงั้นแหละ

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 50 09:45:57

 
 


จากคุณ : ลิเซิ่ล - [ 2 เม.ย. 50 09:42:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 83

เอาแบบคนที่ร่อนทองสิครับ เวลาเราร่อนทองเราต้องการทองหรือหิน,ดิน,ทราย เหมือนกับการรับรู้ข้อมูลมันก็ต้องกรองเอาสิ่งที่เราจะนำไปใช้ได้ ให้เหมาะกับเราไม่มีอะไร 100% สิ่งสำคัญของคนคือการมองคนอื่นยังไงก็เป็นกระจกเงามาถึงเราเองเหมือนกัน เพราะการกดคนอื่นไม่ได้ทำให้เราดูสูงขึ้น การการทำให้คนอื่นเห็นคุณค่าของตัวเองเราจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขานะครับ...

จากคุณ : EDM - [ 2 เม.ย. 50 11:32:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 84

สมมตินะ ว่า

มีคนจบ ป.4 เป็นเจ้าของกิจการ
ใหญ่โตมาก มาแนะนำว่า ให้เรียนจบแค่ ป.4
แล้วค้นหาตัวเองก่อนเรียนต่อไป

จบม.6 มันก็แค่ความคิดอีกด้าน

ทำงานตั้งแต่ สิบขวบ
จะค้นพบ ตัวเองได้ดีกว่า เรียนต่อเยอะเลย

คุณ ม.6 คิดว่าไงครับ

แต่ในความเป็นจริง ผมเห็นเขา
ส่งลูกเรียนจนจบตรี แล้วให้ไปต่อโท เมืองนอก
นะครับ

เพราะ การเรียนรู้ สำคัญ ทั้งพื้นฐานและการต่อยอด

อย่าเพิ่งนะครับ
อย่าเพิ่งคิดว่า คุณค้นพบตัวเองแล้ว
อย่าเพิ่งคิดว่า คุณประสบความสำเร็จแล้ว
อย่าเพิ่งคิดว่า คุณไม่มีวัน ไปเริ่มต้นที่ศูนย์ได้อีก
เพราะ มีหลายๆคน เรียนน้อยกว่าคุณ เท่ากับคุณ สูงกว่าคุณ

ประสบความสำเร็จ มากกว่าคุณ บางคน
ไม่ใช่กลับไปเริ่มต้นที่ ศูนย์ แต่กลับไปติดลบเลย

บางคน ก็กลับมาได้ใหม่
บางคน ก็ฆ่าตัวตาย จากไปเลย

คุณเคยทำธุรกิจ ผ่านวิกฤติแบบ ปี 40 หรือเปล่า
ถ้าเคยและผ่านมาแล้ว ก็ขอนับถือ

แต่ถ้ายัง ไม่ควรประมาทครับ


จากคุณ : ด้วยรักและผ่านมาก่อน - [ 2 เม.ย. 50 11:45:40 A:58.9.60.53 X: TicketID:127369 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 85

จิตใจคนเราเป็นทุกข์เพราะเกิดจากการเปรียบเทียบ การยึดมั่นถือมั่น การอิจฉาริษยา

ถ้าคนเรารู้จักตัวเอง รู้จักศักยภาพตัวเอง รู้ว่าตัวเองดีตรงไหน ไม่ดีตรงไหน แล้วทำให้ดีที่สุดก็จะพอใจในตัวเอง โดยจะไม่รู้สึกโกรธ เกลียด อิจฉาใครเลย

เช่น เป็นครูจบด้อกเตอร์ ก็รู้สึกพอใจที่ได้ทำวิจัยได้สอน
มีเงินเดือนห้าหมื่นก็มีความสุข ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องว่าใ:-)กว่าเราจนกว่าเรา สบายใจ

เป็นพ่อค้าอยากค้าขาย ชอบพบปะคนโน้นคนนี้ ชอบมีเงินเยอะ ได้ผลิตโน่นนี่ ไปดูสินค้าต่างประเทศ บริหารงาน ก็จะมีความสุข โดยไม่ต้องคิดว่าต้องจบด้อกเตอร์หรืออะไร พอใครพูดเรื่องเรียนสูงก็เฉย ๆ

เรื่องนี้เจ้าของกระทู้เขากำลังบอกว่า

คนเราน่ะ มีดี และต้องรู้ว่าเรามีดีอะไร ชอบอะไร การศึกษาไม่ใช่ปัจจัยเดียวแห่งความสำเร็จของคน แต่มันมาจากทัศนคติ ความพยายาม การเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นส่วนมาก แต่การศึกษาก็ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญเลย


จากคุณ : ฦฦฦ - [ 2 เม.ย. 50 13:02:18 A:203.122.76.7 X: TicketID:115899 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 86

อืม ......

ผมว่าสิ่งที่คนปัจจุบันขาดส่วนมากคือ ความอดทน ที่จะทำสิ่งที่ตัวเองคิดให้สำเร็จ

ประเด็นเรื่องเรียนมันเรื่องเล็ก ... คนจบ ป.6 เป็น กรรมการ บ. พันล้านก็มี คนจบ ดร. ก็เป็นกรรมการ บ. นั้นเหมือนกัน

แต่กว่าจะมาเป็นกรรมการ บ. ... คงไม่ได้ดูว่าคุณจบอะไรมา แต่มันผ่านอะไรๆมามากกว่าจะบรรยายนัก

แต่พอมาเป็นกรรมการ คนที่มาดูประวัติ เอ๊ะ จบอะไรมา ไหมดูสิ ... โอ๊ะ อยากเป็นมั่งจัง ไปเรียนเหมือนเขาดีกว่า

กลายเป็นพวก เดินตามกันไป เดินไปตกเหวก็ไป
........
.....
...


จากคุณ : KENG76 - [ 2 เม.ย. 50 13:06:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 87

ทำงานตั้งแต่ สิบขวบ
จะค้นพบ ตัวเองได้ดีกว่า เรียนต่อเยอะเลย

คุณ ม.6 คิดว่าไงครับ
ผมยังเสียดายตราบจนทุกวันนี้ ว่าทำไมผมไม่เริ่มเปิดบริษัทตั้งแต่ 10 ขวบ


ส่งลูกเรียนจนจบตรี แล้วให้ไปต่อโท เมืองนอก
นะครับ

เพราะ การเรียนรู้ สำคัญ ทั้งพื้นฐานและการต่อยอด

น่าจะเรียกว่าการศึกษาครับ

ส่วนที่ได้จากการทำงานน่าจะเรียกว่าการเรียนรู้นะครับ



อย่าเพิ่งนะครับ
อย่าเพิ่งคิดว่า คุณค้นพบตัวเองแล้ว
อย่าเพิ่งคิดว่า คุณประสบความสำเร็จแล้ว
อย่าเพิ่งคิดว่า คุณไม่มีวัน ไปเริ่มต้นที่ศูนย์ได้อีก
เพราะ มีหลายๆคน เรียนน้อยกว่าคุณ เท่ากับคุณ สูงกว่าคุณ

เวลาเราเดินอยู่ที่มืดเราพยายามหาแสงสว่างเดินชนสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นมากมายนัก เมื่อพบแสงสว่างแล้ว เมื่อตาเราสามารถมองเห็นแล้ว ให้ซื้อไฟฉายแล้วก็ถ่านไว้ให้มากๆ เผื่อวันนึงมันกลับมืดลง เจ้าจะได้ไม่ต้องเดินคลำทาง ใช้ไฟฉายส่องมันไปหาแสวงสว่างอีกครั้ง


จากคุณ : ม.6 - [ 2 เม.ย. 50 13:25:02 A:124.120.138.175 X: TicketID:024959 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 88

เฮ้อ... คนเขาอยากดังน่ะครับ ผมเล่นพันติ๊บมาเกือบ 8 ปีแล้ว รู้ดีว่าคนที่ทำตัวแบบนี้ในกระทู้ มีเหตุผลเดียวคืออยากดัง

และเหตุผลที่อยากดังในพันติ๊บ ก็มักจะมาจากโลกแห่งความจริงไม่ได้รับการยอมรับนั่นละครับ

ดูส่วนใหญ่ คนที่ดังแบบถาวรของแต่ละห้อง เขาไม่มีพฤติกรรมแบบนี้หรอก มันเกิดจากการเคารพคคห. คนอื่น มีน้ำใจ ช่วยเหลือกัน

ส่วนพวกอยากดังแบบข้ามคืนด้วยการแถก ด้วยการเกรียน พวกนี้ เราต้องข้าม ๆ คคห. เขาไปบ้าง ไม่อย่างนั้นควมต้องการการยอมรับจากสังคมของเขาจะถูกสนองครับ

ผมไม่ได้ว่าใครนะครับ แค่พูดลอย ๆ

ในคคห. ผมนะ คุณจขกท ก็ไม่ได้บอกว่า "โห ฉันนี่เก่งเทพฯ ใครเรียนสูงกว่าม. 6 นี่กระบือชัด ๆ"

แค่มาเล่าว่า ใครที่ไม่มีโอกาสเรียนสูงก็อย่าท้อใจ คุณก็ประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้ามีโอกาส สักวันก็จงเรียนต่อ

เพราะคุณจขกท ก็เขียนไว้ตั้งแต่ต้นกระทู้แล้วว่า เขาก็กลับไปเรียนอีกครั้ง เพราะเขาสร้างโอกาสให้ตัวเองได้มากพอแล้ว

ต่อให้เลวร้ายที่สุด คือทั้งหมดเป็นเรื่องแต่ง เราก็ยังจะได้รับสาระ รับแนวคิด รับกำลังใจจากนิทานเรื่องนี้อยู่ดี นั่นคือกรณีเลวร้ายสุดแล้วนะครับ

กระทู้ดี ๆ แบบนี้ อย่าแสดงความขี้อิจฉาออกมาเลยครับ เสียดายพื้นที่พันติ๊บ

question


จากคุณ : cookiecompany - [ 2 เม.ย. 50 13:30:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 89

^
^
ขอแชร์กับ cookiecompany

ในห้องไกลบ้านก็มี เรื่องเขาชื่นชมประเทศญี่ปุ่น เพราะคนส่วนใหญ่ ขยัน ต่อสู้ อดทน ...บลาๆๆๆ

พออ่านแล้ว ทำให้ผมมีกำลังใจขยันขึ้นจริงๆนะ ...

ต่อมาท้ายๆ กระทู้ กลายเป็น ทำไมด่าคนไทย ยกย่องญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเลวก็มี (ไม่ได้อ่านหมดหรอก เสียเวลา)

มันก็เป็นแบบนี้แหละ ประเด็นที่น่าติดตามอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ แดกดันมันอย่างเดียว ...


จากคุณ : KENG76 - [ 2 เม.ย. 50 15:25:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 90

เนื่องจากบริษัทเดินได้แล้วจากที่ตั้งไข่มานาน จึงตัดสินใจเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปี1. ***คณะการจัดการ จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ ปี 4 แล้ว

- ก๊อปความเห็นเจ้าของกระทู้ให้อ่านอีกรอบ  เค้าเรียนจะจบแล้วค่ะ  ไม่ใช่เรียนแค่ม.6 แล้วหยุดไปเฉย ๆ ไม่ทำอะไร  เพียงแต่เค้าเรียนช้ากว่าคนอื่นแค่นั้นเอง  เราไม่เห็นเจ้าของกระทู้บอกตรงไหนว่าอย่าไปเรียนต่อมันไม่ดี  เค้าเพียงมาตั้งกระทู้ให้กำลังใจคนที่ไม่มีโอกาสให้สู้  วันไหนมีโอกาสก็ค่อยเรียนต่อ

สำหรับคุ้กกี้เราก็คิดเหมือนกันนะ  ว่าน้องเค้าเป็นเด็กน่ารัก  เค้าอาจจะเกเรไปบางครั้งซนเป็นบางคราวแต่เค้าก็พยายามดึงตัวเองมาหาสิ่งที่ดี  พยายามแก้ไขตัวเองเสมอ  แม้จะจบช้าไปบ้างแต่ก็คิดว่าคุ้กกี้ต้องเรียนจบแน่นอนค่ะ  และจบแบบมีคุณภาพด้วยเจ้า  เพราะน้องเค้าผ่านอะไรในชีวิตมามากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

คุณลิเซิ่ล เราคิดว่า ยิ่งเรียนสูง หนังสือยิ่งอ่านยากนะ
- คุณเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าคะ  หนังสือมันมีอยู่ทั่วไปนั่นแหละค่ะ  ไม่ว่าจะเรียนหรือไม่เรียนก็หามาอ่านได้ค่ะ  การอ่านหนังสือไม่ใช่แค่ไปเรียนเลยอ่านนะคะ  ถ้าคนตั้งใจหาความรู้แม้ว่าจะเรียนสูงหรือเรียนต่ำ  หรือเลิกเรียนไปเป็น 50 ปีแล้ว  เค้าก็หาหนังสือยาก ๆ มาอ่านได้ค่ะ

เราเห็นเด็กอายุ 15 เรียนม.ต้นบางคนอ่านหนังสือยากกว่าที่เราอ่านอีกค่ะ


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 2 เม.ย. 50 16:50:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 91

ยิ่งเรียนสูง ยิ่งอ่านยาก เข้าใจไม่ผิดหรอกค่ะ เราหมายถึง ยิ่งยากขึ้น ยิ่งต้องฝึกตัวเองให้มากขึ้น

ลองไปเรียนเพิ่มเติมดูนะ แล้วจะรู้เอง

จะว่าไปเราก็ชอบความคิดของ lb'sN นะ เพราะเราคิดว่า ตอบได้ตรงสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันได้ดีที่สุด และไม่หลอกใครด้วย

ยืนยันเห็นด้วยกับคุณ lb'sN ทุกประการค่ะ

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 50 17:26:40

 
 


จากคุณ : ลิเซิ่ล - [ 2 เม.ย. 50 17:16:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 92

คุณ lb"sn อยากทราบว่าทำงานอะไรมีรายได้เท่าไรแล้วที่บอกว่า จบ ม 3 พูด อังกฤษได้แล้วขำ ไม่ทราบว่าคุณพูดได้หรือไม่ ผมใช้ภาษาอังกฤษติดต่อกับต่างประเทศทั้งอ่านและเขียนนะครับ คุณเห็นว่าจบแค่ ม 3 ก็ตัดสินแล้ว สงสัยคงมีปมด้อยแน่ๆ ดูแล้วเงินเดือนคง ไม่เกิน 20 k พูด อังกฤษได้นิดหน่อยก็นึกว่าตัวเองอยู่สูงกับคนอืน

จากคุณ : san - [ 2 เม.ย. 50 18:11:25 A:203.188.14.4 X: TicketID:137931 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 93

คนอื่นพูดมาเยอะแล้ว ก็ตรงกับเราเหมือนกันนะ จะ ม.6 หรือ ปริญญาตรี ไม่รู้นะ แต่รู้ว่า ทำงานเริ่มจาก อายุน้อยๆ ไม่เป็นอะไรเลย มันเหนื่อยมาก โดนใช้งานหนัก งานกรรมกรอะ ก็ยอมรับ เราทำงานมาตั้งแต่ อยู่ ม.1 ไม่ไช่ช่วยงานที่บ้าน ล้างผ้า ถูบ้านนะ งานที่ออกไปทำเป็นลูกจ้างเค้าหนะ หนัก และเหนื่อย ผ่านมา 10 ปีแล้ว เพื่อนๆ จบ ปริญญาตรีกันไปหมดแล้ว พูดถึงส่วนใหญ่นะ พอเค้าจบตรี เค้าก็ทำงาน รับสตาท เท่านั้น เท่านี้ ว่ากันไป ตอนเรียน หลายๆ คณะ อาจ ยากง่าย แตกต่างกันไป แต่ถึงยังไงก็จัดได้ว่าเรียนหนังสือเป็นหลักอยู่ บางคนอาจมีทำงานพิเศษบ้าง เช่น รับจ๊อบสอนพิเศเล็กๆ น้อยๆ ทำงานนู่นนี่เล็กน้อย เอาเวลาที่ว่างไม่เบียดเบียนเวลาเรียนไปใช้ทำงาน ก็ยังถือว่าโอเค ไม่น่าจะเหนื่อยอะไร เรียนจบ ก็สตามที่ 12xxx 15xxx 18xxx 20xxx ก็ว่ากันไปไช่ปะ

ส่วนตัว ทำงานตั้งแต่ ม.1 รายขายของแบบขายส่ง คอยจัดของ ตามออเดอร์ เยอะมาก วันนึงหลายเจ้า ทั้งวันแหละ ของก็หนัก ยก หิ้ว แบก ทูน เข็นรถเข็น ม.1 -3 ทำ เสา ทิต ถือว่าก็โอเค ได้เรียนเต็มที่ 5 วัน การเรียนดีมาก เกือบ 3 ปลายๆ ทุกเทอม ใครก็มองว่าเก่ง ก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนมากมาย แค่หัวดี จำไรได้ง่ายอะ พูดตรงๆ แต่ตอนนั้น ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่า เราทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนอยู่   ชีวิตพลิกผัน ตอนขึ้น ม. ปลาย เรียนไปได้พักเดียว ต้องออกมาทำงานเต็มตัว เงินมันไม่พอใช้ บ้านจนมาก สารพัดปัญหา ประดังประเดเข้ามา เรียกว่าความอดทนต่ำก็ได้ เหนือ่ยมาก กับชีวิตวัยรุ่น หลังจากนั้นก็ทำงาน ใช้แรงงานอะ ไม่ได้ใช้สมองเลย ปาไป 2-3 ปี สมองเกือบฝ่อ ก็ทำไงหละ อยากเรียนอยู่หรอก ก็สอบเทียบ ทางออกสุดท้ายของคนไม่ได้อยู่ในระบบแล้ว ก็ทำงานเรื่อยๆ งานแบบเงินเดือนน้อย ใช้แรงงานทั้งหลาย พูดกับตัวเอง 2 คำ ทุกๆ วัน ว่าให้อดทนและทนอดเวลาที่ไม่มีตังค์ ตอนนี้ก็อดทนทำงานอยู่เหลืออีกไม่กี่ตัวก็จะจบปริญญาตรีแล้ว ถึงแม้ว่า หรือคิดเอาเองว่า ตอนนี้เราก็สามารถหางานทำได้ที่เงินเดือนมากว่านี้ สักเท่าตัวนึง หวังแค่ 10xxx เท่านั้น ไม่ได้หวังไรมาก เพราะทำงานบริษัท ภาษาก็ได้ อ่านได้ ร้เรื่อง โต้ตอบเมลล์ภาษาอังกฤษก็ได้ เป็น C/S ของบริษัทที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ ถึงแม้เค้าให้เงินเดือนเราน้อยมาก แต่เราก็ต้องทนเพื่อถึงวันนั้น เพราะก็ถือว่าแลกกับการไปเรียนได้บ้างในคาบบ่ายๆ ของวัน ลาสอบได้ทุกวิชา แลกกับเงินเดือนน้อยก็ ทนหละว้า  

ก็แค่อยากจะบอกว่า ใครมีโอกาสเรียน เรียนไปเถอะ ใช้ชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยมหาลัยให้เต็มที่ ให้มันรู้สึกซาบซ่าถึงขั้วหัวใจไปเลย  ส่วนตัวทำงานเครียดกับการหาเงินมาใช้มาตลอด แค่จบชีวิตประถมปลายไปได้หมาดๆ ความฝันที่จะมีชีวิต นักเรียนหนักศึกษาที่ หนุกๆ มันหายไปไหนไม่รู้ ต้องมานั่ง อดทน รอเพื่อว่าสักวัน ชีวิตมันจะดีกว่านี้

กะว่าเรียนจบเมื่อไหร่ จะหยุดพักสัก เดือน 2 เดือน ตอนนี้แทบจะไม่มีแรง ทำอะไรต่อแล้ว เวลาที่รอคอยมันช่างยาวนาน ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ ทำงานอย่างเดียว มันคงไม่เครียดเหมือนช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา อยากมีชีวิตที่สงบสุขกะเค้าบ้าง ก็แค่นั้นเอง

วันหลังจะเข้ามาแก้ คำผิดทั้งหลายนะ ผิดเยอะอยู่ รู้ตัว และก็อาจจะพิมพ์ไม่เป็นภาษาไทยไปบ้าง ต้องขออภัยเพราะว่า รีบ นานๆ จะแสดงความคิดเห็นกะเค้าบ้าง

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 50 18:26:06

จากคุณ : โนเนมคับ - [ 2 เม.ย. 50 18:21:46 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 94

ขอแสดงความนับถือครับ  ขอรบกวนเรื่องรายละเอียด้วยครับ

ขอบคุณครับ

theone_sampanta@hotmail.com

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 50 18:51:45

จากคุณ : SpiritWithin - [ 2 เม.ย. 50 18:50:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 95

แล้วอีกอย่างที่อยากจะพูดคือ อาชีพธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของวิชาการแบบเต็มที่ ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะมากกว่า ถ้าเป็นวิศวะหรือหมอ หรือบัญชีเนี่ย ไม่เรียนไม่ได้

แต่ธุรกิจนี่มันอยู่ที่ตัวบุคคล การหาความรู้มีทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการคือเรียนรู้กับคนด้วย

เคยมีครั้งหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย คิดจะเชิญ
คนมาพูด (เกสสปีกเกอร์) เป็นคนจีนเรียนไม่สูงและประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ไปเอานักวิชาการมาแทน
เขาบอกว่า คนเรียนน้อยพูดไม่รู้เรื่อง (เสียดายมาก ๆ)
แล้วสุดท้ายเอานักวิชาการมาพูด ไม่ได้ต่างกับหนังสือเลย

ผมเห็นหลายๆ คนที่ไม่ได้เรียนอย่างเดียวแต่ช่วยพ่อแม่ทำการค้าด้วย (โดยเฉพาะลูกคนจีนสมัยก่อน ๆ) ดูจะเก่งกว่าเด็กสมัยนี้ที่เน้นเรียนมาก ๆ อย่างน้อยก็ฉลาดกว่าเรื่องการใช้เงินและรู้จักประหยัด

อ่านมาตั้งนาน เขาไม่ได้ส่งเสริมการไม่เรียนหนังสือนะ

ที่พอจะสรุปได้ก็คือ เขาบอกว่าประสบการณ์สำคัญกว่าวิชาการ

ซึ่งมันก็จริง ถ้าคุณเรียนบริหารธุรกิจเขาก็จะเอาเคสสตัดดี้มาสอน ซึ่งมันก็เป็นประสบการณ์ของบริษัทแต่ละบริษัทในการแก้ปัญหาต่างๆ

ทุกวันนี้ผมเรียนปริญญาโทใบที่สองอยู่ ถามตัวเองตรง ๆ เลยคิดว่า ที่เรียนทุกวันนี้ กับอาจารย์บางคนเป็นศาสตราจารย์ด้วย รู้สึกว่า ประโยชน์ที่ตัวเองได้รับมันน้อยกว่าประสบการณ์การทำงานจริงมาก ๆ อย่าว่างั้นงี้เลย บางครั้งรู้สึกว่า อ่านเอาเองก็ได้ แล้วจริง ๆ การเรียนกับการใช้งานคนละเรื่องเลย

บางอย่างเรื่องจริงทำไม่ได้หรอก บางทีพอรายงานส่งแล้วตอบแบบให้คำแนะนำ (เร้คคอมเมนเดชั่น) ได้คะแนนดีดีเนี่ย ไม่ได้ภูมิใจตัวเองเลย เพราะรู้ว่ามันเป็นคำตอบที่สวยงามแต่จริง ๆ แล้วปฎิบัติจริง ๆ ไม่ได้หรอก

แต่การเรียนเยอะช่วยอย่างหนึ่งที่สำคัญคือคิดเป็นระบบ
เคยไปสัมภาษณ์คนที่ทำธุรกิจที่เรียนไม่สูง รู้สึกว่าเขาพูดไปเรื่อย ๆ บางครั้งรู้สึกว่าจับประเด็นยาก แต่พอมาสรุปก็ได้ความประมาณวิชาการเหมือนกัน
เช่น เป็นกลยุทธ์ต่าง ๆ มีการเลือกตลาด วางโพสิชั่น
โฆษณา ไอเอ็มซี การจัดการวัฒนธรรม การจัดบริหารการเงิน เขาก็รู้ทุกอย่าง เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าภาษาอังกฤษเรียกว่ายังไงเท่านั้นแหล่ะ
ซึ่งพอเราจด ๆ ที่เขาพูดมาเรียบเรียงใหม่ มันก็คือเอ็มบีเอน่ะแหล่ะ แต่เวลาเขาพูด เขาพูดแบบประสบการณ์เท่านั้นเอง

เจ้าของกระทู้ให้อีเมลล์มาแล้วครับ ส่งมาก็ได้ เผื่อผมจะได้มีเคสสตัดดี้ใหม่ในหัว
yoshi.da@hotmail.com

ป.ล. ผมคิดว่า เรื่องที่เล่ามาไม่น่าโกหกหรือแต่งขึ้น เพราะที่บ้านมีญาติ พ่อแม่ก็เป็นแบบนี้ คือไม่ได้เรียนสูง ประสบความสำเร็จเหมือนกัน อาศัยว่าคิดเป็น มีหัวการค้า มีข้อมูล รู้จักคน เห็นหลายคนเงินเดือนเป็นแสนเป็นล้านก็มี

กระดิ่ง


จากคุณ : ฟ้าลั่น - [ 2 เม.ย. 50 19:42:18 A:203.88.245.243 X: TicketID:115899 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 96

ใช่ครับ คนจบม.หกเก่งๆมีเยอะแยะไป

จากที่เจอมา คนจบโทสถาบันดังบางคนที่ผมทำด้วย บางทีก็แสยจนสู้คนจบม.หก เก่งๆที่ผมประทับใจไม่ได้เสียด้วยซ้ำ


จากคุณ : 69 - [ 2 เม.ย. 50 20:10:54 A:58.64.106.49 X: TicketID:134802 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 97

หลายคนอาจไม่ชอบความเห็นคุณ lb'sN แต่ผมว่าเขาพูดได้ชัดเจนดีนะ

แต่เขาอาจเจอมาคนละแบบกับผม

ที่ผมเจอมาคือคนงานที่จบไม่สูงนัก แต่เป็นแรงงานมีฝีมือ มีประสบการณ์ และมีความรู้สึกเป็นเจ้าขององค์กรสูง

เวลาขอความร่วมมืออะไรก็จะได้รับการตอบสนองดีมาก
มีการปรับปรุงการทำงานตลอด


แต่ในทางกลับกัน
เพื่อนผมที่เป็นเจ้าของกิจการขนส่ง
เขาจะบ่นให้ฟังบ่อยๆเรื่องลูกน้องสนใจแต่เที่ยวและกินเหล้า ไม่มีสำนึกรับผิดชอบงาน
มองการไม่ไกล ถ้าเปรียบแรงๆก็เปรียบเป็นฝูงสัตว์ที่ไม่รู้กำหนดชีวิตตนเอง ปล่อยให้กระแสโชคชะตาพาไป

ผมยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ว่า อะไรทำให้คนต่างกันปานนั้น
แต่มีสมมุติฐานคือ สิ่งแวดล้อม มีส่วนมาก
คนที่ไปอยู่ในกลุ่มที่ดี ตั้งใจทำงาน ย่อมทำตัวให้เข้ากับกลุ่มนั้น ถ้าทำไม่ได้ก็จะมีความกดดันหลายๆอย่างให้ต้องออกจากกลุ่มไปเอง
ส่วนคนดี ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน พอไปอยู่ในกลุ่มคนห่วยๆอย่างกลุ่มลูกน้องเพื่อนผม ก็โดนแซวโดนกระแนะกระแหน โดนแกล้งด้วยความหมั่นไส้จนอยู่ไม่ได้ครับ


ความเห็นต่ำต้อยผมมีเพียงเท่านี้ หากมีประเด็นอะไรน่าสนใจจะเข้ามาเพิ่มเติม


จากคุณ : 69 - [ 2 เม.ย. 50 20:30:10 A:58.64.106.49 X: TicketID:134802 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 98

มีเรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่เห็นด้วยครับ

คือ
------------------
เห็นด้วยทั้งคู่?????
เคยมีอาจารย์ฝรั่งสอนเขียน Essay เมื่อสมัยเราเป็นนักเรียน
แกบอกว่า แกงงนิสัยนักเรียนไทยอยู่อย่าง
แกสงสัยว่า เวลานักเรียนไทย เขียน Discussion essay นักเรียนไทยชอบเขียนสรุปว่า "เห็นด้วยกับทั้งสองความคิด" "เห็นด้วยกับทั้งคู่" ฯลฯ
แกก็บอกว่า มันทำได้ยังไงเหรอ กับการเห็นด้วยกับทั้งสองความคิดที่เป็นคนละขั้วกัน
นั่นสิครับ...ทำยัไงเหรอฮะ กับการ เห็นด้วยทั้งคู่เนี่ย
จากคุณ : lb'sN - [ 1 เม.ย. 50 00:06:15 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
-------------------------------------------------
ผมว่าอาจารย์ฝรั่งคนนั้นยังอ่อนหัดและตื้นเขินครับ
ไม่รู้จักมองโลกในหลายๆมุม

แค่เห็นหัวเหลืองๆแดงๆแล้วก็ซูฮกบอกว่าน่าเชื่อถือนี่
มันไม่เข้าท่าครับ


จากคุณ : 69 - [ 2 เม.ย. 50 20:39:57 A:58.64.106.49 X: TicketID:134802 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 99

คนจบน้อยๆ ก็สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพการงานได้


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่บริหารงานเป็น กับ คนที่บริหารงานไม่เป็น ก็มีลักษณะที่ต่างกัีน

เอ้า เข้าประเด็นของเจ้าของกระทู้เรื่องเด็ก ม.5 ไม่ว่าจะรับเข้ามาทำอะไร ผมก็มองไม่เห็นถึงเหตุผลในการรับคนเข้าทำงานในองค์กรอยู่ดี

การเลือกคนเข้าทำงาน ไม่ได้มองแค่ว่าจ่ายเท่าไหร่ หรือว่ามีความกระตือลือร้นหรืิอเปล่านะครับ แม้ว่าจะไม่จ่ายสักแดงเลย ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า...ให้เขา่เข้ามาทำงานอะไร คนเ้ข้าทำงานมีทักษะอะไร

ถามว่าเคยมีคนเข้ามาขอทำงานแบบนี้กับผมไหม??? มีครับ เด็กมัธยมแบบกรณีเจ้าของกระทู้นี่แหละ ขอทำงานฟรีๆ ไม่คิดเงิน ผมก็ถามตัวเองว่า...

Q. ให้ทำอะไร????
A. ไม่รู้ว่าจะให้เด็กคนนี้ทำอะไร กวาดบ้านถูบ้าน ขัดห้องน้ำเหรอ???? เกินไปมั้ง

Q. เด็กคนนี้มัทักษะอะไร????
A. ไม่มีเลย อยู่แค่ม. 4 ม.5 จะคาดหวังอะไรได้ ขนาดให้กวาดพื้น ถ้ากวาดไม่สะอาด ผมยังไม่มีสิทธิ์ไปว่าเขาเลย เพราะเขามาทำงานให้ผมฟรี....

Q. ฝึกได้ไหม????
A. ถ้าคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่อยู่ในช่วงวัยสมควรทำงาน หรือทำงานหวังหารายได้ ผมยังพอฝึกให้ได้ เพราะอย่างน้อยเขาก็ทำงานกับผมไปอีกสักระยะ แต่คนที่มาทำงานเพียงเพราะว่าอยากลองทำดู ทำแค่ 2-3 เดือน ฝึกเด็กคนนี้ไปแล้ว ธุรกิจผมจะได้อะไรครับ????

ถามตัวเอง 3 ข้อ ตอบให้ตัวเอง 3 ข้อดังนี้ ผมก็บอกไปว่า เฮียรับน้องไม่ได้หรอก

อันที่จริง ในฐานะผู้บริหาร การตัดสินใจอะไรนั้น มันต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล เหตุผล และผลประโยชน์ขององค์กรในท้ายที่สุดนะครับ

ถึงอย่างไร ถึงคุณเด็ก ม.6 จะบอกว่า ไม่ได้เอาเด็กคนนี้มาทำงานเสมียน มาทำงานอะไรก็ได้ก็ตามเถิด ผมก็สงสัยในทักษะการจัดงานของคุณเด็ก ม. 6 อยู่ดี

แล้วยิ่งที่คุณเด็ก ม.6 บอกว่า รับเด็กคนนี้เพราะมีความกระตือลือร้น
....ฝ่ายบุคคลที่มืออาชีพ ไม่รับใครเข้าทำงานเพราะดูจากเหตุผลแค่นี้นะครับ กระตือลือร้น แต่ไม่มีทักษะ และคนรับยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่า จะเอาความกระตือลือร้นนั้น มาใช้ทำประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็สอบตกแล้วนะครับ....

ที่สำคัญ กระตือลือร้นไม่ได้แปลว่ามีวุฒิภาวะนะครับ คนขยัน แต่ไม่มีทักษะทางสังคม ไม่มีความรับผิดชอบ เอาเรื่องส่วนตัวมาผสมเรื่องงาน

คนประเภทนี้มักมีความขยันเป็นช่วงๆแบบกระต่าย วันไหนอารมณ์ดีก็ขยันทำงาน วันไหนงอนขึ้นมาก็ไม่ทำซะดื้อๅ

นี่แหละครับ คนกระตือลือร้นแต่ขาดวุฒิภาวะ มีมากมายครับผม

ยกตัวอย่าง ผมมีลูกน้องคนหนึ่ง อายุ 17 - 18 ปี ลูกน้องคนนี้ก็ทำงานคนใช้แรงงานนั่นแหละ ผมเคยติงลูกน้องคนนี้ว่า เค้าใช้เวลาหยุดพักบ่อยไป เจ้าลูกน้องคนนี้ได้ยินก็มุขึ้นมา ทำงานเร็วมากกกกก.... แล้วก็นั่งหอบแฮ่กๆ ผมดูจำนวนงาน ก็เก่งนะ หนึ่งชั่วโมงได้ชิ้นงานขนาดนี้ แต่ทำได้พักเดียวก็หอบและหยุดนานอีก ก็เรียกมาเทศน์ เฮ้ย เฮียไม่ได้อยากให้แกทำงานเกินกำลังแบบนี้ งานของเฮียมันมีอยู่ตลอด เกิดเอ็งมาทำงานโชว์ออฟแล้วงก็มานั่งหอบแบบนี้ งานมันก็เป็นคอขวดที่เอ็งดิวะ....

ที่เฮียอยากได้คืออยากให้เอ็งทำงานไปเรื่อยๆ เอ็งไม่ต้องเร่งแบบนี้ก็ได้ เอ็งช้าลงกว่้านี้ก็ได้ แต่เฮียอยากให้งานมันไหลไปเรื่อยๆ เอ็งทำแบบนี้ได้มั้ย

สรุป ผมพยายามจะปั้นลูกน้องคนนี้ให้ได้อย่างที่ต้องการ แต่ผลสุดท้าย มันก็ทำไม่ได้ ถามว่าเจ้าหมอนี่ทำงานเร็วไหม??? เร็ว กระตือลือร้นไหม??? กระตือลือร้น แต่ให้รวมผลงานทั้งวันแล้ว สู้คนที่ทำงานช้าๆ ไปเรื่อยๆไม่ได้เลย

สุดท้ายมันก็ออก ก็เท่านั้น

นุกภาพออกไหม เจ้าของกระทู้ ที่ผมออกมาติงคุณ ก็ด้วยว่าเห็นว่าคุณใช้ อคติความชอบวส่วนตัว มาตัดสินคนเข้าทำงาน โดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผล ข้อมูลที่ครบถ้วน และผลประโยชน์ขององค์กรเลยนะครับ



คนนี้จบปริญญา แต่มาขอเงิน คนนี้อยู่ แค่ ม.5 แต่ไม่ขอเงิน ดังนั้นคนหลังดีกว่า.....(อคติความชอบส่วนตัว ไม่เป็นเหตุและผล).

คนนี้กระตือลือร้น คนนี้ไม่ถามเงินเดือน คือคนที่มีมีวุฒิภาวะสูง (ตรรกะขาดเหตุผลครับ บอกว่าใครวุฒิภาวะสูง จากแค่พฤติกรรมที่ยอมทำงานฟรี และไำม่เลือกงาน....ถือว่ามองอะไรตื้นเขินและวิสัยทัศน์สั้นมาก)

ชอบคนกระตือลือร้น แต่ด้านอื่นไม่พิจารณา......(ไม่พิจารณาข้อมูลรอบด้าน)

ยังไม่รู้ว่ามีทักษะอะไร ทั้งที่ืรู้ว่าทำงานได้แค่เดือนสองเดือนยังรับ แม้จะเอามาทำงานเป็นแม่บ้าน ก็ยังถือว่าตัดสินใจผิดพลาด เพราะไม่เกิดผลประโยชน์อะไรกับองค์กรเลย ขนาดรับคนมาทำไงานแม่บ้านยังถามเอาประสบการณ์ ยังต้องการคนที่ทำงานได้นานกว่านั้น ถ้าฝ่ายบุคคลพิจารณารับใครด้วยเหตุผลเพียงแค่กระตือลือร้น แต่ตอบคำถามอื่นๆไม่ได้ ถือว่าทำงานล้มเหลวครับ


เข้าใจยังครับ ทำไมผมถึงมาตอบกระทู้คุณ

และถ้าคุณ บอกว่า เรื่องที่คุณเล่ามาเป็นจริง

ถ้ารายได้ สามแสนห้า สำหรับบางธุรกิจได้แค่นี้น้อยครับ แค่ค่าเช่ายังไม่พอเลย

แต่ถ้าเป็น เป็นกำไรขั้นสุดท้าย ที่หักวัตถุดิบ หักต้นทุนบริหารและดำเนินการ และหักภาษีนิติบุคคลแล้วล่ะก็...

โดยที่คุณทำคนเดียว ไม่ใช่ใครมาบริหารให้นะ

ผมขอบอกว่า คุณฟลุ้กครับ และเป็นไปแบบนี้ได้ไม่นานหรอก ถ้าคุณยังดื้อดึงใช้วิธีคิดแบบนี้ในกหารบริหารอยู่ร่ำไปนะ

บางช่วงของธุรีกิจมันก็รุ่งโรจน์เถิดเทิงได้ คุณเอ๋ย คนไม่เก่งจริงมาคิดว่าตัวเองเก่ง แล้่วล้มทีหลังมีเยอะแยะไปครับ

พูดขนาดนี้แล้วยังบอกว่า ให้กลับไปกอ่านใหม่....ผมก็ถือซะว่าเอาแก้ว เอาแหวนให้คนอื่นแล้วกัน


จากคุณ : lb'sN - [ 2 เม.ย. 50 21:22:33 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 100

คุณตัน โออิชิ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ครับ ของคนที่เรียนน้อยแต่ประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่ก้อน้อยคนนักที่จะเป็นอย่างคุณตัน หรือ แม้กระทั่ง คุณ จขกท

การศึกษายังไงก็สำคัญครับ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาจากในระบบ หรือ ตำราเพียงอย่างเดียว  

คนที่เรียนการศึกษาในระบบ ดีเพราะ มันเป็นการบังคับในตัวว่าคุณต้องขยัน คิด อ่านหนังสือ เพื่อที่จะสอบ ถึงจะจบ
แต่ถ้าคุณไม่เรียนในระบบ มันก็จะไม่มีใครมาบังคับคุณให้คุณขยัน อ่าน หาความรู้ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองล้วนๆ ว่าคุณเองจะทำยังไงกับชีวิตคุณ  

ถ้ามีโอกาส อย่างน้อยก็ขอให้จบตรีสักใบก็จะดีครับ

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 50 21:42:33

จากคุณ : ronzung - [ 2 เม.ย. 50 21:41:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 101

คราวนี้มาว่ากันต่อ เรื่องเห็นด้วยทั้งสองด้าน

เรื่องนี้ผมอ่านไปขำไปมาหลายทีแล้ว เวลามีผู้ตอบกระทู้บอกว่าเห็นด้วยทั้งสองด้าน

เอ้า ลองจินตนาการถึงตราชู ตาชั่งสมัยโบราณนะครับ

ลองจินตนาการว่า หัวเรื่องสองประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เช่น สร้างเขื่อนบนลุ่มน้ำสาละวินหรือไม่??? ทักษิณเป็นนายกกับปฏิวัติ อะไรดีกว่ากัน???? รวมถึง กรณีนี้ การศึกษาระดับอุดมศึกษาสำคัญหรือไม่

ให้ลองคิดว่า ด้านหนึ่งเป็นลูกน้ำหนักชั่งอยู่แต่ละด้าน แล้วตราชูก็จะเอียงไปทางที่หนักกว่า คือด้านที่สมบูรณ์พร้่อมด้วยเหตุและผล

คนที่พิจารณาน้ำหนักเฟตุและผลของทั้งสองด้าน แล้วตราชูแห่งเหตุผลนี้เียงไปทางไหน แล้วฟันฉับลงไปว่า ด้านหนึ่งถูก ด้านหนึ่งเชื่อถือไม่ได้ ก็คือคนที่พิจารณาทั้งสองด้านแล้วครับ

ส่วนคนที่บอกว่า เห็นด้วยทั้งสองด้าน คือไม่ใช้สมองคิดอะไรเลย เลยตอบตนเองไำม่ได้ว่า ด้านไหนหนัก ด้านไหนเบา ถึงได้บอกไงล่ะครับ ว่าเห็นด้วยทั้งสองด้า่น

ในกรณีของคำถาม....การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำเป็นหรือไม่ ผมถามคตนที่บอกว่า เห็นด้วยกับทั้งสองด้านหน่อยนะครับ

ว่าเวลาที่คุณมีความพร้อม ที่จะเรียน แล้วตัดสินใจว่าจะเรียนต่อหรือไม่ คุณตอบตัวเองว่า....เอ่อ เรียนหรือไม่เรียนก็ได้ เห็นด้วยกับทั้งสอิงด้าน....ตอบตัวเองแบบนี้ชีวิตคงโหวง
เหวงพิลึก

หรือไม่ที่เวลามีลูก ลูกมาถามว่า จะเรียนหรือทำงานเลยครับล คุณก็ตอบลูกว่า เอ่อ....เรียนก็ได้ลูก ทำงานก็ได้ลูก ไม่ต้องเรียนหรอก แม่/พ่อ เห็นด้วยกับทั้งสองด้านจ้่ะ ....พิลึก

ตอบว่าเห็นด้วยกับทั้งสองด้าน บนคำถามที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับการเ้ดินบนทางสามแพร่ง แล้วคติดจะแยกร่างตัวเองเดินไปทั้งด้านซ้าย ทั้งด้านขวานั่นแหละ

คำตอบแบบนี้ ในด้านการคิดที่เป็นระบบ ถือว่าเป็นคำตอบที่ขาดการพิืจารณา ไร้เหตุผล

พูดง่ายๆคือ ตอบโดยที่ไม่คิดอะไรเลยไงครับ


จากคุณ : lb'sN - [ 2 เม.ย. 50 21:44:27 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 102

บางครั้งในการตัดสินใจเลือก มันไม่มีถูกผิดครับ

มันมีดีน้อยหรือดีมาก

เลวน้อยหรือเลวมาก

ก็รวบรวมข้อมูล แล้วตัดสินใจไปตามที่ควรจะเป็น
มันก็เท่านั้น


ประเถทขาวดำสุดขั้วนี่ ผมจึงว่ายังเจอโลกมาน้อยครับ
ด้วยความเคารพ


จากคุณ : 69 - [ 2 เม.ย. 50 21:49:12 A:58.64.106.49 X: TicketID:134802 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 103

อันนี้ต้องนิยามก่อนนะครับ

การพิจารณาทางเลือกทุกด้านอย่างรอบคอบ กับการลังเลเหลาะแหละ แหะๆอะไรก็ได้

มันคนละอย่างกัน


จากคุณ : 69 - [ 2 เม.ย. 50 21:52:41 A:58.64.106.49 X: TicketID:134802 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 104

ลองไปเรียนเพิ่มเติมดูนะ แล้วจะรู้เอง
- ดูถูกคนอื่นจังนะคะ  ชีวิตคุณคงเจอแต่เรื่องดี ๆ และสุขสบายมากเลย  จนมองไม่เห็นความเป็นจริงมากกว่านะคะ  ถึงขนาดหลังมายมาบอกเราว่าคุณสิงห์นี่เป็นคนไม่หลอกลวงเนี่ย 555

คุณสิงห์คะ  คนจบป.4 ม.3 ม.6 ป.ตรี โท เอก  หรืออะไรก็แล้วแต่มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยคะ  คุณจะไปเอาคนที่คุณเจอมาจบม.6 เพราะขี้เกียจเรียนไม่อยากเรียนต่อ  เอาแต่กินเหล้าเมายา  ไปเทียบกับคนไม่ได้เรียนต่อเพราะไม่มีโอกาสแต่มีความตั้งใจมีความพยายาม  สู้จนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้หรือ  แล้วพอมีโอกาสก็ขวนขวายร่ำเรียน  หาความรู้  คุณเอาคนแบบนั้นมาเทียบมันเกินไปหน่อยมั้งคะ

เราเชื่อว่าเจ้าของกระทู้มีปัญญาจ้างคนอื่นค่ะ  แต่ไม่เชื่อว่าคุณสิงห์จ้างคนอื่นมาทำงานจริง -_-'


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 2 เม.ย. 50 21:53:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 105

กลับมาเรื่องการศึกษา

ผมยังเชื่อว่า ถ้าได้มีโอกาสศึกษา ย่อมดีกว่าลุยโดยไปหาประสบการณ์เอาข้างหน้า

เพราะการศึกษานั้นเสียเวลานิดหน่อยแต่ได้วิธีการคิดแบบเป็นระบบมาด้วยและรวมถึงสังคม เพื่อนฝูงที่ปรึกษาพึ่งพากันได้
หากเรียนทางด้านบริหารธุรกิจด้วย ก็จะรู้วิธีตรวจสอบสุขภาพธุรกิจของตนและวางแผนได้เหมาะกับสถานการณ์

การยกคนรวยที่ศึกษาน้อยและประสบความสำเร็จมาเป็นตัวอย่างนั้น
เขาสำเร็จจริง แต่มันเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
คนที่ร่วงที่เจ๊งไปกลางทาง มีเยอะกว่ามากนัก


จากคุณ : 69 - [ 2 เม.ย. 50 22:03:12 A:58.64.106.49 X: TicketID:134802 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 106

เคยมีคนชอบอ้างคนที่ประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ต้องผ่านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ให้ผมไล่ก็มีเยอะแยะครับ เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภัคดี ก็เป็นแค่ลูกตาแป๊ะขายหอยทอด

อื้มมมมมม อาแปะข้างๆ บ้านผม ก็เรียนจบแค่ ม.3 แต่กิจการแกก็มีมูลค่าสิบล้าน แต่แกก็ส่งลูกไปเรียน ป.โทเมืองนอกนะ

เอ้อ ส่วนเพื่อนผมทำงานแบ๊งค์ เคยเม้าท์แตกให้ผมฟังเรื่องอาซิ่มแสนเค็มคนหนึ่ง ที่เพื่อนผมต้องมานั่งเขียนใบฝากเงินวันละเป็นแสนๆให้แก เพราะแกเขียนหนังสือไม่เป็น

แล้วก็ยังมียอดโค้ชสเก๊ตช์นำแข็งชาวแคนาดาคนหนึ่ง ที่เพิ่งสารภาพออกมาหยกๆว่า ที่จริงแกอ่านออกเขียนไม่ได้เลย

อ้อ ยังไม่รวมบิลล์ เกตส์ที่เรียนไม่จบ ป.ตรี แต่เป็นเศรษฐีใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

ครับ...คนเหล่านี้ไม่จบ ป.ตรี แต่กลับประสบความสำเร็จได้

แต่...ครับ คนเหล่านี้ล้วนมีลักษณะพิเศษ ที่มาทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป

สิ่งที่เขามีคือวิธีคิดที่เป็นระบบ มีเหตุและผล

เก็บข้อมูลรอบตัวอย่างครบถ้วน สิ่งรอบตัว ของคนเหล่านี้ เขาเก็บเอามาใช้หมด อย่างที่เคยมีคนเคยพูดไว้ว่าเงินทองกองอยู่ข้างทางทั้งนั้น

ความจำของคนพวกนี้ดีเลิศ สิ่งใดหลุดเข้าตา เสียงอะไรแล่นเข้าหู ไม่มีทางหลุดออกจากสมองง่ีายๆ

สิ่งเหล่านี้บวกความขยันขันแข็ง อดทน มุมานะ และใจรักค้าขายบวกเข้าไป ถึงได้ทักษะความเป็นเจ้าของชั้นเลิศออกมา

ถึงได้ผลออกมาเป็น ทักษะการเป็นเจ้าของชั้นเลิศออกมา

เอ้า คนที่บอกว่า เรียนจบไม่สูง ก็ประสบความสำเร็จได้

ให้มีลูกค้าโทรศัพท์สั่งของคุณสักสิบราย และแต่ละสิบรายสั่งของไม่เหมือนกันสักคน ปริมาณต่างกันทุกคน คุณส่งของให้ลูกค้าได้ตรงตามกำหนด เรียกเก็บเงินได้ครบถ้วนทุกสตางค์ทุกคน โดยที่คุณไม่ต้องจดออเดอร์เป็นตัวหนังสือเลย....คุณทำได้ไหม???

ถ้าทำไม่ได้ อย่ามาบอกว่า คุณจะค้าขายแล้วประสบความสำเร็จ โดยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างอาซิ่มแสนเค็มคนนั้น


ถ้าคุณกล้ายืนยันได้ว่า คุณรู้วิธีที่จะคิดบัญชี รู้วิธีที่จะคุมสต๊อกสินค้า โดยมาจากความมุมานะของคุณเอง ลองผิดลองถูก โดยที่ร้านคุณไม่เจ๊งไปเสียก่อน ไม่ต้องพึ่งตำราหรือใครมาสอน ก็อย่ามาบอกว่า คุณจะเปิดร้านขายปลีกยอดขายวันละแสนๆ ได้ อย่างอาแปะข้างบ้านผม

ถ้าคุณไม่สามารถเรียนการเขียนโปรแกรมได้เองตั้งแต่มัธยม ไม่สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ใช้เองตั้งแต่วัยกระเตาะัได้ ก็อย่าเพิ่งไปอ้างว่าจะได้เหมือนอย่าง บิลล์ เกตส์

คนพวกนั้นเค้ามีทักษะที่มาทดแทนสิ่งที่เขาขาดครับ เขาถึงทำได้

แต่ผมมันพวกคนปกติครับ และผมก็เชื่อด้วยว่าคนในโลกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนปกติทั้งสิ้น

ผมต้องพึ่งระบบการศึกษาครับ ผมถึงได้การคิดที่เป็นระบบออกมา

ผมต้องพึ่งการอ่านออกเขียนได้ครับ ผมถึงสามารถจดจำรายละเอียดปลีกย่อยได้

และที่สำคัญ ผมไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทั้งๆที่บ้านผมก็มีปัจจัยพอที่จะส่งเสียผม

ดังนั้น ผมถึงได้บอกไงครับ ว่าผมเห็นด้วย กับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

และคนที่บอกว่า คนนั้น คนนี้ก็ประสบความสำเร็จได้ทั้งๆที่เรียนไม่สูง...

...เอ่อ มั่าุ่นใจแล้วเหรอครัย

ว่าคุณมีอะไรๆ เหมือนเขาหมด


จากคุณ : lb'sN - [ 2 เม.ย. 50 22:18:52 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 107

ถ้ามีกำลังก็ศึกษาดีแล้วครับ แต่ถ้ากำลังจำกัดก็อยู่ที่เราเลือกนะ ถ้าต้องเลือกในภาวะที่จำกัดถ้าเป็นไปได้เรียนกับคนที่ประสพความสำเร็จแล้วพร้อมที่จะสอนคิดว่ามีหลายคนเหมือนกัน จริงๆมันก็ไม่มีหลักเกณอะไรในการที่ใครจะทำอะไรมันอยู่ที่อะไรเหมาะกับเราเวลานั้น แล้วใช้อะไรได้มากที่สุดเวลานั้น ยอดภูเขาน้ำแข็งที่น่ากลัวยอดภูเขาน้ำแข็งในใจเรานี่แหล่ะครับว่าเรายอมรับในคุนค่าของเราหรือไม่ใต้ภูเขามีความกลัวที่เรามองไม่เห็นหรือเปล่า กลัวว่าใครจะคิดยังไงกับเรากลัวสู้เขาไม่ได้เพราะเรารู้สึกต่ำต้อย อันนี้อันตรายกว่าการไม่ได้เรียนอีกนะ
เท่าที่สังเกตุเด็กรุ่นใหม่ๆขาดความอดทนไปมากทีเดียว ซึ่งก็เหมารวมไม่ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าเดินสายกลางทำในสิ่งที่ควรจะเป็นและทำได้จะได้ไม่ทุกใจไปเปล่าๆ


จากคุณ : EDM - [ 2 เม.ย. 50 22:43:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 108

ที่ผมมาตอบกระทู้นี้เพราะคำพูดนี้ครับ

"คือผมคิดว่าคนที่จบม6.มาควรหางานทำก่อนเพื่อหาตัวเองให้เจอก่อน แล้วจึงไปเรียนต่อคณะที่เป็นตัวเองถึงแม้ว่าจะเสียเวลาเป็น 10 ปีก็ตาม (ดีกว่าฝืนเรียนที่ไม่ใช่ตัวเองมา 4 ปี แล้วไปทำงานที่ฝืนตัวเองอีกมันเป็นความรู้สึกที่อึดอัดมากในการทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ"

ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงครับ และทัศนคติเช่นนี้ถือว่าเป็นทัศนคติที่เป็นโทษด้วย และไม่เห็นว่าต่างอะไรกับคำว่าส่งเสริมไม่ให้เรีัยน

คนวัยรุ่น เป็นวัยที่สมองกำลังเปิดกว้างรับข้อมูลใหม่ๆ ให้เข้าเรียนศึกษาตามระบบดีกว่าครับ ถ้าฐานะทางบ้านเอื้อประโยชน์ และยังไม่เห็นลู่ทางทำอะไรที่ชัดเจนพอ

ในความเป็นจริง คนวัยนี้ก็ยังไม่เห็นลู่ทางทำธุรกิจอะไรหรอกครับ อัจฉริยะอย่างบิลล์ เกตส์ ที่เห็นทางทำธุรกิจ จนกล้าทิ้งปริญญาฮาร์วาร์ด มีแค่ไม่ถึง 1 ใน ล้าน

ให้ออกไปเจออะไรข้างนอก น่ากลัวจะได้รับทัศนคติที่เป็นโทษ แล้วเอามาเป็นจริงเป็นจังกับชีวิต

ผมเคยคุยกับเด็กในร้านเหล้าคนหนึ่ง ที่เอาแต่ "หาตัวเองไปวันๆ" บอกว่า คนเราไม่ต้องไปอะไรมากมายหรอกพี่ ถึงยังไงมันก็ดิ้นรนเอาตัวรอดเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปได้นั่นแหละ ผมฟังแล้วก็ได้แต่อึ้ง

นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของคนที่ปฏิเสธการศึกษา แล้วออกมาหาตัวเอง

คนสมัยโบราณ เขาเรียนไม่สูงแต่รนวยได้เพราะสภาพสังคมเขาเป็นอย่างนั้น แต่สมัยนี้ เรียนไม่สูง แต่ประสบความสำเร็จ มีหนึ่งในร้อย ที่เหลืออีก 99 เป็นพวกกเฬวกะรากทั้งนั้น


จากคุณ : lb'sN - [ 2 เม.ย. 50 22:46:20 A:125.26.139.113 X: TicketID:137941 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 109

เห็นพล่ามมาหลายความเห็นละ  ได้ตอบคำถามนี้บ้างรึยังอะคะคุณ  พูดถึงแต่คนอื่นแล้วตัวคุณเองละคะ  อ้อแต่ถึงคุณจะตอบไปก็คงต้องเอา 10 หารอยู่ดีใช่ปะ ฮุ ๆ ๆ

ความคิดเห็นที่ 92  

คุณ lb"sn อยากทราบว่าทำงานอะไรมีรายได้เท่าไรแล้วที่บอกว่า จบ ม 3 พูด อังกฤษได้แล้วขำ ไม่ทราบว่าคุณพูดได้หรือไม่ ผมใช้ภาษาอังกฤษติดต่อกับต่างประเทศทั้งอ่านและเขียนนะครับ คุณเห็นว่าจบแค่ ม 3 ก็ตัดสินแล้ว สงสัยคงมีปมด้อยแน่ๆ ดูแล้วเงินเดือนคง ไม่เกิน 20 k พูด อังกฤษได้นิดหน่อยก็นึกว่าตัวเองอยู่สูงกับคนอืน

จากคุณ : san


จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 2 เม.ย. 50 22:54:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 110

"สมัยนี้ เรียนไม่สูง แต่ประสบความสำเร็จ มีหนึ่งในร้อย ที่เหลืออีก 99 เป็นพวกกเฬวกะรากทั้งนั้น"

อ่านประโยคนี้แล้ว เฮ้อ...

question

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 50 22:56:33

จากคุณ : cookiecompany - [ 2 เม.ย. 50 22:56:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 111

อ่าน คห.ที่ 106 แล้วเหนื่อยแทนค่ะ  หุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

จากคุณ : เหงาไม่เข้าใจ - [ 2 เม.ย. 50 23:42:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 112

ความคิดเห็นที่ 71 ผมถามว่า
จะเป็นประโยชน์ต่อคนอ่านมากกว่านี้
หากเจ้าของกระทู้เล่าซักนิดว่าธุรกิจที่ทำอยู่คืออะไร ค้าขายอะไร

แล้วทำไมถึงบอกว่า "มันยากที่สุดตอนหาหุ้นส่วนให้ได้ 7 คน"

*****************************************************
ความคิดเห็นที่ 74 คุณ ม.6 ตอบมาว่า
ผมอยากจะลงชื่อบริษัท และ Website แต่กลัวเป็นการประชาสัมพันธ์
*****************************************************

ถามแค่ชนิดของธุรกิจครับ ว่าธุรกิจที่ทำอยู่คืออะไร ค้าขายอะไร
...........ไม่บังอาจให้คุณเปิดเผยตัวตนหรอกครับ

คนที่ไม่มีโอกาสทั้งหลาย.....จะได้มีโอกาสคิดตาม
.........ถึงแม้จะทราบธุรกิจคุณ ก็ไม่มีใครไปเลียนแบบคุณได้ง่ายๆ หรอกครับ
ขนาดเปิดร้านขายอาหารที่ใครก็คิดว่าง่าย.........ยังเจ๊งกันมาเยอะเลยครับ
.........ไม่ว่าจะเรียนสูงขนาดไหนมาก็ตาม


ขอถามเพิ่มนะครับ อันนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคนอ่านทั้งหลายครับ
ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ครับ เอาทุนมาจากที่ไหนบ้างครับ

เท่าที่อ่านมาข้างบน
นอกจากการบอกให้ไปหาประสบการณ์หลังจบ ม. 6 เพื่อค้นหาตัวเองก่อน
กับทัศนคติของคุณในการรับคนเข้าทำงาน
.......ไม่มีข้อมูลอย่างอื่นที่คนอ่านจะนำไปใช้ได้เลยครับ

เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ ปัญหาที่เจอด้านการผลิต การตลาด การเงิน ฯลฯ
บอกไว้ตอนต้นกระทู้ว่าทำเองมาทุกหน้าที่ น่าจะมีอะไรดีๆ มาเล่าเยอะนะครับ


ถ้าเจ้าของกระทู้ไม่ตอบคำถามของผมหรือตอบเลี่ยงๆ ผมก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วละครับ
...........................คงจะไม่ถามอะไรอีก


จากคุณ : academician - [ 3 เม.ย. 50 00:10:02 A:130.18.158.131 X: TicketID:075095 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 113

เราว่าแค่ปริญญาตรี  ตอนนี้ก็ดูธรรมดาไปแล้วแหละ

อีกไม่นานคงมีคนมาตั้งกระทู้ว่า
คนจบปริญญาตรีอย่าดูถูกตัวเองนะ อะไรประมาณนี้  บลาๆๆๆๆ ...
.... เรียนให้จบปริญญาตรีแล้วทำงานค้นหาตัวเอง แล้วค่อยไปเรียนปริญญาโทต่อ

- -''


จากคุณ : เสือดาว - [ 3 เม.ย. 50 01:07:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 114

- คนฝรั่งนั้นเขาชอบคนที่มีจุดยืนครับ มั่นคง มันเป็นผลเนื่องมาจากวัฒนธรรมของเขาด้วย
เขาจะไม่สนับสนุนคนที่บอกว่าใจเป็นกลางเห็นด้วยทั้งสองฝ่าย
ซึ่งเราต้องดูวัฒนธรรมของประเทศและท้องถิ่นนั้นๆด้วย ถึงจะมองเห็นองค์รวมทั้งหมด
เช่นการหาเสียงเลือกตั้งในสหรัฐ

- เรื่องกระทู้นี้ ในความคิดเห็นของกระผมคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นมันมีหลายแบบขึ้นอยู่กับความพอใจของเขา
เมื่อไม่กี่วัน รายการดิไอคอน เชิญชาวนาดีเด่นแห่งชาติมา เขาภูมิใจมากที่ลูกชายของเขากล่าวว่า โตขึ้นผมจะเป็นชาวนาเหมือนพ่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังสู้อุตส่าห์ส่งลูกเรียนถึงป.ตรีเพื่อนำวิชาความรู้มาพัฒนาอาชีพชาวนาของตนเองและทำได้ดีด้วย
-"ผมคิดว่า คนทุกคนควรที่จะรวย มีชื่อเสียงและได้ทำทุกสิ่งที่ได้ฝันไว้
เพื่อที่จะได้รู้ว่า นั่นไม่ใช่คำตอบ" Jim Carry


จากคุณ : POP^LIFE - [ 3 เม.ย. 50 02:52:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 115

“ออกแบบงาน(Solid Work ผู้ช่วยผม) วางแผนจัดส่ง จัดซื้อ คงคลัง”

อีมม์ ทำงานออกแบบ แล้ว มันต้องมีจัดส่ง จัดซื้อ คงคลัง ยังไงกันนะ นึกภาพไม่ออก


“ตอนนี้ ปี 4 แล้ว เหลือเชื่อมากที่การศึกษาจากมหาวิทยาลัยช่วยผมได้มาก ได้เข้าใจหลักการต่างๆ แนวทาง ข้อเท็จ และอะไรอีกมากมายในการเรียน สนุกมากจริงๆแต่ส่วนใหญ่ผมมักโดนแซวเรื่องอายุ (ผมเข้าปี 1 ตอน อายุ 24)”

“ตอนนี้ผมมีเวลาว่าง
-ผมเล่นแบตทุกวันเสาร์ อังคาร พฤ. ช่วงเย็น 18.00-20.00
-ไดร์กอล์ฟทุกวันอาทิตย์ กับครอบครัว แล้วก็กินข้าวนอกบ้านกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับตัวผมครับ ตอนนี้กำลังทำสิ่งที่ฝันไว้คือ สร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว
ซื้อที่ดินไว้แล้ว 2 ไร่ รอถมดิน เนื่องจาก พ่อ แม่ ชอบปลูกต้นไม้”


ตอนนี้จขกทก็อายุยี่สิบแปดแล้วไปไตร์วกอลฟ์กับครอบครัวทุกวันอาทิตย์ อืมม์มีเวลาไดร์กอลฟ์ แต่ไม่มีเวลาไปถมที่ อืมม์หรือจะรอถมที่หน้าฝน????

อ่านไปอ่านมาสำนวนการเขียนไม่คล้ายกับคนที่มีวุฒิภาวะและไม่เหมือนคนที่มีความคิดเป็นขั้นตอนที่ประสพความสำเร็จเลยครับ (ต้องขออภัยที่พูดตรงๆ) เห็นด้วยกับ 71 และ 112 นั่นนะซิมันยากตรงไหนตอนหาหุ้นให้ได้ 7 คน ใครจะตั้งบริษัทแล้วหาหุ้นจริงๆไม่ได้เขาก็ใช้นอมินีกันทั้งนั้นแหละ

สงสัยเป็นกระทู้เกรียน


จากคุณ : น้ามือเกาเก่า - [ 3 เม.ย. 50 03:16:56 A:58.8.144.13 X: TicketID:131874 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

คลิกเพื่อเลือก : โพสไฟล์ประกอบ / วาดภาพประกอบ / โพสคลิปวิดีโอ
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
แตกประเด็น : ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom