◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เทคนิคการหางานทำ – วิธีประคองชีวิต ในช่วงแห่งมรสุมของการว่างงาน

    เทคนิคการหางานทำ – วิธีประคองชีวิต  ในช่วงแห่งมรสุม

    ของการว่างงาน





    จากผลเศรษฐกิจเป็นพิษที่กระทบชีวิตของคนไทยทั่วหน้า

    ในยามนี้  หลายคนที่ยังว่างงาน  หลายคนที่ถูกให้ออกจาก

    งาน  และอีกหลายคนที่กำลังอยู่ในความไม่แน่นอนของ

    หน่วยงาน  อาจจะเรียกได้ว่า  ชีวิตของคนไทยหลายคน

    กำลังเผชิญอยู่กับมรสุมที่กระหน่ำเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า  

    อะไรจะดีไปกว่ากำลังใจที่จะสู้กับชีวิตต่อไป




    ในบทนี้  เป็นบทที่ผู้เขียนได้เขียนขึ้น  เพราะเห็นถึงความ

    จำเป็นที่จะเป็นกำลังใจให้แก่ผู้อ่าน ที่จะได้มีเรี่ยวแรงฟัน

    ฝ่ากับวิกฤติของเศรษฐกิจกันต่อไป




    แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนเข็นเพียงใดก็ตาม  แต่การ

    ใดทราบถึงกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิตในช่วงนี้  ก็น่าจะทำ

    ให้ผู้อ่านได้มีทางเลือกในการปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม

    ยิ่งขึ้น




    ขอให้ผู้อ่านลองพิจารณาเอาเองก็แล้วกันว่า  ข้อใดที่น่าจะ

    เป็นสิ่งที่ใช้ได้สำหรับตัวท่าน  และหากท่านมีบุคคลใกล้ตัว

    ที่กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกัน  ท่านอาจจะแนะนำเขา

    เหล่านั้นได้บ้างตามสมควร




    วิธีประคองชีวิต  ในช่วงมรสุมของการว่างงาน




    อนุญาตให้ตัวเองเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น




    นักจิตวิทยาทุกคนทราบดีว่า  เมื่อมีวิกฤติเกิดกับชีวิตนั้น  

    ทางออกที่เป็นธรรมชาติที่สุดของจิตใจคือความเศร้า

    เสียใจ  ไม่ว่าเรื่องที่เกิดกับชีวิตจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงขนาด

    ใดก็ตาม  ความเป็นจริงก็คือ  ความสูญเสียได้เกิดขึ้นกับ

    จิตใจ  และคุณรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน  “ถ้าคุณรู้สึก

    จริงๆ คุณก็ควรจะยอมให้ตัวเองเสียใจได้  อย่าทำเป็น

    ว่า  “ข้าเก่ง”  ไม่ยอมให้ตัวเองหลั่งน้ำตา  การยอมรับ

    ความเสียใจ  เป็นการแสดงออกของร่างกายที่เป็นปกติ  

    ไม่เห็นจะมีอะไรที่จะต้องละอายในเรื่องนี้แม้แต่น้อย”





    น้ำตาไม่ใช่เป็นเครื่องแสดงว่าคุณขี้แย  ไม่สู้ชีวิต  หรือ

    สงสารตัวเอง  แต่หลายครั้งการหลั่งน้ำตา  เป็นทางออก

    ของจิตใจที่เป็นธรรมชาติ  เหมือนธรรมชาติอื่นๆ เช่น  เมื่อ

    คุณหิว  คุณต้องการอาหาร  เมื่อคุณง่วง  คุณต้องนอน  

    ฯลฯ




    การปิดกั้นธรรมชาติที่อยากแสดงออกต่างหาก  ที่เป็นสิ่งที่

    น่าอันตรายเพราะถ้าคุณปิดกั้นไว้นานๆ อาจทำให้คุณต้อง

    ไปหาทางออกในทางที่ไม่สร้างสรรค์  และอาจจะเป็น

    อันตรายกับทั้งตัวเองและสังคม




    มีการศึกษามากมายที่บ่งว่า  คนที่ชอบทำร้ายผู้อื่นหรือตัว

    เอง  มักมีภูมิหลังมาจากการเป็นคนที่ชอบเก็บกดทุกอย่าง

    ไว้ในใจ  ทำให้ไม่มีทางระบายออก  และเมื่อถึงจุดที่รับไม่

    ไหวอีกต่อไป  ก็จะแสดงความก้าวร้าวได้อย่างน่าอันตราย

    กับคนใกล้เคียงหรือกับตัวเอง




    ดังนั้น  กฎข้อที่ 1 ก็คือ  “ยอมอนุญาตให้ตัวเองเศร้า

    เสียใจได้เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น  แม้ว่าการ

    แสดงออกอาจจะใช้เวลาที่ต่างกันก็ไม่เป็นไร  เช่น  คุณ

    อาจจะร้องไห้เสียใจเมื่อรู้ว่าถูกให้ออกจากงาน  ในขณะที่

    สามีหรือภรรยาอาจจะใช้เวลาอีกสองสามวันกว่าจะ

    แสดงออกถึงความเสียใจในเรื่องเดียวกัน”





    โปรดระลึกไว้ว่า  ธรรมชาติของคนเรานั้นมีความแตกต่าง

    กัน  บางคนใช้เวลายาวนานกว่าคนอื่นในการแสดงออก

    มา  ในบางคนก็แสดงออกมาในทันทีที่ทราบข่าวร้าย  การ

    ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ สภาวะจิตใจของการป้องกันตัวเองบาง

    ประการที่ปิดกั้นไว้  ในทางจิตวิทยาเราเรียกว่า  “First

    Line Defense”
     คือ  ธรรมชาติของจิตจะมีการป้องกันจน

    เองจากความเป็นจริงที่จู่โจมเข้ามาอย่างปวดร้าว  ดังนั้น  

    เขาหรือเธอจึงต้องการเวลาสักระยะหนึ่งที่จะรับข่าวร้ายว่า

    เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง




    เข้าใจปฏิกิริยาของการตอบสนองของคน  เมื่อมีเหตุร้าย

    เกิดขึ้น





    เมื่อสมศักดิ์ถูกแจ้งไปเรียกไปแจ้งข่าวว่า  “เขาจะได้รับ

    การปลดออกจากการเป็นพนักงาน”
    ของบริษัทแห่งหนึ่ง  

    เขาโกรธและผิดหวังมาก




    “คุณคิดดูสิ  ผมอยู่กับบริษัทมานานกว่าคนอื่น  ผมทำงาน

    ให้บริษัทอย่างเต็มสติกำลัง  และนี่หรือ...คือสิ่งตอบแทน

    ที่ผมควรจะได้รับ  มันไม่ยุติธรรมเลย  ตอนนี้ผมอายุ 45

    เข้าไปแล้ว  จะไปหางานใหม่ที่ไหน...ใครเขาจะจ้างผม”





    ปฏิกิริยาของสมศักดิ์  คือ  “ปฏิกิริยาของความช็อค”  ที่

    เกิดขึ้นในระยะแรก  และตามาด้วยความโกรธและสิ้น

    หวัง  ถ้าเราเข้าใจปฏิกิริยาของมนุษย์เมื่อได้รู้ข่าวร้ายว่า

    เป็นขั้นตอนเช่นไร  ก็จะทำให้เรารับมือกับสิ่งที่จะตามมา

    ง่ายเข้า




    โดยทั่วๆ ไป  เมื่อได้รับข่าวร้าย  คนทั่วไปจะรู้สึกช็อค  

    ยอมรับไม่ได้  ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง  ต่อมาเมื่อเข้าใจ

    ว่า  สิ่งที่รู้เป็นสิ่งที่เป็นความจริงแน่นอน  เช่น  จะต้อง

    ถูกออกจากงานแน่  หรือเป็นมะเร็งแน่หรือสูญเสียบุคคลที่

    รักไปแน่  คนเราก็มักจะมีปฏิกิริยาโกรธต่อต้าน  

    แสดงออกด้วยการประท้วงด้วยพฤติกรรมหรือคำพูดรุนแรง

    สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นก่อนการที่จิตใจจะยอมรับได้ในภาย

    หลัง  และเมื่อยอมรับได้แล้ว  การหาทางออกของการแก้

    ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นได้




    อย่าหนีปัญหา  แต่ให้สู้ปัญหา




    คนเรานั้น  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นและรู้สึกว่าไม่มีทางออก  ก็

    มักจะแก้ปัญหาโดยการวิ่งหนีปัญหา  มากกว่าการแก้

    ปัญหา  คนตกงานบางคนเมื่อรู้ว่าตนเองต้องถูกให้ออกจาก

    งานแน่ๆ ก็อาจจะหนีปัญหาด้วยการประชดตนเอง  ทำใน

    สิ่งที่ไม่เคยทำในเวลาปกติ  เช่น  บางคนไม่เคยดื่ม  ก็อาจ

    จะหันมาดื่ม  ผู้หญิงบางคนที่เคยระวังสุขภาพหรือน้ำหนัก  

    ก็จะกลายเป็นคนไม่สนใจตัวเองอีกต่อไป  ปล่อยเนื้อตัวให้

    อ้วน  เป็นการประชดชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง




    การหนีปัญหามีหลายรูปแบบ  ตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้นร้าย

    แรงขนาดทำร้ายตัวเองและคนในครอบครัว  ดังที่เป็น

    ข่าวอยู่เนืองๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ระยะหนึ่ง




    การหนีปัญหาไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น  ตรงกันข้าม  

    กลับจะทำให้เรื่องที่พอจะแก้ไขได้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม  

    หากคุณกำลังคิดปัญหาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง  ก็ขอให้ลองตั้ง

    สติใหม่  มองทางออกอื่นๆ ที่เหลืออยู่  




    การยอมรับความล้มเหลวไม่ใช่เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสียที

    เดียว  ตรงกันข้าม  กลับทำให้คุณเข้มแข็งมากขึ้นด้วยซ้ำ

    เมื่ออุปสรรคได้ผ่านพ้นไปแล้ว





    ***********************************************




    ตอนต่อไป  :  หากิจกรรมทำ  ใช้ชีวิตให้เป็นปกติ





    ***********************************************




    จาก “ศิลปะของการสมัครงาน”  โดย  นวลศิริ  เปาโรหิตย์




    [email protected]




    http://lungadd.pantown.com/

    จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 13 มี.ค. 50 18:27:55 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม