◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    FISH ! : ปรัชญาจากตลาดปลาซีแอตเติล

    คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3846 (3046)

    เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Dr.Stephen C.Lundin ได้มาเป็นวิทยากรในการสัมมนาครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ Dr.Lundin มีชื่อเสียงโด่งดังจากการร่วมเขียนหนังสือเรื่อง FISH ! หนังสือซึ่งหนาเพียงร้อยกว่าหน้าเล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ตั้งแต่พิมพ์ออกมาเมื่อ ค.ศ.2000 FISH ! เป็นหนังสือแนวสร้างแรงบันดาลใจบวกแนวการบริหารองค์กร แต่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะวิธีนำเสนอที่แตกต่างจากหนังสือในแนวเดียวกัน นั่นคือผู้เขียนนำเสนอ ในแนวนิยายโรแมนติก โดยใช้ความสนุกสนานในร้านขายปลาอันมีชื่อเสียงของเมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็นแกนดำเนินเรื่อง
    ตัวละครเอกได้แก่ "แมรี่เจน" พนักงานสาวใหญ่ในบริษัท First Guarantee Financial (FGF) ย้อนไปสองปีก่อนที่เรื่องนี้จะเริ่มขึ้น อนาคตของแมรี่เจนดูสดใสยิ่งเพราะเธอและสามีเพิ่งย้ายมารับงานใหม่ซึ่งทั้งน่าสนใจและจ่ายเงินเดือนสูง แต่สามีของเธอเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทิ้งทั้งหนี้และลูกเล็กๆ สองคนไว้ให้เธอรับผิดชอบ ด้วยความอุตสาหะและความสามารถ แมรี่เจนได้รับเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานบนชั้น 3 ของ FGF ครั้งแรกแมรี่เจนจะไม่รับตำแหน่งนั้น เพราะเป็นที่รู้กันทั่ว FGF ว่าหน่วยงานดังกล่าวย่ำแย่ที่สุด แต่เธอจำใจรับเพราะความจำเป็นทางการเงิน
    ทันทีที่แมรี่เจนเข้าทำงานในตำแหน่งใหม่ เธอก็พบว่าพนักงานส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะเดียวกับเธอ นั่นคือมีภาระทางครอบครัวอันหนักอึ้ง จึงจำเป็นต้องยึดงานไว้ แม้จะไม่ชอบงานก็ตาม ทุกคนมาทำงาน เพราะบริษัทให้ทั้งเงินเดือนสูงและความมั่นคง แต่ก็ทำงานโดยปราศจากความกระตือรือร้น เที่ยงวันหนึ่งไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในขณะที่แมรี่เจนจะออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกสำนักงาน เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้านายของเธอชื่อบิล ผู้ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วองค์กรว่าเป็นจอมโหด บิลเล่าว่า เขาถูกเจ้านายใหญ่ในบริษัทต่อว่ามาอีกทอดหนึ่งว่า หน่วยงานของเธอทำงานแย่มาก จนถูกตั้งฉายาว่าเป็น "ถังขยะ" บิลสั่งเธอให้คิดหาทางปรับปรุงแล้วรายงานให้เขาทราบก่อนบ่ายสองโมงครึ่งวันนั้น
    มารี่เจนรู้สึกกดดันจนหัวหมุน จึงตั้งใจเดินไปให้ไกลกว่าที่เคยเดินหลังอาหารกลางวัน เมื่อเดินไปถึงหัวมุมถนนหนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของคนจำนวนมากมาจากทางตลาดปลา เธอจึงตัดสินใจแวะเข้าไปในตลาดนั้น และเมื่อเดินเข้าไปถึง เธอจึงสังเกตเห็นพนักงานบริษัทที่แต่งตัวดีๆ สรวลเสเฮฮาอยู่กับคนขายปลาซึ่งกำลังโยนปลาไปมา และพูดคุยหยอกล้อกับลูกค้าอย่างสนุกสนาน ในขณะที่เธอเพลินอยู่กับภาพข้างหน้านั้น "ลอนนี่" ซึ่งเป็นหนึ่งในคนขายปลาเดินตรงเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตรและบอกเธอว่า ตลาดปลาแห่งนี้ ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาให้ดีขึ้น เขาจึงยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือเธอ หากเธอต้องการ เพราะเขาเห็นว่าสีหน้าของเธอแสดงถึงความกังวลหม่นหมอง เธอจึงตัดสินใจเล่าเรื่องในหน่วยงานของเธอให้เขาฟัง ลอนนี่ฟังด้วยท่าทีที่ตั้งอกตั้งใจและรับปากว่า จะให้คำแนะนำตามที่เธอต้องการ ทั้งสองจึงนัดแนะที่จะรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันในวันรุ่งขึ้น
    ลอนนี่ตรงเข้ามาหาแมรี่เจนทันทีที่เธอก้าวเข้าตลาดในวันรุ่งขึ้น จากการคุยกับลอนนี่เธอสรุปว่า งานทุกงานล้วนน่าเบื่อ แต่เหตุผลที่คนไม่เปลี่ยนงานเพราะต้องการเงินและความมั่นคง นอกจากนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนงานสักกี่ครั้ง สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นงานที่น่าเบื่ออยู่ดี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเลือกได้ นั่นคือทัศนคติซึ่งหมายความว่าผู้ที่นำทัศนคติที่ดี มีความสุข สนุกสนาน เข้าไปในที่ทำงาน งานนั้นก็จะเป็นงานที่สนุก ก่อนจากกันลอนนี่บอกว่า ยังมีปรัชญาอีก 3 ข้อ แต่ขอให้เธอกลับมาหาอีกเมื่อเธอพร้อม
    หลังจากนั้น 2 วัน แมรี่เจนเข้าไปพบกับบิลอีกครั้งเพื่อไต่ถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่มาของคำว่า "ถังขยะ" เขาหลีกเลี่ยงประเด็น แต่ก็มอบเทปบันทึกเสียงชิ้นหนึ่งซึ่งมีบทกวีอยู่ด้วย ให้เธอนำไปฟัง บทกวีสั้นๆ นั้นทำให้แมรี่เจนฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า การที่คนเราไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเป็นเพราะความศรัทธาในตัวเองหายไป คนเรามักเกรงว่าหากเราเปลี่ยนแปลงแล้วล้มเหลว เราจะตกงาน เราลืมคิดไปว่าเมื่องานของเราไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายเราก็จะตกงานอยู่ดี เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเรียกความศรัทธาในตัวเองกลับคืนมาให้ได้ เทปนั้นทำให้แมรี่เจนตัดสินใจที่จะยกเครื่องครั้งใหญ่ในหน่วยงานของเธอ
    เช้าวันจันทร์ต่อมาเธอจึงเรียกประชุมเพื่อนร่วมงานเพื่อแจ้งให้พวกเขาทราบว่า เธอตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยนทั้งตัวเอง และหน่วยงาน เพราะเธอคิดว่าชีวิตของเธอมีค่า เกินกว่าที่เธอจะมาทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เพื่อรอวันเกษียณ และเธอคิดว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนก็คงมีความเห็นเช่นเดียวกับเธอ จากการพูดคุยกันในวันนั้นแมรี่เจนสรุปได้ว่า แม้พนักงานบางคนจะยังไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เธอพูดและบางคนแสดงท่าทีต่อต้าน แต่ส่วนใหญ่กระตือรือร้นที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น นั่นคือในตอนเช้าวันศุกร์ เมื่อแมรี่เจนมาถึงที่ทำงานบนชั้น 3 ก็พบว่าตรงหน้าประตูสำนักงานมีป้ายขนาดใหญ่ ติดไว้ด้วยข้อความว่า "เลือกทัศนคติ เมนูประจำวันนี้มียิ้มกับบึ้ง" ซึ่งสื่อให้เธอทราบทันทีว่า เพื่อนร่วมงานพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลง เธอจึงโทร.หาลอนนี่เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม เขาแนะนำให้เธอพาลูกๆ ไปหาเขาที่ตลาดปลาในตอนเช้าตรู่วันเสาร์
    แมรี่เจนพาลูกชายและลูกสาวไปพบลอนนี่ตามนัด ลอนนี่ชวนลูกชายของเธอให้ช่วยทำงานหลายอย่าง แมรี่เจนสังเกตว่าลูกชายของเธอช่วยเขาทำงานอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน ต่อมาลอนนี่บอกเธอว่า ลูกชายของเธอกำลังบอกปรัชญาข้อสองของการสร้างที่ทำงานให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน นั่นคือการเล่น เขาบอกเธอว่า เมื่อคนเราโตขึ้น เรามักจะลืมการเล่นไป ทั้งที่การเล่นสามารถเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานให้เป็นไปอย่างสนุกสนาน และมีความสุข ส่วนปรัชญาข้อสามและข้อสี่นั้น ลอนนี่ให้เพื่อนร่วมงานที่มีชื่อเล่นว่า "หมาป่า" มีส่วนช่วยอธิบายคือ การทำอะไรก็ได้ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมอย่างสนุกสนาน ซึ่งเขาจะจดจำเหตุการณ์ได้เป็นพิเศษ เช่น ให้ลูกค้ารับปลาที่คนขายโยนมาจากทางอีกฟากหนึ่งของร้าน ส่วนปรัชญาข้อสุดท้ายได้แก่การใส่ใจกับการให้บริการ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าราวกับว่าลูกค้าเป็นคนสำคัญที่สุด ด้วยการคอยสังเกตความเคลื่อนไหวและคอยตั้งใจฟังเขาอยู่ตลอดเวลา
    หลังจากวันนั้นแมรี่เจนก็พาเพื่อนร่วมงานไปดูงานที่ตลาดปลา เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่สนุกสนาน กับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนขายปลา บางคนเข้าร่วมเล่นกับพวกเขา บางคนฝึกจับปลาที่ถูกโยนมากลางอากาศ และบางคนช่วยขายปลา เมื่อมาถึงสำนักงานในวันต่อมา ทุกคนในหน่วยงานบนชั้น 3 ก็ตกลงกันว่า จะร่วมกันหาทางสร้างบรรยากาศในที่ทำงานใหม่ให้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และพลังที่สร้างสรรค์เช่นเดียวกับที่ได้ไปเห็นที่ตลาดปลา แมรี่เจนจึงแบ่งพนักงานออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มไปช่วยกันคิดค้นหาวิธีปรับปรุงบรรยากาศในการทำงานตามปรัชญา 4 ข้อของตลาดปลา อีก 6 สัปดาห์ต่อมา เพื่อนร่วมงานของแมรี่เจนก็ช่วยกันจัดกิจกรรมเสนอผลงานขึ้นที่โรงแรมใกล้ๆ สำนักงาน ซึ่งลอนนี่ได้รับเชิญให้มาร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย
    หลังเสร็จกิจกรรมในขณะที่ลอนนี่ซึ่งอยู่ในชุดคนขายปลาเต็มยศ เดินไปส่งแมรี่เจน สาวใหญ่ในชุดนักธุรกิจเต็มตัว เขาบอกกับเธอว่า เขาเข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงปฏิเสธตำแหน่งใหม่ซึ่งบริษัทคู่แข่งมาเสนอให้ พร้อมกับเงินเดือนที่สูงกว่า เขาเข้าใจว่าเพราะเธอมีพันธสัญญากับเพื่อนร่วมงาน เธอจึงบอกกับเขาว่า เขาเข้าใจถูกต้องแล้ว ก็ในเมื่อเธอได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนสถานที่ทำงานบนชั้น 3 เพื่อให้กลายเป็นสำนักงานที่พนักงานของ FGF ส่วนใหญ่อยากไปทำงานด้วย จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่เธอจะต้องย้ายหนีออกไปจากสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งเพิ่งเริ่มต้น ปีนั้นหน่วยงานของแมรี่เจนได้รับรางวัลจากประธานของบริษัท และเฉกเช่นนิยายโรแมนติกทั่วไป เรื่องนี้จบด้วยฉากที่แมรี่เจนได้รับแหวนหมั้นในร้านกาแฟจากลอนนี่เมื่อเวลาหนึ่งปีผ่านไป แต่ฉากนั้นก็ไม่วายที่จะแฝงไว้ซึ่งความสนุกสนาน เมื่อลอนนี่ใส่แหวนหมั้นไว้ในปากปลาซึ่งอ้าอยู่ด้วยความสดชื่น
    ข้อสังเกต-มองจากมุมหนึ่ง ข้อคิดของหนังสือเรื่องนี้ดูจะไม่มีอะไรใหม่ แต่การนำเสนอของผู้เขียนสร้างความประทับใจ และตอกย้ำความสำคัญของการมีทัศนคติที่ดีและมีหลักอีก 3 ข้อ ทั้งในด้านการทำงานและในด้านการดำเนินชีวิต และเราเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นจริง ด้วยการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิต ตามปรัชญาของตลาดปลาอันโด่งดังนั้น หลังจากหนังสือเล่มนี้ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้อ่าน ผู้เขียนได้เขียนหนังสือในชุด "FISH !" อีกหลายเล่ม และได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในการสัมมนาทั่วโลก ณ วันนี้คนไทยคงได้เห็นแล้วว่า เขาสามารถทำให้การสัมมนาสนุกสนานได้อย่างไร และเราจะนำปรัชญาของตลาดปลาของซีแอตเติลไปใช้ได้จริงหรือไม่
    หน้า 49

    จากคุณ : คนขับช้า - [ 21 พ.ย. 49 16:07:25 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม