◀ Previous Next ▶ Up ▲




    เรื่องเล่าแก้เบื่อ..เพื่อให้หายเหงา..สำหรับคนชอบอ่านอะไรย๊าวยาว

    ผมขึ้นเชียงใหม่คราวนี้..เพราะมีธุระ
    เพื่อนของผมจะแต่งงาน...มันขาดสักขีพยานที่สำคัญอย่างผมไม่ได้
    "เอ็งไม่มา..ใครจะมาคอยอุ้มข้าเข้าหอวะ..มีแต่เอ็งคนเดียวนี่แหละ..ที่คอยช่วยข้าตอนข้าเมาไม่ได้สติมาตั้งแต่เรียนแล้ว.."
    นั่นเป็นเหตุผลที่ผมยากจะปฏิเสธมัน

    ผมจับเครื่องบินตอนบ่ายสามของเย็นวันศุกร์
    ใช้บริการของอภิมหาสนามบินสุวรรณภูมิด้วยความทึ่งในความมหัศจรรย์สิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏแก่สายตา
    ใหญ่โตมโหระทึกดีแท้..ราวกับหลุดเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นเมืองไทย
    เสียเวลาเดินหาประตูที่จะไปขึ้นเครื่องบินจนเกือบจะไม่ทันเช็คอิน..ในใจก็นึกถึงสนามบินดอนเมืองอย่างจับใจ
    ไม่รู้สิ..ใครจะเห่อของใหม่ก็เห่อไปเถอะ แต่ผมรัก "ดอนเมือง" มากกว่า
    อย่างน้อยที่ดอนเมือง ก็ยังมี แอร์ฯ สวย ๆ ให้เห็นมากกว่าเป็นกอง

    ขณะนั่งอยู่บนรถบัสที่ใช้ขนผู้โดยสารไปขึ้นเครื่องบิน..ผมต้องงับงับโทรศัพท์มือถือไปตลอดทาง..
    ต้องฝากฝังงานหลายอย่างไว้ทางนี้..และมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผู้คนแทบทุกคนที่รู้จักผมจะฝากฝังผมไปทางโน้น
    ไม่ฝากซื้อโน่นก็ฝากซื้อนี้ โดยเฉพาะแคบหมูกับพริกหนุ่มนี่ไม่รู้จะฝากอะไรกันนักหนา
    ถึงเวลาปิดโทรศัพท์ก็รวมแล้ว 12 ถุงพอดี
    แล้วผมจะหอบขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ ยังไงกันล่ะนี่??
    ผมจะบ้าตาย!!

    พอวางหูโทรศัพท์แล้วปิดเครื่อง ผมจึงมีเวลาที่จะมองซ้ายมองขวาเพื่อสำรวจเพื่อนรวมทางในทริปนี้ได้
    ส่วนใหญ่จะเป็นอาม่ากับอาแปะ..สวมเสื้อเหลืองสะพรั่งไปทั้งคัน กำลังส่งเสียงคุยกันอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยภาษาส่วนตัวที่ฟังไม่ออก
    แล้วก็ตามด้วยเสียงหัวเราะที่ดังกว่าเราได้ยินในตลาดสดซะอีก
    ผมพอจะเดาได้..ว่าสว.กลุ่มนี้คงจับกลุ่มกันเพื่อจะไปเที่ยวงานราชพฤกษ์แหง ๆ
    คงเป็นเพราะทนการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสื่อต่าง ๆ ไม่ไหว สมาชิกสว.กลุ่มนี้ (สมาชิกคนสูงวัยอะคับ)ต่างก็คงคิดว่าชีวิตหนึ่งก็ไปให้เห็นกับตาสักครั้งหนึ่ง..
    เหมือนกับผมเช่นกัน..ที่คิดว่าไหน ๆ จะต้องไปเชียงใหม่แล้วก็อยู่เดินเที่ยวกะเขาซักวันหนึ่งก็แล้วกัน..ดูซิว่าจะสวยและตื่นตาตื่นใจขนาดไหนนักเชียว..
    แม้จะต้องเดินเที่ยวคนเดียวก็เหอะ..

    ผมยังมองไปรอบตัว..ยังมีหนุ่มสาวอีกหลายคู่ ยังมีครอบครัวอีกหลายครัว..ที่น่าจะมีที่หมายอยู่ที่งานราชพฤกษ์เช่นกัน แต่ก็มีนักธุรกิจแซมอยู่บ้างพอสังเขป คงจะมีแต่ผมคนเดียวละมั้งที่เดินทางโด่เด่ไร้เพื่อนเช่นนี้..

    แต่แล้ว..ความรู้สึกของผมก็บอกกับตัวเองว่ากำลังถูกสายตาคู่หนึ่งมองอยู่..มองมาจากใครคนหนึ่ง..ที่เล็ดลอดการกวาดสายตารอบแรกของผมไปได้
    ผมมองตอบเธอ..เธอหลบตาวูบ..เสไปมองอย่างอื่นเสีย
    ผมแกล้งมองอย่างอื่นมั่ง..หางตาก็ยังจับได้ว่าเธอหันมามองผมอีกแล้ว..
    หัวใจผมเต้นตึกตัก นึกถึงหน้าตัวเองในกระจกตอนเช้า..อย่างเรามันหล่อมุมไหนวะเนี่ย..ถึงขนาดมีสาวแอบมองเชียวรึ?
    มองสำรวจตัวเองอีกครั้ง ซิบเซิบรูดเรียบร้อย..กางกางยีนตัวโคร่งกับเชิ๊ร์ตตัวโคร่งกว่า..จะแย่หน่อยก็ตรงรองเท้านี่แหละ
    ดั๊น..ใส่แตะซะนี่..ด้วยความรีบเลยลึมที่จะหาเปลี่ยนให้มันดูสุภาพกว่านี้
    แต่เธอก็ไม่ได้มองมาด้วยสายตาตำหนินี่นา..เอ๊ะ..หรือเธอกับผมเคยรู้จักกัน?
    ผมกลั้นใจมองไปที่เธออีกครั้ง..เป็นจังหวะเดียวกับที่เธอกำลังมองผมอยู่พอดี
    สองสายตามาประสาน..มีเสียงดังแชะเกิดขึ้น
    เสียงเหมือนสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ไม่ติด..ไม่ก็จุดแก๊สแล้วไฟไม่ลุก..มันดังขึ้นในใจของผมซะลั่นเชียว
    หลบสายตากันวูบวาบ..หน้าผมอุ่นขึ้นเล็กน้อย..แต่เธอกลับหน้าแดง..
    น่ารักจังแฮะ..ไม่เสียเที่ยวแล้วเรา..
    ผมบอกกับตัวเองในใจ

    ไม่นานนัก..พวกเราก็ถูกต้อนขึ้นเครื่อง..
    เครื่องบินลำบะเร่อ..ดูเล็กไปถนัดใจเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่แออัดกันอยู่ในนั้น
    นี่ถ้าอนุญาตให้ยืนโดยสารไปกันได้ ผมว่าก็คงไม่ต่างจากรถเมล์ซักเท่าไร
    ยังดีที่ยังมีสจ๊วตหน้าปลาจวด(ผมมักจะเรียกคนที่หล่อกว่าผมว่ายังงี้ล่ะคับ..แหะแหะ) หาที่นั่งให้..ไม่งั้นผมคงจะต้องโหนราวไปแน่ ๆ
    ที่นั่งของผมไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง แต่นั่งติดกับคนที่นั่งติดหน้าต่าง ซึ่งจะต้องเดินผ่านคนที่ไม่ได้นั่งติดกับคนที่นั่งติดหน้าต่างอีกตั้งสองคน
    จึงเป็นเรื่องที่ต้องขลุกขลักเล็กน้อย..กว่าจะค้อมตัวเดินผ่านอะแปะชราพุงยื่นแทบไปชนกับเบาะข้างหน้า และก็อาซิ้มที่ยิ้มเห็นฟันเลี่ยมทองเหลืองแหงไปถึงเบาะนั่งได้
    โดยไม่ทันที่จะหันไปมองคนที่นั่งติดหน้าต่างว่าเป็นใคร เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นอาแปะหรืออาม่า
    รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิง ผู้หญิงที่มีกลิ่นฮ้อมหอม..
    กึ๊ยส์ ๆ

    จากคุณ : รันนรา - [ 6 ม.ค. 50 12:14:27 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม