◀ Previous Next ▶ Up ▲


    ความเลวร้ายของสายการบิน Qatarairways

    การเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวบ่อยๆ นั้นทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงระดับมาตรฐานและศักยภาพของแต่ละสายการบินเป็นอย่างดี  ครั้งนี้ฉันคงดวงตกสุดๆ เพราะดันเลือกที่จะบินกับการ์ต้าแอร์เวย์ เพราะต้องการมีประสบการณ์กับสายการบินแถบตะวันออกกลางดูบ้าง (จริงๆ อยากลอง Emirate แต่ดันเต็มซะก่อน) ทั้งๆ ที่พอจะทราบกิตติศัพท์อันน่าสะพรึงกลัวของผู้โดยสารเป็นอย่างดี  ทำไงได้ล่ะเกิดมาทั้งทีก็ควรที่จะคุ้มไม่ใช่เหรอก็ลองดูหน่อยละกันน่ะ  

    ฉันออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิและไปเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา (เมืองหลวงของประเทศการ์ต้า) และจุดหมายปลายทางของฉันก็คือสเปนเมืองกระทิงดุ  เมื่อถึงแมดริดฉันก็ยืนรอกระเป๋าเดินทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงและแล้วเจ้าหน้าที่ก็ปิดสายพานลำเลียงกระเป๋า  พร้อมกับอาการเอ๋อๆ ของฉันเมื่อไม่พบกระเป๋าของตนเอง  ดีนะที่มีพวกร่วมเวรร่วมกรรมอีกเกือบสิบคน  ก็เลยเดินตามเค้าไปที่เคาน์เตอร์เพื่อแจ้งเรื่องที่ไม่ได้รับกระเป๋าเดินทาง  เจ้าหน้าที่สาวสวยยื่นแบบฟอร์มให้ฉันกรอกแต่กระดาษแผ่นนั้นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นได้หรอก  ก็เธอตอบไม่ได้ว่ากระเป๋าเดินทางสุดที่รักฉันอยู่ ณ แห่งหนใดบนโลก  หายหรือล่าช้า  ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้คืนก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน  ความเครียดฉันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเพราะจะว่าไปแล้วฉันเหลือแต่ตัวจริงๆ เพราะมีเพียงกระเป๋าสะพายใบเล็กๆ ที่มีกระเป๋าเงิน กล้องดิจิตอล หนังสือเดินทางและลิปมันเท่านั้น  เธอคงเห็นน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าของฉันมั้งเลยบอกข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ว่า ไม่เป็นไรยูก็ซื้อเสื้อผ้าหรือสิ่งของใดๆ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตจนกว่ากระเป๋าจะมาถึง  และก็เก็บบิลไว้ด้วยนะเพราะสายการบินจะจ่ายคืนให้  และเมื่อกระเป๋าเดินทางมาถึงแล้วเราจะจัดส่งให้ตามที่อยู่ที่สเปนที่ยูกรอกไว้  น้ำตาฉันเริ่มไหลย้อนกลับไปสู่อกเหมือนที่เค้าบอกว่าน้ำตาตกในล่ะมั้ง  ฉันเสียเวลากับการจัดการเรื่องกระเป๋าอยู่ด้านในกว่าชั่วโมง  ฉันเดินออกมาอย่างหมดอารมณ์และอดที่จะหัวเสียไม่ได้แต่จะทำอะไรได้ดีไปกว่าการรอล่ะ

    ฉันรอกระเป๋าวันแล้ววันเล่าสามวันก็แล้วสี่วันก็แล้ว  ไหนเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์บอกว่าไม่เกินสามวันไง  ท้ายที่สุดความอดทนของฉันก็หมดลงก็รอจนครบอาทิตย์หนึ่งแล้วนี่นาด้วยอาการบ้าคลั่งเป็นที่สุด ฉันหาเบอร์โทรสนามบินโดฮาในเนทจนเจอและโทรตรงไปยังประเทศการ์ต้าเพื่อสอบถามเรื่องกระเป๋า  หลังจากที่บอก Reference number ของกระเป๋าแล้วก็ได้รับคำตอบว่ากระเป๋าฉันน่ะถูกส่งไปสเปนได้สามวันแล้ว  ฉันเสิร์ทเบอร์สนามบินเมืองมูเซียและพบว่ากระเป๋าฉันอยู่ที่นั่น  ฉันวีนแตกทันทีเพราะไม่ได้รับโทรศัพท์จากสายการบินเลยในการแจ้งข่าวใดๆ อย่างที่เค้าสัญญาเอาไว้  (ฉันต้องทนอยู่กับความเครียดวันแล้ววันเล่าไปเที่ยวไหนก็ไม่สนุกถ่ายรูปก็ไม่ได้เพราะที่ชาร์ทกล้องดิจิตอลอยู่ในกระเป๋าเดินทาง) ฉันตัดสินใจที่จะขับรถไปรับกระเป๋าเองที่สนามบินซึ่งมีระยะทางไปกลับจากบ้านประมาณร้อยห้าสิบกิโลเมตร  เพราะวันรุ่งขึ้นฉันต้องบินไปปารีสและอยากมีเสื้อผ้าสวยๆ ที่เตรียมจากเมืองไทยไปใส่  เมื่อฉันสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่โทรมาบอกว่ากระเป๋าถึงแล้ว  คำตอบที่น่าขันก็คือเราโทรไปเบอร์บ้านคุณแล้วไม่มีคนรับนี่นา (โฮ่ๆๆๆๆ อยากขำเป็นภาษาแขก นี่อีฉันเก็บเงินมาเที่ยวสเปนเพื่อนั่งอยู่บ้านรอรับโทรศัพท์จากสายการบินงั้นเหรอ  โปรแกรมทัวร์และตั๋วเครื่องบินต่างๆ ฉันต้องยกเลิกใช่ไหม  ฉันต้องรอที่บ้านงั้นสินะถึงจะได้กระเป๋าคืน  แล้วมันขอเบอร์มือถือที่สเปนไปเป็นสิริมงคลอะไรเหรอนั่น  ถ้ากลัวเปลืองอย่างน้อยส่งข้อความมาให้โทรกลับไปสนามบินก็ได้นะ สมองเล็กกว่าไส้ติ่งมดจริงๆ)   ฉันพยายามไม่โกรธไปกว่านี้แล้วเพราะอย่างน้อยก็จะได้กระเป๋าคืนและในนั้นก็เต็มไปด้วยของฝากที่มีค่ามากมาย  แต่ยังค่ะเวรกรรมยังไม่ได้หมดแค่นั้นเพราะตำรวจที่สนามบินสั่งให้ฉันเปิดกระเป๋าเดินทางและตรวจสิ่งของทุกชิ้นเหมือนฉันเป็นเอเย่นต์ค้ายาก็ไม่ปาน  

    ฉันล่ะภูมิใจนำเสนอความอุบาทว์ของสายการบินนี้จริงๆ เพราะอีกครั้งตอนฉันกำลังเช็คอินเพื่อบินกลับเมืองไทย  พนักงานภาคพื้นดินพยายามเรียกเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษได้มาเจรจาต่อรองและบอกข่าวดีกับฉันว่า ตอนนี้เครื่องบินของเราที่จะบินกลับไปกรุงเทพฯ นั้นเต็มค่ะ  คุณสนใจจะเลื่อนการเดินทางไหมคะ  โดยไปนอนยังโรงแรมที่โดฮาหนึ่งคืนแล้วเราจะเอาเงินฟาดหัวคุณสามหมื่นบาทค่ะ  สาบานเลยว่าถ้าตอนนั้นมีปืนอาก้าเนี่ยแม่จะฆ่ามันให้ตายทั้งสนามบินเลย  ฉันตอบกลับไปด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติถึงสามเท่าว่า  ฉันไม่ต้องการเงินฟาดหัวใดๆ ทั้งนั้น ฉันรู้สึกเลวร้ายมากเกินพอแล้วกับสายการบินนี้ ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากจะไปเหยียบที่โดฮาเพื่อเปลี่ยนเครื่องด้วยซ้ำ  อีกอย่าง Fully book น่ะมันปัญหาของสายการบินเธอไม่ใช่ปัญหาของฉัน ฉันมีตั๋วแล้วด้วยเพราะฉะนั้นออก Boarding pass มาซะดีๆ ฉันต้องถึงกรุงเทพคืนวันเสาร์เพราะฉันทำงานเช้าวันจันทร์  เท่านั้นแหละพนักงานรีบจนตัวสั่นเลย และแล้วฉันก็ได้ขึ้นเครื่องกลับด้วยใบหน้าที่หงิกสุดๆ  ระหว่างที่ฉันอยู่บนเครื่องก็ไปปรึกษากับน้องที่เป็นแอร์คนไทยว่าจะเคลมเงินคืนได้ที่ไหน  เพราะกระเป๋าล่าช้าตั้งหนึ่งอาทิตย์และสายการบินต้องรับผิดชอบ  เธอก็เลยไปเรียกเพอร์เซอร์ซึ่งเป็นแขกมาคุยด้วย พร้อมกำชับกับฉันว่าพี่อย่ายอมนะคะเพราะไอ้พวกเนี้ยชอบโยนความผิดค่ะปัดความรับผิดชอบสุดๆ  
    ฉันอธิบายให้เพอร์เซอร์ฟังซึ่งมันก็ทำหน้าตาแบบเฉยๆ ไม่ได้ทุกข์ได้ร้อนกับปัญหาใดๆ ของฉัน  (ฉันใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ มันคงคิดว่าเป็นโสเภณีน่ะสินะ หรือไม่ก็คิดว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาไม่มีความรู้อะไรหรอก)  มันตอบได้น่าก้านคอมากว่า เราไม่เคยมีนโยบายที่จะจ่ายเงินให้ผู้โดยสารในกรณีที่กระเป๋าล่าช้าหรอก  เพราะจะจ่ายให้เมื่อสูญหายเท่านั้น  ฉันถามกลับไปทันทีว่าแล้วมันเป็นความผิดของผู้โดยสารเหรอที่ต้องเอาเงินที่เตรียมมาเที่ยวไปซื้อของที่ตนเองมีอยู่แล้ว  เช่นเสื้อผ้า ชุดชั้นใน  เครื่องสำอาง ครีม อื่นๆ ที่มันอยู่ในกระเป๋าเดินทางแล้วสายการบินยูทำผิดพลาดอ่ะ  (พลางทำเสียงสูงขึ้นอีกสี่เท่าตัวเพราะอยากให้ผู้โดยสารชาวยุโรปคนอื่นๆ ได้ยินให้มากที่สุด)  ถ้าฉันจะยอมรับว่าตัวเองผิดอ่ะนะก็เพราะเลือกใช้บริการสายการบินเธอเท่านั้นแหละ  ฉันถามทันทีว่ายูเป็นเพอร์เซอร์มากี่ปีแล้วเค้าโปรโมตยูได้ไง  ไม่มีความรู้ใดๆ เลยและไม่ได้พยายามจะเข้าใจความรู้สึกของฉันด้วย  ทำไมยัยคนสวยสายการบินเธอบอกฉันว่าเก็บบิลไว้แล้วสายการบินจะจ่ายคืนล่ะ  ยูชื่ออะไรฉันจะคอมเพลน  มันก็เลยรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีว่ายูพูดไทยได้หรือเปล่าเดี๋ยวฉันจะติดต่อเจ้าหน้าที่คนไทยที่สุวรรณภูมิให้ทันทีเมื่อประตูเครื่องบินเปิดออก  เมื่อฉันตอบกลับไปว่าฉันพูดภาษาไทยเก่งกว่ายูแล้วกันเพราะฉันเป็นคนไทย  มันก็รีบเดินหนีไปทันที  เมื่อเครื่องลงจอดที่สุวรรณภูมิฉันก็ได้คุยกับเจ้าหน้าที่คนไทยคนหนึ่ง (จริงๆ แล้วควรจะเป็น Station Manager) ซึ่งก็พยายามจะรับฟังปัญหาของฉันแต่ก็ทำได้เพียงให้อีเมลล์ฉันเขียนไปคอมเพลนเท่านั้น  
    ฉันเขียนจดหมายคอมเพลนเป็นภาษาอังกฤษเกือบสองหน้ากระดาษเอสี่แล้วใส่ซองจดหมายส่งไปให้ Area Manager ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดแล้วของผู้บริหารการ์ต้าร์แอร์เวย์ประจำประเทศไทย  พร้อมทั้งเขียนอีเมลล์ไปคอมเพลนที่ [email protected] ซึ่งมีคนบอกมาว่าเค้าจะรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุดถ้าเขียนไปบอก แต่ฉันก็ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้นเรื่องก็เงียบสนิท  เรื่องเงินที่เสียไปเกือบหมื่นน่ะไม่เสียดายหรอกเพราะบริษัทประกันการเดินทางน่ะจ่ายให้อยู่แล้ว   แต่มันเป็นความผิดเต็มๆ ของสายการบินและมันต้องรับผิดชอบ  หรือเพราะว่าเลือดทุกหยดของฉันมันไทยแท้ตาไม่ได้สีฟ้าผมไม่ได้สีทองก็เลยไม่ได้รับความสนใจใดๆ และไม่สมควรได้รับแม้กระทั่งคำว่าขอโทษจากสายการบินแขกงั้นเหรอ  ฉันก็ขอสาบานเลยละกันว่าจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนไทยคืนมาและจะประจานสายการบินนี้ให้คนไทยและต่างชาติให้รู้ว่าเลวร้ายเพียงใด

    จากคุณ : Oh!Gosh - [ 15 ธ.ค. 49 16:34:40 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม