◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เ รื่ อ ง เ ว ท ม น ต์ ค า ถ า รั ก ษ า โ ร ค

    .


                เรื่องเวทย์มนต์คาถารักษาโรคให้หายได้  เป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนาหรือไม่  ถ้าไม่เป็น  ทำไมพระบางท่านจึงรดน้ำมนต์  หรือหมอไสยศาสตร์จึงกล่าวอ้างพระพุทธเจ้า



                 เรื่องนี้เป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร์  จะเรียกว่า  พุทธกับไสยเราแยกกันไม่ค่อยออก  ไสยศาสตรน์นั้นมีอยู่ ๒  กลุ่มใหญ่ ๆ คือ  ไสยศาสตร์ดำกับไสยศาสตร์ขาว  

                 ไสยศาสตร์ขาวนั้น  ใช้เวทมนต์คาถาไปในทางที่ช่วยเหลือคนอื่น  ส่วนไสยศาสตร์ดำนั้นใช้ในเรื่องฝังรูปฝังรอย  แช่งชักหักกระดูก  ตัดไม้ข่มนามเพื่อจะทำลายฝ่ายตรงข้ามกับตนเป็นต้น  

                 พวกเหล่านี้ก็เกี่ยวข้องกันกับคัมภีร์ในพระพุทธศาสนามานานแล้ว  แต่โปรดเข้าใจว่า  ไม่ใช่พระพุทธศาสนาหรอก เป็นจำพวกกระเพาะที่อยู่นอกกระพี้ไปอีก  แต่ถ้าเรามองในแง่ของสังคม มาตรฐานทางสติปัญญาของคนที่ไม่เหมือนกันนั้น  พวกเหล่านี้ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สำหรับคนบางพวก

                 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเองแสดงว่าน้ำมนต์ต้องมีมาอย่างน้อยที่สุดสมัย  พ.ศ.๑๐๐๐  ตำรารุ่นอรรถกถาที่ได้รจนาขึ้นโดย   พ ร ะ พุ ท ธ โ ฆ ษ า จ า ร ย์      นั้น  ได้บอกว่าเมื่อคราวเกิดทุพภิกขภัยขึ้นในเมืองเวสาลี  คนตายกันเป็ฯอันมาก  จนนำไปฝังไปเผากันไม่หวาดไม่ไหว  พวกกษัตริย์ลิจฉวีมากราบทูลให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด  ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา  ทำบ้านเมืองให้สะอาด  พัดพาซากศพทั้งหลายลงแม่น้ำไป  เพื่อจะขจัดอันตรายเหล่านั้น  พระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตร  คือสูตรที่กล่าวสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย  ที่เป็นรัตน = คือเป็นแก้วอันประเสริฐ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมไปตามกำแพงเมืองของแคว้นวัชชี  นี่ก็แสดงว่าเรื่องการทำน้ำมนต์ได้เกิดขึ้นในคัมภีร์พระพุทธศาสนานานแล้ว  จนไม่อาจที่จะแยกได้  มันเป็นเรื่องระดับขวัญและกำลังใจ  ในด้านการรักษาโรคก็ทำนองเดียวกัน

                 โรคบางอย่างเป็นเรื่องที่ใจเรามันไม่ยอมรับเอาเกินไป  แต่ถ้าคนเกิดไปมีศรัทธา  มีความเลื่อมใสในเรื่องเหล่านั้น  จิตใจที่เคยวิตกกังวล  เคยคลุกเคล้ากับโรคภัยไข้เจ็บก็จะค่อย ๆ ถอดออกมาได้มันก็หายไป  

                 เคยพบคนแก่คนหนึ่ง  แกกินน้ำมนต์โดยหลานเขยบอกว่าเป็นน้ำมนต์พ่อท่านคล้ายวัดสวนขัน  ท่านดื่มไปแล้วหายจากโรคปวดหัวเรื้อรังได้  เพราะอะไร ?

                 เพราะว่าศรัทธาความเชื่อมั่น  ว่านี้สามารถดลบันดาลให้ตนหายจากโรคปวดหัวได้  เรื่องความเชื่อมั่นนี่เอง  โรคภัยบางอย่างที่เกิดขึ้นนั้น  ถ้าหากว่าเราไม่อ่อนแอไป  ยอมสยบจนเกินไป ก็อาจหายได้  น้ำมนต์ก็เลยกลายเป็นเสื่อไป  แต่ได้โปรดเข้าใจว่าจะรักษาด้วยน้ำมนต์ได้  

                 น้ำมนต์นั้นบำรุงด้านขวัญกำลังใจเท่านั้นเอง  ไม่ใช่เจ็บป่วยอะไรก็ไปพรมน้ำมนต์กันเรื่อย  ประเดี๋ยวอาการโรคเบา ๆ จะหนักไปเลย  เคยมีข่าวในลักษณะนี้เกิดขึ้น เช่น บางคนเป็นมาเลเรีย ไปให้พระรดน้ำมนต์ก็ไปกันใหญ่เท่านั้นเอง  ซึ่งเป็นเรื่องควรระวัง

                 ทนี้มาถึงจุดที่ว่า  พระรดน้ำมนต์ก็อย่างที่บอกแล้วว่า  เป็นการกระทำอย่างเมตตากรุณา  คนบางพวกมักจะมองในแง่ว่าพระไปงมงายในเรื่องเหล่านั้น  ที่จริงมันเป็นความจำเป็น  ที่หลักในหน้าที่ของพระที่ต้องปฏิบัติต่อชาวบ้านนี้ มีอยู่ข้อหนึ่งว่า


                              ส ง เ ค ร า ะ ห์ ช า ว บ้ า นใ น น้ำ ใ จ อั น ง า ม



                 เมื่อเขาต้องการขวัญต้องการกำลังใจ  ต้องการการปลุกปลอบจากพระ และเขาเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นของพระจะเป็นสวัสดิมงคลแก่เขา เมื่อกระทำไปแล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร  ท่านก็ยินดีที่จะกระทำให้  ตลอดจนการเจิมป้ายเจิมอะไร  พระเองนั้นไม่ชอบเจิมหรอก  เพราะพระห่มจีวรพะรุงพะรังจะเหยียดจีวรออกมาเอื้อมสุดแขนอย่างนี้  ดูแล้วก็ไม่ค่อยสวยงาม  บางครั้งก็ต้องขึ้นไปอยู่ในที่สูงนี้  แต่ทำไมท่านต้องทำ  ก็เพราะจำต้องฉลองศรัทธาชาวบ้าน  เป็นการปลุกปลอบบำรุงขวัญกำลังใจของเขา  

                 ขณะเดียวกันพระอีกกลุ่มหนึ่ง  ก็พยายามชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจ  เพื่อจะยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นกว่าความต้องการเพียงขวัญและกำลังใจ  เพราะกว่าการปฏิบัติธรระในทางศาสนานั้นถ้าไปหยุดอยู่เพียงเท่านี้  ก็เท่ากับเป็นการใช้เวลาให้ผ่านพ้นไปโดยเกิดประโยชน์ไม่คุ้มกับที่ตนควรจะได้และควรจะสร้งให้บังเกิดขึ้น  ในขณะที่แรงกำลังกาย  กำลังสติปัญญา  ยังมีพอที่จะสร้างความดีในชั้นต่าง ๆ ขึ้นมาได้  ดังนั้นเรื่องเหล่านี้อย่าไปถือให้เป็นข้อที่แตกแยกไปด่าว่าไปดูหมิ่นอะไรกันเลย

                 อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าก่อนจะแสดงธรรมก็ได้จำแนกคนออกเป็นดอกบัว ๔  ชนิด  เราอาจจะเป็นดอกบัวประเภทที่สอง  แต่อย่าลืมว่า  ดอกบัวประเภทที่  ๔  ก็ยังมีอยู่เหมือนกัน  ไม่ใช่จะเกณฑ์ให้คนเป็นดอกบัวประเภทที่หนึ่งไปหมด  ซึ่งไม่มีใครจะทำได้  เพราะคนเราสร้างกรรมกันมาไม่เหมือนกัน




                 คัดจาก   ส่องสิ่งสงสัย   โดย   พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ  จิตญาโณ)                        

    .

    จากคุณ : hollowpig - [ วันลอยกระทง 21:10:45 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม