Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom



คุณงามความดีของ "วัดพระธรรมกาย"

เนื่องจากเป็นสมาชิกใหม่ห้องศาสนา และได้ตระเวนอ่านกระทู้ต่างๆมาพอสมควร ได้อ่านเกี่ยวกับ "ข้อเท็จจริง" ของวัดพระธรรมกาย และธัมมไชโยเยอะแยะ แต่ก่อนจะได้ปักใจเชื่อลงไปเต็ม 100% จึงอยากเปิดโอกาสให้ศิษย์สำนักนี้ ชี้แจงแถลงไข และตัดสินกันด้วย ********เหตุผล********

(ขอร้องว่าไม่อยากให้กระทู้นี้เป็นกระทู้ล่อเป้านะคะ)


อยากทราบว่า

1. ท่านเชื่อจริงๆหรือว่านิพพานเป็นอัตตา เป็นดินแดนบรมสุขที่ผู้คนจะเข้าไปอยู่แล้วไม่พรากจากคนที่รัก ไม่พรากจากของรัก ไม่มีใครทำร้ายใจให้เป็นทุกข์ ฯลฯ ??

จากความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

นิพพาน [นิบพาน] น. ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์. ก. ดับกิเลสและ
กองทุกข์, ตาย (ใช้แก่พระอรหันต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใช้ว่า
นิรพาณ ก็มี. (จารึกสยาม).

ความดับสนิทแห่งกองกิเลสและกองทุกข์ มิใช่หมายถึง "ว่าง" จากกิเลสทั้งปวง ปลอดจากทุกข์ทั้งปวง หรือคะ?

แล้วถ้าใช่ เหตุใดจึงแสวงหานิพพานที่เป็นไปเพื่อความสุขอันเป็นนิรันดร์ นั่นมิใช่กิเลสหรือคะ?


*** 2. ธัมมไชโยและวัดธรรมกายมีเงินมาก และต้องการการบริจาคอย่างมากอยู่เนืองๆ อยากทราบว่าเงินนั้นได้แปรเปลี่ยนอะไรบ้างคะ ที่เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและประโยชน์ส่วนรวม (ขอประโยชน์เกี่ยวกับพุทธศาสนาและส่วนรวมนะคะ ไม่ใช่ประโยชน์เพื่อ "วัด" เช่นค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายการฉายตามเคเบิ้ลทีวี)


3. การทำบุญด้วยการออกเป็นสินเชื่อก็แย่พออยู่แล้ว เพราะขัดกับการทำบุญที่พระพุทธองค์ทรงสอน คือให้ทำเท่าที่ไม่เดือดร้อน อยากทราบว่า เหตุใดจึงคิด*ดอกเบี้ย*ผู้มีจิตศรัทธาถึงร้อยละ 12 ต่อปี

ดิฉันชอบไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นที่วัดสุทัศน์ ซึ่งการเข้าสุขานั้นมีค่าใช้จ่าย 3 บาท เพื่อเป็นทุนในการให้มีห้องน้ำวัดที่สะอาดและมีกระดาษทิชชู่เตรียมพร้อมไว้ให้ผู้ไปใช้บริการท่านถัดไป (และที่นี่สะอาดจริงๆขอบอก มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่เลย เพื่อทำความสะอาด) แต่หน้าห้องน้ำได้ติดบทกลอนไว้ จับใจความได้ว่า หากไม่มีเหรียญหรือไม่มีเงินติดตัวมา แต่จะทำธุระก็ทำเถิด มีแล้วค่อยมาให้ก็ได้ ทำนองนี้  (ไม่ต้องขอสินเชื่อ)

เลยอยากจะทราบว่า วัดควรจะเป็นที่ก่อสุขทางใจให้กับผู้เข้าวัด แต่เหตุใดวัดพระธรรมกายจึงมีการเรียกเก็บดอกเบี้ย?? และมีการออกสินเชื่อสร้างหนี้ให้แก่ผู้มาทำบุญ? มิใช่มีน้อยทำน้อยหรือคะ?

หากจะอ้างว่าการให้สินเชื่อเพื่อการทำบุญนั้นเป็นการช่วยเหลือผู้มีกำลังทรัพย์น้อย เพื่อให้ได้ทำบุญในเวลานั้นๆก็พอรับฟังได้ แต่นี่คิดดอกเบี้ยด้วย หมายความว่าอย่างไรคะ

________________________________________________


คร่าวๆ เท่านี้ก่อนนะคะ หากท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมที่ดิฉันคาดคิดไม่ถึงก็ขอความกรุณาเพิ่มเติมด้วยนะคะ


ขอให้ศิษย์วัดนี้โปรดกรุณาให้ความกระจ่างแก่ดิฉันด้วยค่ะ หากว่าคำตอบของท่านมีเหตุผลรับฟังได้ เป็นที่ยอมรับได้ของวิญญูชนเมื่อไตร่ตรองดีแล้ว ดำรงอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธองค์ และเป็นสัมมาทิฎฐิ ไม่แน่ว่าใครหลายๆคนที่ได้อ่านกระทู้นี้ อาจจะเปลี่ยนใจไปนับถือก็ได้นะคะ

คำตอบเช่นการเอานรกมาล่อลวงหรือว่าการเหน็บแนมเสียดสี หรืออ้างว่ามีผู้ให้ร้ายวัดนั้น ไม่มีคุณค่าเท่ากับการใช้เหตุผลเข้าสู้นะคะ



ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และแสดงความคิดเห็นไว้ค่ะ

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 09:54:38 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

[๗๔๑] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงนิพพาน และทางที่จะให้
ถึงนิพพานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นิพพาน
เป็นไฉน...

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิพพานที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าได้จากกระทู้นี้
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2008/09/Y7048354/Y7048354.html

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 20:08:28

จากคุณ : wichaphon_me - [ 13 ต.ค. 51 11:38:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ อนุโมทนากับความเห็นเรื่องการเหน็บแนมเสียดสี ไม่มีคุณค่าเท่ากับการใช้เหตุผลของเจ้าของกระทู้ครับ

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า

เหน็บแนม ว. อาการที่พูดเสียดสีแคะไค้กระทบกระเทียบเปรียบเปรย
เสียดสี ว. อาการที่ว่ากระทบกระเทียบเหน็บแนมด้วยความอิจฉาเป็นต้น เช่น เธอไม่ชอบเขา จึงพูดเสียดสีเขาเสมอ ๆ

คำว่า "ธัมมไชโย" ไม่ควรนำมาใช้เรียก หลวงพ่อธัมมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) ครับ

แก้ไขเมื่อ 13 ต.ค. 51 13:13:07

จากคุณ : ebusiness - [ 13 ต.ค. 51 12:34:33 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 3

1.ประเด็นคำสอนเรื่องนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงตรัสว่า นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตา อย่างแน่นอน ท่านที่บอกไว้จึงเป็นความเห็นความของท่านเท่านั้น ประเด็นของผมก็คือในชั้นครูอาจารย์มีความเห็นแตกต่างกันไป

ยกหลักฐานมาแสดงเป็นตัวอย่าง พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์
http://www.geocities.com/pranipan/

นักวิชาการศาสนาท่านหนึ่งกล่าวไว้น่าฟังว่าบุคคลที่จะวินิจฉัยว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาได้อย่างแท้จริง ก็คือผู้ที่เข้าถึง
อย่างประจักษ์แข้งในสภาวะของอัตตาหรืออนัตตาอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าผู้นั้นได้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วนั่นเอง

อนึ่งมีพุทธพจน์ที่แปลว่า "นิพพานมีคุณชาติเที่ยง" และ "นิพพานเป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง" รับรองไว้ครับ

2.กิจกรรมพุทธศาสนาและการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ มีหลายรูปแบบ ทั้งที่ทำเป็นประจำและเฉพาะกิจเช่น
มูลนิธิธรรมกายช่วยภัยน้ำท่วม สึนามิ
กิจกรรมมอบน้ำดื่มสนับสนุนโครงการ สมาคมต่างๆ
กิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และชุดนักเรียนให้กับโรงเรียนในจังหวัดภาคใต้
ช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย ในสหรัฐอเมริกา
ทอดผ้าป่ารวมใจ ช่วยวัดประสบอุทกภัย 1,000 วัด
ช่วยเหลือพุทธบุตร ที่ได้รับบาดเจ็บทางภาคใต้

3.สินเชื่อเพื่อการทำบุญหล่อทองคำรูปเหมือน จัดโดยสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี จำกัด ไม่ใช่วัดพระธรรมกายครับ เกี่ยวกับความเห็นเรื่องการกู้เงินมาทำบุญ พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เคยกล่าวว่า

" พระพุทธองค์ทรงตำหนิการเป็นหนี้ชัดเจน ในอิณสูตร อังคุตรนิกาย ฉักกนิบาต สรุปความได้ว่า ความยากจนเป็นทุกข์ การกู้หนี้เป็นทุกข์ การใช้ดอกเบี้ยเป็นทุกข์ การถูกทวงเป็นทุกข์ การถูกติดตามเป็นทุกข์ การถูกจองจำเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น หลวงพ่อไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ใครจะไปทำอย่างนั้น...

สรุปคือ ตนเองจะทำบุญมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ต้องเป็นคนรู้จักตัวเอง รู้จักประเมินตนเองแล้วทำบุญอย่าให้เกินกำลัง"

( 17 ธค. 47 และ 21 เมย. 48)

ขอฝากนิดครับ หลายครั้งในกระทู้แบบนี้จะขยายประเด็นไปประเด็นอื่นๆอีก ผมมาให้ข้อมูล ไม่ได้มาตอบคำถามครับ


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ต.ค. 51 12:35:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ขอร่วมตอบบางประเด็นย่อย ๆ นะครับ

เรื่องนิพพาน เป็นอัตตา หรือ อนัตตา
ไม่่ใช่ ว่าศิษย์ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ( สด จนฺทสโร )
หรือหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เท่านั้น

ที่พูดถึงเรื่องนี้ กี่ร้อยปีด็มีการสนทนาเรื่องนี้ เยอะแล้ว
ทั้งพระวิปัสสนาจารย์ฝ่าย คามวาสี และอรัญวาสี

พอจำได้ว่า พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและวิปัสสนา สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
เคยเสวนาธรรมเรื่องนี้
โดยทั้งนำปริยัติธรรม คันถะธุระ คือ พุทธวจนะ ในหลาย ๆ พระสูตร มาอธิบาย ขยายความ
และอธิบาบ ขยายความเรื่องนิพพาน ในภาคปฏิบัติ คือ วิปัสสนาธุระ
ผมเคยอ่านนานมาแล้ว ผ่านหนังสือ ชือ ธรรมกาย  ไม่มีลิงค์ข้อมูล  

ท่านใดมีข้อมูลที่หลวงป๋า เสริมชัย แสดงธรรม เสวนาธรรม ว่าด้วยเรื่องนิพพาน

ช่วยแนะนำแหล่งข้อมูล  ก็ขอโมทนา ครับ
แหล่งข้อมูลในคลังกระทู้เก่าของพันทิป ก็คงมีอยู่นะครับ
ทั้งสายพระป่า และวิชชาธรรมกาย  
ลองถาม คุณ สมถะ ก็ได้ ท่านเคยตอบกระทู้เรื่องนี้ไว้ครับ


จากคุณ : deedang - [ 13 ต.ค. 51 13:35:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ส่วนคำถาม
*** แต่เหตุใดวัดพระธรรมกายจึงมีการเรียกเก็บดอกเบี้ย??
และมีการออกสินเชื่อสร้างหนี้ให้แก่ผู้มาทำบุญ ***
คุณ ebusiness ตอบไว้บ้างแล้ว  สาธุ

เท่าที่ผมทราบบ้าง เรื่องการนี้ เป็นเรื่องของ สหกรณ์ฯ ครับ

ที่มีศิษย์วัดฯ บริหารอยู่

ไม่ใช่ทางวัดพระธรรมกาย เอาเงินบริจาค มาออกสินเชื่อแล้วเก็บดอกเบี้ย นะครับ

ดังนั้นท่านใดที่ยังเข้าใจว่า สหกรณ์มงคลเศรษฐี เป็นธุรกิจ ธุรกรรมของวัดพระธรรมกาย

ท่านเข้าใจผิด และคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นะครับ


จากคุณ : deedang - [ 13 ต.ค. 51 13:36:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 6

โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้ เพราะ

๑ การสร้างทานกุศล ที่มีผลมาก มีมากมายหลายวิธี
  วิธีกู้เงินมาสร้างทานมัย  แม้จะได้บุญ
  ตามเจตนาดี เงินก็ไม่ได้โกงใครมา ผู้รับปัจจัยไทยธรรมก็เป็นสงฆ์
 
แต่ก็อาจเข้าข่าย เบียดเบียนตนเอง
ถ้าภาระเศรษฐกิจในครอบครัว โดยที่ลูกเมีย ญาติมิตรกระทบไปด้วย

๒ ลำพังบุญ บารมีธรรมของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และกิจกรรมงานกุศลของวัดพระธรรมกาย
 
สามารถรวมคน รวมใจ รวมปัจจัย มาบำเพ็ญทานกุศล อามิสบูชา ปฏิบัติบูชา ได้อยู่แล้ว

 
๓  อาจสร้างความเสียหายเป็นประเด็นในใคร ๆ ติเตียนให้ทางวัดพระธรรมกายได้ และพุทธาจักรได้
 
   แต่ก็ยอมรับและเข้าใจว่า  เป็นเรื่องภายในองค์กร  ในครอบครัวของเขา
   เหมือนกับแต่ละบริษัท ที่มีสวัสดิการเฉพาะ เหมาะสมกับพนักงานในบริษัท นั้น ๆ

   หรือเหมือนกับแต่ละเมือง เทศบาล มลรัฐ ประเทศ ที่มีสวัสดิการเฉพาะ เหมาะสมกับพลเมืองนั้น ๆ กระมังครับ

   ซึ่งคนภายนอก อาจไม่เข้าใจ มองว่าแปลก ไม่สมควร

   ถ้ามองว่า ปัจจุบัน การใช้สินเชื่อ หรือ ใช้เงินจากบัตรเครดิต  ก็เหมือนเอาเงินคนอื่นมาใช้ก่อน

   ก็คล้ายการกู้เงินธนาคาร มาใช้ก่อน ทั้งจ่ายค่าน้ำ ไฟฟ้า รักษาพยาบาล ค่ายารักษาโรค
   คนยุคนี้ก็ยอมรับกันได้

   แล้วการที่องค์กรหนึ่ง เสนอทางออกให้สมาชิก กู้เงินไปใช้ก่อน คือ สร้างทานกุศล ทานมัย

   แล้วจ่ายคืน ยอมเสียดอกเบี้ย ในระบบธุรกรรมการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
   สมาชิกในองค์กรนั้น ๆ ซึ่งเสมือน คนในครอบครัวเดียวกัน เขายอมรับและยินดี
สมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วย ก็คงไม่ร่วมโครงการแบบนี้ ก็เท่านั้นเอง

   ก็ไม่ทราบว่าทำไม คนนอกครอบครัว นอกองค์กร นั้น ๆ  ถึงเดือดร้อน กันได้
   
  สรุปว่า  
เรื่องการออกสินเชื่อ แม้ผมไม่เห็นด้วย
แต่ก็ไม่ขอก้าวก่ายเรื่องในองค์กร ในครอบครัวของเขา
เป็นเรื่องนานนาจิตตัง ของแต่ละองค์กร แต่ละครอบครัว แต่ละปัจเจกชน

ก็คงร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ให้เจ้าของกระทู้ได้เพียงเท่านี้
และขอขอบคุณเจ้าของกระทู้
ที่ ตั้งกระทู้และใช้ภาษา ถ้อยคำ ที่ให้เกียรติเพื่อนร่วมสนทนาด้วยดี ครับ

 
 


จากคุณ : deedang - [ 13 ต.ค. 51 13:47:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 7

ขอขอบคุณคำตอบของคุณ ebusiness นะคะ ที่เรียก ธัมมไชโย เพราะเห็นว่าเคยทำผิดมาก่อน และแม้จะได้คืนยศแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าได้คืนเพราะคุณงามความดี หรือเพราะเหตุผลทางการเมือง หรืออื่นๆ

หากว่าท่านสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์

เมื่อดิฉันค้นหาข้อมูลจนเป็นที่เชื่อได้ว่า ท่านเป็นพระแท้ ก็จะเปลี่ยนไปเรียก
"พระธัมมไชโย" ตอนนั้นคงไม่สายไปนะคะ

ขอบคุณ คุณ deedang สำหรับข้อมูลว่า สินเชื่อไม่ใช่ของวัดพระธรรมกายนะคะ ถือว่าได้ข้อมูลมาหนึ่งเรื่อง จะได้ไม่ทำการกล่าวตู่วัด ขอบคุณค่ะ

คุณ wichaphon_me ขอบคุณสำหรับลิ้งค่ะ จะค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆ ขอบคุณมากค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 13:55:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 8

1. การตีความ นิพพาน
   คนที่ให้ความหมายดีที่สุด ควรจะเป็นคนที่ปฏิบัติแล้วเห็นจริง ไม่ใช่เกิดจากสมอง และจินตนาการ

2. เปิดใจให้กว้าง มองให้ไกล จะได้คำตอบ
   ประโยชน์บางด้าน ส่งผลระยะเวลาอันใกล้ ประโยน์บางด้านต้องรอเวลา

3. การทำบุญด้วยการออกเป็นสินเชื่อ
   เรื่องนี้ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน เพิ่งมาเห็นจากที่คุณพิมพ์นี่ล่ะ จึงไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นอย่างไรครับ

แก้ไขเมื่อ 13 ต.ค. 51 14:22:22

แก้ไขเมื่อ 13 ต.ค. 51 14:01:42

จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 13 ต.ค. 51 13:59:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ตอบคุณ deedang ในเรื่องของสินเชื่อนั้น

ดิฉันคิดว่า เบื้องต้นเราน่าจะคิดถึงตัวต้นว่า เหตุใดควรทำทาน และการทำทานเหตุใดจึงให้บุญมาก และการทำทานที่ถูกก็ควรที่จะมีองค์ประกอบใด

สำหรับดิฉันคิดว่า การทำทานควรจะมีฐานของการฝึกสละออก นั่นคือเริ่มจากการให้ของ ไม่ยึดติดกับวัตถุนิยม แล้วค่อยพัฒนาทางจิตใจ สละความเศร้า สละความหมอง สละทุกข์ ฯลฯ

ก่อนที่จะทำทาน ผู้ทำทานปิติยินดีที่จะได้ทำทาน

ขณะทำทาน ผู้ทำทานปิติยินดีที่จะได้ทำทาน

หลังจากทำทานแล้ว ผู้ทำทานก็ยังปิติยินดีที่ได้ทำทาน ไม่เกิดความเสียดายหรือประการอื่นๆ

แต่ทว่า...คนที่เป็นหนี้ เพื่อทำเงินมาทำทาน

ก่อนทำ เขาคงจะปิติและคิดดีแล้ว ถึงได้ยอมเป็นหนี้เพื่อทำทาน

ขณะทำ เขายังคงปิติยินดีในการทำทาน

หลังทำ...??? เมื่อต้องผูกติดกับหนี้ เมื่อจำเป็นต้องใช้ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด จะยังยินดีอยู่หรือเปล่า นี่ยังเป็นทานที่บริสุทธิ์ ทานลักษณะนี้ควรจัดให้มีอีกหรือไม่


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 14:04:43 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 10

เห็นด้วยกับคุณฉันขอให้เธอโชคดี จขกท ครับ


อยากให้ศิษย์วัดธรรมกายมาตอบเยอะๆครับ   มีเหตุผลอะไรก็มาคุยกัน


จากคุณ : yariv_80 - [ 13 ต.ค. 51 14:24:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ส่วนเรื่อง นิพพานเป็นอัตตา นะคะ

ดิฉันประทับใจถ้อยคำของท่าน พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)
จากบทความเรื่อง กรณีธรรมกาย
หัวข้อที่ว่า แหล่งความรู้ที่ชัดเจนมีอยู่ ก็ไม่เอา กลับไปหาทางเดาร่วมกับพวกที่ยังสับสน


แหล่งความรู้ที่ชัดเจนมีอยู่ ก็ไม่เอา                        
กลับไปหาทางเดาร่วมกับพวกที่ยังสับสน
ต่อไป เอกสารของวัดพระธรรมกายเขียนไว้ว่า


"เรื่องอัตตาและอนัตตานี้ ป็นเรื่องหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมากตั้งแต่ยุคโบราณหลังพุทธกาลเป็นต้นมา และมีมาตลอดประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา แม้ในยุคปัจจุบันก็มีนักวิชาการพระพุทธศาสนาทั้งในดินแดน
ตะวันตก เช่น ยุโรป อเมริกา และทางตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ถกเถียงกันมาก ประเด็นที่ถกเถียงกันก็มีหลากหลายเช่น . . .

"ข้อความนี้ถ้าจะให้ถูกต้องและชัดเจน ควรจะพูดใหม่ว่า
"เรื่องอัตตานี้ การยึดถือกันมามากตั้งแต่ก่อนพุทธกาล โดยเฉพาะในลัทธิศาสนาพราหมณ์ และหลังพุทธกาลแล้วศาสนาฮินดูก็ได้พยายามทำให้มั่นคงยิ่งขึ้น เห็นได้จากหลักเรื่องพรหมัน-อาตมัน หรือปรมาตมัน - ชีวาตมัน แต่ในพุทธศาสนานั้นท่านมีท่าทีที่ชัดเจน คือไม่ยอมรับทฤษฎีอัตตาด้วยประการใดๆ คือ ไม่ยอมรับอัตตาโดยปรมัตถ์ ซึ่งเป็นท่าทีที่ชัดเจนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องระวังไม่ให้ลัทธิภายนอก และลัทธิเดิมก่อนพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธแล้วนั้น กลับแทรกแซงเข้ามา "


การที่จะยืนยันหลักพุทธศาสนานี้ไว้ได้ จะต้องมีความเข้มแข็งมาก เพราะว่า
1.  ลัทธิอาตมัน/อัตตาเดิม ก็มีอิทธิพลมากอยู่แล้ว
2. เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก บุคคลที่เข้ามาในพระพุทธศาสนา แม้มาบวชก็อาจจะนำเอาความคิดเห็นที่ผิดเข้ามาได้

ลัทธิถืออัตตาว่ามีจริงนี้ ท่านผู้รักษาพระธรรมวินัยในอดีตถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องระวังไม่ให้แทรกหรือแปลกปลอมเข้ามาในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นลัทธิที่มีกำลังครอบงำสังคมชมพูทวีปอยู่ก่อนพระพุทธศาสนา เป็นหลักการใหญ่ที่ตรงข้ามกันอยู่ระหว่างพระพุทธศาสนาลัทธิศาสนาเก่า ซึ่งเขาจะต้องพยายามแผ่อิทธิพลเข้ามา และเป็นสภาพความเชื่อของมนุษย์ที่แวดล้อมพระพุทธศาสนาอยู่ตลอดมา

พูดง่ายๆ ว่า พระพุทธศาสนาทั้งทวนกระแสทิฏฐิของลัทธิศาสนาที่มีอิทธิพลใหญ่ และทวนกระแสกิเลสในใจของมนุษย์ปุถุชน

อย่างไรก็ตาม พระเถระในอดีตท่านก็มั่นคงยิ่งในหลัก   การของพระธรรมวินัย ดังที่ปรากฏว่า

หลังจากพุทธกาลไม่นาน ประมาณ พ.ศ. 235 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระสงฆ์มี    พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน ได้ปรารภเรื่องทิฐิความเห็นแตกแยกแปลกปลอมเข้ามาในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีจำนวนมากมาย แยกกันไปถึง 18 นิกาย ซึ่งจะต้องแก้ไข จึงได้จัดการสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้นในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช

ในการสังคายนาครั้งนี้ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้รวบรวมคำวินิจฉัยขึ้นมาคัมภีร์หนึ่งชื่อว่า กถาวัตถุ อยู่ในพระอภิธรรมปิฎก พิมพ์เป็นพระไตรปิฎกบาลีอักษรไทยเล่มที่ 37 ซึ่งประมวลเอาความเห็นแตกแยกแปลกปลอมมาตั้งขึ้น 219 หัวข้อ

แล้วท่านก็กล่าวแก้ เรื่องการถืออัตตานี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่เป็นข้อปรารภในการที่ให้ต้องสังคายนา ถึงกับจัดเป็นหัวข้อแรกของ     กถาวัตถุ  นี้ เรียกว่า " ปุคคลกถา "

คำว่า  ปุคคละ ใน " ปุคคลกถา " นี้ ท่านใช้แทนคำทั้งหมดที่เกี่ยวกับการถืออัตตา อย่างที่ในภาษาไทย

ในวงการธรรมเราพูดกันอยู่เสมอจนติดปากว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ดังที่ท่านให้ความหมายไว้ว่า
ตตฺถ ปุคฺคโลติ อตฺตา สตฺโต ชีโว                       (ปญฺจ.อ. 129)
แปลว่า: " ในพระบาลีนั้น คำว่าบุคคล ได้แก่ อัตตา สัตว์ ชีวะ "  และคำว่า  "อนัตตา" ท่านก็ให้ความหมายไว้ด้วยว่า
อนตฺตาติ อตฺตนา ชีเวน ปุคคเลน รหิโต             (ปญฺจ.อ. 158)
แปลว่า:  " อนัตตา หมายความว่า ปราศจากอัตตา ปราศจากชีวะ ปราศจากบุคคล "                                                          

พวกปุคคลวาที ซึ่งถือว่า บุคคล หรืออัตตา หรือสัตว์ หรือชีวะ มีจริงโดยปรมัตถ์นี้ ท่านแนะนำให้รู้จักใน
อรรถกถาว่า
เก ปน ปุคคลวาทิโนติ สาสเนว วชฺชิปุตฺตกา เจว สมิติยา  จ พหิทฺธา จ พหู อญฺญติตฺถิยา                          
(ปญจ. อ. 129)
แปลว่า:  "ชนเหล่าไหนเป็นปุคคลวาที ตอบว่า ในพระศาสนาเองได้แก่พวกภิกษุวัชชีบุตร และพวกนิกายสมิติยะ และภายนอกพระศาสนาได้แก่ อัญญเดียรถีย์จำนวนมาก "

การที่ยกเรื่องกถาวัตถุขึ้นมาก็เพื่อให้เห็นว่า
1. เรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา และการถืออัตตาในรูปแบบต่างๆ นั้น
ก) หลักการของเถรวาทมีความชัดเจน และได้ปฏิเสธไว้แน่นอนแล้วว่า อัตตาไม่มี    จริงโดยปรมัตถ์ มีเพียงโดยสมมติ
ข) ท่านถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่ทิ้งไว้ให้สาวกหรือศาสนิกทั้งหลายจะต้องมาคิดเห็นและถกเถียงกันวุ่นวายไป

2. เป็นการชี้ให้เห็นว่า เรื่องอย่างนี้ที่มีการถกเถียงกันนั้น พระเถระผู้ดำรงพระศาสนา ท่านมีความตระหนักรู้กันอยู่ตลอดมาว่าอะไรเกิดขึ้น และเป็นเรื่องที่ท่านแสดงไว้ชัดเจนแล้ว ท่านรู้มาเนิ่นนานในเรื่องการถือความเห็นแตกแยกแปลกปลอม ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยหลังพุทธกาล เพราะสืบเนื่องมาจากลัทธิเก่าก่อนด้วย และ
ท่านก็แยกไว้ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นถึงเราจะไปพบเห็นคัมภีร์ หรือแนวคิดทิฐิอะไรเกี่ยวกับเรื่องอัตตาอีก ก็ให้รู้ว่าเป็นเพียงหลักฐานยืนยันสิ่งที่ท่านได้ชำระสะสางไว้นานมาแล้ว

ในขณะที่หลักการของพระพุทธศาสนาที่ตนบวชเข้ามาชัดเจนแน่นอนอยู่แล้ว เอกสารของวัดพระธรรมกาย กลับจะให้รอไปหวังพึ่งคนภายนอก ที่ท่านปฏิเสธไปแล้วบ้าง ที่เขายังอยู่ในระหว่างศึกษาคลำหาทางอยู่บ้าง


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 14:27:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 12

จากความเห็นข้างต้นนะคะ

ดิฉันมองว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เป็นมั่นเหมาะ เรื่อง

อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา

โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อยกเว้นไว้ว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา "ยกเว้นนิพพาน"

เหตุใดจึงมองว่า นิพพานเป็นอัตตา กันอีก


ในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบและการละซึ่งกิเลส หากทำโดยมีเป้าหมายว่า อยากไปถึงซึ่งนิพพาน ดินแดนบรมสุข เป็นนิรันดร์ ฯลฯ

แบบนี้ถือว่าสิ้นกิเลสหรือคะ เมื่อยังต้องการความสุข ต้องการจะไม่ทุกข์ ด้วยการไปอยู่ในดินแดนหนึ่งดินแดนใด?


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 14:32:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 13

เก๊า ม่ะเห็นด้วย ที่ต้องปาย กู้ มาทำบุญ





เรา มีเท่าไหร่ เราก๊อทามเท่านั้น   เก๊า มี 20   เก๊าก๊อทาม  20

เก๊า มี 50  เก๊า ก๊อทาม 50  วันไหน มี 100 ก๊อ ทาม 100


รู้สึกว่า ม่ะเคยเกินนี้ สักกกกกกกกกที




ที่เหลือ ก๊อ ออกแรง เอา   เก็บเสื่อ  เก็บอาสนะ  เตรียมปานะ อารายประมาณนี้ ...



ไม่เห็นต้อง กู้ เลย ......




เก็บ ดอกเบี้ย  อ้าวปายเลี้ยงขบวนการแมวเหมียวเรนเจอร์ ดีฟ่า ....

 
 


จากคุณ : หน้าตากวนโอ๊ยแต่เรียบร้อยหน๊าา (cattym) - [ 13 ต.ค. 51 16:14:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ผ่านมาอ่าน...  ใจสลาย ตูบ เด็กชาย

จากคุณ : ชายยอดนักทดลอง - [ 13 ต.ค. 51 16:15:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ใช่ๆ
อย่างที่ หน้าตากวนโอ๊ยแต่เรียบร้อยหน๊าา (cattym) โพสต์


จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 13 ต.ค. 51 16:36:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 16

หน้าตากวนโอ๊ยแต่เรียบร้อยหน๊าา (cattym)

- ระวังเรื่องการใช้ภาษาด้วยครับ


จากคุณ : Kengmanny - [ 13 ต.ค. 51 17:14:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ขอเห็นต่างคุณ cattym นิดนึงนะคะ

หากดิฉันมีเงิน 100 บาท จะทำบุญ 10 - 20 บาท

ที่เหลือจะนำไว้ใช้ในชีวิตประจำวันและถ้าใช้ไม่หมดก็จะเก็บออมไว้เพื่อวันข้างหน้าที่ยังเป็นมนุษย์ ในกรณีจำเป็นต้องใช้เงินออม

การทำบุญจนหมดเท่าที่มี อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลังเมื่อต้องการใช้เงินจริงๆ อาจจะต้องหยิบยืม เป็นหนี้ ฯลฯ

ด้วยความเคารพค่ะ

_______________________________

สำหรับคุณกบในกะลาแตก ดิฉันไม่อาจจะหาหลักฐานเป็นเอกสารมายืนยันเรื่องการให้สินเชื่อเพื่อการทำบุญของวัดพระธรรมกายได้ (ที่เห็นเป็นเอกสารก็เป็นของสหกรณ์มงคลยูเนี่ยน ดังที่คุณ deedang ชี้แจง) ก็พยายามที่จะหาเรื่องการจองที่ดินบนสวรรค์ หากมีเมื่อไรจะนำมาให้ดูแล้วกันนะคะ

ขออภัยด้วยค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 20:26:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 18

พวกงูเหลือมชัดๆ.....แปรศรัทธาชาวบ้าน เป็นทองคำ เป็นเงินหมด  มันทำให้พ้นทุกข์ไหม...อีกหน่อยคงเอาวัด เข้าตลาดหลักทรัพย์..?

จากคุณ : เกิดเป็นคนช่างยากแท้ - [ 13 ต.ค. 51 20:32:57 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 19

อันนี้มาแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ได้มาตอบคำถามค่ะ

สมัยก่อนมีศิษย์ของวัดพระธรรมกายหลายๆท่านที่มีความพยายามที่จะชี้แจงข้อมูลในส่วนที่ดีของวัดอยู่บ้างเหมือนกัน เช่นนำกิจกรรมของวัดมาโพสต์ให้เพื่อนๆชาวห้องศาสนาได้อนุโมทนาบุญกัน หรือบางทีก็แจ้งกิจกรรมของวัดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือบางทีก็แค่อยากจะโพสต์กระทู้ให้ธรรมะเป็นธรรมทานก็มี ทีนี้เรื่องมันมีอยู่ว่า....

ในส่วนของคนที่ชื่นชอบวัดพระธรรมกายก็ชอบใจว่า ดี...จริงๆวัดก็ไม่ได้เป็นอะไรๆอย่างที่หลายๆคนคิด ภาพพจน์ทางลบของวัดก็มีการโพนทะนากันมาก ส่วนเรื่องดีๆไม่ค่อยได้พูดถึงกัน พูดเรื่องดีบ้างจะเป็นไรไป

ส่วนคนที่ไม่นิยมชมชอบก็บอกว่า...พวกนี้นี่มันโฆษณาล่อลวงกันชัดๆ สร้างภาพ ....หลอกเอาเงิน และอะไรต่อมิอะไร

ตอนนี้พอพูดถึงวัดพระธรรมกาย ก็มักจะกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงกันอยู่เสมอๆ ไม่ได้ส่งผลดีและไม่ค่อยได้พัฒนาจิตใจขึ้นมาแต่อย่างใดสำหรับทั้งสองฝ่าย คนที่เขาปฏิบัติธรรมสังเกตว่าเขาจะเฉยๆ ก็เลยคิดว่าน่าจะลองเฉยๆกับเขาบ้าง ที่ว่า...บางทีมีคนมาตั้งคำถามเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายก็เลยไม่ค่อยได้คำตอบอะไร สันนิษฐานว่า

1. เพราะคนวัดพระธรรมกายคิดว่าคนตั้งคำถามไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ
2. ตอบไป คนที่ตั้งคำถามก็ไม่พอใจคำตอบอยู่ดี
3. ตอบไม่ได้เพราะไม่มีความรู้เพียงพอ
4. อยากจะอยู่เฉยๆ


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 13 ต.ค. 51 22:14:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 20

คุณน้อมเศียรเกล้า ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นค่ะ

ชี้แจงนะคะ กรณีวัดพระธรรมกายนี้ ที่อยากจะทราบคำตอบเพราะ

1. หากวัดนี้ มีการบิดเบือนคำสอนจริง มีการพิสูจน์ได้ เราจะปล่อยปละได้หรือคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีการระวังควบคุมใจมิให้เกิดโมหะ และโทสะ
หากเราปล่อยปละไป คือ ไม่มีน้ำใจ ไม่รับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา ดังนั้นหากมีโอกาสก็ทำได้เท่าที่ทำ หาข้อมูล ชี้แจงแก่ผู้ไม่รู้ความบิดเบือน แต่กับผู้ที่ไม่ต้องการการชี้แจง ตั้งมั่นในแบบของเขา พวกเราชาวพุทธก็ควรจะวางอุเบกาเสีย อย่างไร สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมของเขามีมา และชักจูงไปอย่างไรก็สุดแท้แต่ตัวเขา เพียงแต่ถ้าเพิกเฉยไม่ทำอะไรเลย ก็ดูจะแล้งน้ำใจต่อพระศาสนาไปหน่อย

แต่

2. หากว่าวัดพระธรรมกายมิใช่สิ่งบิดเบือน ธัมมไชโยเป็นพระธัมมไชโยที่บริสุทธิ์ด้วยศีล ปัญญา สมาธิ และทำเพื่อผู้อื่นด้วยใจจริง ผู้ตำหนิติเตียนวัดพระธรรมกาย ย่อมเป็นผู้กล่าวตู่พระอริยะสงฆ์ ทั้งที่หลายคนมิใช่กล่าวเอาสนุกเอามันส์ แต่ทำไปเพื่อพุทธศาสนาแบบเถรวาทดั้งเดิมตามพระไตรปิฎก ก็ไม่ควรจะให้พวกเขาเหล่านั้นต้องมีบาปนะคะ

ดังนี้ คำตอบและคุณงามความดีของวัดพระธรรมกายที่ดิฉันถามถึง จึงเป็นการเปิดกระทู้ถาม เพื่อให้ผู้ที่มีความคิดกลางๆ หรือเอียงนิดๆ (แต่ไม่ทั้งหมด) ได้เก็บเป็นแหล่งข้อมูลศึกษาหาความรู้

ข้อมูลเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะใช้กาลามสูตรได้ ไม่ใช่เชื่อเพียงเพราะอภินิหารที่ตาเห็น เชื่อตามสื่อ เชื่อตามที่ได้ยินมา ฯลฯ

การเผยแพร่ธรรมะของวัดพระธรรมกายย่อมมีจุดประสงค์ที่(น่าจะ)ดี แต่การบิดเบือนพระไตรปิฎกนั้น ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ เคยอ่านมงคลชีวิต และเรื่องนิพพานคืออัตตาแล้ว มีข้อโต้แย้งในใจหลายประการ จึงอยากจะทราบความคิดเห็นของผู้ที่ไม่สงสัย

หากคิดโดยตรรกะแล้ว ธรรมะจากพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกย่อมปราศจากข้อสงสัยทั้งปวงอยู่แล้ว แต่ของวัดพระธรรมกาย ??


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 22:38:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 21

อีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งดิฉันไม่ได้ถามไว้ในหัวข้อกระทู้ คือ เรื่อง เครื่องประดับสวรรค์ ซึ่งเมื่อไม่ได้ยินจากปากธัมมไชโย ก็ไม่กล้าคิดว่า นี่จะเป็นเรื่องที่พระสอนออกมาได้ ช่างเสริมกิเลสแก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยแท้ คือให้สละทรัพย์ของชาตินี้

เพื่อสิ่งที่จะเกิดในชาติหน้า

เป็นการวางแผนการมีกิเลสระยะยาว กระตุ้นความอยากของบุคคล ถือว่าใจร้ายมากนะคะ ยิ่งคนที่ถูกกระตุ้นเป็นผู้ปรารถนาจะพ้นจากกิเลสด้วย...

//แก้ไขคำผิด

แก้ไขเมื่อ 13 ต.ค. 51 22:44:48

 
 


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 13 ต.ค. 51 22:43:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 22

แม่ผมฟังไอ้เข้ร้องเพลงทุกวันเลยครับ  

ไอ้เข้  "รักหลวงปู่คนละกี่กอง"
คอรัส  "สิบ สิบ สิบ สิบ ซิบ ซิบ"

จากสิบกอง ฟังไปฟังมา กลายเป็นเลือดซิบๆ ไปซะงั้น


ผมว่าเป็นเรื่องปกติครับที่วัดจะมีการเรี่ยไรทำบุญ
แต่การเอาการตลาดมาโหมจนน่าเกลียดแบบนี้   เห็นแล้วสะอิดสะเอียนครับ


จากคุณ : pongpan_ch - [ 13 ต.ค. 51 23:17:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ผมเคยอ่านหนังสือชื่อ "เปิดหน้ากากธรรมกาย ลากไส้ ดร.เบญจ์" (ทองย้อย แสงสินชัย, ๒๕๔๔) ผมว่า คุณเจ้าของกระทู้ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ไปพร้อม ๆ กับฟังศาสนิกของวัดพระธรรมกายไปด้วย กล่าวคือ โสตหนึ่งก็ฟังคำอธิบายของลูกศิษย์หลวงพ่อธัมมชโย (ไชยบูลย์) ไปพลาง อีกโสตหนึ่งก็ฟังกระบอกเสียงของพระพุทธศาสนากระแสหลักไปพลาง คงเพิ่มพูนความเห็นจริงในเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ผมเองมิได้เข้าข้างใครนะครับเพราะปัญหานี้เป็นเรื่องภายในของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ผมไม่เกี่ยวครับ...แค่เข้ามาเป็นกำลังใจให้ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนวัดพระธรรมกายครับ ขอให้วิเคราะห์กันไปอย่างมีความสุขนะครับ ผมจะคอยติดตามอ่านอย่างมีความสุขเช่นกัน

จากคุณ : ผู้แบกพระเจ้า (Kumarasambhava) - [ วันออกพรรษา 03:33:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 24

โดยหลักการ สอนธรรมก็ผิดแล้ว...มายั่วยุน้ำใจให้คนหลงทำแต่ทาน เป็นทอง เป็นเงิน หมด ครั้งละมากๆ....แต่ไม่รู้ว่าตนเองบวชมาเพื่ออะไร ความพอดีใ นการทำบุญ ทำทาน ยังไม่รู้จัก แล้วมาสอนคนอื่น

        มาวุ่นวาย เกี่ยวกับวัตถุธาตุ เต็มไปหมด มาเล่นข้อมูล ข่าวสาร ให้คนเมาบุญ....อีก เล่นกันเป็นเครือข่ายวัด ไปถึงกรรมการเถระสมาคมเลยนะ..นี่


จากคุณ : เกิดเป็นคนช่างยากแท้ - [ วันออกพรรษา 08:44:18 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 25

นี้คุณ จขกท   อ่านรายละเอียดคำตอบของนู๋ แล้วม่ะเข้าใจ ช่ายป่ะ



ก๊อบอกแล้วว่า มีเท่าไหร่ ก๊อทามเท่านั้น  ไอ้ที่ทำมันต้องเหลือจากที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน   แล้ว  นู่ ก้อไม่เคยไปหยิบยืมครายหรือกู้ครายมาทำบุญ


จากคุณ : cattym - [ วันออกพรรษา 09:22:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ไอติม น่าชื่นชมที่คุณ ฉันขอให้เธอโชคดี แสวงหาธรรมอย่างบัณฑิต อันนี้ชมกันจริงๆค่ะ..

คนเราจะเชื่ออะไร ก็ควรที่จะมีหลักฐานในการพิจาณาไตร่ตรอง โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อทางศาสนา เพราะเรื่องนี้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา และชีวิตในปรโลกของเราด้วย

แทบทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ขนาดเรื่องของธรรมะ ก็ยังต้องมีการคัดสรรให้เข้ากับสถานะการณ์และบุคคลที่แตกต่างกันออกไป และธรรมะยังมีหลายระดับเสียอีก

ดิฉันเชื่อว่าผู้มีปัญญาอย่างคุณ ฉันขอให้เธอโชคดี จะต้องมีความฉลาดในการคัดสรรและพิจารณาธรรมะดังกล่าวเป็นแน่แท้

เมื่อไม่แน่ใจหรือลังเลอะไร ความพยายามศึกษาเพิ่มเติมในส่วนนั้นจะทำให้ได้ข้อมูลในเรื่องนั้นเพิ่มขึ้นค่ะ คล้ายๆกับการเรียนหนังสือ หรือการพิสูจน์ทฤษฏีต่างๆ ก็ต้องนำมาเปรียบเทียบกัน ในทางตรงและทางที่มันตรงกันข้ามกัน

ในส่วนที่ไม่ดีไม่ชอบ ไม่ต้องรับไปปฏิบัติ ในส่วนที่ดีให้พยายามน้อมรับมาปฏิบัติ ที่สำคัญดังพระบรมราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ไม่มีใครสามารถทำไห้ทุกคนเป็นคนดีได้...
ดังนั้นจริงๆแล้วการพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไปในทางที่ดี อาจต้องเริ่มปฏิบัติจากตัวเราก่อน ดิฉันสารภาพว่าดิฉันเองก็ศึกษาพระพุทธศาสนาหลายแนวทางหลายครูบาอาจารย์ อย่างวิชชาธรรมกายดิฉันก็ได้ทดลองปฏิบัติ คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมชโย ดิฉันก็ได้สดับรับฟัง
แลเห็นว่ามีประโยชน์อยู่มาก จนกระทั่งเคารพท่าน แต่ดิฉันก็ไม่ทิ้งที่จะศึกษาธรรมะจากครูบาอาจรย์ท่านๆอื่นๆ และเคารพ เทิดทูนท่านเหล่านั้นด้วยเศียรเกล้าเช่นกัน ตลอดจนไม่เคยจัดลำดับชั้นครูบาอาจารย์

เพราะดิฉันเคารพในคำสอนของท่านอย่างเท่าเทียมกัน ใครสั่งสอนดิฉันให้เป็นคนดี และดิฉันพิสูจน์ได้ว่าคำสอนเหล่านั้นทำให้ดิฉันมีความสุขสงบใจ
ดิฉันถือว่าเป็นครูอาจารย์ เรื่องมันก็เลยง่ายๆเพียงเท่านี้ คือพยายามปฏิบัติธรรมไป แล้วก็คัดสรรธรรมะไปค่ะ ยิ่งพูดมันก็จะยิ่งยาว อยากจะอธิบายจังเรื่อง "เครื่องประดับสวรรค์" แต่ให้คนอื่นเขาพูดมั่งก็แล้วกันนะคะ

อนุโมทนาบุญกับคุณฉันขอให้เธอโชคดีค่ะ


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ วันออกพรรษา 10:40:59 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 28

^
^
^
^
^
 ลุง มดดำRX นู๋เอาบุญหล่อหลวงปู่ฯ มาฝาก แล้วก้อ บุญตักบาตร ด้วยงับ ...


จากคุณ : cattym - [ วันออกพรรษา 12:41:57 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 29

ผมขอเสนอลบครับ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นการล่อเป้า ทำให้เกิดการทะเลาะกันมากกว่าการน้อมนำไปในทางบุญทางกุศลครับ

จากคุณ : rxkku

=============================

เท่าที่อ่านมายังไม่เห็นว่าเป็นการล่อเป้า  หรือทำให้เกิดการทะเลาะกันเลยนะครับ

แต่น้อมไปทางกุศลแน่นอนเพราะอ้างอิงถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ


ปล. เรียนคุณฉันขอให้เธอโชคดี จขกท. ผมได้ถือวิสาสะ vote กระทู้นี้  และเก็บเข้าคลังกระทู้ไว้แล้ว  กลัวหายครับ


จากคุณ : Pee Kay (Pee Kay) - [ วันออกพรรษา 12:43:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 30

ขอบพระคุณความคิดเห็นและคำชมของคุณ น้อมเศียรเกล้าด้วยค่ะ

ดิฉันเห็นด้วยกับความคิดคุณนะคะ ในเรื่องความแตกต่าง

ดังทีได้กล่าวไว้แล้วว่า ดิฉันเองมิได้มีใจจงเกลียดจงชังอะไรกับธรรมกาย แค่แอบเอียงเล็กน้อย อิอิ แต่ไม่อยากเอียง อยากวางเฉยให้ได้ จึงมาขอเหตุผล ขอคำตอบในข้อข้องใจ

อันที่จริงการที่ธรรมกายได้ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นย่อมเป็นเรื่องดี แต่ทว่าเหตุใดจึงมิได้เป็นไปตามพระไตรปิฎก มีบางข้อคำสอนที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งนั่นอาจจะเป็นดาบสองคม คือ เผยแผ่พระศาสนาได้ ก็ทำลายพระศาสนาได้เช่นกัน

อย่างเรื่องนิพพาน โอเคนั่นอาจจะไกลตัวไป เมื่อดิฉันได้รับคำชี้แจงและได้ชี้แจงไปแล้วจะไม่พูดเรื่องนี้อีก

แต่เรื่องการทำทาน ในเบื้องต้นดิฉันติดใจเรื่องสินเชื่อเพื่อการทำบุญ หรือพวกบิ๊กบุญสุดคุ้ม แต่เมื่อคุณ deedang อธิบายว่ามิใช่ของธรรมกาย ดิฉันก็ถือว่าได้รับคำชี้แจงแล้ว

ในเรื่องของเครื่องประดับสวรรค์ อันนี้อยากรู้ค่ะ อยากรู้ (สายตากระตือรือร้น) ดังที่ได้บอกว่า

***ไม่อยากจะเชื่อว่าพระจะสอนให้เราวางแผนการมีกิเลสระยะยาว ให้อยากในทรัพย์แม้เป็นชีวิตหลังตาย***

สำหรับดิฉัน ไม่คิดว่าการมีนิกายหรือการสร้างแนวการปฏิบัติทางพุทธจะมีผลอะไรกับตัวดิฉันเลย เมื่อดิฉันได้เลือกทางปฏิบัติของตัวเองไว้แล้ว

แต่เมื่อได้เจอผู้เป็นพุทธที่แตกต่างจากพระไตรปิฎกก็อดห่วงชาวพุทธอื่นไม่ได้ ว่าเขาทั้งหลายจะได้พยายามหาข้อมูล คิดทบทวน เมื่อเจอคำถามก็หาคำตอบก่อนจะ"เชื่อ"หรือไม่

จริงอยู่ ไม่ควรเชื่อแค่เพียงเป็นถ้อยคำจากปิฎก แต่การคิดไตร่ตรองจากพระไตรปิฎก ทำให้หมดคำถาม หมดความสงสัยได้ แต่การไตร่ตรองจากคำสอนของธรรมกาย ทำให้เกิดคำถาม

ก็เป็นการคิดต่างนะคะ

ด้วยความเคารพค่ะ

_____________________________________________

คุณ rxkku... ได้ค่ะ ลบได้ ดิฉันยังไงก็ได้ค่ะ เพียงแค่อยากเปิดโอกาสให้ชาวธรรมกายตอบคำถามมากกว่าสาดโคลนใส่กันเท่านั้น หากทำผิดไป ขออภัยด้วยค่ะ ^___^


_____________________________________________

คุณ Pee Kay ขอบพระคุณค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ วันออกพรรษา 14:51:03 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 31

ดิฉันก็หวังเหมือนกันค่ะว่า จะมีพี่น้องชาววัดพระธรรมกายมาให้ความกระจ่างเรื่องเครื่องประดับสวรรค์ ถึงแม้ดิฉันอาจจะมีคำตอบอยุ่ในใจบ้าง แต่ก็อาจจะไม่สามารถให้ความกระจ่างได้เท่ากับบางท่าน เพราะเป็นแค่ศิษย์น้องค่ะ : ) แลดิฉันเองก็ชอบฟังความคิดคนอื่นเหมือนกันค่ะ สงสัยเราจะเป็นพวกคล้ายๆกัน เป็นพวกกระตือรือล้น เรื่องฟังความคิดผู้อื่น

ก็เก็บความสงสัยไว้สักครู่ค่ะ : )


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ วันออกพรรษา 16:12:38 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 32

เห็นหัวข้อกระทู้แล้ว นึกว่าเปิดมาจะได้เจอผลงานดี ๆของวัดพระธรรมกายซะอีก  อิ อิ   แต่พออ่านเนื้อหากระทู้แล้ว มันคนละเรื่องเดียวกัน    หรือว่าหัวข้อกระทู้อาจตกเครื่องหมาย" ?"    555

แต่ถ้าท่านถามเพราะสงสัย  ข้อ 1 ก็เห็นมีคนตอบไปบ้างแล้ว ก็ขอข้ามไปตอบข้ออื่น ๆ

*** 2. ธัมมไชโยและวัดธรรมกายมีเงินมาก และต้องการการบริจาคอย่างมากอยู่เนืองๆ อยากทราบว่าเงินนั้นได้แปรเปลี่ยนอะไรบ้างคะ ที่เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและประโยชน์ส่วนรวม (ขอประโยชน์เกี่ยวกับพุทธศาสนาและส่วนรวมนะคะ ไม่ใช่ประโยชน์เพื่อ "วัด" เช่นค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายการฉายตามเคเบิ้ลทีวี)


ตอบ  ส่วนใหญ่ปัจจัยก็ใช้ไปในการอบรมศีลธรรมให้กับประชาชนทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นการเทศน์สอนทุกอาทิตย์  การจัดอบรมเยาวชน  การจัดอุปสมบท  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ โดยไม่มีงบประมาณจากภาครัฐมาสนับสนุน  ทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้นจ๊ะ    ส่วนการก่อสร้างศาสนสถานก็เป็นไปเพื่อรองรับการอบรมศีลธรรมทั้งสิ้น   มีคนมานั่งสมาธิ  มาปฏิบัติธรรมจะปล่อยให้นั่งตากแดด ตากฝน?

ลองนึกง่าย ๆว่า ถ้าเลี้ยงคน 1 คนต้องใช้เงินเท่าไรต่อวัน ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ   การสร้างคนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ไม่ได้ทำกันวันเดียวสำเร็จ  และก็ไม่สามารถทำด้วยกำลังของคน ๆ เดียว    หรือเปรียบเทียบกับการเลี้ยงลูกให้โตขึ้นเป็นคนดีของสังคมสักคนนี่ต้องใช้เงินสักเท่าไร    หากสงสัยว่าเงินมากมายหายไปไหน  ก็ลองมาที่วัดด้วยตนเองก็จะรู้เองจ้ะ  ตั้งแต่ขึ้นรถมา รับประทานอาหารกลางวัน เข้าห้องน้ำ จนกระทั่งขึ้นรถกลับบ้าน  คุณไม่ต้องใช้เงินสักบาท เพราะทางวัดจัดเตรียมให้หมด

 
 


จากคุณ : AYXC - [ วันออกพรรษา 18:17:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 33

ตอบต่อจากความเห็นที่ 32

อยากทราบว่าเงินนั้นได้แปรเปลี่ยนอะไรบ้างคะ ที่เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและประโยชน์ส่วนรวม

ตัวอย่างของปัจจัยที่นำไปแปรรูป  อิ อิ  

ถวายจตุปัจจัยให้วัดภาคใต้ 266 วัดที่เผชิญกับโจรภัย  งานนี้ทำต่อเนื่องมากว่าหลายปีแล้วจ้ะ

V
V
V

 
 


จากคุณ : AYXC - [ วันออกพรรษา 18:26:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 34

ตอบต่อจากความเห็นที่ 32

อยากทราบว่าเงินนั้นได้แปรเปลี่ยนอะไรบ้างคะ ที่เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและประโยชน์ส่วนรวม

อีกสักตัวอย่างของการแปรรูปปัจจัยที่รับบริจาคมานะจ๊ะ  :)

ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม   งานนี้ทำมาทุกปีที่มีอุทกภัย ช่วยทั้งพระ และ ฆราวาส

V
V
V

 
 


จากคุณ : AYXC - [ วันออกพรรษา 18:35:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 35

ตอบต่อจากความเห็นที่ 32

อยากทราบว่าเงินนั้นได้แปรเปลี่ยนอะไรบ้างคะ ที่เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและประโยชน์ส่วนรวม

อันนี้ก็เป็นการแปรรูปปัจจัยที่รับบริจาคมาจ๊ะ  :)

ฟื้นฟูศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วยการจัดสอบตอบปัญหาธรรมะในหัวข้อมงคลชีวิต 38 ประการ   งานนี้ทำมาทุกปี ตั้งแต่ปี 2526 จ้ะ ปัจจุบันมีนักเรียนได้อ่านมงคลชีวิตเป็นหลักล้านแล้วจ้า

V
V
V

แก้ไขเมื่อ 14 ต.ค. 51 22:29:12

 
 


จากคุณ : AYXC - [ วันออกพรรษา 18:39:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 36

ขอตัดไปตอบคำถามนี้ก่อน  ส่วนข้ออื่นนั้นขอติดไว้ก่อน เพราะจะกลับบ้านแล้วจ้ะ จะไปสวดมนต์เย็น และเวียนเทียนที่วัดข้างบ้าน

ความคิดเห็นที่ 21  

อีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งดิฉันไม่ได้ถามไว้ในหัวข้อกระทู้ คือ เรื่อง เครื่องประดับสวรรค์ ซึ่งเมื่อไม่ได้ยินจากปากธัมมไชโย ก็ไม่กล้าคิดว่า นี่จะเป็นเรื่องที่พระสอนออกมาได้ ช่างเสริมกิเลสแก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยแท้ คือให้สละทรัพย์ของชาตินี้


เอาตัวอย่างในพระไตรปิฏกมาให้ดูแล้วกัน  ลองเทียบกับดูได้ที่หลวงพ่อสอนนั้นไม่ได้เกินเลยไป

V
V
V

 
 


จากคุณ : AYXC - [ วันออกพรรษา 18:50:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 37

ตอบต่อจากความเห็นที่ 36

มีอีกพระสูตรจ้ะ ....

อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕
๔. กักกฏรสทายกวิมาน

              อรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน              
              กักกฏกรสทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ เป็นต้น.
              กักกฏกรสทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
              พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์.
              สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเริ่มเจริญวิปัสสนา เกิดโรคปวดหูขึ้นมา ไม่อาจที่จะขวนขวายวิปัสสนาได้ เพราะมีร่างกายไม่สบาย แม้ประกอบยาต่างๆ ตามวิธีที่หมอทั้งหลายบอก โรคก็ไม่สงบ.
              ภิกษุนั้นได้กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
              ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า โภชนะที่มีรสปูเป็นสัปปายะแก่เขา จึงตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า ภิกษุ เธอจงไปเที่ยวบิณฑบาตที่นาของชาวมคธ.
              ภิกษุนั้นคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นการณ์ไกล คงจักทรงเห็นอะไรๆ เป็นแน่ จึงทูลรับพระพุทธดำรัสว่า สาธุ พระเจ้าข้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถือบาตรจีวรไปนาของชาวมคธ ได้ยืนบิณฑบาตที่ประตูกระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่ง คนเฝ้านานั้นปรุงอาหารรสปูและหุงข้าวแล้ว คิดว่าพักเสียหน่อยหนึ่งแล้วจึงจักกิน นั่งอยู่ เห็นพระเถระจึงรับบาตร นิมนต์ให้นั่งในกระท่อม ได้ถวายภัตตาหารที่มีรสปู.
              เมื่อพระเถระฉันภัตตาหารนั้นได้หน่อยหนึ่งเท่านั้น โรคปวดหูก็สงบ เหมือนอาบน้ำร้อยหม้อ.
              พระเถระนั้นได้ความสบายใจเพราะอาหารเป็นสัปปายะ น้อมจิตไปโดยวิปัสสนา ยังฉันไม่ทันเสร็จ ก็ทำอาสวะให้สิ้นไปโดยไม่เหลือ ตั้งอยู่ในพระอรหัต กล่าวกะคนเฝ้านาว่า อุบาสก โรคของอาตมาสงบ เพราะฉันบิณฑบาตของท่าน กายและใจสบาย แม้ท่านก็จักปราศจากทุกข์กายทุกข์ใจ ด้วยผลแห่งบุญของท่านนั้น ทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป.
              สมัยต่อมา คนเฝ้านาตายไปบังเกิดในห้องแก้วไพฑูรย์ ประดับด้วยห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง ในวิมานทองเสาแก้วมณี ๑๒ โยชน์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
              อนึ่ง ที่ประตูของวิมานนั้นมีปูทองอยู่ในสาแหรกแก้วมุกดา ซึ่งพิสูจน์ถึงกรรมตามที่สั่งสมไว้ ห้อยอยู่.
              ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปในดาวดึงส์นั้นโดยนัยที่กล่าวแล้วก่อน เห็นวิมานนั้นแล้ว ได้ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
              วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้องโอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ถูกใจ สวยงาม ท่านอยู่ดื่มกินในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วยเครื่องทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.

              ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
              เทพบุตรแม้นั้นได้พยากรณ์แก่พระเถระแล้ว เพื่อแสดงความนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า
              เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
              ปูทองมีสิบขา ยืนอยู่ที่ประตู คอยเตือนสติให้ระลึก (ถึงกรรม) ได้สง่างาม เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า.

              ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
              บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจํ ได้แก่ ขึ้นสูงไป.
              บทว่า มณิถูณํ ได้แก่ เสาแก้วมณีมีปัทมราคทับทิมเป็นต้น.
              บทว่า สมนฺตโต ได้แก่ ทั้ง ๔ ด้าน.
              บทว่า รุจกตฺถตา ได้แก่ ลาดด้วยแผ่นทองบนพื้นที่นั้นๆ.
              บทว่า ปิวสิ ขาทสิ จ ท่านกล่าวหมายน้ำดื่มที่หอมและสุธาโภชน์ที่ใช้ตามระยะกาล.
              บทว่า ปวทนฺติ แปลว่า บรรเลง.
              บทว่า ทิพฺพา รสา กาม คุเณตฺถ ปญฺจ ความว่า เบญจกามคุณไม่น้อย มีรสเป็นทิพย์มีอยู่ในที่นี้ คือในวิมานของท่านนี้.
              บทว่า สุวณฺณฉนฺนา ได้แก่ ประดับด้วยอาภรณ์ทอง.
              บทว่า สติสมุปฺปาทกโร ความว่า ทำให้เกิดสติ คือทำให้เกิดสติในบุญกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้ทิพยสมบัตินี้. อธิบายว่า ทำให้เกิดสติอย่างนี้ว่า เจ้าได้สมบัตินี้เพราะถวายอาหารรสปู.
              บทว่า นิฏฺฐิโต ชาตรูปสฺส ได้แก่ สำเร็จแล้วด้วยทอง ชื่อว่าชาตรูปมยะ. ปูชื่อว่ามีขา ๑๐ เพราะปูนั้นมีขา ๑๐ แบ่งเป็นข้างละ ๕ อยู่ที่ประตูย่อมสง่างาม ปูนั้นแหละประกาศบุญกรรมของข้าพเจ้า แก่เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่เช่นท่าน. อธิบายว่า ในเรื่องนี้ ไม่มีคำที่ข้าพเจ้าจะต้องพูด ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า เตน เม ตาทิโส วณฺโณ เป็นต้น.
              คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล.

              จบอรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน


จากคุณ : AYXC - [ วันออกพรรษา 18:53:55 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ค่ะ สำหรับความเห็นที่ 36 ขอบคุณมากค่ะ

แต่เท่าที่อ่านนั้น เป็นการยกตัวอย่างว่า เพราะทำดี จึงได้เสวยผลดีในชาติภพบนสวรรค์ นั่นเป็นผลพวงของการทำดี

แต่จากภาพประกอบใน คห. 21 ได้สอนไว้ว่า ในชาตินี้ให้รีบขายแหวนมาสร้างบุญ

โดยมุ่งหวังเครื่องประดับอาภรณ์สุดหรูเมื่อไปสวรรค์
แถมหากไม่มี ไม่ได้ใส่เครื่องประดับดังกล่าว จะถูกขับตกสวรรค์อีกตะหาก

อยากทราบว่า เน้นที่ว่า หากทำดี จะได้รับผลดี

หรือ กระตุ้นให้ผู้ปรารถนาจะสละกิเลส เกิดกิเลสกันแน่คะ??



ด้วยความเคารพค่ะ

 
 


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ วันออกพรรษา 18:59:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 39

จะเชื่อตอนเป็น หรือ จะไปเห็นตอนตาย   แล้วจะสายเกินแก้ .........................    ขอให้ผู้ที่วิจารณ์ หรือ แสดงความเห็น ในลักษณะ ไม่ให้ความเคารพผู้อื่น  ไม่เคยไปพิสูจน์ ไปศึกษา ด้วยตนเอง ฟังสื่อมา หรือ เชื่อผู้อื่นเพราะเห็นว่าเป็น ผู้น่าเชื่อถือ    ให้ระวังกรรมหนักที่จะเกิดกับตนเอง  ทั้งวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ..............ขอเตือนในวันมหาปวารณา

จากคุณ : สู้เพื่อชนะ - [ วันออกพรรษา 22:16:00 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 40

คำตอบเช่นการเอานรกมาล่อลวงหรือว่าการเหน็บแนมเสียดสี หรืออ้างว่ามีผู้ให้ร้ายวัดนั้น ไม่มีคุณค่าเท่ากับการใช้เหตุผลเข้าสู้นะคะ

ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และแสดงความคิดเห็นไว้ค่ะ

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี  - [ 13 ต.ค. 51 09:54:38 ]
^
^
^
^
ขอมาย้ำข้อขอร้องของเจ้าของกระทู้ครับ พอดีเห็นช่วงหลัง ๆ เริ่มมีการขู่เรื่องกรรมหนักกันแล้วครับ...ผมไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานะครับ...แต่ผมก็ยกย่องในศรัทธาที่ "ต้องพิสูจน์" ได้ของชาวพุทธนะครับ ศาสดาของพระพุทธศาสนาเคยตรัสไว้ใช่หรือไม่ว่า "เชิญมาพิสูจน์เถิด" และผมก็เชื่อว่า การพิสูจน์ทราบมีหลายวิธีด้วยครับ...การไปพิสูจน์กับบางที่หรือบางแห่งหรือบางวัดอาจมีค่าความเที่ยงตรงไม่แน่นอนก็ได้นะครับ สื่อมวลชนก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกนะครับ ศาสนิกอาจต้องฟังไว้บ้างนะครับ...ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับสำนักปฏิบัติบางแห่ง คุณแค่ยังไม่ทราบเท่านั้นเอง...และผมเชื่อในหลักการข้อที่ว่า ความชั่วหล่อเลี้ยงความดีไม่ได้นะครับ อย่างเช่น "ปล้น" คนหนึ่งไป "ช่วย" อีกคนหนึ่ง เอามาอ้างเป็นข้อดีไม่ได้ครับ...อย่าโกรธผมนะครับพี่น้อง...ผมแค่ไม่อยากให้ คห. ต่อจากผม ยกเอาเรื่องกรรมหนัก บาปหนา หรือนรกกินหัว มาทำให้บรรยากาศของการร่วมกันแสดงความเห็นต้องเสียไปครับ...ผมจะติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ นะครับผม


จากคุณ : ผู้แบกพระเจ้า (Kumarasambhava) - [ วันออกพรรษา 22:50:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 41

คคห.32 และ 35
มองในแง่บริหารก็มองได้ว่า  เป็นการสร้างฐานลูกค้า  ปูพื้นการตลาดให้แน่น
โดยจะเห็นได้ชัดจากการส่งคนเข้าไปยึดชมรมพุทธของสถาบันการศึกษาต่างๆ ไว้อย่างเหนียวแน่น
ซึ่งเป็นนโยบายที่สร้างความสำเร็จให้ธรรมกายมาโดยตลอด  ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

ก็แค่มาเสนออีกมุมมองนะจ๊ะ  จะได้ไม่กร่อย  เดี๋ยวจะมีแต่ชมกันเองไปมาน่าเอ็นดู


จากคุณ : ม้าไม่มีชื่อ - [ 15 ต.ค. 51 01:29:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 42

หัวข้อกับรายละเอียดขัดๆ กันนะครับ 5555

สงสัยอย่างเดียวครับ ถ้าที่ทำๆ มาเจ้าอาวาส(ใช่คุณธัมมไชโยไหม?) ไม่ได้เห็นด้วยเรื่อง
1. เครื่องประดับจากสวรรค์
2. กู้เงินมาทำบุญ
3. ทำบุญเยอะๆ มากๆ
และอื่นๆ

ถึงจะไม่ได้ออกจากปาก แต่ทำไมไม่ประกาศออกไปทุกครั้งที่ออกมาเทศน์ว่าอันนี้อาตมาไม่เห็นด้วย หรือ ไม่เกี่ยวกับทางวัดล่ะครับ?


จากคุณ : นกไฟแห่งป่ามายา - [ 15 ต.ค. 51 08:26:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 43

อ้อ วัดพระธรรมกายมีข้อดีครับ เห็นได้ชัด คือ กว้างและอากาศดี

จากคุณ : นกไฟแห่งป่ามายา - [ 15 ต.ค. 51 08:29:09 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 44

ที่จอดรถก็มีมาก  ห้องน้ำก็สะอาด แล้ว เยอะ ...

จากคุณ : cattym - [ 15 ต.ค. 51 08:49:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 45

คุณม้าไม่มีชื่อ แซวกันอย่างนี้ เดี๋ยววันหลังก็ไม่มีใครอยากมาตอบคำถามข้อที่สงสัยนะคะ

อยากมาแสดงความคิดเห็นในแบบฉบับของน้อมเองค่ะ (ตอบเท่าที่ตอบได้นะคะ)

ถ้าหากว่าคุณฉันขอให้โชคดีติดใจเรื่องคำสอนเกี่ยวกับนรกสวรรค์ คุณAYXC ก็ได้อธิบายไปแล้วเกี่ยวกับผลแห่งบุญที่ปราฏกได้ในพระไตรปิฏก เช้นวิมาณปูทองคำ และอะไรอีกหลายอย่าง

การสอนธรรมะเกี่ยวกับเรื่องของความสุขในสวรรค์และทัณฑ์ทรมานในรกนี่ความจริงไม่ใช่ของแปลกใหม่และไม่ใช่เป็นคำสอนที่ผิดไปจากพระไตรปิฏกแต่อย่างๆใด เพราะสมเด็จพระบรมตฃครูของเราก็ได้เคยสอนไว้ตามแนวทางนี้..อธิบายได้ต่อไปนี้


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 15 ต.ค. 51 09:35:47 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 46

ถ้าหากว่าคุณฉันขอให้เธอโชคดี ศึกษาพระไตรปิฏกมาบ้างคงจะรู้จักกับอนุบุพพกกถา อนุปุพพิกถา คือการเทศนาสั่งสอนไปตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(มค. อนุปุพพิกถา) (ศน.) น. ถ้อยคำที่กล่าวเป็นลำดับ หมายถึง พระธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสเทศนาเป็นลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ให้หมดจดเป็นชั้นๆ ประกอบด้วย ๑. ทานกถา การพรรณนาทาน ๒. สีลกถา การพรรณนาศีล ๓. สคฺคกถา การพรรณนาสวรรค์ ๔. กามาทีนวกถา การพรรณนาโทษของกาม ๕. เนกฺขมฺมานิสํสกถา การพรรณนาอานิสงส์ของการออกจากกาม


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 15 ต.ค. 51 09:40:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 47

อนุบุพพิกกถานี้ พระพุทธองค์ใช้เป็นพุทธวิธีอบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ บ่อยมากอีกด้วย

เพราะว่าจริตและภูมิธรรมของมนุษย์นี้ไซร้แตกต่างกันหนักหนา

ข้อ 3. ว่าด้วยเรื่องการพรรณาสวรรค์

เราคงจำกันได้ว่าน้องชายต่างพระมารดาของพระผู้มีพระภาค พระนันทะ กว่าที่ท่านจะบรรลุมรรคผลได้สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ต้องนำเรื่องสวรรค์นี่มากล่อมจิตใจเช่นกัน

เรื่องมีอยู่ว่า...เจ้าชายนันทะกำลังจะเข้าพิธีอภิเษกกับนางชนบทกัลยาณี แต่วันนั้นสมเด็จพระผุ้มีพระภาคทรงให้ท่านอุ้มบาตร เจ้าชายนันทะก็ไม่กล้าส่งคืนต้องตามไปจนถึงวัดและพระผุ้มีพระภาตของให้ผนวช ท่านก็ทรงผนวชทั้งๆที่วันนั้นเป็นวันอภิเษกของท่านแท้ๆ พอบวชมาก็ไม่เป็นอันทำอะไรคิดถึงแต่นางกัลยาณี จนพระผุ้มีพระภาตต้องพาไปดูสวรรค์ที่มีนางฟ้าสวยๆ ท่านถามพระนันทะว่า งามไหม...เจ้าชายนันทะ ตอบว่างามมาก อยากจะได้นางฟ้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าต้องปฏิบัติธรรมแล้วเรารับรองว่าจะได้นางฟ้า

แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 51 18:04:22

จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 15 ต.ค. 51 09:49:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 48

ภิกษุอื่นพากันล้อเลียนพระนันทะว่าอยากจะได้นางฟ้า ท่านอับอายมาก แต่ในที่สุดท่านปฏิบัติธรรม จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่เริ่มต้นมีสาเหตุจากชอบนางฟ้าที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคพาไปชม

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวเรื่องการสอนเรื่องความสุขในสวรรค์ของพระผู้มีพระภาค แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้สอนแบบเดียวกันหมด แต่จำแนกแยกแยะไปตามจริตของบุคคล

หวังว่าเรื่องที่ยกมาจะทำให้คุณฉันขอให้คุณโชคดี ลองพิจารณาได้ว่าสั่งสอนเรื่องผลบุญในสวรรค์ว่ามิได้เป็นสิ่งผิด พระผู้มีพระภาคท่านก็ได้ใช้พุทธวิธีนี้

วัดพระธรรมกายของพระผู้มีพระภาคซึ่งเคารพผุ้ผู้มีพระภาคก็ใช้แนวทางเทียบเคียงกันนี้ และไม่ได้สอนเรื่องสวรรค์อย่างเดียว เรื่องปฏิบัติธรรมลุ่มลึกก็มี ดังจะเห็นมีอาคารทำวิชชาสำหรับผู้ทำวิชชาชั้นสุง สมาธิขั้นต้นขั้นกลางสำหรับคนทั่วไป

จบแล้วค่ะสำหรับเรื่อง ที่บอกว่า "เอาสวรรค์มาล่อ" แต่ดิฉันมีประเด็นจะขอพูดต่อ

แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 51 18:08:25

จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 15 ต.ค. 51 09:57:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 49

เรื่องขายแหวนมาทำบุญนะคะ

แหวนนี่ก็เป็นของนอกกายค่ะถ้าเปรียบเทียบกับเงินทองก็คงจะไม่ต่างกัน
ในความเห็นของน้อม แหวนก็ค่อนข้างจะเป็นของนอกกายที่ฟุ่มเฟือยเสียด้วยซ้ำ

อยากให้คุณฉันขอให้เธอโชคดีลองพิจาณาถึงความตายที่มาเยือนว่า
เราทุกคนต่างก็ต้องตาย ทรัพย์สินเงินทองนอกกายไม่ได้ไปแม้แต่บาท

มีพระพุทธพจน์ว่า..."เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนที่ไม่ได้ขนออกไปย่อมไม้ในไฟฉันนั้น"

เงินทองเป็นของนอกกาย ตายไปก็สูญสลายไปกับลูกเมียและบริวารไม่ได้สร้างประโยชน์ในการค้ำคูณพระศาสนา ตลอดจนไม่ได้สร้างประโยชน์ในการทวนกระแส ละความตระหนี่สร้างบุญบารมีไว้สั่งสมให้เข้าถึงพระนิพพาน


ดังนั้นหากคิดจะขายแหวนเอาเงินไปทำบุญก็ไม่ผิด ยกตัวอย่างแม่ย่าวิสาขา เคยประกาศขายเครื่องประดับลดามหาปสาธน์ นำเงินไปสร้างวิหารถวายพระผู้มีพระภาคเสียใหญ่โตด้วยความเลื่อมใส ฉลองกัน 7 วัน 7 คืน

เห็นว่ามีมากก็ทำมากได้ มีน้อยทำน้อย ก็ไม่เป็นไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของใครที่อยากจะทำเท่าไร

เรื่องของเรื่องมันคือเรามีวัตถุประสงค์ต่อมรรคผล นิพพานอะไร ถ้ามีเป้าหมายในระยะสั้นก็ต้องบเพ็ยบุญใหญ่ สมเด็จพระผุ้มีพระภาคท่านยังเคยสละบุตร ธิดา ภรรยา เพราะเป้าหมายท่านใหญ่  ยาจกจนมากมีผ้าผืนเดียวถอดผ้าตัวล้อนจ้อนถวายผ้าเพื่อชาติหน้าไม่ต้องจน ก้มีพบได้ในพระไตรปิฏก

เป้าหมายของใครของใคร ก็ทำให้ผู้นั้นมีวิธีในการทำบุญอย่างนี้อย่างนั้นที่แตกต่างกันไปค่ะ เรื่องของบุญนี่ก็แล้วแต่บุคคล

หวังว่าคงจะเป็นไอเดียอะไรให้คุณ ฉันขอให้เธอโชคดีมีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำบุญและวัดพระรรมกายขึ้นบ้างนะคะ

แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 51 10:34:44

จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 15 ต.ค. 51 10:29:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 50

เคยสงสัยบ้างไหมว่า ชาวสวรรค์เขาแต่งกายกันอย่างไร
ใส่ชฎา มงกุฏ โจงกระเบนหรือเปล่า
ภาพเล่านี้จึงเป็นการจำลองมาให้ดู
โดยนำเอาเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ ของชาวสวรรค์ที่อยู่แถบชนบทของชั้นดาวดึงส์มาให้ดู และอธิบายว่า มีที่มา หรือ ทำบุญอะไร จึงได้มา

สำหรับชาวธรรมกายแล้ว
ผมคิดว่า
เขาไม่ได้มีความรู้สึกอยากได้เครื่องประดับเหล่านี้หรอก
แค่ดูเพื่อรู้ก็พอ ว่า อ่อ ชั้นนี้เขาแต่งกายกันแบบนี้

เพราะจุดมุ่งหมายของเขามากกว่านั้น
แต่ละคนมีความตั้งใจว่าเมื่อขึ้นสวรรค์แล้วจะไปปฏิบัติธรรมต่อ
และเตรียมตัว เพื่อรอโอกาสในการลงมาสร้างบารมีต่อไป
สมบัติ เครื่องประดับต่างๆ ที่มี ก็คือมีไว้เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงผลบุญที่เคยทำมาก็เท่านั้น


จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 15 ต.ค. 51 11:05:57 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 51

กรณี ทำบุญมากได้บุญมาก

ต้องไปตีความคำว่า บุญ เสียก่อน

ทั่วไปมักจะตีความหมาย ทำบุญ คือ ให้เงิน
จึงกลายเป็นว่า ให้เงินมากได้บุญมาก

แท้จริงแล้ว ทำบุญ น่าจะแปลว่า ทำในสิ่งที่ทำแล้วได้บุญ
ก็คือการสร้างบารมี
ซึ่งการสร้างบารมีก็มีวิธีต่างๆมากมาย
เช่น ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี
มีตั้งเยอะ ต้องศึกษาเพิ่มเติมนะ

การให้เงินเป็น ทานบารมี ซึ่งทั่วไปคุ้นเคย

เพราะฉะนั้น คำว่า ทำบุญมากได้บุญมากน่ะ ถูกแล้ว....

แต่คำว่ามากก็ต้องดูอีกล่ะ ว่าแค่ไหนจึงมาก มากแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก

ตอบเยอะหน่อยนะ พอรู้เท่านี้ล่ะครับ

ตามประสาของกบที่อยู่ในกะลา ยังดีที่มีรอยแตกให้เห็นโลกภายนอกบ้าง

แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 51 14:15:34

จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 15 ต.ค. 51 11:14:09 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 53

คุณ AYXC ได้กรุณาแจ้งมาว่าน้องต่างมารดาของพระผู้มีพระภาคชื่อพระนันทะ
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ แก้ไขเรียบร้อยแล้ว


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 15 ต.ค. 51 18:02:26 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 54

ความคิดเห็นที่ 38

ค่ะ สำหรับความเห็นที่ 36 ขอบคุณมากค่ะ
แต่เท่าที่อ่านนั้น เป็นการยกตัวอย่างว่า เพราะทำดี จึงได้เสวยผลดีในชาติภพบนสวรรค์ นั่นเป็นผลพวงของการทำดี   แต่จากภาพประกอบใน คห. 21 ได้สอนไว้ว่า ในชาตินี้ให้รีบขายแหวนมาสร้างบุญ  โดยมุ่งหวังเครื่องประดับอาภรณ์สุดหรูเมื่อไปสวรรค์  แถมหากไม่มี ไม่ได้ใส่เครื่องประดับดังกล่าว จะถูกขับตกสวรรค์อีกตะหาก  
อยากทราบว่า เน้นที่ว่า หากทำดี จะได้รับผลดี หรือ กระตุ้นให้ผู้ปรารถนาจะสละกิเลส เกิดกิเลสกันแน่คะ??
ด้วยความเคารพค่ะ
จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี


****************************************
เรียน คุณฉันขอให้เธอโชคดี

ต้องขอเรียนให้ทราบด้วยความเคารพเช่นกันว่า  หนังสือเล่มที่คุณเอามา post นั้นถอดความจากการเทศน์สดในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝัน  เป็นการสอนแบบพูดคุยกัน เหมือนครูสอนนักเรียน  หรือ พ่อสนทนากับลูก  บางครั้งก็มีพูดคุยสนุกสนานบ้าง เพื่อไม่นักเรียนง่วงหลับ   คำว่า " ไม่ได้ใส่เครื่องประดับดังกล่าว จะถูกขับตกสวรรค์"  และประโยคอื่นที่วงกลมน่ะ  อ่านดูก็รู้ว่าเป็นอารมณ์ไหน    ไม่ใช่สาระสำคัญ  ถ้าว่าไปก็เป็นบริบทย่อยมากๆ    ส่วนจุดใหญ่ใจความสำคัญนั้น อยู่ที่อานิสงส์ของทานบารมี ซึ่งก็ได้ยกพระสูตรไปให้ดูเป็นตัวอย่างบ้างแล้ว และยังมีอีกมาก โดยเฉพาะ   ขุททกนิกาย เล่มที่ 33   ซึ่งแสดงชาดกหรือประวัติการสร้างบารมีของพระพุทธองค์ และประวัติของพระอรหันต์ ได้แสดงอานิสงส์ของการสร้างทานบารมีไว้มากมายและวิจิตรพิศดารมากกว่าที่คุณเห็นในหนังสือที่คุณหยิบยกมาอ้างด้วยซ้ำจ้ะ

ส่วนเรื่องการชักชวนให้บริจาคทรัพย์นั้น  ก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากคำสอนของพระบรมศาสดาแต่อย่างใด    เพราะทรงสอนให้สละตัดอาลัยในโภคทรัพย์สละออกด้วยจิตศรัทธา  เพราะทานที่ทำด้วยศรัทธาในกรรมและผลของกรรมนั้นมีผลมาก  

การสอนให้เห็นผลของกรรม และมีจิตเลื่อมใสตัดใจบริจาคทรัพย์ ไม่ใช่การทำให้กิเลสเพิ่ม  เพราะการตัดความตระหนี่ออกจากใจไม่ใช่เรื่องง่ายประหนึ่งออกรบทีเดียว   ดังพุทธพจน์ที่ว่า  "ทานและการรบย่อมเสมอกัน"   และ"ทาน"ก็เป็นบันไดขั้นแรกในการสร้างบารมี   แม้จะถือว่าเป็นระดับกามาวจรกุศล ก็ถือเป็นบาทมูลเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคต

ลองพิจารณาพระสูตรเกี่ยวกับการทำทานนี้ประกอบ
V
V
V

แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 51 18:32:11

 
 


จากคุณ : AYXC - [ 15 ต.ค. 51 18:25:23 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 55

สวัสดีค่ะ

คุณฉันขอให้เธอโชคดี,wichaphon_me,ebusiness,deeding,

กบในกะลาแตก, yariv_80,หน้าตากวนโอ๊ยแต่เรียบร้อยหน๊าา (cattym),ชายยอดนักทดลอง(ที่ผ่านมาอ่าน),

Kengmanny,เกิดเป็นคนช่างยากแท้,น้อมเศียรเกล้า, pongpan_ch,ผู้แบกพระเจ้า (Kumarasambhava),

rxkku, Pee Kay (Pee Kay), AYXC,สู้เพื่อชนะ,ม้าไม่มีชื่อ,นกไฟแห่งป่ามายา



จากภาพเครื่องประดับชาวสวรรค์และความคิดเห็นของคุณฉันขอให้เธอโชคดี  

..ในชาตินี้ให้รีบขายแหวนมาสร้างบุญ  โดยมุ่งหวังเครื่องประดับอาภรณ์สุดหรูเมื่อไปสวรรค์

แถมหากไม่มี ไม่ได้ใส่เครื่องประดับดังกล่าว จะถูกขับตกสวรรค์อีกตะหาก
 
อยากทราบว่า เน้นที่ว่า หากทำดี จะได้รับผลดี หรือ กระตุ้นให้ผู้ปรารถนาจะสละกิเลส เกิดกิเลสกันแน่คะ??



เราเห็นด้วยกับความคิดเห็นคุณน้อมเศียรเกล้า ,กบในกะลาแตก, AYXC นะคะ

และหากเราจะมองอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ว่า  ชาวสรรค์เขามีเครื่องประดับเอาไว้ใส่โชว์กัน ใครไม่โชว์ถือว่าผิดปกตินั้น

จะเห็นว่าแม้ว่าชาวสวรรค์จะได้เกิดในสุคติภูมิ ได้กายทิพย์ ได้ใช้ของทิพย์ ของปราณีตต่าง ๆ มีวิมานสวยงาม

แต่เขาก็ยังไม่หมดกิเลส ยังมีกิเลสเหมือนเราอยู่ เพียงแต่เบาบางกว่ามากค่ะ

จากสวรรค์ที่มีอยุ่ ๖ ชั้น คือ

๑.ชั้นจาตุมหาราชิกา

๒.ดาวดึงส์

๓.ยามา

๔.ดุสิต

๕.นิมมานรดี

๖.ปรนิมมิตวสวัตตี

ใครจะได้อยู่ชั้นไหนขึ้นอยุ่กับบุญของเขา และความบางเบาของกิเลสก็จะลดหลั่นตามชั้นที่เค้าอยู่
 
หากแต่เมื่อบุญที่ชาวสวรรค์เขาเสวย ณ ปัจจุบันหมด เค้าก็ต้องไปจุติ หรือ ไปเกิดใหม่
เวียนวนอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม หมดอาสวะกิเลส (กิเลสที่มีพญามารคุมบังเหียร)

เมื่อเป็นเช่นนั้น เค้าก็เป็นอิสระ ก็ไม่ต้องเวียน ว่าย ตาย เกิดอีก ไม่ทุกข์อีกแล้ว
.
.
.
.
ตัวอย่างอันหนึ่งที่ชี้ว่า ชาวสวรรค์ เขายังมีกิเลสอยู่

เช่น

๑.เรื่องพระวิสัยหเศรษฐี กับ ท้าวสักกะเทวราช ผู้ปกครอง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

........ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์(พระพุทธเจ้าเราองค์ปัจจุบัน) เกิดในตระกูล
เศรษฐี มีชื่อว่าวิสัยหะ เป็นผู้ที่รุ่งเรืองด้วยทรัพย์ มีอัธยาศัย รักการให้ทาน
เป็นอย่างยิ่ง

ทานที่ท่านให้ล้วนแต่เป็นทานที่ประณีตเช่นเดียวกับที่ตนบริโภค ท่านให้
ทาน เป็นจำนวนมากทุกวัน

เป็นที่พึ่งของคนยากจน และคนที่มีความเดือดร้อนทั่วไป ท่านปรากฎดุจพระ
จันทร์ วันเพ็ญของชนทั้งหลาย

ท้าวสักกเทวราชทรงทราบเรื่องนี้ เกิดร้อนพระทัยขึ้นว่า วิสัยหะทำทาน
มากอย่างนี้ คงมุ่งที่จะเป็นท้าว สักกะแทนเรา เราคงจะต้องพลัดพรากจากตำแหน่งนี้เป็นแน่

อย่ากระนั้นเลย เราควรทำให้เศรษฐีนี้กลาย เป็นคนยากจน จนไม่สามารถให้
ทานได้อีกต่อไป แล้วจึงบันดาลด้วยฤทธิ์ ให้สมบัติทั้งปวงของวิสัยหเศรษฐี
ได้อันตรธานไปสิ้น ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเหลืออยู่พอที่จะให้ทานได้เลย

เศรษฐีกล่าวกับภรรยาว่า " ทาน คือ ชีวิตของเรา ชีวิตที่ปราศจากการให้ทาน ไม่มีประโยชน์ เราจะ หยุดให้ทานไม่ได้
เธอจงไปค้นหาสมบัติมาเพื่อทำทานเถิด "

นางเที่ยวค้นหาทรัพย์ไปทั่วบ้าน ก็ไม่พบอะไรเลย พบแต่เคียวกับไม้คาน
และเชือกที่คนหาบหญ้าคนหนึ่ง ทิ้งไว้ที่ประตูบ้าน จึงนำของทั้งหมดนั้นมาให้เศรษฐี

เศรษฐีได้พูดกับภรรยาว่า " ฉันไม่เคยเกี่ยวหญ้ามาก่อนเลยในชีวิต แต่วันนี้จะต้องไปเกี่ยวหญ้ามาขาย แล้วให้ทานตามสมควร "

เมื่อเขาไปเกี่ยวหญ้า ได้หญ้ามาจำนวนหนึ่ง เมื่อขายหญ้าได้ก็ตั้งใจว่า ครึ่ง
หนึ่ง จะให้ทาน อีกครึ่งหนึ่งจะใช้เลี้ยงชีพตนกับภรรยา แต่วันนั้นมีคนยากจน
มาขอเป็นจำนวนมาก เขาและ ภรรยาได้ทำทานไปจนหมดสิ้น เป็นผลให้วัน
นั้นต้องอดอาหารไป

โดยทำนองเดียวกันนี้ เศรษฐีต้องทำงาน บริจาคทาน อดอาหารถึง ๖ วัน

ติดต่อกัน พอวันที่ ๗ ขณะ ที่กำลังหาบหญ้าเดินมาถูกแสงอาทิตย์แรงกล้า
ตอนใกล้เที่ยงแผดเผา ประกอบกับความเหนื่อยและหิว จึง เกิดอาการวิง
เวียนและเป็นลมล้มทับหญ้าที่หาบมา

ท้าวสักกะเสด็จเที่ยวติดตามดูการกระทำของเศรษฐีนั้นอยู่ตลอดเวลา
ประทับอยู่ในอากาศตรัสว่า

" เมื่อก่อนนี้ท่านมีทรัพย์มาก แต่ต้องจนลงสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะการให้
ทาน การให้ทานไม่ได้ช่วยอะไร ท่านเลย เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไป ท่านไม่
ควรให้ เมื่อท่านประหยัดทรัพย์ โภคะก็จะดำรงอยู่ ท่านจักมั่ง คั่งอย่างเดิม
ท่านให้ปฏิญาแก่ข้าพเจ้าได้ไหมว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ท่านจะไม่ให้ทานอีก”


เศรษฐีได้ฟังดังนั้น จึงถามว่า  " ท่านคือใคร "

ท้าวสักกะตอบว่า " เราคือท้าวสักกะ "

เศรษฐีจึงกล่าว ว่า " ธรรมดาท้าวสักกะพระองค์เองจะให้ทาน สมาทานศีล
รักษาอุโบสถ บำเพ็ญวัตตบท ๗ ประการ ( หลักปฎิบัติ ๗ อย่างที่ทำให้เป็น
ท้าวสักกะ คือ เลี้ยงมารดาบิดา เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล พูดคำสุภาพอ่อน
หวาน พูดสมานสามัคคี ชอบเผื่อแผ่ให้ปันปราศจากความตระหนี่ มีวาจา
สัตย์ ระงับความโกรธได้ )

แต่พระองค์ทรงห้ามการให้ทาน อันเป็นเหตุแห่งความเป็นใหญ่ของพระองค์ พระองค์มิได้กระทำสิ่งที่ ผู้ประพฤติธรรมควรทำ "
แล้วเศรษฐีได้กล่าวอย่าง
อาจหาญ ต่อไปอีกว่า

" ถ้าทรัพย์ใดเกิดขึ้นแล้วทำให้ข้าพเจ้าต้องหวงแหนทรัพย์นั้น ขอทรัพย์นั้น จงอย่าเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า เลย "

ข้อปฎิบัติอันดีงาม อันประเสริฐ ที่เราเคยบำเพ็ญมาก่อน เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่
เราจงทำต่อไป อย่าได้หยุดเลย แม้เราจะเป็นคนหาบหญ้า เราก็จะให้ทาน
ตราบเท่าชีวิตเรายังมีอยู่ เราจะไม่ละเลยการให้ ทานเลย เราจะให้ทาน
เหมือนอย่างเดิม "

ท้าวสักกะ มิอาจห้ามวิสัยหเศรษฐีให้หยุดทำทานได้ จึงตรัสถามว่า

ท่านให้ทานเพื่อประโยชน์อันใด

เศรษฐีทูลว่า " เรามิได้ปรารถนาจะเป็นท้าวสักกะเลย เราทำทานเพื่อมุ่งพระ
สัพพัญญุตญาณ เพื่อขนสัตว์ ให้พ้นจากสังสารวัฏ "

ท้าวสักกะทราบดังนั้นแล้วทรงดีพระทัยมาก จึงเอาพระหัตถ์ลูบหลังของ
เศรษฐี กายของเศรษฐีก็บริบูรณ์ ด้วยอนุภาพของท้าวสักกะ และทรัพย์
สมบัติทั้งหลายก็กลับมาเป็นของเศรษฐีดังเดิม แล้วยังทรงประทาน ทรัพย์
อันมีค่ามากสุดจะประมาณได้ให้ไว้ในเรือนของวิสัยหเศรษฐี เพื่อจะได้ทำ
ทานตลอดไป

ความเป็นผู้มีจิตใจที่สูงส่ง ประกอบไปด้วยการให้ แม้จะพบอุปสรรคมากมาย
แต่ก็ไม่หวั่นไหว ให้อย่าง ต่อเนื่องและเต็มกำลัง ด้วยผลแห่งบุญนั้นย่อมนำ
มาซึ่งประโยชน์สุขแห่งตน เปรียบเหมือนดั่งสายน้ำที่มี การถ่ายเทอยู่เสมอ
น้ำเก่าไหลไปน้ำใหม่เข้ามา เป็นน้ำที่ใส สะอาด จิตใจของผู้ให้ก็เช่นเดียว
กัน ยิ่งให้ ก็ยิ่งใสสะอาดและบริสุทธิ์ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข


บทความนี้คัดลอกมาจากชาว pantip ท่านหนึ่ง ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ค่ะ

อรรถกถา วิสัยหชาดก

http://www.84000.org/tipitaka/attha/jataka.php?i=270658


หรือใครไม่ชอบอ่าน ชอบดูเป็นภาพเคลื่อนไหวก็คลิปนี้ค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=XUUbbKcyMIk&feature=related


หมายเหตุ  ท้าวสักกะในวิสัยหชาดกนี้ ไม่ใช่องค์ปัจจุบันนี้นะคะ

ขออนุโมทนาบุญทุกท่าน สำหรับความรู้ที่นำมาให้อ่านค่ะ

 
 


จากคุณ : oHo !! ซื่อบื่อซะได้ - [ 15 ต.ค. 51 22:19:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 56

โอ๊ะ วันนี้ยุ่งๆเลยมาซะดึก เพื่อนสมาชิกพันทิปมาช่วยกันตอบด้วยข้อธรรมกันเยอะทีเดียว ขอบพระคุณค่ะ

ขอบพระคุณอย่างมหาศาลทีทำให้กระทู้นี้ไม่ร้อนแรงและขอบพระคุณอย่างยิ่งสำหรับข้อมูล ท่านผู้อ่านกระทู้ก็ใช้วิจารณญาณในการเชื่อกันได้เต็มที่นะคะ

ดิฉันเองก็ไม่ได้สนใจธรรมกายอย่างใกล้ชิด เมื่อได้ข้อมูลข่าวสารมาก็อยากจะได้ฟังเหตุผลเสียก่อนว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้

***********************************************


โดยส่วนตัว ดิฉันอาจจะโลกแคบเกินไปที่คิดว่า การที่เราเข้ามาอยู่ใต้ร่มพระพุทธศาสนานี้ มีเป้าหมายคือนิพพาน นั่นคือ "ความว่าง" ว่างจากกิเลส ว่างจากทุกข์ และในความหมายของดิฉันหมายถึงความว่างจาก"บุญ"ด้วย

แต่เดี๋ยวก่อน ดิฉันมิได้หมายความว่า ให้เลิกทำบุญทำกุศลนะคะ

ดิฉันมองว่า บุญ ก็เหมือนแพ ที่จะทำให้เราลอยไปถึงฝั่งที่เราต้องการจะไปได้ คือ ดินแดนแห่งความว่าง เมื่อไปถึงแล้ว แพนั้นก็มิได้มีประโยชน์สำคัญมหาศาลอันใด ดังนั้น สำหรับดิฉันการทำบุญคือการต่อแพ แพต้องใหญ่เพียงพอ มั่นคงเพียงพอจึงจะพาเราลอยเท้งเต้งในทะเลทุกข์ไปถึงฝั่งได้ โดยมิได้มองว่าแพนั้นจะให้ความสะดวกสบายเพียงใด สวยหรูเพียงใด เมื่อเราถึงฝั่ง แพนั้นก็ทิ้งได้ ต่อให้สวย ให้น่านั่ง ให้สะดวกสบาย ให้มีเกียรติ เราก็ทิ้งได้

บุญในความหมายของดิฉัน จึงเป็นเพียงเครื่องมือกล่อมเกลาการมีกิเลสและสร้างบารมีให้พอที่จะพ้นจากกิเลสทั้งปวง เลยมิได้คิดไปว่า ดิฉันต้องไปอยู่ในสวรรค์ชั้นใด ต้องสวยไหม ต้องมีเครื่องประดับหรือเปล่า พอมาเห็นว่ามีการสอนกันลักษณะนี้ จึงรู้สึกแปลกกับแนวทางที่เน้นที่การไปสวรรค์ หรือชีวิตบนสวรรค์ และเกิดข้อสงสัยไปว่า นั่นจะทำให้ว่างหรือ?

แต่เมื่อท่านทั้งหลายได้ชี้แจงว่านี่เป็นกุศโลบาย ดิฉันก็น้อมรับฟังค่ะ


.^________________________________^.

ด้วยความสัตย์จริง ขอให้ทุกท่านโชคดีค่ะ


ไว้มีข้อสงสัยใหม่แล้วมาถามใหม่ ก็ไม่ว่ากันนะคะ


//แก้ไขคำผิด

แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 51 02:05:17

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 ต.ค. 51 02:03:37 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 57

การกระทำอย่างเดียวกัน แต่ทำด้วยใจที่แตกต่างกันย่อมให้ผลต่างกัน

การทำทานโดนมีจิตเจตนาหวังให้ผู้ได้รับทานเป็นสุข และทำไปด้วยจิตใจสละออกเป็นการทำบุญกิริยาวัตถุ

แต่การทำทานโดยมีจิตคิดโลภ หวังให้ตัวเองเป็นสุข หวังอยากได้อยากมีเหมือนซื้อหวย ให้หนึ่งอธิษฐานขอ 10 อย่างนี้เป็นอกุศล ให้ผลเล็กน้อย แถมทำให้ใจยิ่งยึดติดเหนียวแน่น เป็นการขัดขวางมรรคผล
_______________________________________________________

ภพภูมิทั้งหลายเสมอกันด้วยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีใครบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นแก่ใครได้

โลกียภูมิทั้งปวง ตั้งแต่พรหมโลกชั้นสูงสุด (เว้นสุทธาวาส) จนถึงอบายภูมิชั้นต่ำสุด ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่าผู้ที่ข้องอยู่ในภพเหล่านั้นดีหรือแย่กว่ากัน มีกิเลสเบาบางหรือหนากว่ากันแต่อย่างใด ทั้งหมดยังเป็นผู้ข้องเกี่ยวอยู่ในความไม่รู้ทั้งสิ้น มีโอกาสที่จะทำดีทำชั่วด้วยความไม่รู้ ส่งผลให้ไปข้องอยู่ในภพทั้งดีทั้งชั่วทั้งสิ้น

การปฏิบัติไม่ใช่ต้องไต่ไปทีละขั้นจากต่ำสุดไปสูงสุด เพราะแท้จริงแล้วไม่มีสูงไม่มีต่ำ มีแต่ความไม่รู้และปรุงแต่งไปตามความไม่รู้ทั้งสิ้น ปรุงดีบ้าง ปรุงชั่วบ้าง ไปตามแต่สติปัญญาเป็นครั้งๆไป
_________________________________________________

ธรรมกายสอนให้ทำบุญด้วยความยึดติดหรือทำบุญด้วยความปล่อยวางผู้มีปัญญาพิจารณาได้

ธรรมกายสอนให้ปฏิบัติเพื่อความข้องในภพ หรือเพื่อความออกจากภพ ผู้มีปัญญาพิจารณาได้


จากคุณ : หลังเขา - [ 16 ต.ค. 51 09:54:09 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 58

อนุโมทนาบุญกับ จขกท. และทุกท่านที่ร่วมปุจฉา วิสัชชนาอย่างสร้างสรรค์ค่ะ

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 16 ต.ค. 51 12:41:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 59

ให้ give คุณหลังเขา 3 คะแนนเลยค่ะ เพราะสามารถสื่อสารสิ่งที่ใจดิฉันคิดออกมาได้ ความสงสัยของดิฉันเริ่มจากจุดนี้แหล่ะค่ะ ว่า เจตนาในการทำดีคืออะไร?

เพื่อทำให้ผลของความดีเกิดขึ้นกับตัว อยากไปสวรรค์ อยากให้ชาติหน้าเกิดมาสวยหล่อรวยฉลาด หรือเพื่อให้ความดีทำให้ใจเราดี ผ่องใส สว่าง ว่างแม้จากความ"ต้องการ"ผลของความดี

ที่ดิฉันคิดคือ หากว่าเราทำดี โดยไม่ขอ ไม่หวังผลของความดีให้ย้อนมาหาตัวเรา มันง่ายกว่าที่จะเข้าใจในกรณีที่เราทำดีมาตลอด แต่ผลที่ได้กลับเป็นผลที่ร้าย ซึ่งนั่นแล้วแต่กรรมจะบันดาลให้เป็นไป

ตอนเด็กๆ ดิฉันเคยโกรธที่บนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้สอบได้คะแนนดีๆแล้วได้ไม่ดีเท่าที่ใจอยาก (โดยไม่อ่านหนังสือเลย) รู้สึกสงสัยว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงๆหรือ?

แต่พอโตมาถึงได้เข้าใจว่า การทดสอบนั้นมีเพื่อวัดความเข้าใจสิ่งที่เราเรียนไป มิใช่เพื่อให้ผลเป็นตัวเลขไว้อวดกันโก้ๆ ได้คะแนนสูงแต่ไม่มีความรู้ ยังสู้คนที่ได้คะแนนปานกลางแต่จำได้ เข้าใจได้ไม่ได้เลย

เราเรียนเพื่อให้รู้

สอบเพื่อวัดผลความรู้และก็เป็นการเสริมความรู้ด้วย สังเกตเถอะค่ะว่า ถ้าเราทำข้อสอบข้อไหนผิดและเสียคะแนน เราจะจดจำเรื่องนั้นไปได้นานเลย

โตกว่านั้นก็เข้าใจว่า ทำงานเพื่องาน
จะมาหวังทำงานเอาหน้า หวังก้าวหน้า นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์โดยตรงของการทำงาน บางทีทำงานมากมาย เหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เจ้านายไม่เห็นความดี โบนัสก็ไม่ได้ ตำแหน่งก็ไม่มี แต่ถามจริงๆ ถ้าเราได้ดูผลงานของเราที่ผ่านมา เราจะไม่ภูมิใจในตัวเองเชียวหรือ ว่าที่ผ่านมาเราสร้างประโยชน์ได้มากขนาดนี้เชียวหรือ

ดังนั้น สิ่งที่เราทำให้ผลอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะมองผลของมันแบบไหน รอคอยผลแบบไหน

การทำบุญ - ทำทานของดิฉัน ทำเพื่อเน้นการสละออก แม้ตอนนี้จะยังสละอะไรไม่ได้เท่าไร แต่เป้าหมายของดิฉันคือ ให้เคยชินกับการสละออก เพื่อที่จะได้ลดความอยากจะสะสม สะสมเงิน สะสมทรัพย์ สะสมอารมณ์ สะสมทุกข์ สะสมบุญ

แต่ว่าหลังจากการได้สนทนาและสังเกตแนวทางและความคิดเห็นของผู้เชื่อในแนวทางธรรมกายแล้ว ก็จะได้เห็นคนที่คิดต่างออกไป บางคนเขาอาจจะไม่ได้อยากไปให้ถึงซึ่งความว่าง เขายังอยากอยู่ อยากสบายในชาตินี้ ในชาติหน้า ในภพนี้หรือแม้กระทั่งขึ้นสวรรค์ เราก็ต้องเข้าใจเขาว่า เหตุใด เขาจึงคิดต่างจากเรา เหตุใดเขาจึงยอมเป็นหนี้เพื่อทำบุญ ฯลฯ (หมายถึงคนทั่วๆไปนะคะ ไม่ใช่ทุกคน)

ในสมัยก่อน ก็ใช่ว่าพระสงฆ์ทุกรูปจะเดินตามรอยที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำ 100% เสียเมื่อไร ก็มีการแบ่งแยกนิกาย มีการแบ่งกลุ่ม เลือกให้ถูกจริตของตัวเอง

เปรียบเทียบนะคะ เหมือนพระพุทธองค์ทรงบอกทางไปสยาม และบอกว่าสยามดียังไง แต่ว่าแต่ละคนจะไปสยามยังไง ก็สุดแท้แต่ว่าเขาเริ่มเดินจากที่ไหน เขามาใกล้หรือไกล เขามีงบประมาณมากน้อยแค่ไหนในการกำหนดวิธีการเดินทางและความสะดวกสบายในการเดินทาง

ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน

แตกต่างไม่แตกแยกค่ะ

.^____________________________________^.


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 ต.ค. 51 15:06:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 60

ขอตอบความเห็นที่ 57
โลกียภูมิทั้งปวง ตั้งแต่พรหมโลกชั้นสูงสุด (เว้นสุทธาวาส) จนถึงอบายภูมิชั้นต่ำสุด ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่าผู้ที่ข้องอยู่ในภพเหล่านั้นดีหรือแย่กว่ากัน มีกิเลสเบาบางหรือหนากว่ากันแต่อย่างใด ทั้งหมดยังเป็นผู้ข้องเกี่ยวอยู่ในความไม่รู้ทั้งสิ้น มีโอกาสที่จะทำดีทำชั่วด้วยความไม่รู้ ส่งผลให้ไปข้องอยู่ในภพทั้งดีทั้งชั่วทั้งสิ้น  

ถูกจ้ะ  ถ้าจะวัดหมู่สัตว์โดยความข้องอยู่ในภพแล้วไซร้  แน่นอนว่าสรรพสัตว์ที่ยังมีอาสวะย่อมเป็นผู้ข้องอยู่ในภพทั้งสิ้น  แต่หมู่สัตวนั้นย่อมมีอินทรีย์แก่ อ่อน หรือ มีพุทธิปัญญาและ ความเบาบางของกิเลสต่างกัน  ไม่อย่างนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น สรรพสัตว์ที่ได้ฟังธรรมก็บรรลุธรรมไปหมดแล้วล่ะ

ส่วนภพภูมิซึ่งเป็นที่กักขังหมู่สัตว์ก็ยังแบ่งเป็นสุคติภูมิ และทุคติภูมิ   เมื่อละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว หมู่สัตว์ย่อมไปสู่ภพตามอำนาจแห่งกรรมวิบาก   ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่ประกอบไว้ขณะเป็นมนุษย์   ในเมื่อทราบเช่นนี้  ในขณะที่ยังมีขันธ์ 5 ของมนุษย์อยู่ ทำไมจะไม่เลือกประกอบกุศลกรรมล่ะ   เพราะตราบใดที่ยังไม่สิ้นอาสวะกิเลส ก็ต้องเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฐสงสาร ใครจะอยากไปอยู่ในทุคติถ้าเลือกได้   ดังนั้นเราก็ควรสะสมบุญมิใช่หรือ ? และพระพุทธองค์ก็ตรัสว่า บุญย่อมเป็นที่พึ่งทั้งในภพนี้ และ ภพหน้า

 
 


จากคุณ : AYXC - [ 16 ต.ค. 51 17:15:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 61

ขอตอบความเห็นที่ 57 (ต่อ)
การปฏิบัติไม่ใช่ต้องไต่ไปทีละขั้นจากต่ำสุดไปสูงสุด เพราะแท้จริงแล้วไม่มีสูงไม่มีต่ำ มีแต่ความไม่รู้และปรุงแต่งไปตามความไม่รู้ทั้งสิ้น ปรุงดีบ้าง ปรุงชั่วบ้าง ไปตามแต่สติปัญญาเป็นครั้งๆไป

ถูกจ้ะ ก็เพราะความไม่รู้ (อวิชา)  จึงทำให้หมู่สัตว์ต้องไปเสวยทุกข์ในทุคติ วินิบาต  การสอนให้คนรู้จักการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็เป็นไปตามหลักไตรสิกขาที่พระพุทธองค์วางไว้อยู่แล้วนิ  

ส่วนที่กล่าวว่า "เรื่องการปฏิบัติที่ว่าไม่จำเป็นต้องไปทีละขั้นจากต่ำสุดไปสูงสุด เพราะแท้จริงไม่มีต่ำ ไม่มีสูง"
คำพูดนี้ครอบคลุมเรื่องอะไรล่ะ  ถ้าหมายถึงการสร้างบารมี  ยังไงก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน  ไม่อย่างนั้นจะมีคำว่าบารมี 30 ทัศน์ไว้ทำไม?   อุปบารมี  ย่อมต้องใช้กำลังใจสูงกว่าการสร้างบารมี  ต้องสามารถสละอวัยวะ เลือดเนื้อได้ แต่ถ้าระดับปรมัตถบารมีนี่ถึงขั้นสละได้แม้ชีวิต   แล้วอย่างนี้จะบอกว่าไม่มีขั้นได้ไงจ๊ะ  อิ อิ

แต่ถ้ามองในเรื่องความแตกต่างของหมู่สัตว์ยิ่งแล้วใหญ่   พระพุทธองค์ยังแบ่งหมู่สัตว์โดยเปรียบเทียบกับบัวเลยไม่ใช่เหรอ  สัตว์โลกที่มีปัญญา สั่งสมอบรม บารมีมามากก็เปรียบเหมือนบัวที่พ้นน้ำรอวันบานเมื่อต้องแสงอาทิตย์  การเทศน์ การสอนก็ไม่ต้องมาก ก็บรรลุธรรมได้    ส่วนพวกที่อินทรีย์ยังอ่อน  จะให้เทศน์ครั้งเดียวรู้เรื่องเลย มันก็ยากนะ   แล้วยังงี้จะบอกว่าการปฏิบัติไม่จำเป็นต้องทีละขั้นได้ไง  เพราะคนมันต่างกันอ่ะนะ  แม้พวกเราเองเรียนหนังสือทางโลกยังต้องเริ่มจากชั้นอนุบาล กว่าจะจบปริญญายังใช้เวลากันเป็น 20 ปีไม่ใช่เหรอ  หรือว่าคุณหลังเขา เขียนหนังสือเป็นโดยไม่ต้องเรื่มจาก ก.ไก่   ขไข่    แต่ก็อาจจะมีพวกอัจฉรัยะบางคนที่ไม่ต้องเป็นไปทีละขั้น  ซึ่งก็เป็นส่วนน้อย

เราลองมาดูพุทธจริยาของพระพุทธเจ้ากันบ้าง  ท่านบำเพ็ญบารมี 30 ทัศน์ ก็ไม่ได้ครบในชาติเดียว ยังต้องใช้เวลาหลายชาติ ในชาติหนึ่ง ๆ ก็ไม่ได้สร้างบารมีได้เต็มเปียมทุกบารมี แต่ก็คิดว่าพระองค์ก็บำเพ็ญทุกบารมีในทุกๆ ชาตินะ เพียงแต่บารมีเรื่องไหนเด่นเท่านั้น
V
V
V

 
 


จากคุณ : AYXC - [ 16 ต.ค. 51 17:23:21 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 62

แน่นอนครับ สัตว์ทั้งหลายควรจะทำกุศลธรรมให้มาก และทำอกุศลธรรมให้น้อย เพราะกุศลธรรมส่งผลเป็นความสุข ส่วนอกุศลธรรมส่งผลเป็นความทุกข์

แต่เอาเข้าจริงแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่เป็นปุถุชนทำไมยังทำอกุศลอยู่ สัตว์ทั้งหลายล้วนรักสุขเกลียดทุกข์ทั้งสิ้น สิ่งที่สัตว์ทั้งหลายทำก็เพื่อให้ตนเองมีความสุขทั้งนั้น แต่ผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ก็ทำได้แค่หาความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราวด้วยการเบียนเบียนผู้อื่นบ้างด้วยการทำดีบ้าง ยังข้องอยู่กับการปรุงดีปรุงชั่วทั้งสิ้น ที่ยังปรุงแต่งอยู่เพราะไม่รู้ว่าการปรุงแต่งทั้งปวงล้วนตอบสนองต่ออวิชชาความไม่รู้ และตัณหาความอยากในใจทั้งสิ้น

ถ้าเรียนรู้ตัวเองดีๆจะพบว่าทุกคนล้วนทำตามกิเลสในใจตนเป็นส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดอกุศลในใจตนเป็นส่วนมาก มีกุศลแต่เพียงเล็กน้อย

การทำทานก็เช่นกัน ถ้าทำด้วยใจที่ยึดติดแต่กับผลของทาน อยากนั่นอยากนี่ ก็ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อเสริมกิเลสคือความอยากได้อยากมีอยากเป็นให้เข้มข้นขึ้น สุดท้ายผู้ทำก็ห่างไกลจากมรรคผลนิพพานออกไปทุกทีๆ

และที่สำคัญการทำแค่ทานไม่ว่าจะทำมากแค่ไหนไม่เคยประกันได้ว่าจะพาไปสู่สุคติภูมิ แค่วินาทีสุดท้ายของชีวิตระลึกถึงกรรมชั่วที่เคยทำแม้เล็กน้อย ก็ส่งให้ไปสู่อบายได้อย่างง่ายๆ

การสอนแบบผิดๆแบบธรรมกาย เป็นการสอนให้คนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งพระพุทธเจ้ากล่าวว่าไม่เห็นสิ่งใดเป็นโทษเท่ากับมิจฉาทิฏฐิเลย

[๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่ง
จะมีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฐิ
เป็นอย่างยิ่ง ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=950&Z=1002&pagebreak=0


จากคุณ : หลังเขา - [ 16 ต.ค. 51 17:45:17 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 63

ส่วนที่ว่า "เรื่องการปฏิบัติที่ว่าไม่จำเป็นต้องไปทีละขั้นจากต่ำสุดไปสูงสุด เพราะแท้จริงไม่มีต่ำ ไม่มีสูง" เป็นการตอบข้อความที่ 55 ที่ว่า

_______________________________
เราเห็นด้วยกับความคิดเห็นคุณน้อมเศียรเกล้า ,กบในกะลาแตก, AYXC นะคะ

และหากเราจะมองอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ว่า  ชาวสรรค์เขามีเครื่องประดับเอาไว้ใส่โชว์กัน ใครไม่โชว์ถือว่าผิดปกตินั้น

จะเห็นว่าแม้ว่าชาวสวรรค์จะได้เกิดในสุคติภูมิ ได้กายทิพย์ ได้ใช้ของทิพย์ ของปราณีตต่าง ๆ มีวิมานสวยงาม

แต่เขาก็ยังไม่หมดกิเลส ยังมีกิเลสเหมือนเราอยู่ เพียงแต่เบาบางกว่ามากค่ะ
____________________________________

ซึ่งอาจสื่อให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ต้องค่อยๆเลื่อนฐานะจากมนุษย์ขึ้นไปเป็นเทวดาชั้นสูงๆขึ้นไปเรื่อยๆจึงจะกิเลสเบาบางลงเรื่อยๆ

แท้จริงแล้วสัตว์ทั้งหลายในทุกภพภูมิที่เป็นโลกียเมื่อตายล้วยเข้าสู่ทุคติมากกว่าสุคติทั้งสิ้น

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=1003&Z=1058


จากคุณ : หลังเขา - [ 16 ต.ค. 51 17:53:23 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 64

ตอบความคิดเห็นที่ 57  

การกระทำอย่างเดียวกัน แต่ทำด้วยใจที่แตกต่างกันย่อมให้ผลต่างกัน
การทำทานโดนมีจิตเจตนาหวังให้ผู้ได้รับทานเป็นสุข และทำไปด้วยจิตใจสละออกเป็นการทำบุญกิริยาวัตถุ
แต่การทำทานโดยมีจิตคิดโลภ หวังให้ตัวเองเป็นสุข หวังอยากได้อยากมีเหมือนซื้อหวย ให้หนึ่งอธิษฐานขอ 10 อย่างนี้เป็นอกุศล ให้ผลเล็กน้อย แถมทำให้ใจยิ่งยึดติดเหนียวแน่น เป็นการขัดขวางมรรคผล


555 แล้วคุณรู้เหรอว่า คนที่เค้าทำบุญที่วัดน่ะ เค้าทำตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 หรือเปล่า?   หลวงพ่อท่านก็สอนให้รักษาศีลไม่ให้ขาด  สอนให้เจริญภาวนาทุกวัน และก็บุญกิริยาวัตถุอื่นๆ น่ะก็สอนอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่สอนให้บริจาคทานอย่างเดียว

ในเมื่อทุกคนรู้ว่าทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาแล้ว ยังไงก็ต้องมีสุข มีสวรรค์เป็นผลวิบาก  ทำไมจะไม่ตั้งอธิษฐานให้บุญส่งผลให้ได้มาสร้างบุญบารมีต่อล่ะ ?  เช่น ถ้าจะต้องมาเกิดอีก ใครๆก็อยากเกิดมาสวย รวย ฉลาด สมปรารถนาและก็ได้เป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสานา  ส่วนกำลังบุญจะไปถึงได้ดังจิตที่ตั้งอธิษฐานไว้รึไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  มันไม่การโลภบุญ แต่เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตข้ามชาติ

ส่วนเรื่องการสั่งสมบุญเพื่อหวังสวรรค์นั้น ไม่ต้องหวังก็ไปได้ ถ้ากำลังบุญพอ  แต่ถ้ากำลังบุญมาก ก็เลือกสวรรค์ชั้นที่จะไปอยู่ได้อีก เช่นท่านธรรมิกอุบาสก ที่เลือกไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (ดูธรรมบท พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗  ขุททกนิกาย)

หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้สอนว่า “ฆ่าคนแล้วมาทำทานจะได้ขึ้นสวรรค์นะ  หรือสอนว่าโกงคนอื่นมาทำบุญจะได้ขึ้นสวรรค์”  จะได้มาบอกว่าสอนผิดเป็นมิจฉาทิษฐิ   การสอนเรื่องสวรรค์นี่ ก็เป็นการสอนเรื่องหลักเหตุ และผล  ทำดี ได้ดี   ทำชั่วได้ชั่ว  ซึ่งพระพุทธองค์ท่านก็สอนเหมือนกัน

V
V
V

 
 


จากคุณ : AYXC - [ 16 ต.ค. 51 18:26:46 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 65

ตอบ ความคิดเห็นที่ 62
การทำทานก็เช่นกัน ถ้าทำด้วยใจที่ยึดติดแต่กับผลของทาน อยากนั่นอยากนี่ ก็ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อเสริมกิเลสคือความอยากได้อยากมีอยากเป็นให้เข้มข้นขึ้น สุดท้ายผู้ทำก็ห่างไกลจากมรรคผลนิพพานออกไปทุกทีๆ
และที่สำคัญการทำแค่ทานไม่ว่าจะทำมากแค่ไหนไม่เคยประกันได้ว่าจะพาไปสู่สุคติภูมิ แค่วินาทีสุดท้ายของชีวิตระลึกถึงกรรมชั่วที่เคยทำแม้เล็กน้อย ก็ส่งให้ไปสู่อบายได้อย่างง่ายๆ


ถูกจ้ะ  เรื่องอาสัณกรรมย่อมมีผลต่อภพภูมิของสัตว์ แต่อย่าลืมอาจิณกรรมว่ามีโอกาสส่งผลมากกว่าเมื่อหมดแรงอาสัณกรรม   อาจิณกรรมย่อมส่งผลอย่างแน่นอนและหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นหากทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นนิตย์  ก็ย่อมมีสุคติเป็นที่หมายได้   หลวงพ่อท่านสอนให้หมั่นสั่งสมกุศลทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าบุญเล็ก บุญน้อย แม้เก็บเศษขยะ  ล้างห้องน้ำ จัดอาสนะพระ ท่านก็สอนให้เอาบุญให้หมด ไม่เคยบอกว่าให้ทำบุญด้วยการบริจาคอย่างเดียว  ขณะเดียวกันแม้บาปอกุศลเล็กน้อย เช่น การมีใจขุ่นมัว หงุดงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ   หลวงพ่อท่านก็ให้ละเว้น  ซึ่งก็สอดคล้องกับพระพุทธองค์ทรงสอนนี่นา    แล้วมันเป็นการสอนผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิตรงไหนกันจ๊ะ   ?

 
 


จากคุณ : AYXC - [ 16 ต.ค. 51 18:40:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 66

สงสัยค่ะ กับประโยคนี้

การทำทานก็เช่นกัน ถ้าทำด้วยใจที่ยึดติดแต่กับผลของทาน อยากนั่นอยากนี่ ก็ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อเสริมกิเลสคือความอยากได้อยากมีอยากเป็นให้เข้มข้นขึ้น

แล้วอย่างนี้พระไตรปิฎกจะมีเรื่อง "ทานที่มีผลมาก" เพื่ออะไรคะ
http://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 16 ต.ค. 51 19:11:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 67

ตอบคคห.66
นี่แหละ  เค้าถึงได้พูดกันว่าธรรมกายสอนไม่หมด  สอนแต่ให้ยึดกับผลของทาน
ลิงค์ที่ยกมานั่นก็ถูกแล้ว  แต่ต้องอ่านให้จบ
เอาตอนท้ายมาให้พิจารณาครับ

๗.   บุคคลบางคนในโลกนี้  ไม่ได้ให้ทานเพราะเหตุที่กล่าวแล้วทั้ง  ๖  อย่างข้างต้นนั้น  แต่ให้
ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต  คือให้ทานนั้นเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจหมดจดจากกิเลสด้วยอำนาจของ
สมถะและวิปัสสนา  จนได้ฌานและบรรลุ จนได้ฌานและบรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล  ตายแล้วได้ไปเกิดใน
พรหมโลก  เขาสิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความเป็นใหญ่ในพรหมโลกแล้ว  เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิด
ในโลกนี้อีก  คือปรินิพพานในพรหมโลกนั้นเอง  ทานชนิดนี้เป็นทานที่มีผลมาก  และมีอานิสงส์มาก

สรุปรวมความว่า  ทานชนิดใดก็ตาม เป็นปัจจัยให้ต้องเกิดอีก  ทานชนิดนั้นแม้มีผลมาก ได้เกิด
ที่ดีมีความสุขอันเป็นทิพย์  แต่ทานนั้นก็ไม่มีอานิสงส์มาก  เพราะไม่สามารถจะทำให้หมดจดจากกิเลสได้

ส่วนทานชนิดใดเป็นปัจจัยให้ไม่ต้องเกิดอีก  ทานชนิดนั้นชื่อว่ามีผลมากด้วย  มีอานิสงส์
มากด้วย  เพราะทำให้หมดจดจากกิเลส

ฉะนั้นคำว่า  "อานิสงส์มาก"  ในที่นี้  จึงหมายถึงการหมดจดจากกิเลสทั้งปวง  ไม่ต้องเกิดอีก

จริงอยู่  การเกิดในสวรรค์แต่ละชั้นนั้น  มีความสุขมาก  เพราะได้รับกามคุณอันเลอเลิศที่เป็น
ทิพย์  ละเอียดประณีตขึ้นไปตามลำดับชั้น  แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า  กามคุณนั้นเป็นของเลว  เป็น
ของชาวบ้าน  เป็นของชวนให้หลงใหล  เป็นของมีสุขน้อย  แต่มีโทษมาก  เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรง
แสดงธรรม  คือ  อนุปุพพิกถา  แก่คฤหัสถ์  จึงได้ทรงแสดงโทษของกามไว้ด้วย  ผู้ที่ยินดีหลงไหลเพลิด
เพลินในกาม  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  อันน่าใคร่  น่าพอใจ  ย่อมไม่อาจล่วงทุกข์ไปได้  ผู้ที่จะล่วง
ทุกข์ได้ก็เพราะเห็นโทษของกาม  ก้าวออกจากกามด้วยสมถะและวิปัสสนาเท่านั้น

ด้วยเหตุนั้น  ทานที่เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต  ขัดเกลาจิตให้อ่อน  ให้ควรแก่การเจริญสมถะและ
วิปัสสนาจนบรรลุมรรคผลไม่ต้องกลับมาเกิดอีก  จึงเป็นทานที่มีผลมาก  และมีอานิสงส์มากแม้สังฆทานที่
กล่าวว่ามีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  ก็เพราะผู้ถวายมีโอกาสได้ฟังธรรมจากสงฆ์แล้วบรรลุอริยสัจธรรม  ก้าว
ล่วงทุกข์ทั้งปวงไม่ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่แก่สัตว์โลกแม้เมื่อทรงแสดงเรื่องทาน  ก็ทรงแสดงให้
พุทธบริษัทได้รับประโยชน์ครบทั้ง  ๓  ประการ  คือ  ประโยชน์ในโลกนี้  ประโยชน์ในโลกหน้า  และประ
โยชน์อย่างยิ่ง  คือ  มรรค  ผล  นิพพาน  ด้วยเหตุนี้  จึงควรทำใจให้เลื่อมใส  บำเพ็ญทานให้เกิดประโยชน์
ทั้ง  ๓  ประการ  จึงจะได้ชื่อว่า  ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์อย่างแท้จริง

ควรหรือไม่  ที่เราจะทำทานชนิดที่มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก


จากคุณ : ม้าไม่มีชื่อ - [ 16 ต.ค. 51 20:13:46 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 68

นานๆจะได้เห็นกระทู้ธรรมกาย ที่ไม่กลายเป็นกระทู้เดือดซะที

จากคุณ : ltf06 - [ 16 ต.ค. 51 21:15:00 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 70

การสอนแบบผิดๆแบบธรรมกาย เป็นการสอนให้คนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งพระพุทธเจ้ากล่าวว่าไม่เห็นสิ่งใดเป็นโทษเท่ากับมิจฉาทิฏฐิเลย



[๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่ง
จะมีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฐิ
เป็นอย่างยิ่ง ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=950&Z=1002&pagebreak=0

จากคุณ : หลังเขา   - [ 16 ต.ค. 51 17:45:17 ]  


whiterose

_/l\_

______________________________________________


.....หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้สอนว่า “ฆ่าคนแล้วมาทำทานจะได้ขึ้นสวรรค์นะ  หรือสอนว่าโกงคนอื่นมาทำบุญจะได้ขึ้นสวรรค์”  จะได้มาบอกว่าสอนผิดเป็นมิจฉาทิษฐิ   การสอนเรื่องสวรรค์นี่ ก็เป็นการสอนเรื่องหลักเหตุ และผล  ทำดี ได้ดี   ทำชั่วได้ชั่ว  ซึ่งพระพุทธองค์ท่านก็สอนเหมือนกัน ....


....หลวงพ่อท่านสอนให้หมั่นสั่งสมกุศลทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าบุญเล็ก บุญน้อย แม้เก็บเศษขยะ  ล้างห้องน้ำ จัดอาสนะพระ ท่านก็สอนให้เอาบุญให้หมด ไม่เคยบอกว่าให้ทำบุญด้วยการบริจาคอย่างเดียว  ขณะเดียวกันแม้บาปอกุศลเล็กน้อย เช่น การมีใจขุ่นมัว หงุดงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ   หลวงพ่อท่านก็ให้ละเว้น  ซึ่งก็สอดคล้องกับพระพุทธองค์ทรงสอนนี่นา    

[แล้วมันเป็นการสอนผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิตรงไหนกันจ๊ะ   ? ........

AYXC



smile  

ตรงนี้จ้ะหนุ่มน้อยปะแป้ง

v
v
v

ธรรม(กลาย) เพื่อ(มอมเมา)ประชาชน ฉบับพระรัตนตรัย(เป็นอัตตา)
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5779543/Y5779543.html

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 17 ต.ค. 51 12:51:43 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 71

อ้าว คห.ที่ 52 ของผมถูกลบ
ทำผิดตรงไหน


จากคุณ : thanachard - [ 17 ต.ค. 51 14:22:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 72

สำหรับเรื่องที่ว่า สอนให้ทำดีแล้วย่อมได้ดีนั้น ท่านถามว่า ไม่ได้สอนให้ฆ่าคนฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิตรงไหน ขอให้ท่านลองอ่าน Case study จากเว็บไซต์ดีเอ็มซีดังนี้ค่ะ


กัลฯ ศรัณย์   ภูริปรัชญา (พี่ชายเจ้าของCase)       กัลฯ เบ็ญจรัตน์   ภูริปรัชญา (เจ้าของCase)  
แบรนด์สินค้าของบริษัท
         จากความเชื่อมั่นในคำของมหาปูชนียาจารย์โดยเฉพาะคำของหลวงปู่ กัลป์ฯ เบ็ญจรัตน์ ภูริปรัชญา เจ้าของ Case Study และกัลป์ฯ ศรัณย์ ภูริปรัชญา พี่ชายเจ้าของ Case Study ได้มาเปิดเผยยืนยันความเชื่อมั่นในรายการสู้ต่อไป อาทิตย์ที่ ๒๔ ส.ค. ๕๑
         โดยพื้นฐานของเจ้าของ Case Study มีความศรัทธาในวัด ในพระศาสนา แต่พี่ชายไม่เข้าใจและแอนตี้ โดยมองว่าเราต้องทำงาน ไปเข้าวัดทำไม จนธุรกิจประสบปัญหาโดนโกง น้องสาวจึงได้โอกาสชวนพี่ชายมาบวช
          จากจุดนี้เองพี่ชายคือกัลฯ ศรัณย์ ได้เข้าใจวัด เข้าใจมโนปณิธานของหลวงปู่ คุณยาย ทุกวันอาทิตย์และงานบุญใหญ่ เริ่มทำบุญ ๒๐-๑๐๐ บาท จนปัจจุบันธุรกิจประสบความสำเร็จสามารถทำบุญได้เป็นโกฏิ
          ซึ่ง 2 พี่น้องยืนยันว่าไม่ใช่ความสามารถของตนเอง แต่เป็นเพราะบารมีของมหาปูชนียจารย์และอานุภาพของบุญ มีหลักในการทำบุญว่าทำทุกบุญเต็มที่เต็มกำลัง แม้ช่วงแรกมีปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจติดขัด แต่สภาพคล่องในการทำบุญไม่เคยติดขัด คือทำทันที และทำให้เข้าเป้า ถ้าเวลายังมีเหลือก็ทำจนเกินเป้า ทำอย่างนี้มาตลอด ๑๐ กว่าปี ถ้ามีปัญหาก็เอามหาปูชนียาจารย์เป็นหลักชัย เป็นที่พึ่งที่ระลึก ทำให้ธุรกิจของตนเองสวนกระแสในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมากนัก คือ ธุรกิจขายรองเท้าแฟชั่นวัยรุ่น ผู้หญิง ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ค่าแรงแพง น้ำมันแพง วัตถุดิบแพง การเมืองไม่ปกติ บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ธุรกิจของ ๒ พี่น้อง กลับสวนกระแส เกิดปรากฏการณ์ที่มิน่าจะเกิด
         ๑. จากกำลังผลิตเครื่องจักร ๑ ตัว กลายเป็นเกือบ ๕๐ ตัว
         ๒. คาดว่าผลิตวันละ ๒๐๐-๓๐๐ โหลก็คงพอ ปรากฏว่า ผลิต ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ โหล ยังไม่พอขาย
         ๓. เจ้าของธุรกิจเม็ดพลาสติกจากไต้หวันต้องมาดูด้วยตนเองว่าสั่งของมาใช้จริงหรือเปล่าเพราะสั่งเม็ดพลาสติกมากเป็นอันดับ ๒ รองจากธุรกิจสายไฟฟ้า
         ๔. สินค้าประเภทนี้ ผลิต ๑ วัน ๒-๓ เดือน ก็เลิกฮิตและตกรุ่น แต่ของบริษัทรุ่นเดียวผ่านมาแปดเดือนยังไม่ตกรุ่น ยอดขายไม่ตก
         ๕. ผลิตไม่ทันจนลูกค้าต่อว่า ต้องจ่ายสดใช่ไหมจึงจะได้ของ
         ๖. สินค้ายี่ห้อ MONODO (ตราลิง) ได้ฉายาลิงขุนแผน เพราะลูกค้าแย่งกันซื้อ
         ๗. มีการก็อปปี้เลียนแบบทั้งในและต่างประเทศ จนต่างประเทศขอเป็นเอเย่นต์โดยลาออกจากงานเดิม
         ๘. สินค้าก็อปปี้กับของจริงวางคู่กัน ลูกค้าหยิบของแท้ ทั้งๆ ที่ของปลอมราคาถูกกว่า
         ๙. เป็นสินค้าที่ติดตลาดโดยไม่โฆษณา
         ๑๐. ทำให้สินค้าในวงการนี้พลอยคึกคักตามไปด้วย ฯลฯ
         คราวที่ทำบุญโมดูล เดิมทำแค่ ๑ กอง แต่หลวงพ่อให้ขยายใจเป็นโมดูล ก็ขยายตามเพราะคิดว่าถ้าจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ก็ต้องทำบุญใหญ่ขึ้นตามหลักวิชาที่หลวงพ่อสอน ก็รับ ๑ โมดูล คิดว่า งานนี้สุดๆ แล้ว งานต่อไปคงทำระดับ S ไม่เป็นไร? จากปรากฏการณ์ที่กล่าวไว้ สามารถทำได้ ๑ โมดูล ๒ กอง เป็นเหตุให้ธุรกิจก้าวกระโดด จนตัวเองก็ตกใจ เป็นไปได้อย่างไร? ถ้าไม่ใช่อานุภาพบุญ

เมื่อหลวงพ่อจะรวมสงฆ์ทั่วโลก ๑ ล้านรูปใจก็คิดจะถวายรองเท้าพระ ๑ ล้านคู่ พอคิดเรื่องบุญ งานหยาบก็เกิด คือ ได้แบรนด์รองเท้าผู้ชายขึ้นมา แล้วจะผลิตอย่างไรให้ทัน? เพราะปัจจุบันก็ผลิตขายไม่ทัน จะขยายโรงงานเพิ่มก็ใช้ทุนมหาศาลและไม่ทันด้วย ปรากฏว่าบุญ บันดาลให้โรงงานผลิตรองเท้าแบรนด์ยักษ์มีคนงาน ๕,๐๐๐ คน อยู่ๆ รองเท้าแบรนด์ยักษ์ย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน โรงงานต้องการออเดอร์ผลิต ตนเองต้องการโรงงานผลิต ในจังหวะที่พอดี เพราะ ๑ ล้านคู่เขาสามารถผลิตได้ภายใน ๑๕ วัน ทำให้การหล่อหลวงปู่แต่ เดิมได้แค่ ๔ กอง บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ๓ กอง ครอบครัว ๑ กอง สามารถทำได้ ๑ โกฏิ และยังเติมได้อีกเพราะเวลายังเหลือ อนึ่งองค์แรกได้แค่ ๒ บาททอง กราบท่านทีไรก็เสียดายว่าเราทำได้น้อย ครั้งนี้จึงทำสุดๆ เพราะบารมีธรรมหลวงปู่จึงให้มีวันนี้
         กัลฯ เบ็ญจรัตน์ : ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นในบุญเถอะค่ะ ดิฉันได้พิสูจน์มาแล้วว่าบุญอยู่เบื้องหลังความสำเร็จจริงๆ
         กัลฯ ศรัณย์ : พวกเราต้องรวย ต้องดัง เพราะงานของหลวงพ่อแม้การก่อสร้างเสร็จ แต่งานเผยแผ่ให้คนทั่วโลกเข้าถึงธรรมยังใช้ปัจจัยอีกมหาศาล ที่ต้องดังไม่ใช่เพราะอยากดัง แต่ให้ชาวโลกรู้ว่าเรารวย เราดังได้ เพราะมหาปูชะนียาจารย์ เพราะบุญ เพราะวัด เราไม่ใช่คนงมงาย หรือไร้เหตุผล แล้วเราจะได้ชวนเขามาสร้างบุญด้วยกัน หล่อหลวงปู่ครั้งนี้เต็มที่เลย


ข้อทักท้วงประการแรก : "คราวที่ทำบุญโมดูล เดิมทำแค่ ๑ กอง แต่หลวงพ่อให้ขยายใจเป็นโมดูล ก็ขยายตามเพราะคิดว่าถ้าจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ก็ต้องทำบุญใหญ่ขึ้นตามหลักวิชาที่หลวงพ่อสอน ก็รับ ๑ โมดูล"

ดิฉันไม่ทราบหรอกนะคะว่าโมดูลหนึ่งมันเป็นเงินเท่าไร หรือว่ากองหนึ่งมันเป็นเงินเท่าไร แต่ที่แน่ๆ การที่พระสงฆ์บอกว่าให้ขยายใจให้ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญด้วย "ตัวเลข" ที่มากขึ้นนั้น จะได้ได้รับผลบุญกลับไปมากๆ เป็นการสอนวิธีทำบุญอย่างถูกต้องหรือคะ แบบนี้หากผู้มีจิตศรัทธาเป็นคนจนคนยาก แต่อยากจะขยายใจ มิต้องถึงขนาดกู้หนี้หรือขอสินเชื่อเพื่อการทำบุญกันเลยหรือคะ

*** หากดิฉันไปวัดใดวัดหนึ่งแล้วหยิบแบงค์ 20 ออกมาจะหยอดตู้ค่าน้ำค่าไฟ แล้วพระที่วัดบอกว่า แบงค์ 100 สิโยม ขยายใจหน่อย แล้วบ้านโยมจะได้อานิสงส์ใช้ไฟฟรีน้ำฟรีนะ  ท่านคิดอย่างไรกับวัดนี้คะ หากเป็นดิฉัน คงไม่ขอไปเหยียบเป็นคำรบสองแน่ ***

ข้อทักท้วงประการที่สอง :
        -  กัลฯ เบ็ญจรัตน์ : ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นในบุญเถอะค่ะ ดิฉันได้พิสูจน์มาแล้วว่าบุญอยู่เบื้องหลังความสำเร็จจริงๆ
        -  กัลฯ ศรัณย์ : พวกเราต้องรวย ต้องดัง เพราะงานของหลวงพ่อแม้การก่อสร้างเสร็จ แต่งานเผยแผ่ให้คนทั่วโลกเข้าถึงธรรมยังใช้ปัจจัยอีกมหาศาล ที่ต้องดังไม่ใช่เพราะอยากดัง แต่ให้ชาวโลกรู้ว่าเรารวย เราดังได้ เพราะมหาปูชะนียาจารย์ เพราะบุญ เพราะวัด เราไม่ใช่คนงมงาย หรือไร้เหตุผล แล้วเราจะได้ชวนเขามาสร้างบุญด้วยกัน หล่อหลวงปู่ครั้งนี้เต็มที่เลย

การทำบุญของวัดธรรมกาย เน้นแต่อยากจะทำเพื่อให้รวยจริงๆหรือคะ คนเราจะรวยได้มิใช่เพราะลงมือทำ ใส่ใจในธุรกิจ การจัดการ บริหาร การวางแผน ฯลฯ หรือคะ การสอนเช่นนี้ไม่ได้ยึดหลักในเหตุผลสักนิด เบื้องหลังความสำเร็จคือ "อิทธิบาท 4" มิใช่หรือคะ

การสอนให้ทำบุญหวังผลรวยทันตาด้วยการบริจาคเงินมาก จะได้เงินคืนมากๆเช่นนี้ เป็นการกระตุ้นกิเลสอยากให้คนหวังรวย แต่ไม่ได้หวังกับหวย มาหวังกับการทำบุญ ผู้มีจิตศรัทธาเขาจะเข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างละเอียดจริงหรือคะ หากว่าวันหนึ่ง เขาผิดพลาดทางธุรกิจ เขาจะเข้าใจได้หรือคะว่าที่เขาพลาดมันมีเหตุปัจจัยหลายอย่างมากกว่าเพราะบุญไม่ช่วย บุญหมด เราบริจาคไม่พอ ฯลฯ


ด้วยความเคารพค่ะ

แก้ไขเมื่อ 17 ต.ค. 51 19:29:34

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 17 ต.ค. 51 18:49:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 73

คุณ thanachard ใส่ลิ้งวัดหรือเปล่าคะ ของดิฉันก็โดนลบเหมือนกันเพราะบังเอิญใส่ลิ้งลงไป กะจะให้เพื่อนๆสมาชิกลองไปอ่านข้อความตัวอย่างที่ดิฉันยกมา

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 17 ต.ค. 51 19:31:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 74

^
^
ความคิดเห็น 72 จาก
http://www.เคalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=433&Itemid=4

(ลองใส่ลิงค์ที่มาของบทความดูค่ะ)

หมายเหตุ:มาแก้ไขอีกที เปลี่ยนเคเป็น k

แก้ไขเมื่อ 17 ต.ค. 51 22:39:04

จากคุณ : silly - [ 17 ต.ค. 51 19:39:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 75

ผลบุญแห่งการบำเพ็ญบารมีกล่าวไว้ มากมายในพระสูตรค่ะ

คนเราจะรวยก็รวยได้จากหลายอย่าง เจ้าของกระทู้เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดคนเราจึงเกิดมาแตกต่างกัน บางคนอุแว้ออกมาไม่ได้ใช้ความพยายาม ยังไม่ทันมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อะไรๆก็รวยแล้ว เพราะพ่อแม่รวย นี่เรียกว่า มีบุญเก่า ภาษาชาวบ้านเรียกคาบช้อนเงิน ช้อนทองมาเกิด

บางคนต้องทำงานหนักค่ะ ถึงจะร่ำจะรวย บางคนเคยเห็นไหมคะ ทำงานขยันแทบตายไม่เคยสักครั้งที่จะสำผัสคำว่า "รวย"

การปฏิบัติธรรมะไม่ใช่ว่า ต้องปฏิบัติโดยใช้หลักธรรมข้อใดข้อหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว หากต้องผสมกลมกลืนสั่งสมบารมี คุณงามความดีทุกอย่างความสำเร็จจึงจะบังเกิดได้

ความสำเร็จในที่นี้มีหลายอย่าง ตั้งแต่ระดับโลก จนถึงระดับทางธรรม เพราะเป้าหมายของคนเรามีหลายอย่าง ไม่มีใครสามารถจะทำให้คนคิดอย่างเดียวเหมือนกันหมดไปได้

อธิษฐานให้รวยเพื่อที่ตนจะได้มาช่วยค้ำคูณพระศาสนา ยังดีกว่าอธิษฐานให้รวยเพื่อจะเอาความรวยไปสนองตัณหาใช้ชีวิตหมดไปอย่างเปล่าประโยชน์

ที่สำคัญพระพุทธศาสนาไม่ได้ห้ามมิให้เราอธิษฐานขออะไรๆ และเราไม่สามารถห้ามให้ทุกคนไม่อธิฐษานหรือการห้ามคนไม่ให้มีความหวังอะไรคงไม่ได้หรอกค่ะ

บางทีสำหรับบางคน การมีความหวังกับอะไรสักอย่าง เป็นกำลังใจให้เขามีชีวิคตที่จะอยู่ต่อไป หากคนเราไม่มีความหวังเลยน่ะสินี่เป็นเรื่องแปลก
ความหวังทำให้คนตั้งเป้าหมาย และวางแผน จนในที่สุดปฏิบัติเพื่อที่จะไปให้ถึงแห่งความหวัง ยกตัวอย่างผู้ที่หวังมรรคผลนิพพาน นี่ก็คือความหวังอย่างหนึ่งเช่นกัน อย่าอาย อย่าปฏิเสธว่าคนเราไม่มีความหวัง ไม่มีความฝัน

การมีความฝัน ความหวังไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด การอธิษฐานก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกครรลองครองธรรม

อย่าไปคิดเรื่องวัดพระธรรมกายมากเกินไปค่ะ คิดว่าเขาอยากจะร่ำอยากจะรวย การคิดแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เราบรรลุอะไรขึ้นมาสัก หลายคนมีครูบาอาจารย์ที่เลิศ ที่ประเสริฐ ได้เรียนรู้พระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง แต่ทว่าก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระธรรมคำสั่งสอนเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อการเข้าถึงเท่านั้น หาใช่สามารถเข้าถึงได้โดยการเรียนรู้แต่เพียงอย่างเดียว

รู้มาก เข้าใจมากแต่ไม่ปฏิบัติ ก็ไม่สามารถเข้าถึงพระธรรม จะสนไปใย เถียงไปใยเรื่องการปฏิบัติของผู้อื่น หากสนใจแต่ผู้อื่นจะทำให้ความสนใจตัวเองน้อยลง ครูบาอาจารย์ท่านว่าไม่ก้าวหน้า

พูดไปพูดมาไม่มีวันจบเรื่องกระทู้ธรรมกาย เพราะใครๆก็มักจะเห็นความเห็นของตนเองเป็นใหญ่กว่าเสมอ นี่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะลงกันได้หากไม่มีใครสักฝ่ายที่คิดจะหยุด

หากมีเวลาว่างจะพยายามรวบรวมธรรมะข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการอธิษฐานมาให้เจ้าของกระทู้และเพื่อนๆได้อ่าน จะได้ทบทวนและทำความเข้าใจร่วมกันค่ะ
ในวันนี้ขออนญาตอภิปรายไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพกาย วาจา ใจที่สมบูรณ์ แข็งแรง ขอบคุณค่ะ


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 18 ต.ค. 51 11:43:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 76

ตอบคคห.75
นี่แหละ  เค้าถึงได้พูดกันว่าธรรมกายสอนไม่หมด
สอนแต่ให้ยึดกับชาติกับภพ  ชักชวนผู้คนให้เนิ่นช้า


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

            [๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคูถแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่น
เหม็น ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุด
แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเลย ฯ
            [๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมูตร...  น้ำลาย...  หนอง...
เลือดแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น แม้ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้น
เหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเลย ฯ
จบวรรคที่ ๓

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  บรรทัดที่ ๙๙๖ - ๑๐๐๒.  หน้าที่  ๔๔.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=996&Z=1002&pagebreak=0


จากคุณ : ม้าไม่มีชื่อ - [ 18 ต.ค. 51 14:51:33 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 77

ตอบ คห. 75

ผลบุญแห่งการบำเพ็ญบารมีกล่าวไว้ มากมายในพระสูตรค่ะ

คนเราจะรวยก็รวยได้จากหลายอย่าง เจ้าของกระทู้เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดคนเราจึงเกิดมาแตกต่างกัน บางคนอุแว้ออกมาไม่ได้ใช้ความพยายาม ยังไม่ทันมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อะไรๆก็รวยแล้ว เพราะพ่อแม่รวย นี่เรียกว่า มีบุญเก่า ภาษาชาวบ้านเรียกคาบช้อนเงิน ช้อนทองมาเกิด

บางคนต้องทำงานหนักค่ะ ถึงจะร่ำจะรวย บางคนเคยเห็นไหมคะ ทำงานขยันแทบตายไม่เคยสักครั้งที่จะสำผัสคำว่า "รวย"


แน่นอนค่ะ เพราะนั่นเป็นเรื่องของกรรมเก่า แต่หากจะรวยด้วย "กรรมใหม่" ดิฉันคิดว่า อิทธิบาท 4 น่าจะเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเน้นมากกว่า เพราะนั่นจะเป็นไปตามคำว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ในเรื่องของการอธิษฐานนั้น ดิฉันเชื่อค่ะ ว่ามีอานิสงส์ แต่ดิฉันไม่ได้คิดว่า แนวทางที่ถูกควรเริ่มที่การสอนให้อธิษฐานท่าเดียว ให้ทำบุญทำทานแล้วอธิษฐาน โดยไม่ได้ลงมือทำเพื่อสิ่งที่อยากได้เลย

อีกประการหนึ่ง คือ การบอกให้เพิ่มเงินแล้วจะได้บุญมากขึ้น ดิฉันไม่คิดว่า จำนวนเงินจะเป็นสิ่งกำหนดความได้บุญมากหรอกค่ะ ในสมัยพุทธกาลก็ใช่ว่าเฉพาะคนร่ำรวยที่จะเข้าถึงซึ่งพระธรรมได้ คนจนๆธรรมดาที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและทำบุญกับพระองค์และได้อานิสงส์มากมีเยอะแยะ

อย่าไปคิดเรื่องวัดพระธรรมกายมากเกินไปค่ะ คิดว่าเขาอยากจะร่ำอยากจะรวย การคิดแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เราบรรลุอะไรขึ้นมาสัก หลายคนมีครูบาอาจารย์ที่เลิศ ที่ประเสริฐ ได้เรียนรู้พระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง แต่ทว่าก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระธรรมคำสั่งสอนเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อการเข้าถึงเท่านั้น หาใช่สามารถเข้าถึงได้โดยการเรียนรู้แต่เพียงอย่างเดียว

ดิฉันเองไม่ได้เก็บเอาธรรมกายมาเป็นอารมณ์อยู่แล้วค่ะ มิฉะนั้น กระทู้นี้คงไม่คุยกันด้วยเหตุผลจนตัวหนังสือยาวเหยียดมาจนความเห็นนี้

เพียงแต่ ดิฉันมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสอนในเรื่องเงินๆทองๆของวัดนี้

หากชาวธรรมกายเป็นผู้ปฏิบัติเช่นคุณน้อมเศียรเกล้า คือศึกษาพระสูตรและปฏิบัตินั่นย่อมดี ที่พวกเขาจะได้ไตร่ตรองก่อนในการทำบุญ หรือก่อนจะเชื่อ จะปฏิบัติอะไร แต่หากเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป เขาก็จะฝังหัวใจไปว่า ต้องทำบุญด้วยเงินมากๆ จะได้ได้กลับไปมาก ต้องทำกับวัดพระธรรมกายแล้วจะรวย รวย รวย คุณคิดว่าภาพพจน์ของวัดเป็นอย่างไรบ้างคะ แล้วถ้าคนนอกศาสนามองเข้ามา ภาพพจน์ของพระศาสนาจะเป็นอย่างไรคะ

อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ตอนต้นๆว่า ธรรมกายเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก นั่นเป็นเรื่องที่ดีก็จริง แต่หากคำสอนยังมีข้อโต้แย้ง ข้อเคลือบแคลงเช่นนี้ ก็ถือเป็น "ดาบสองคม" เช่นกัน

ดิฉันไม่อยากให้ใครมองว่า ศาสนาพุทธ หรือพระสงฆ์เป็นพวกขี้ขอ เป็นขอทานชุดส้ม ฯลฯ อยากให้ผู้ทำบุญ ทำกุศล ทำด้วยความรู้ ด้วยปัญญา มากกว่าจะคิดแค่ว่า ทำแค่ไหน อย่างไรแล้วจะ รวย รวย รวย

ดิฉันเพียงแค่ถามเกี่ยวกับแนวคิดของวัด อยากให้มีผู้ชี้แจงกัน เมื่อได้อ่านเจอได้มีข้อสงสัย และเห็นว่าเป็นเรื่องน่าคิด จึงเก็บมาถามนะคะ โดยส่วนตัวมิได้คิดถึงขนาดว่า ต้องปิดวัดไปเลย หรืออะไร และไม่ได้มองวัดเป็นวัดจานบินหรืออะไร แต่ได้เห็นว่าวัดเองมีแนวทางที่ดี แต่มีข้อบกพร่องในเรื่องนี้ อยากให้เป็นประเด็นให้ได้รับการชี้แจง มีการพูดคุยกัน เพื่อที่ดีอยู่แล้ว จะได้ดีอย่างที่สุด

ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 18 ต.ค. 51 15:22:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 78

คุณฉันขอให้เธอก็โชคดี กล่าวไว้ได้ดีค่ะ การทำเงินด้วยเงินทองมิได้เป็นเหตุประการเดียวที่สามารถทำให้คนเข้าถึงเป้าหมายทั้งแบบทางโลกและทางธรรม หากประกอบด้วยเหตุหลายอย่างดังที่ได้กล่าวไว้แล้วเป็นต้น


และคงจะไม่ถูกต้องที่วัดใดวัดหนึ่งจะมุ่งสอนให้คนทำเช่นนั้น โดยที่ไม่ได้สอนให้คนปฏิบัติธรรมในรูปแบบอื่นๆ อย่างอื่นเช่นบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ รักษาศีล เจริญภาวนา

ที่คุณขอให้เธอโชคดีกล่าวไว้ก็ดี แล้วถูกแล้วชอบแล้ว เพราะดิฉันเองก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกพระศาสนาของเราเช่นกัน

อย่างเช่นคำว่า Monk สมัยหนึ่งพวกฝรั่งเอาไปแปลกันว่าเป็นพวกขอไป ต่อมาก็แปลกันเป็น Priest นักบวช ซึ่งก็คลุมเครือ เพราะนักบวชของฝรั่งกับพระของเรานี่แตกต่างกันอยู่มาก

มันก็น่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่คนที่ไม่ได้มาสัมผัสกับวัดมักจะ พิจารณาและให้คุณค่าวัดจากประเด็นที่ฟังกันมาต่อ หรืออ่านเอาจากสื่อทั้งหลาย ทั้งที่ไม่ได้ออกจากวัด หรือทั้งที่ออกจากวัด ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นรองในการพิจารณา ก็เลยยังไม่ได้รู้จักกับวัดที่แท้จริง บางคนยังไม่เคยมาวัด บางคนมาวัดแค่ครั้งเดียว จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจวัดอย่างแท้จริงทั้งหมดได้

อีกประการหนึ่งการตั้งคำถามในchat room อาจให้ข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์อยู่แต่ก็ยังสู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองและผ่านการสั่งสมมายาวนานไม่ได้

ดังนั้นคนที่ไม่ได้ไปวัด1 คนที่ไปวัดครั้ง สองครั้ง 1 กับคนที่ไปวัดหลายๆครั้งอีก1 และคนที่อยู่ในวัดอีก 1ย่อมสามารถมีความเห็นในเรื่องต่างๆที่แตกต่างกัน

ดิฉันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าวัดพระธรรมกาย ดีไปเสียทุกอย่าง หรือไม่มีปัญหาอะไร ก็เพียงแค่เห็นใครมาท้วงติงอะไร ในสิ่งที่ตนรู้มา
ก็เลยพยายามจะมาแก้ต่างและอธิบายเท่าที่ทำได้
แต่ดิฉันก็มีความคิดในใจว่า ดิฉันเองหรือใครๆก็ไม่lามารถทำให้ทุกคน ชอบใจ พอใจไปซะทั้งหมดได้ ทั้งนี้มันเป็นอย่างหนึ่งที่เรียกว่าโลกธรรม
คือไม่มีใครที่จะชอบเรา รักเรา ถูกใจเราไปทั้งหมด ประกอบกับบารมีธรรมก็มีอยู่น้อยนิด

วัดพระธรรมกายไม่ได้สอนให้ทำบุญด้วยเงินทองอย่างเดียวหรอกค่ะ หรือหวังที่จะเอาเงินจากญาติโยมแต่เพียงอย่างเดียว
เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ดิฉันก็จะไม่จะไม่มีความเคารพในวัดนี้ และครอบครวบครัวของดิฉันก็คงจะไม่นั่งรถมาจากต่างจังหวัดไกลๆ เพื่อมาวัดนี้ แลถ้าจะมีประเด็นเรื่องเงินทอง ก็ขอให้สังเกตสิ่งต่างๆที่เงินองถูกนำไปใช้ด้วยว่าเหมาะสมกันหรือไม่ เช่นคนตักบาตรเยอะ ก็ควนตามไปดูของที่เขาตักบาตรว่านำไปทำอะไร หรือ ถวายปัจจัยเยอะแล้วปัจจัยไปไหน ถุกนำไปทำอะไรเป็นต้น

แลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เหมือนเจ้าของกระทู้อันนี้ อยากจะสนทนาด้วย แต่บางท่านลบหลู่ครูบาอาจารย์เขา ว่าเขาด้วยคำหยาบคาย ซึ่งพระผู้มีพระภาคท่านยังตำหนิ  หรือก่นว่าพระพุทธรูปบนพระเจดีย์ซึ่งท่านอยู่ของท่านเฉยๆ เป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระผู้มีพระภาค ด้วยถ้อยคำอันไม่สมควร อันนี้หากใครจะพอพิจารณาทำได้ ก็ขอร้องไว้ ณ ที่นี้เลยค่ะ

การแลกเปลี่ยนกันเช่นนี้ ก็ควรได้อนุโมทนาซึ่งกันและกัน ทางฝ่ายผู้ตั้งคำถามก็เห็นจะได้คำตอบไปบ้างพอสมควร ทางฝ่ายวัดพระธรรมกายก็จะแก้ไขข้อบกพร่อง และทบทวนธรรมะต่างๆตามที่ท่านเจ้าของกระทู้ได้เน้นย้ำไว้

หวังว่ากระทุ้นี้จะเป็นกระทู้ที่ดีและรักษาภาพของความเป็นกระทู้ธรรมะของผู้ปฏิบัติธรรมทั้งสองฝ่ายต่อไปได้ ขอบคุณค่ะ

 
 


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 18 ต.ค. 51 20:23:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 79

leaf ป.ล. สมัยหนึ่งทางวัดถูกขอร้องให้พระศึกษาธรรมคำสอน และพระไตรปิฏกให้มาก และก็ได้น้อมรับไปปฏิบัติจนมีทุกวันนี้วัดพระธรรมกาย มีพระที่สำเร็จการศึกษามากมาย

ในวันนี้ประเด็นเรื่องการสนับสนุนการศึกษาของอุบาสก อุบาสิกา หากมีผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีในวันข้างหน้า ทำให้วัดพระธรรมกายเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น แลจะเป็นประโยชน์เองกับผู้ได้ศึกษาได้ ปฏิบัติ ในวันนี้โครงการนี้ก็มีค่ะ แต่ก็อาจจะต้องเพิ่มการสนับสนุนตรงจุดนี้ให้มากขึ้นไปอีก

ขอขอบคุณที่ชี้ขุมทรัพย์ให้ค่ะ


จากคุณ : น้อมเศียรเกล้า - [ 18 ต.ค. 51 20:38:47 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 80

วัดทุกวัดสอนให้คนเป็นคนดี
พระในวัดพระธรรมกาย ก็เป็นพระดี มีวินัย ใฝ่ความรู้
ผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ก็เป็นผู้ที่อยู่ในระเบียบ
จำเป็นต้องสร้างถาวรวัตถุเพราะในครั้งๆหนึ่งที่เป็นงานบุญใหญ่ อย่างหล่อหลวงปู่ งานกฐินที่กำลังจะถึง หากสถานที่ไม่กว้างใหญ่และคงทนถาวร ไม่พอรองรับสาธุชนที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใส จะให้เขาเหล่านั้นทำอย่างไรยืนตากแดหรือ?? แต่เมื่อหลวงพ่อท่านทราบว่าจะมีคนมาเยอะท่านก็เตรียมล่วงหน้าไว้ต้อนรับ เงินที่นำไปทำบุญกับวัดพระธรรมกายไม่ได้ไปอยู่ในกระเป๋าใครแน่นอนค่ะ ก็อยู่ที่วัดนั่นแหละ ทุกบาททุกสตางค์ก็อยู่กับวัตถุถาวรนั่นแหละค่ะ ไปวัดทีไรก็ปลื้มทุกที เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งของแต่ละอย่างในวัดเหมือนกัน เราก็ไม่ได้ทำบุญเป็นแสนเป็นล้านนะคะ เราก็มีความสุขเมื่อได้ไปวัดนี้แล้ว

ส่วนเรื่องคำสอนที่บิดเบือน ก็คงต้องศึกษากันต่อไปนะคะ แต่ถ้าบิดเบือนก็คงไม่มีลูกศิษย์เยอะแยะทั่วโลกขนาดนี้มั๊งคะ

จขกท. ลองเข้าไปที่วัดแล้วเปิดใจกว้างๆ นะคะ หากไปถึงแล้วอยากทราบข้อมูลใดๆ สอบถามได้ที่จุดประชาสัมพันธ์ของวัดได้เลยค่ะ (ถ้าไปวัดพระธรรมกายแนะนำนิดนึงนะคะ ควรใส่ชุดขาวๆ เรียบร้อยไปด้วยนะคะ พร้อมทำใจใสใส ไปรับบุญด้วยนะคะ เริ่มปฎิบัติตั้งแต่เช้าถึงบ่ายค่ะ

อาจจะไม่ค่อยตรงประเด็นแต่อยากให้ไปเห็นกับตาและสัมผัสด้วยใจค่ะ

อนุโมทนาด้วยนะคะ


จากคุณ : wasapos77 - [ 18 ต.ค. 51 22:36:18 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 81

ขอเสนอบทความนี้ ให้ชาวพุทธพิจารณาครับ




..... ในสังคมไทยเรามีอุปาทานหมู่ระบาดอยู่ทั่วไป  ซึ่งเป็นพิษเป็นภัยต่อบุคคลนั้นเอง และต่อสังคม  แต่ไม่มีใคร กล้าเข้าไปแก้ไข เห็นไปว่าเป็นที่พึ่งทางใจ  แต่ที่จริงมันเป็นสิ่งเสพติดทางจิต  อย่าว่าแต่จะเข้าไปแก้ไขเลย  แม้จะพูดกับพวกเขาตรงๆ ด้วยความเอ็นดูมุ่งอนุเคราะห์  เพื่อดึงพวกเขาออกมาก็ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด


เกรงจะไปทำลายที่พึ่งทางใจของเขา  ซึ่งอันที่จริงแล้ว  พึ่งไม่ได้ มีแต่อุปาทาน  เป็นทิฏฐุปาทานบ้าง  สีลัพพตุปาทานบ้าง  อัตตวาทุปาทานบ้าง  ที่เป็นกามุปาทานก็มี   ที่เป็นความหลงใหลมัวเมาในสิ่งอันไร้สาระก็มาก  ล้วนแต่มีข้ออ้างทั้งนั้น   ผู้ที่รับผิดชอบต่อสังคมไม่กล้าชี้นำ  เกรงจะเสียคะแนนนิยมจากคนกลุ่มนั้นๆ  จึงอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า  "เพียงแต่เอาตัวรอดก็พอแล้ว"


อ.วศิน  อินทสระ
จากหนังสือสวดมนต์ เพื่อสันติ และปัญญา  หน้า 70-71


จากคุณ : taken01 - [ 19 ต.ค. 51 19:54:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 82

เข้ามาห้องนี้เพราะอ่านห้องอื่นๆมีแต่ความขัดแย้งกัน เข้ามาก็ยังเจอการขัดแย้งอีก ทุกมุมของเมืองไทยจริงๆ

เรื่องธรรมกายตั้งแต่จำความได้ตอนเด็กๆ ก็มีแต่คนพูดว่าเป็นลัทธิล้างสมองคน เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกลางใจเมือง ไปตักบาตรของมหาวิทยาลัยทุกวันพฤหัส ชมรมพุทธที่นั่นก็มีสปอนเซอร์ใหญ่เป็นธรรมกาย ทำกิจกรรมต่างมหาวิทยาลัย ดูชมรมพุทธที่มหาวิทยาลัยอื่น สปอนเซอร์ใหญ่ก็เป็นธรรมกาย เพื่อนๆเรียนหมอ เรียนสถาปัตย์ เรียนไปเรียนมาไม่ทันจบก็ลาออกไปเข้าธรรมกาย เด็กอักษรสวยๆหน้าตาดี แทนที่จะมีแฟนก็ไปนั่งสมาธิไม่สนโลกภายนอกที่วัดธรรมกาย ธรรมกายจะเข้ามาวนเวียนในชีวิตอยู่เรื่อยๆครับ มีทั้งชื่อที่มาดีและไม่ดี

ผมขอมองอย่างกลางๆนะครับ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องของความศรัทธา ศาสนาคืออะไร ศาสนาในมุมมองของผมคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้เราสบายใจขึ้น ตัวผมเองเป็นพุทธทั้งในบัตรประชาชนและพาสปอร์ต แต่ถามว่าผมตักบาตรทุกวันพระไหม ไปเวียนเทียนฟังเทศน์ทุกวันพระใหญ่หรือไม่ บอกตามความจริงว่าไม่ครับ อ่านหนังสือธรรมะ เข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็รู้แค่ตอนเรียนวิชาพุทธศาสนา จำได้บ้างไม่ได้บ้าง อ่านหนังสือท่านพุทธทาสบ้างเพราะคุณพ่อเคยบวชกับท่าน มีหนังสืออยู่ที่บ้านก็เอามาอ่านเล่น หนังสือธรรมะอื่นๆ ก็อ่านๆบ้างเวลาได้แจกมาตอนทำบุญ อ่านตอนไม่มีอะไรทำเวลานั่งรถ แต่เมื่อมีช่วงเวลาที่ผมรู้สึกไม่สบายใจ เกิดปัญหาในชีวิต รออะไรที่ยังไม่รู้ผลแน่ชัดอยู่ ผมไหว้พระครับ ทำบุญ และตักบาตร บนบาน ผมคิดว่าคนไทยส่วนหนึ่งที่มีชื่อว่าศาสนาพุทธในพาสปอร์ต คงไม่แตกต่างจากผมเท่าไร ผมจึงเข้าใจถึงแบบเรียนวิชาสังคมตอนประถม ที่เขียนไว้ว่า ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

เรื่องธรรมกาย ผมก็ได้ผ่านหูผ่านตามาตามที่บอกข้างต้น เรื่องเงินทองกับวัดและคนพุทธนั้นผมว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติครับ ถ้าเรามองอย่างกลางๆนะ วัดทุกวันตอนงานบุญ มัคทายกพูดโฆษณาเกินจริงไหม วัดใหญ่ในเมืองปลาแรด มีผู้ศรัทธาบริจาคมากมายสร้างวัดอลังการเกินไปไหม ไม่ต่างกันครับ สายหลวงปู่ต่างๆทั้งสายทางอีสาน ขนาดเป็นสายวิปัสสนา พอมีลูกศิษย์ลูกหามากๆ ช่วงที่ท่านๆยังอยู่กัน ฟู่ฟ่าไหม ใครได้ไปร่วมงานคงทราบดี นี่คือคนไทยครับ คนประเทศที่จ่ายเงินสิบเงินร้อยเงินพันบาทแล้วอยากมีชื่อติดข้างกำแพงวัด หรือใต้ฐานพระ อยากมีชื่อจารึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง ถ้ามีชื่อแล้วได้ขึ้นสวรรค์จริง สงสัยผมคงไม่ได้ขึ้นแน่ๆ เพราะเวลาทำบุญ ผมเป็นคนนึงที่ไม่ใส่ชื่อหน้าซองครับ แต่ถามว่าผมสัมฤทธิ์ผลไหม ผมตอบว่าผมพอใจแล้วครับ เพราะผมให้แล้วผมก็สุขใจ ที่เล่ามาไม่ใช่จะยกตัวเอง แต่อยากจะบอกว่านี่คือลักษณะการทำบุญของคนไทยที่มีกันมานานครับ พ่อแม่ผมก็เป็น ทำบุญพระแล้วจารึกชื่อใต้ฐาน

ธรรมกายจับจุดนี้มา เพราะรู้ว่าคนไทยเราเป็นอย่างนี้ เลยจับจุดนี้มาทำการตลาด ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ต่างจากแบบเก่าเท่าไร เพียงแต่พอทำเป็นจริงเป็นจังก็เลยดูน่ากลัวก็เท่านั้น ดูๆไปแล้ว ระบบธรรมกายกับระบบพี่เหลี่ยมมีความคล้ายคลึงเหมือนกันนะเนี่ย

แทนที่เราจะมานั่งถกเถียงกัน ล้มล้างกัน ทำไมเราไม่คิดปลูกฝังจิตสำนึกใหม่ล่ะครับ ว่าคุณเข้าวัดเพื่ออะไร ศรัทธากับงมงายต่างกันอย่างไร ทำบุญแล้วได้อะไร ทำเรื่องศาสนาให้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ให้มีเหตุและผลที่พิสูจน์ได้ และยังเป็นที่พึ่งทางใจได้ วันนึงโลกต้องเปลี่ยนไป เหมือนมีช่วงนึงที่มีผู้ใหญ่มาบ่นว่าคนเข้าวัดน้อยลงเลยจะยกวัดมาในห้าง นั่นก็เป็นทางแก้ไขที่อาจจะดูแปลกไปบ้าง แต่ผมมองว่า เป็นการพยายามจะปรับตัวของคนพุทธต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกครับ ทำไมเราไม่มาช่วยกันตรงนี้ มัวแต่ล้มล้างกันเพื่ออะไร


จากคุณ : ไปกะพี่มั้ยน้อง - [ 20 ต.ค. 51 10:04:38 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 83

การขวนขวายในกิจการงานบุญเป็นสิ่งดี
แต่ควรระวัง อย่าให้มีพื้นฐานบนความโลภอย่างไม่รู้ตัวครับ

การภาวนาเป็นสิ่งดี ทำให้จิตใจสะอาด
แต่ควรระวัง อย่าให้ติดในฌานครับ

และข้อสุดท้าย
การอยากเกิดแม้เพียงอีกชาติเดียว
ก็ได้ชื่อว่าประมาทในวัฎสงสารนี้ครับ


จากคุณ : Maxymillion (Maxymillion) - [ 20 ต.ค. 51 14:24:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 84

นับว่าเป็นการสรุปที่ได้ใจความดีมาก ๆ ครับคุณ Maxymillion คห.#83

เป็นความเห็นถูกต้องและเหมาะสมที่สุด

ผมอยากให้ Give  แต่ point ที่มีนั้นหมดไปแล้ว

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 20 ต.ค. 51 14:43:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 85

และแล้วก็เป็นการพูดคุยกันด้วยดี เจ้าของกระทู้เป็นปลื้มนะคะ

^________________________________^

การพูดคุยกันในกระดานสนทนาสาธารณะก็จะเกิดเป็นไอเดียให้กับผู้มาอ่านต่อไป
(เพราะในความเป็นจริง เราให้ทุกคนไปดูด้วยตาที่วัดไม่ได้ จริงไหมคะ)

อย่างที่ได้บอก ดิฉันไม่ได้ว่าธรรมกายผิด !!! แต่เห็นว่าบางจุด บางอย่างมันทำให้ธรรมกายถูกมองไม่ดี

ถามว่าวัดอื่นที่มีปัญหาการชวนเชื่อให้ทำบุญ เอาวัตถุมงคลมาล่อมีไหม ตอบว่า มี เยอะด้วย โดยเฉพาะช่วงจตุคามรามเทพกำลังบูม

แต่เหตุที่คนสนใจธรรมกาย เพราะมีผู้สนับสนุนเยอะ และมีการเผยแผ่พระศาสนาไปยังต่างประเทศ

นี่คือ หนึ่งในกำลังสำคัญของพระศาสนา ทีนี้เมื่อมีข้อสงสัยจึงถามกัน อยากให้ทางธรรมกาย ได้นำข้อสงสัย จากสายตาคนนอกไปพิจารณาดู แล้วว่ากันด้วยเหตุด้วยผลนะคะ

ขอบพระคุณทุกท่าน สำหรับความคิดเห็น

ทุกท่านที่มาอ่าน มีอิสระในการวิจารณญาณและศรัทธาค่ะ

ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมนะคะ



** สำหรับดิฉัน ได้แรงบันดาลใจในการตั้งกระทู้มาจากการ์ตูนภาพนี้ค่ะ

เครดิต http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7085795/Y7085795.html โพสต์โดยคุณ you4lucky


ขอบพระคุณทุกท่านที่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

//แก้ไขพิมพ์ผิด

แก้ไขเมื่อ 20 ต.ค. 51 21:30:50

 
 


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 20 ต.ค. 51 21:28:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 86

จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธคือนิพพาน

แต่นิพพานตามแบบธรรมกายไม่ใช่อย่างเดียวกับแบบที่พระพุทธเจ้าสอนเพื่อนำไปสู่

มันผิดที่ว่า เหมือนกับคนอยากไปอุดร ก็ขึ้นรถไฟที่บอกว่าปลายทางคืออุดร แต่มีรถบางขบวนที่บอกว่าจะไปอุดรแต่จริงมันไปเชียงใหม่

เชียงใหม่ก็มีดีของเชียงใหม่
อุดรก็มีดีแบบอุดร

แต่ที่ควรทำคือรถไฟขบวนนั้นน่าจะเอาชื่ออุดรออกแล้วใส่จุดหมายปลายทางที่มันนำไป คนจะได้ไม่ขึ้นผิด

อีกประเด็นหนึ่งคือ ชาวพุทธจำนวนหนึ่ง ถือเอาการทำตัวดี พูดดี คิดดี เป็นคนดี การทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่น การทำสมาธิเพื่อความสงบ เป็นตัววัดความเป็นพุทธ และเป็นข้ออ้างเมื่อทำสิ่งเหล่านั้นคือชาวพุทธที่ดี ซึ่งที่จริงแล้วการทำความดีทั้งหลายนั้นเป็นสาธารณะประโยชน์ที่มนุษย์ควรทำอยู่แล้ว .. และทุกศาสนาสอนให้ทำดี การทำสมาธิจนเกิดฌานนั้นก็มีมาก่อนพุทธศาสนามาอยู่แล้ว หรือการสวดมนต์ ร้องเพลง ในศาสนาใดๆ ผลที่ได้มาก็คือความสุข สงบ ได้

แต่สิ่งเดียวที่แยกพุทธกับศาสนาอื่นๆคือเรื่องการภาวนาเพื่อหลุดพ้น

ถ้ามีการสอนเรื่องการภาวนาแบบผิด ไม่ว่าจะสอนให้คนทำดีอย่างไร ถือศีลให้วิจิตรเพียงใด เราชั่งใจดูแล้วผลเสียมันมากกว่า เพราะสอนอยู่ในชื่อของพุทธศาสนา แต่เป้าหมายมันไม่ได้อยู่ที่เดียวกันเลย

แต่ถ้าไม่ได้ใช้ชื่ออยู่ในพุทธศาสนา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการดีด้วยซ้ำ จะได้ชัดเจนและไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

แก้ไขเมื่อ 23 ต.ค. 51 08:44:24

แก้ไขเมื่อ 23 ต.ค. 51 08:37:34

จากคุณ : rock hits the water - [ 22 ต.ค. 51 12:31:35 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 87

พระธรรมกาย
  “คมฺภีโรจายํ ธมฺโม ทุทฺทโส  ทุรนุโพโธ  สนฺโต  ปณีโต  อตกฺกาวจโร  นิปุโณ  ปณฺฑิตเวทนีโย”
  “ธรรมนี้เป็นสภาพลึก  เห็นได้ยาก  ตรัสรู้ตามได้ยาก  เป็นธรรมสงบ ประณีต  คิดเดาด้วยเหตุผลธรรมดาไม่ได้ [หยั่งไม่ได้ด้วยตรรกะ] เป็นธรรมละเอียด  เป็นวิสัยที่บัณฑิตเท่านั้นที่จะถึงรู้ได้” - พุทธภาษิต

ธรรมกายคืออะไร
ธรรมกาย คือ กายในกายที่สุดละเอียดของสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม เป็นกายโลกุตตระ (คือพ้นโลก) พ้นจากกายในกายอันเป็นโลกิยะ (กายมนุษย์หยาบ-ละเอียด กายทิพย์หยาบ-ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ-ละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ-ละเอียด)

ธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผลแล้วนี้เอง คือ พระนิพพานธาตุ อันเป็นอมตธรรม ที่ทรงสภาวะนิพพาน ของพระอรหันตสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า

พระพุทธลักษณะของธรรมกาย
ผู้ที่ได้ปฏิบัติภาวนาธรรมจนได้เข้าถึง ได้รู้ ได้เห็นและได้เป็น   ทุกท่าน ต่างเห็นพระธรรมกายมีพระพุทธลักษณะดังต่อไปนี้  


ลักษณะเหมือนพระพุทธปฏิมา เกตุดอกบัวตูม

ขาวใส บริสุทธิ์ และมีรัศมีสว่างยิ่งนัก

ครองจีวรม้วนลูกบวบเข้าใน คือม้วนขวาเท่านั้น  ไม่ม้วนซ้าย

ประทับนั่งขัดสมาธิ    เท้าขวาทับเท้าซ้าย นิ้วชี้พระหัตถ์ขวาแตะนิ้วหัวแม่มือพระหัตถ์ซ้าย

ประทับอยู่บนองค์ฌาน    มีลักษณะเป็นแผ่นกลม ขาว ใส  หนาประมาณ ๑ ฝ่ามือของธรรมกาย

ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าหน้าตักและความสูงของธรรมกาย อยู่โดยรอบ  จึงเห็นเหมือนพระธรรมกายประทับนั่งอยู่ในดวงแก้วดวงใหญ่   ซึ่งต่างจากดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายโลกิยะ (กายของมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม)

(สำหรับผู้ที่กำลังของสมาธิยังไม่มั่นคงพอ หรือความบริสุทธิ์ของใจในขณะนั้นยังไม่ละเอียดดีพอ อาจเห็นมีลักษณะที่คลาดเคลื่อนไปได้ เช่น เห็นพระธรรมกายห่มดองมีผ้ารัดอกด้วย เป็นต้น)

รัตนบัลลังก์
ในอายตนะนิพพาน อันเป็นที่ประทับอยู่ของธรรมกายธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผล คือ พระนิพพานธาตุ อันเป็นธรรมชาติที่บริ
สุทธิ์ ที่ทรงสภาวะนิพพานนั้น  มีทั้งธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวก ประทับอยู่
ธรรมกายตรัสรู้ของพระอรหันตสาวกทั้งหลายคงประทับ อยู่บนองค์ฌาน เฉยๆ เฉพาะธรรมกายตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ล้วนประทับ อยู่บนรัตนบัลลังก์ อีกทีหนึ่ง  

ธรรมกาย มีหยาบมีละเอียดไปจนสุดละเอียด
แม้จะเป็นธรรมกายเหมือนกัน เป็นกายโลกุตตระเช่นเดียวกัน  แต่ก็ยังมีหยาบละเอียด ขึ้นอยู่กับระดับความบริสุทธิ์  
มีประเภทดังนี้
1. ธรรมกายโคตรภู สำหรับผู้ได้โคตรภูญาณ มีขนาดหน้าตักและความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม ๔ วาครึ่ง
2. ธรรมกายพระโสดา มีขนาดหน้าตักและความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม ขนาด ๕ วาขึ้นไป
3. ธรรมกายพระสกทาคา มีขนาดหน้าตักและความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม ขนาด ๑๐ วาขึ้นไป
4. ธรรมกายพระอนาคามี มีขนาดหน้าตักและความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม ขนาด ๑๕ วาขึ้นไป
5. ธรรมกายพระอรหัต หรือธรรมกายตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี้เอง คือ พระนิพพานธาตุ อันเป็นอมตธรรม ที่ทรงสภาวะพระนิพพานนั้น มีขนาดหน้าตักและความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรมขนาด ๒๐ วาขึ้นไป   เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ (ตาย) แล้ว  พระนิพพานธาตุอันเป็นอมตธรรมนี้น  ย่อมสถิตยั่งยืนอยู่ในอายตนะนิพพาน เข้านิโรธสงบตลอดกันหมด เป็นบรมสุข

ภาวะของธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผล

ธรรมกายนั้นเป็น กายอันประเสริฐเพราะเป็นอมตธรรมที่เที่ยงและเป็นบรมสุข

ธรรมกายเป็นกายที่บริสุทธิ์ คือเป็น ธาตุล้วนธรรมล้วน

ธรรมกาย มีชีวิตจิตใจ   แต่ก็มีใช่สัตว์  ไม่ใช่ชีวะ  คือไม่ใช่เบญจขันธ์   เป็นธรรมขันธ์ เป็นวิสุทธิขันธ์

ธรรมกาย ปราศจากตัณหาราคะใดๆ (วิราคธาตุ-วิราคธรรม)

ธรรมกาย เป็นวิสังขารธรรม  ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง พ้นจากความปรุงแต่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นความปรุงแต่งด้วยผลของ บาปอกุศล หรือ บุญกุศล (คือเป็นอสังขตธาตุ-อสังขตธรรม หรือ วิสังขาร)
จึงไม่ต้องตกอยู่ในอาณัติแห่งไตรลักษณ์หรือสามัญญลักษณะ คือลักษณะที่เสมอกันของสังขาร คือ ความเป็นของไม่เที่ยง
(อนิจฺจํ) ความเป็นทุกข์ (ทุกฺขํ) และความเป็นของไม่ใช่ตน (อนตฺตา)

ธรรมกาย เป็น ธาตุล้วนธรรมล้วน ที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขาร) จึงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแปรผันไปตามเหตุปัจจัยดังสิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งเขาเป็นกัน นี้เอง   ธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว จึงมีสภาวะที่ตรงกันข้ามกับสังขาร โดยเหตุนี้จึงเป็นกายที่เที่ยง (นิจฺจํ) เป็นสุข (สุขํ) และเป็นกายที่เป็นตัวตนที่แท้จริง (โลกุตฺตรอตฺตา)

ธรรมกาย เป็น ธาตุเป็นธรรมเป็น  คือเป็น กายที่มีชีวิตจิตใจ  แต่ก็ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่ชีวะ  อย่างสัตว์โลกทั้งหลาย  ซ้อนอยู่ในที่สุดละเอียด ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ณศูนย์กลางกายของสัตว์โลกทั้งหลาย

ธรรมกาย เป็น อมตธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย จึงไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย อีก

ธรรมกาย มีความสุขที่เหนือความสุขทางโลกทั้งสิ้น ดังพระพุทธพจน์ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ -  นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง     แต่สุขในนิพพานก็ไม่ใช่สุขเวทนาอย่างชาวโลก

ธรรมกาย เป็นกายที่ประมวลความบริสุทธิ์ ๓ ประการเข้าไว้ คือ
 - กายและหัวใจ เป็นเนื้อหนังที่แท้จริง รวบยอดกลั่นออกมาจากพระวินัยปิฎก เป็น ปฐมมรรค [พระวินัยกลั่นออกมาเป็นกายและหัวใจ]
 - ดวงจิต เป็นเนื้อหนังที่แท้จริง รวบยอดกลั่นออกมาจากพระสุตตันตปิฎก เป็น มรรคจิต [พระสูตรกลั่นออกมาเป็นดวงจิต]
 - ดวงปัญญา เป็นเนื้อหนังที่แท้จริง รวบยอดกลั่นออกมาจากพระอภิธรรมหรือพระปรมัตถปิฎก เป็นมรรคปัญญา [พระอภิธรรมกลั่นออกมาเป็นดวงปัญญา]  

ฐานะ ความสำคัญ ของธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผลแล้ว

ธรรมกายเป็น กายในกาย ที่สุดละเอียด ของมนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลาย   ธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผลแล้วนั้นเอง คือ พระนิพพานธาตุ  อันเป็นอมตธรรม ที่ทรงสภาวะนิพพาน (เที่ยงและเป็นบรมสุข) ไว้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ธรรมกาย” เป็นชื่อของพระองค์ - อหํ ธมฺมกาโย อิติปิ ก็คือ พระองค์เป็นธรรมกาย นั่นเอง
ธรรมกายทำหน้าที่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ (กรณีพระอรหันตสาวก)  และตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (กรณีพระพุทธเจ้า)
 - ธรรมกายจึงเป็นพระพุทธรัตนะ
 - ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายคือพระธรรมรัตนะ
 - ธรรมกายที่ละเอียดๆ ทั้งหลาย คือ พระสังฆรัตนะ

ความอุบัติขึ้นของ "ธรรมกาย" เป็นของยาก
ความปรากฏขึ้นของ “ธรรมกาย” แก่สัตว์โลก เป็นเรื่องที่สัตว์โลกมีได้ด้วยยาก แต่ก็มิใช่จะเหลือวิสัยที่สัตว์โลกจะทำได้ เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี หรือพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ก่อนแต่จะตรัสรู้ ได้บรรลุพระอรหัตตผลหรือพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วย “พระธรรมกาย” นั้น ก็เริ่มตั้งแต่ความเป็นมนุษย์ปุถุชนมาก่อนเหมือนกัน

กายพระพุทธเจ้าจักรพรรดิ
มีข้อสังเกตว่า เมื่อปฏิบัติภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายชั้นสูงไปจนสุดละเอียด  ในท่ามกลางธรรมกายตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า (กินความรวมถึงกายอื่นที่หยาบรองลงมาจนสุดกายหยาบคือกายมนุษย์ด้วย) ยังมีกายในกายซ้อนอยู่ต่อไปอีก คือ กาย "พระพุทธเจ้าจักรพรรดิ" หรือเรียกว่า "จักรพรรดิ" เฉยๆ   ซึ่งเป็นกายภาคผู้เลี้ยง และเป็นประธานของรัตนะ ๗ และกายสิทธิ์ทั้งหลาย มีลักษณะเหมือนพระธรรมกายโดยทั่วไป แต่ "ทรงเครื่อง" เหมือนพระทรงเครื่อง (อย่างเช่น พระแก้วมรกตทรงเครื่อง) ขาวใสบริสุทธิ์ยิ่งนักอีกเช่นกัน

http://www.watpaknam.org/


จากคุณ : kraho - [ 25 ต.ค. 51 01:07:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 88

....

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 25 ต.ค. 51 09:01:37 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 89

ความคิดเห็นที่ 54  

1) ธรรมกายของแท้ คือ .....................

1. พระนามของพระพุทธองค์
2. หมายถึง กองธรรม
3. หมายถึง โลกุตตรธรรม

มิได้หมายถึง วิชชาใดๆ ตามที่มีคนพยายามอ้างถึง !!!!!

2) ในส่วนที่กล่าวว่า เป็นพระนามของพระพุทธองค์นั่นไม่มีปัญหาอะไร
ในส่วนที่กล่าวว่า เป็นโลกุตตรธรรมนั้น ต้องเข้าใจเอาใว้ด้วยว่า
มีพุทธพจน์ตรัสเอาใว้อย่างชัดเจน ไม่ต่ำกว่า สี่ห้าครั้งว่า ........
โลกุตตรธรรมต้องประกอบไปด้วย สุญญตา คือว่างจากตน
ฉนั้น จึงไม่มีใครสามารถแอบอ้างได้เลยว่า ธรรมกายคืออัตตา !!!!!

3) ที่กล่าวว่า ธรรมกายหมายถึง กองธรรม นั้น ท่านปยุตโตได้ชี้ตรงไปที่
โพธิปักขิยธรรม(ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้) เลยทีเดียว

โพธิปักขิยธรรม มี ๓๗ ประการ คือ
- สติปัฏฐาน ๔
- สัมมัปปธาน ๔
- อิทธิบาท ๔
- อินทรีย์ ๕
- พละ ๕
-โพชฌงค์ ๗
- มรรคมีองค์ ๘

4) เมื่อลงไปดูในรายละเอียดของ สติปัฏฐาน(ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ)
ก็จะพบข้อพิรุธได้อย่างชัดเจนว่า วิชชาธรรมกาย นั้นสอนผิดไปจาก สติปัฏฐาน !!!!!!

5) ในตำราชื่อ วิชชามรรคผลพิสดารเล่ม 1
ได้อธิบายถึงการพิจารณากายว่า มีสองอย่างคือ
1. ไตรลักษณ์ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา นี่ใช้กับกายทั่วไป โดยรวมหมายถึงขันธ์5
2. ตรงข้ามไตรลักษณ์ นิจจัง-สุขขัง-อัตตา นี่ใช้กับกายธรรม !!!!!
กายธรรมในที่นี้เขาหมายถึง กายในโลกุตตระ

สิ่งที่ผิดไปจากพุทธธรรมก็คือ
1. ไตรลักษณ์มีเพียงหนึ่งคือ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา
การกล่าวว่ามี นิจจัง-สุขขัง-อัตตา เป็นการกล่าวตู่พุทธพจน์
มีหลักฐานเรื่องนี้อย่างชัดเจนใน คำอธิบายของอรรถกถาจารย์ !!!!!!
2. การกล่าวว่ามีกายในโลกุตตระ มีความหมายได้อย่างเดียวว่าคือ ธรรมกาย
ซึ่งต้องเข้าใจเอาใว้ด้วยว่า โลกุตตรธรรมต้องประกอบไปด้วย สุญญตา คือว่างจากตน
ฉนั้น ถ้ามากล่าวว่า กายธรรม คือ ธรรมกาย เป็นอัตตา นี่ก็ยังผิดอยู่ดี !!!!!!

6) สรุปแล้ว เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับถ้อยคำข้อความที่ถูกนำเสนอโดยคนที่มีประวัติ
ในการตัดต่อ-บิดเบือน-กล่าวตู่ พุทะพจน์ !!!!!!!!

จากคุณ : Ritti Janson  - [ 22 ก.พ. 51 10:27:44 ]
v
v
v
v

แก้ไขเมื่อ 25 ต.ค. 51 09:03:48

จากคุณ : taken01 - [ 25 ต.ค. 51 09:03:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 90

.

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 25 ต.ค. 51 09:04:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 91

ความคิดเห็นที่ 55  

ขอให้สังเกตดูให้ดีด้วยว่า ถ้าพิจารณาผิด ...... ผลที่ได้ก็จะผิดตามไปด้วย !!!!!!

v
v

จาก วิชชามรรคผลพิสดารเล่ม 1
กล่าวว่า นิพพาน ปรุงแต่งด้วย ธาตุธรรมแก้วกายสิทธิ์  (???)

ซึ่งที่จริงแล้ว นิพพานเป็น อสังขตะ คือ
ธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง ธรรมที่ไม่เกิดจากเหตุปัจจัย ..........

หวังว่า ชาวพุทธทั้งหลาย จะพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน !!!!!


จากคุณ : Ritti Janson  - [ 22 ก.พ. 51 10:32:21 ]
v
v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 25 ต.ค. 51 09:05:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 92

ความคิดเห็นที่ 7  

[ความคิดเห็นที่ 2]

ธรรมกายนั้น  ได้แก่  โลกุตตรธรรม  
ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วย  โพธิปักขิยธรรม  ๓๗  ประการ มีสติปัฎฐาน  ๔  เป็นต้น

v
v
v

โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก
                   มี ๙ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑;
                   คู่กับ โลกิยธรรม

จาก.. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ [พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)]  
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=โลกุตตรธรรม


===============================================  


ฉะนั้น ธรรมกาย ที่ท่านเจ้าคุณฯ กล่าวถึงย่อม..
ไม่ได้หมายถึง วิชชาธรรมกายหรือธรรมกายตามความหมายของวิชชานี้  

แต่หมายความถึง โลกุตตรธรรม นะจ๊ะ  

ธรรมกายนั้น  ได้แก่  โลกุตตรธรรม

ธรรมกายนั้น  ได้แก่  โลกุตตรธรรม

ธรรมกายนั้น  ได้แก่  โลกุตตรธรรม

ธรรมกายนั้น  ได้แก่  โลกุตตรธรรม

ธรรมกายนั้น  ได้แก่  โลกุตตรธรรม


ทั้งนี้จะเข้าถึงได้ด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฎฐาน ๔ เป็นต้น  

ไม่ใช่เข้าถึงด้วย วิชชาธรรมกาย นะจ๊ะ




[บอกให้ฟังเฉย ๆ เห็นขีดเส้นใต้ย้ำจริงย้ำจัง เลยขอขีดย้ำด้วยคนน่ะ ..นะ..นะ]


จากคุณ : /kd (@mantras)   - [ วันมาฆบูชา 20:04:53 ]


จากคุณ : taken01 - [ 25 ต.ค. 51 09:07:34 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 93

อ้างอิงคำตอบ ของคุณฤทธี และคุณเคดีในกระทู้

v
v
v

--->>> "ธรรมกาย" ในแนวคิดพระธรรมปิฎก
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2008/02/Y6354224/Y6354224.html


จากคุณ : taken01 - [ 25 ต.ค. 51 09:08:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 94

ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร

[๔๙] เทวดาทูลถามว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้(ทาน)อยู่
วิบากของคนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และภพหน้าจะเป็นเช่นไร
ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าจะรู้ความนั้นได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้(ทาน)อยู่
คนเหล่านั้นย่อมบังเกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก
ถ้าพวกเขามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลคนยากจน
ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความยินดี และความสนุกสนานได้ยาก
คนพาลเหล่านั้น ต้องการสิ่งใดจากผู้อื่น พวกเขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น
นั่นเป็นวิบากในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย


ที่มา-พระไตรปิฎก มจร.(แปล) 15/49/62-64.
ตัวเองไม่ทำเพราะตระหนี่ยังห้ามคนอื่นทำอีก  มนุษย์สมัยนี้หนอ
เสียดายทรัพย์คนอื่น คุณฤทธี เองก็หายไปแล้วน่าจะสำนึกกันได้บ้าง


จากคุณ : บิ๊กโต้ง - [ 28 ต.ค. 51 19:04:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 95

คุณฤทธี เองก็หายไปแล้วน่าจะสำนึกกันได้บ้าง

จากคุณ : บิ๊กโต้ง    



คุณหมายถึง  คุณไชยบูลย์น่าจะสำนึกแล้วรีบถอดผ้าเหลืองเหรอครับ?

ถ้าอย่างนั้นก็นับว่าเป็นยอดสำนึกเลยทีเดียว

ผมจะรอ  ฮูล่า  ฮูล่า  หน้าทีวีนะครับ

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 28 ต.ค. 51 22:24:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 96

อนุโมทนากับ จขกท.

อนุโมทนากับผู้ที่ร่วมสนทนาธรรมครับ


จากคุณ : เม็ดทรายสีฟ้า - [ 29 ต.ค. 51 02:57:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 97

ทำทานด้วยความโลภ คือ ทำทานเพราะอยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากเป็นนั่น เป็นนี่ อันเป็นการทำทาน เพราะหวังสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ทำทานเพราะมุ่งหมายที่จะขจัดความโลภ ความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์ของตน เช่นทำทานแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ชาติหน้าได้เป็นเทวดา นางฟ้า ขอให้รูปสวย ขอใหทำมาค้าขึ้น ขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี

ทำทาน ๑๐๐ บาท แต่ขอให้ร่ำรวยนับล้าน ขอให้ถูกสลากกินแบ่งสลากกินรวบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติสวรรค์ หากชาติก่อนไม่เคยได้ทำบุญใส่บาตรฝากสวรรค์เอาไว้ อยู่ๆก็มาขอเบิกในชาตินี้ จะมีที่ไหนมาให้เบิก การทำทานด้วยความโลภเช่นนี้ ย่อมไม่ได้บุญอะไรเลย สิ่งที่จะได้พอกพูนเพิ่มให้มากขึ้นและหนาขึ้น ก็คือ "ความโลภ"



ส่วนหนึ่งจากหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี
โดย
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
http://www.thammapedia.com/02ariyasaj/boonbarame_p2.html


จากคุณ : Radiant, Archangel - [ 29 ต.ค. 51 13:19:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 98

ยืมคำเจ้าของกระทู้หน่อย
"คำตอบเช่นการเอานรกมาล่อลวงหรือว่าการเหน็บแนมเสียดสี หรืออ้างว่ามีผู้ให้ร้ายวัดนั้น ไม่มีคุณค่าเท่ากับการใช้เหตุผลเข้าสู้นะคะ"


จากคุณ : Lambert K. - [ 30 ต.ค. 51 13:34:59 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 99

1.เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์หลายท่านที่ได้ศึกษามา
เพราะเรามั่นใจว่าตัวที่สั่งให้ร่างกายคิด พูด ทำ มันไม่หายไปไหน จะต้องมีดินแดนหนึ่งเป็นที่คัดเฉพาะผู้บริสุทธิ์ที่ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง จะอยู่กันอย่างสงบสุข เพราะทุกท่านปราศจากกิเลสแล้ว และไม่ต้องกลับมาเกิดในภพ 3 อีก
2.เงินที่ได้มาได้ทำประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมเห็นอย่างเด่นชัดเพราะเราสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้คนมานั่งสมาธิถืออุโบสถศีลหลายแห่งและสำคัญที่สุดคือวิหารคด โครงการนี้กำลังก่อสร้างอยู่เพื่อจะให้เป็นที่รวมพุทธบริษัททั่วโลก เพื่อมาปฏิบัติธรรมร่วมกันจำนวนเป็นล้าน เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติธรรมเข้าถึงสันติสุขภายใน เมื่อนั้นทุกคนจะรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์โลกทุกท่าน เมื่อนั้นสันติภาพจะเกิดในโลกนี้แน่นอนค่ะ
3.ข้อนี้ก็คงต้องตอบว่าเป็นกฎระเบียบของสหกรณ์ที่กำหนดไว้ค่ะ
(ลองเข้าไปดูผลงานที่เว็บไซต์นะคะ)
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ

 
 


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 30 ต.ค. 51 15:50:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 100

พักยก พักรบ

สวัสดีค่ะสมาชิกห้องศาสนาทุกท่าน

ดิฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต ตายแล้วจะไปไหน ตอนสมัย ม.5 แปลกที่เคยคิด แต่ไม่เคยแสวงหาคำตอบ เพราะไม่รู้จะไปถามใคร ถามแล้วจะได้ข้อมูลถูกต้องหรือเปล่า จนกระทั่งวันหนึ่งได้รู้คำตอบนี้แล้ว  แต่ละท่านอยากรู้ใช่ไหมค่ะว่าคืออะไร แต่ที่ไม่ได้มาโพสต์ก็เพราะว่า แต่ละคนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง จะแย้งในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าไม่ใช่

ที่จริงคนเราเกิดมาอยู่บนโลกนี้ไม่นานหรอกค่ะ บางคนอาจจะไม่ถึง 80 ปีด้วยซ้ำ บางคนต้องตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บางคนตายเพราะอุบัติเหตุ

แล้วทำไมไมบางคนจน บางคนรวย
ทำไมบางคนสวย บางขี้เหร่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หาคำได้ในคำสอนของพระพุทธศาสนา
จน - เพราะในอดีตชาติตระหนี่ ไม่ทำทาน หรือขัดขวางการทำความดีของผู้อื่น

รวย - เพราะเคยทำทานไว้ในอดีตชาติ เช่น สร้างวัด สาธารณกุศล เป็นต้น

เพราะมือของผู้ให้ย่อมอยู่เหนือกว่าผู้รับ ง่าย ๆ ก็คือ การรู้จักแบ่งปันนั่นเอง

ขี้เหร่ - เพราะรักษาศีลมาไม่ดีทั้งทางกาย วาจา และก็ใจ

เหล่านี้เป็นต้น

สิ่งที่มนุษย์ทำทุกอย่างล้วนมีผลทั้งสิ้นไม่ว่าดี หรือชั่ว สื่งที่ทำไว้ไม่หายไปไหน เปรียบเสมือนเงาตามตัว เช่น การว่าร้าย ให้ร้ายผู้อื่น ตนเองก็จะเจอแบบนั้นบ้าง  ก็จะมีคนเกลียด ชิงชัง หรือเคยทำไม่ดีกับพ่อแม่  พอตัวเองมีลูกก็ได้ลูกแบบนั้น
เสมือนเป็นภาพยนต์มาฉายให้ดูอีกรอบ ตอนที่ตัวเองได้ทำไว้กับพ่อแม่ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ผลที่ได้รับเหล่านี้เรียกว่า กฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำ

มาถึงกระทู้นี้ที่ถึงพูดถึงข้อดีของวัดพระธรรมกาย หรือให้ศิษย์วัดมาแก้ต่าง สุดท้ายมันก็ไม่จบอยู่ดี เพราะทุกคนที่โพสต์มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง คิดว่าสิ่งที่คนอื่นโพสต์แล้วไม่ถูกใจ ก็โพสต์ตอบกันใหม่ตามความคิดของตัวเอง ไม่มีวันจบสิ้น

ดิฉันคิดว่า การที่วัดพระธรรมกายโดนโจมตีอย่างหนักตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
เคยคิดไหมค่ะว่า ทำไมวัดถึงไม่ล้ม ทำไมยังมีคนแห่มาทำบุญเป็นเรือนแสน
หรือที่คิดกันว่า จ้างกันมาหรือเปล่า แสดงว่าคุณดูถูกการตัดสินใจของคนอื่นที่จะเลือกมาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย

แล้ววัดนี้มีอะไรดี สื่อมวลชนตีข่าวยังไง แล้วทำไมวัดยังอยู่ได้
ประเด็นของการโจมตีของสื่อไม่มีอะไรมากหรอก ยิ่งตีข่าวนี้ยิ่งดัง คนสนใจมาก นั่นหมายถึง..เงิน..ค่าน้ำหมึก ค่าปากกา ยิ่งเขียนยิ่งมัน ยิ่งเขียนยิ่งดัง
ยิ่งเขียนคนอ่านก็ยิ่งสะใจ อยู่ในห้องแอร์เขียนก็ได้ หรือจะปั้นน้ำเป็นตัว เพื่อให้ข่าวขายออก (นี่คือสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ) แล้วอีกฝ่ายที่โดนโจมตี เลือดแทบกระอัก ไม่มีหนทางได้ลืมตา อ้าปาก แก้ข่าวเลย

และที่สำคัญคือ วัดนี้เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้  แล้วถ้าหากวัดนี้ล้ม จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ? ก็หมายถึงพุทธศาสนาในประเทศไทย
ก็.....เหมือนประเทศอินเดียในกาลก่อนที่เจอศึกในและนอกศาสนา ทำให้ศาสนาเสื่อมไป ศีลธรรมไม่ได้เสื่อมไปจากคน แต่คนต่างหากที่เสื่อมไปจากศีลธรรม

ทุกวันนี้สังคมไทยก็อย่างที่เห็นกันทุกวันทางโทรทัศน์  นำเสนอแต่ข่าวที่เกิดความแตกแยกในสังคม  เพราะอะไร เพราะสื่งที่ดีงามกำลังจะเลือนหายไปจากสังคมไทย ? คนไทยฆ่ากันเอง ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย ทุกท่านอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า  ที่เกริ่นมาซะยาวไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่สังคมเล็ก ๆ ในเวปนี้ยังทะเลาะกัน แล้วสังคมใหญ่ ๆ คงจะยุติลงง่าย ๆ ได้อย่างไง

รักกันไว้เถอะค่ะ  อะไรที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นสิ่งที่คนอื่นเอามาให้ดู มันจริงร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเหล่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลังอยู่ คุณคิดอย่างนั้นหรือเปล่า ?

มองหลาย ๆ มุม ในมุมมองที่แตกต่าง คุณอาจเห็นในสิ่งที่คุณไม่เคยก็ได้

แก้ไขเมื่อ 30 ต.ค. 51 16:36:10

 
 


จากคุณ : คิดบวก (paw_tankun) - [ 30 ต.ค. 51 16:33:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 101

การทำทานแล้วอยากได้นั่น อยากได้นี่
กับการทำทานแล้วอธิษฐาน โดยยึดเอาใจที่เป็นบุญ เป็นที่ตั้ง ผมว่ามันต่างกันนะครับ
อย่างหนึ่งอยู่บนพื้นฐานความโลภ ใจไม่อยู่ในบุญ
อย่างหนึ่งปีติอยู่ในบุญ แล้วอาศัยบุญนั้น ตั้งหาเสือเรือชีวิต โดยมุ่งหวังไปในทางเจริญ ทางมรรคผลนิพพาน เอาใจผูกติดกับนิพพานแต่เพียงอย่างเดียว
ไม่เช่นนั้น การที่พระโพธิสัตว์ สร้างบารมีในแต่ละชาติ แล้วอธิษฐานขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ก็ผิดสิครับ
ผิดเพราะอะไร
ผิดเพราะ อยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากเป็น กระนั้นหรือ
ผิดเพราะ การอยากเกิดแม้เพียงอีกชาติเดียว ก็ได้ชื่อว่าประมาทในวัฎสงสาร กระนั้นหรือ
หรือ ไม่ผิด ลองคิดดูนะครับ
การเลือกที่จะอธิษฐานขอไปชั้นดุสิต เพราะที่นี่มีแต่บรมโพธิสัตว์ นั่นหมายถึงว่าคุณจะมีแต่เพื่อนชาวสวรรค์ ที่ใจมุ่งมั่นจะสร้างบารมี สั่งสมความดี
เหมือนคุณมีเพื่อนบ้านเป็นบัณฑิต นักปราชญ์ ยามเป็นมนุษย์ไงครับ
เพราะชาวสวรรค์ก็มีมิฐฉาทิฏฐินะครับ อย่างพญามารตนที่มาตอนวันตรัสรู้ไงครับ
การอธิษฐานขอให้รวย - ต้องดูตอนอธิษฐานครับว่า ใจเค้าอยู่ในบุญ หรืออยู่ในกิเลส
อยู่ในบุญ คือ ขอให้รวย เพื่อจะได้ไม่ลำบากในการทำมาหากิน สร้างบารมีอย่างอื่นได้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงกับปากท้อง
                 ขอให้รวย เพื่อจะได้เป็นกองเสบียงของพระศาสนาได้เต็มกำลัง บรรลุ มรรค ผล นิพพานในเร็ววัน
อยู่ในกิเลส คือ ขอให้รวย จะได้ไม่ลำบากในการทำมาหากิน แต่กิน ดื่ม เที่ยว ได้อย่างเต็มที่ ฯลฯ
แล้วอธิษฐาน ขอให้รวย ผิดด้วยหรือครับ
                 ถ้าคุณต้องเกิดอีกหลายชาติ กว่าจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน
หลายคน หลายเป้าหมาย นะครับ ลองตรองดูให้ดี เปิดใจให้กว้างๆ

แก้ไขเมื่อ 31 ต.ค. 51 00:46:53

จากคุณ : donaldman (donaldman) - [ 31 ต.ค. 51 00:34:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 102

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับ
รู้เจตนาของท่านหรือครับ
มีพระหลายรูปไปครับ ในสมัยพุทธกาลที่ถูกโจทก์ว่าทำผิด จนเรื่องต้องถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วท่านมีวิธีอะไรในการตัดสินพระผู้ถูกโจทก์นั้น
ท่านดูจากการกระทำของพระผู้ถูกโจทก์กระนั้นหรือ
หรือไม่ใช่
แล้วไย พอมาถึงสมัยกาลนี้ จึงมีผู้พยายามจะตัดสินพระรูปหนึ่งให้ผิด ให้จงได้ อาศัยอะไรมาตัดสิน
หรือท่านผู้ตัดสินมีคุณวิเศษเกิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


จากคุณ : donaldman (donaldman) - [ 31 ต.ค. 51 00:35:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 103

โดนใจ อยากได้คำตอบเหล่านี้มานานแล้วครับ

รวมถึงการออกวัตถุบูชาที่ตั้งชื่อได้... มาก

รุ่นโคตรรวย x2, หลังจากaddนั้นก็ มี รุ่นโคตรรวย x3 ออกมา (ผมบังเอิญดูจาก ubc ซึ่งได้รับสัญญาณมาจากช่อง DMCแน่นอนครับ)


จากคุณ : christ church - [ 31 ต.ค. 51 10:28:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 104

ไม่ได้สร้างภาพ แต่สร้างสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคม
ช่วยน้ำท่วม จ.หนองคาย

 
 


จากคุณ : คิด + (paw_tankun) - [ 31 ต.ค. 51 11:21:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 105

sharing is great. การแบ่งปันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่

 
 


จากคุณ : คิด+ (paw_tankun) - [ 31 ต.ค. 51 11:24:57 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 106

รอยยิ้มแทนคำขอบคุณ

 
 


จากคุณ : คิด + (paw_tankun) - [ 31 ต.ค. 51 11:28:00 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 107

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman



v
v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:23:26 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 108

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman



haha
v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:24:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 109

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman



v
v
v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:25:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 110

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman



v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:26:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 111

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman


v
v
v
v
v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:27:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 112

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman

v
v
v
v
v
v
v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:27:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 113

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman

v
v
v

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:28:51 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 114

ส่วนเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยท่านทำผิดพระธรรมวินัย นั้น
ถามว่าใครตัดสินครับรู้เจตนาของท่านหรือครับ

donaldman

v
v


พระบรมราชวินิจฉัยของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชทั้ง ๕ ฉบับต่อกรณีวัดพระธรรมกายดังต่อไปนี้

ฉบับที่ ๑

"ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไปกลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้ามเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที

ฉบับที่ ๒

การไม่ยอมคืนสมบัติให้วัด ในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาเป็นของตน แต่เมื่อถึงอย่างไร ก็ยังไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะ โดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา "

ฉบับที่ ๓

"การโกงสมบัติผู้อื่นตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไปคือประมาณไม่ถึง 300 บาทในปัจจุบัน ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาราชิกฐานผิดพระธรรมวินัยพ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึกหรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติ

ที่ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรก็เพื่อเตือนให้รู้ทั่วกันว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นไม่ใช่พระในพุทธศาสนา เป็นเพียงผู้นำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง เป็นพระปลอม ต่อจากนั้นย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้รักษากฎหมาย หรือของผู้มีหน้าที่ในการพุทธศาสนา จะต้องรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้มีพระปลอมมาทำลาย ทำให้เสื่อมเสีย เช่นที่ผู้รักษากฎหมายเคยทำมาแล้ว เคยบังคับให้เป็นผู้ปลอมเป็นพระ ถอดผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากตัว การปฏิบัติต่อพระปลอมต้องไม่มีแตกต่างกัน ต้องไม่มียกเว้นว่า คนนั้นปลอมได้คนนี้ปลอมไม่ได้ เป็นพระปลอมมีอยู่ในพุทธศาสนาไม่ได้ทั้งนั้น

ประกาศนั้นเป็นคำบอกเล่าเป็นคำเตือนให้รู้ เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรฯไม่บังคับให้เชื่อ ไม่บังคับใครให้ทำอะไร แสดงความถูกผิดให้ปรากฏอยู่เท่านั้น ในฐานะที่เป็นประมุขแห่งสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงต้องทำหน้าที่ส่วนตนให้เรียบร้อยถูกต้อง บอกความจริงด้วยความหวังดีมิได้บังคับ จงเข้าใจทั่วกัน"

ฉบับที่ ๔

" ในกรณีเกี่ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม "

ฉบับที่ ๕

" ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ ว่าในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้นถูกทำลาย สมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจ

ท่านกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรต่อไปตามความต้องการ จะไม่มานั่งฟัง
รับรู้ในที่ประชุมวันนี้ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 "


จากคุณ : taken01 - [ 1 พ.ย. 51 16:35:26 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 115

ขอมองต่างมุมหน่อยค่ะ
สงบสุขได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในการสร้างวัดพระธรรมกาย
เห็นความร่วมแรงร่วมใจของพุทธบริษัท 4
เห็นการอุทิศตนและสมบัติเพื่อพระพุทธศาสนา
จากการสร้างวัดตั้งแต่ขุดดินก้อนแรกบนท้องนาในสารคดี
จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ทุกคนได้ผ่านปัญหาอุปสรรคมานับไม่ถ้วนที่โดนการโจมตีจากผู้จ้องทำลาย
และสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นมาได้
ก็ด้วยการยึดมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยยึดหลัก " เอาชนะอุปสรรคโดยธรรม " ทำดีเรื่อยไป
แปลกนะ คนทำดี กลับโดนว่า " สร้างภาพ "
สังคมตอนนี้แปลกไปมาก
แต่ก็แปลกยิ่งตี ยิ่งดัง
ผลก็คือ ความเจริญเติบโตของวัดธรรมกายก็เผยแผ่พระศาสนาไปทั่วโลก
มีญาติโยมเข้าวัดมากขึ้น
ร่วมแรง ร่วมปัจจัย มีเมตตาที่บริสุทธิ์
เพื่อหวังให้ทุกคนได้รู้ถึงแก่นพระพุทธศาสนา
ให้ทุกคนปฏิบัติธรรมเพื่อเขาถึงสันติสุขภายใน
เมื่อนั้นสรรพสัตว์ทั้งหลายจะรู้รักและแบ่งปันกันค่ะ
แค่นี้สันติภาพก็จะเกิดขึ้นในโลกอย่างแท้จริง
เงินที่ได้มาท่านก็ทำประโยชน์เพื่อพระศาสนาทั้งนั้นค่ะ
สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมรวมพุทธบริษัท 4 วิหารคด
และที่อื่นอีกมากค่ะในต่างจังหวัด
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 3 พ.ย. 51 11:40:04 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 116

ทั้งศูนย์อบรมเยาวชนในต่างจังหวัดหลายแห่ง
ทุกคนที่ผ่านการฝึกอบรม
ทุกคนที่มาปฏิบัติธรรม
รูเรื่องการทำทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิ
รู้เรื่องกฎแห่งกรรม
กลับกลายเป็นคนดีของสังคม
ไม่ด่าว่าร้ายใคร ไม่นินทาใคร
เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่
ปิดโรงงานเหล้า ปิดบ่อนไก่ ปิดซ่องโสเภณี
เป็นเรื่องจริงที่ยืนยันได้
ถ้าเราสามารถทำให้เกิดคนดีในสังคม
สังคมก็จะสงบสุข
แค่ทุกคนตั้งมั่นในศีล 5 ให้บริสุทธิ์
แค่นี้ก็ไม่ต้องเบียดบังกัน ไม่ทำร้ายกัน
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก......)

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ย. 51 11:53:29

 
 


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 3 พ.ย. 51 11:51:19 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 117

เป็นกำลังใจให้คุณสุขสงบนะค่ะ
ความคิดเห็นของคุณสุขสงบไม่สูญเปล่าหรอกนะค่ะ
อย่างน้อยก็ยังมีคิดบวก ที่จะเป็นกำลังใจให้ชี้แจงในเรื่องที่ถูกต้อง
....มีนักข่าวคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า... ถ้าของดีจริง ทำยังไงก็ไม่ล้ม เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น...และฉันจะรอวันนั้น...

 
 


จากคุณ : คิดบวก (paw_tankun) - [ 3 พ.ย. 51 14:28:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 118

คำขอขมา หลักฐานชิ้นนี้ มีความน่าเชื่อถือ มากน้อยแค่ไหน ?


........ฯลฯ.........



ผมเห็นว่า ชาวธรรมโกย มักจะอ้างหลักฐานชิ้นนี้ขึ้นมาตอบโต้เสมอๆ
โดยอ้างว่า ข้อมูลข่าวสารที่สื่อมวลชนต่างๆนำเสนอมาในรอบหลายปีมานี้
ล้วนแล้วแต่เป็นเท็จ โดยในภายหลัง สื่อมวลชนเหล่านี้ ได้ขอขมา ขออภัย
ต่อสำนักอลัชชี ที่ได้อภัยทานให้      โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ .....................





                                 ..........ประกาศ..........

    ตามที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย
และพระราชภาวนาวิสุทธิ์   ( หลวงพ่อธัมมชโย )  กรณีเรื่องการถือ
ครองที่ดินที่ได้รับบริจาค  เรื่องราวนิคหกรรม  เรื่องราวคำสอนว่า
บิดเบือนลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า  การอวดอุตริมนุสธรรม
ทำความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน    
กระทำการในตำแหน่งเจ้าอาวาสฐานเป็นเจ้าพนักงานที่ไม่เหมาะสม
ต้องอาบัติปาราชิก เรียกวัดพระธรรมกายว่าวัดฉาว นำเงินบริจาค
ไปดำเนินการนอกวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค หลอกขายพระดูดทรัพย์
หลอกขายบุญ เป็นวัดที่มีอิทธิพลเหนือองค์กรและเจ้าพนักงานของรัฐ
เรียกพระราชภาวนาวิสุทธิ์ว่าเป็นอลัชชี เดียรถีย์ พระปลอมจอมมาร
นายไชยบูลย์ พระฉาว ศาสดาลูกแก้ว พระนอกรีต ภิกษุมหาโจร
เจ้าอาวาสวัดฉาว มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงสาว โดยลงข้อความ
และข่าวในช่วงเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนมกราคม 2543 โดย
การดังกล่าวไม่เป็นความจริงและเป็นความเห็นของหนังสือพิมพ์
สยามรัฐเอง เป็นเหตุให้วัดพระธรรมกาย และพระราชภาวนาวิสุทธิ์
ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83, 84, 91, 326, 328, 332
    บริษัท สยามรัฐ จำกัด ในฐานะเจ้าของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ขอกราบขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย และพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ต่อ
การกระทำดังกล่าว และยอมรับว่าข้อความที่ลงตีพิมพ์ไม่ตรงกับ
ความจริง ทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ทราบความจริงอาจเข้าใจผิดได้
บริษัทสยามรัฐ จำกัด จึงกราบขออภัยมายัง ณ ที่นี้ และขอประกาศว่า
ข้อความที่ลงตีพิมพ์ในช่วงเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนมกราคม
2543 เป็นข้อความที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
    และหนังสือพิมพ์สยามรัฐขอกราบขอบพระคุณวัดพระธรรมกาย
และพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ที่อภัยทานให้มา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้
ทราบโดยทั่วกัน



แต่เมื่อดูหลักฐานชิ้นนี้โดยละเอียดแล้ว ผมกลับมีความเห็นว่า
หลักฐานเหล่านี้ มีความน่าสงสัยมาก และมีความน่าเชื่อถือน้อย !!!!!!

เพราะที่จริงแล้ว หลักใหญ่ใจความของข้อความทั้งหมดที่ปรากฏนี้
มิได้อยู่ที่ ข้อความที่ นสพ. ฉบับดังกล่าวลงตีพิมพ์ข้อความไม่ตรงกับความจริง

แต่มันอยู่ที่ สำนักธรรมโกย ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา เพื่อเอาผิดกับ นสพ. ฉบับดังกล่าว
ดังนั้น บริษัท สยามรัฐ จำกัด จึงเลือกที่จะขอขมาสำนักธรรมโกย เพื่อเป็นการยุติการฟ้องร้อง
ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ เขาไม่ต้องการมาเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล
แต่คงมิใช่เป็นเพราะว่า พวกเขากลัวจะแพ้คดีเป็นแน่ (?)

ฉนั้น ในคำขอขมา ที่กล่าวว่า .....................

"ยอมรับว่าข้อความที่ลงตีพิมพ์ไม่ตรงกับ ความจริง
ทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ทราบความจริงอาจเข้าใจผิดได้"


จึงน่าจะเป็นการ "พูดปดส่งเดช" ไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้คดีความมันจบๆไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อความต่างๆที่ได้ลงตีพิมพ์ใน นสพ. ฉบับนี้
มันก็ยังคงเป็นความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง อยู่นั่นเอง !!!!!

แล้วคุณล่ะ มีความคิดเห็นว่าอย่างไร ?







จ๋าจ้ะ






ฤทธีระทวย


จากคุณ : Ritti Janson  - [ 26 ก.ย. 50 18:54:29 ]

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 3 พ.ย. 51 22:03:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 119

จากลิงค์

คำขอขมา หลักฐานชิ้นนี้ มีความน่าเชื่อถือ มากน้อยแค่ไหน ?  
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/09/Y5857981/Y5857981.html


จากคุณ : taken01 - [ 3 พ.ย. 51 22:04:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 120

ความคิดเห็นที่ 34  

ผมเห็นว่า ชาวธรรมโกย มักจะอ้างหลักฐานชิ้นนี้ขึ้นมาตอบโต้เสมอๆ
โดยอ้างว่า ข้อมูลข่าวสารที่สื่อมวลชนต่างๆนำเสนอมาในรอบหลายปีมานี้
ล้วนแล้วแต่เป็นเท็จ โดยในภายหลัง สื่อมวลชนเหล่านี้ ได้ขอขมา ขออภัย
ต่อสำนักอลัชชี ที่ได้อภัยทานให้.....
-----------------
^
^
หลักฐานที่เป็นข่าว (แต่สำนักอลัชชีไม่ได้ประโยชน์จากการกล่าวอ้าง)
ก็มีอยู่ แต่ มักไม่ค่อยได้เห็นกันครับ

จากคุณ : nameonics   - [ 27 ก.ย. 50 10:29:22 ]

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 3 พ.ย. 51 22:06:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 121

ความคิดเห็นที่ 35  

เอามาฝากคุณลูกธัมมี่ ให้พิจารณาดูว่า ถ้าเป็นข่าวแบบนี้
เชื่อไหมครับ

จากคุณ : nameonics   - [ 27 ก.ย. 50 10:30:19 ]

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 3 พ.ย. 51 22:07:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 122

อาบน้ำเด็ก


คุณ คิดบวก (paw_tankun) นับว่า ยังไม่รู้ในพฤติกรรมของสื่อ

พิจารณาดูถ้อยคำที่ศาลอ่านคำพิจารณาอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีต่อไปนี้ดูสิครับ

เนื้อหาในคำอธิบายด้วยเหตุด้วยผลในคำพินิจพิเคราะห์ของศาล  เมื่อตรวจสอบกับเนื้อหาที่หนังสือพิมพ์เขาลงกันนั้นแทบจะไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย

แต่ที่หนังสือพิมพ์/สื่อต่าง ๆ เขาลงโฆษณาขอโทษ/ขอขมา/ขออภัยนั้น  เป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่อยากเสียเวล่ำเวลาในการไปขึ้นศาล  เพราะนั่นเป็นการเสียเวลาทำมาหากินของเขา   ไม่เหมือนกับธัมมชโยหรอกครับที่ทำมาหากินไม่เหมือนคนอื่น ๆ เขาจึงยอมลำบากลำบนด้วยการทรมานทรกรรมสังขารที่เจ็บป่วยอย่างยาวนานถึง 7 ปีไปขึ้นศาลเรียกร้องความสมเพชเวทนาจากสานุศิษย์

แต่สุดท้ายก็หาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองไม่

ครั้นเมื่อกระบวนการสืบพยานในชั้นศาลงวดเข้ามาจนกระทั่งเหลือสืบพยานจำเลย(พยานของธัมใมชโย) อีกเพียง 2 ปาก  ทนายของจำเลยธัมมชโยก็แจ้นไปหาอัยการแจ้งว่า ได้โอนเงินและทรัพย์สินคืนให้กับวัดพระธรรมกายครบถ้วนแล้ว  อีกทั้งได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชครบถ้วนแล้ว





เอ้าดูนี่ประกอบด้วยว่า

ในตอนที่ “อัยการขอถอนฟ้อง” ยังอัญเชิญพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆาราชประกอบเป็นเหตุผลในการถอนฟ้องด้วยซ้ำ

ดูซะให้เต็มตา    

==>>  “... ศาลสั่งจำหน่ายคดีวัดพระธรรมกาย หลัง อสส.ยื่นคำร้อง ขอถอนฟ้อง “พระธัมมชโย” กับศิษย์

ฐานยักยอกเงินบริจาควัดกว่า 35 ล้าน



ยกเหตุจำเลยคืนเงินวัดกว่า 950 ล้าน

ทั้งยังเผยแผ่ศาสนาตามพระไตรปิฎก ต า ม พ ร ะ ลิ ขิ ต พ ร ะ สั ง ฆ ร า ช แ ล้ ว


ขณะที่คดีธรรมกายอีก 3 สำนวน อัยการพร้อมยุติคดีสั่งไม่ฟ้อง

...”


เห็นรึยังครับว่า  หากเป็นพระลิขิตปลอม

ไฉนอัยการจึงอัญเชิญพระลิขิตของท่านเอาไปเป็นเหตุเป็นผลในการขอถอนฟ้องล่ะครับ        question

เป็นการอัญเชิญพระลิขิตไปกล่าวอ้างต่อศาลนะครับ  exclaim


บรรดาธัมมชโยสาวกลองอธิบายเหตุผลให้ฟังหน่อยสิครับ


เอ้า  ที่นี้มาดูกันต่อว่า  แม้กระทั่งในคำบรรยายฟ้อง  อัยการก็ยังอัญเชิญพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชไปเป็นหลักฐานประกอบการฟ้องต่อศาลอีกด้วยครับ

“...

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ศาลโดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องในคดีดำหมายเลขที่11651/2542 และคดีดำหมายเลข 14735/2542 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สิทธิพล อายุ 62 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร อายุ 57 ปี ลูกศิษย์คนสนิท เป็นจำเลยที่ 1-2

ทั้งนี้ เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์ และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายมูล จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร จำเลยที่ 2
 และ

เงินจำนวน 29,877,000 บาท ไปซื้อที่ดินเนื้อที่ 902 ไร่เศษ ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ. เพชรบูรณ์ โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2

คดีนี้เรืออากาศโทวิญญู วิญญกุล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 สรุปว่า ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 และวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ โดยกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำผิด
...”




นี่ตรงนี้   วรรคต่อไปนี้ล่ะครับที่อัญเชิญพระลิขิตมาเป็นพยานศาล   อาบน้ำเด็ก

“...
โจทก์ขอเรียนว่า การดำเนินคดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 กับพวก ไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่มีว่า ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสั่งสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือนแตกแยกออกไปกลายเป็นสองฝ่าย มีความเข้าใจความเชื่อถือ พระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้สงฆ์แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้องคือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที ไม่ได้คิดให้มีโทษเพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ว่า ในชั้นต้นหากมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริง ๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นพระคืนให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอม เป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา

บัดนี้ข้อเท็จจริงในการเผยแผ่คำสอน ปรากฏจากอธิบดีกรมการศาสนา ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขาธิการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค 1 ว่า ในปัจจุบันจำเลยที่ 1 กับพวก ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ตรงตามพระไตรปิฎก และนโยบายของคณะสงฆ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนา ทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และเอกชนจำนวนมาก

...”


เห็นรึยังครับว่า  หากเป็นพระลิขิตปลอม

ไฉนอัยการจึงอัญเชิญพระลิขิตของท่านเอาไปเป็นเหตุเป็นผลและเป็นพยานในการฟ้องล่ะครับ        question

เป็นการอัญเชิญพระลิขิตไปกล่าวอ้างเป็นพยานต่อศาลนะครับ  exclaim


บรรดาธัมมชโยสาวกลองอธิบายเหตุผลให้ฟังหน่อยสิครับ



เอ้า  ที่นี้มาดูกันต่อว่า  อัยการแถลงบรรยายเหตุที่จะขอถอนฟ้อง

ชัดเจนว่า  จำเลยได้นำทรัพย์สินคืนให้วัด และปฏิบัติตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชแล้ว

ดูให้ชัด ๆ


“...
สำหรับในด้านทรัพย์สินนั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ครบถ้วนทุกประการแล้ว

ขณะเดียวกัน ขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะพระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ที่นับถือศาสนาพุทธ และไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้ ดังนั้น โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา ขอศาลโปรดอนุญาต

เมื่อศาลได้สอบถามว่าจำเลยทั้งสองจะคัดค้านหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองแถลงว่า ไม่คัดค้าน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยอ้างเหตุดังข้างต้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านที่โจทก์ถอนฟ้อง จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความของศาลอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ได้มีการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการสืบพยานจำเลย ซึ่งที่ผ่านมามีการสืบพยานไปแล้วเกือบ 100 ครั้ง เหลือการสืบพยานอีกเพียง 2 ครั้ง ในวันที่ 23-24 สิงหาคม นี้

นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อธิบดีอัยการคณะกรรมการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การถอนฟ้องคดีก่อนศาลจะมีคำพิพากษา สามารถทำได้ ซึ่งในอดีตอัยการสูงสุด เคยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแล้วเช่น ความผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ คดีกบฏ ผู้ก่อการร้าย

สำหรับคดียักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกาย ที่อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญามีเพียง 2 คดีเท่านั้น คงเหลือสำนวนคดียักยอกทรัพย์ที่รอการสั่งคดีในชั้นอัยการอีก 3 สำนวน ได้แก่
- 1.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ นางกมลศิริ คลี่สุวรรณ และนายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหา ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันเบียดบังนำเงินวัดจำนวน 95 ล้านบาทเศษไปซื้อที่ดิน
- 2.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ นางสงบ ปัญญาตรง นายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค และนายชาญวิทย์ ชาวงษ์ ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหา เบียดบังเงินจำนวน 845 ล้านบาทเศษ
และ
-3.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ร่วมกับนายเทิดชาติ ศรีนพรัตน์ นายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค และนางอมรรัตน์ สุวิพัฒน์ หรือสีกาตุ้ย ลูกศิษย์คนสนิท ผู้ต้องหา ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


โดยเมื่ออัยการสูงสุดมีนโยบายให้ถอนฟ้อง การสั่งคดีของพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ก็จะต้องมีความเห็นให้ยุติการสั่งคดีไว้ เนื่องจากการดำเนินคดีจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 78 และ 128 โดยเมื่อยุติการสั่งคดีก็ต้องถือว่าคดีนี้สิ้นสุดลงตามกระบวนการทางกฎหมายทันที ซึ่งจำเลยทั้งสองได้คืนที่ดินและเงินที่ก่อความเสียหายรวมมูลค่า 959,300,000 บาท ให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว

...”
***********************************

คำแถลงของอัยการ ระบุว่า คุณธัมมชโยและพวก
ยักยอกเงินวัด ชัดเจน แบบนี้

ผิดทั้งทางโลก และ ทางธรรม ไหมครับ บรรดาเหล่าธัมมชโยสาวก






ฑูตกุหลาบ


บรรดาเหล่าธัมมชโยสาวกทั้งหลายอย่าเฉไฉไปอื่นเลยครับ


เอาสีข้างเข้าถูมา 10 ปีแล้วอ่ะครับ


ยิ่งดิ้นยิ่งแถก   คนเค้าก็จะยิ่งเห็นไส้เห็นพุงมากขึ้น


ตอนนี้ก็แดงเถือกไปทั้งตัวแล้วล่ะครับ


อยากรู้จิ๊งเชียว   ว่า   ใครกันหนอเป็นคนพิสูจน์ว่า พระลิขิตทั้ง 5 ฉบับนั้นเป็นของปลอม



พ่นน้ำหมาก        ฮ่าฮ่าฮ่า





ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด  ทำไมต้องโยนผ้าขาวยอมแพ้และโอนที่ดินคืนให้วัดพระธรรมกายซะก่อนเล่า

ทำไมไม่สู้คดีให้ถึงที่สุดเล่า  ทั้ง ๆ ที่สู้คดีมา 7 ปี   เหลือนัดสืบพยานเพียง 1-2 ครั้ง  ก็จะเสร็จสิ้นคดีแล้ว

เจ็บป่วยก็เจ็บป่วย

สู้ทนลำบากลำบนแบกสังขารให้ทรมานไปให้การต่อศาลนานถึง 7 ปี

ครั้นใกล้จวนเจียนจะตัดสินคดี   กลับโยนผ้าขาวยอมแพ้ราบคาบ  แล้วแก้ผ้าเดินโทง ๆ กลับวัดด้วยเล่า

ยอมแพ้  เพื่อไกล่เกลี่ยไม่ให้ถึงที่สุด  จะได้เป็นข้อต่อรอง ไม่ต้องติดคุกล่ะสิ

เพราะคดียักยอก  เป็นอาญา ต้องติดคุกนะจ๊ะ  จะบอกให้

เอ้า  อ่านคำสารภาพยอมแก้ผ้าเอาหน้ารอดซะ   จะได้ตาสว่างซะที

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 3 พ.ย. 51 22:32:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 123

คิดบวก (paw_tankun) นับว่า ฉันนะรู้ในพฤติกรรมของสื่อดี

ดูหลักฐานของ..taken01...และคุณทวนทองมันน่าเชื่อถือมากเลยนะค่ะ

อุตส่าห์หามาให้ดูขนาดนี้...ยังไง ๆ ฉันก็ไม่เชื่ออยู่ดี..เหมือนที่พวกคุณก็ไม่

เชื่อในหลักฐานที่ฉันนำมาให้ดูไง...


จากคุณ : คิดบวก (paw_tankun) - [ 4 พ.ย. 51 13:45:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 124

ฮ่าๆๆ

พี่ทวนก้อ  จะเคียดแค้นชิงชังอะไรกันนักหนา  กะอีแค่ผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ กับการที่ไม่ได้เป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายจากแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง  เมื่อ 40 ปีที่แล้ว แค่นั้นเอง  ตามราวีท่านธัมมชโยเหมือนหมาบ้าวิ่งไล่กัดล้อรถเลยนะพี่นะ  หนวกหู  รำคาญม้ากมาก

ก็พี่ทวนไม่ได้ทำเพื่อพระศาสนาหรอก  พี่ทวนกรีดอักษรออกมา "แก้แค้น" มากกว่า  เป็นความแค้นส่วนตัว  เฮ้อ!  แก่ป่านนี้แล้ว

ถามจริงเหอะ พี่ทวนก้อ  อายุก็หง่อมปูนนี้แล้ว  ไม่คิดจะเตรียมตัวเดินทางสู่ปรโลก (โลกอื่น) มั่งเหรอ  เมื่อจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติ เป็นที่ไปนะพี่ทวนก้อ  ท่านธัมมชโย คงลืมพี่ทวนไปแล้วล่ะ  ท่านมีงานเยอะ ไม่เหมือนพี่ทวน  ไม่มีกิจอื่นใด  มีแต่เวลาว่าง ว่างกลวงโบ๋  ว่างในว่างๆๆๆๆ  ว่างโคดๆ

ก็พี่ทวน  "ไม่ใช่"  "คนที่ใช่"  แม่ชีท่านก็ต้องมอบภารกิจให้ "คนที่ใช่"  ก็เท่านั้นเอง  บอกแล้วไง  "ผัง" พี่ทวนมันไม่มี

พี่ทวนก้อ  ศึกษาพระธรรมมาก็เยอะ  พูดจามีหลักมีฐานดีออก  แต่พื้นใจที่เร่าร้อน ทำให้ความเห็นต่างๆ ที่พี่ทวนอุตส่าห์บรรจงกรีดออกมาน่ะ  มันพุ่งพล่านเหลือเกิน  เต็มไปด้วยโทสะ อิจฉา ริษยา ปฏิฆะ พยาบาท มานะ สารพัด  อ่านพระไตรปิฎกมาเยอะแยะตาแป๊ะ แต่ไม่รู้จักให้อภัย  อนาถมากนะพี่ทวน

อย่างนี้เขาเรียกว่า "ใบลานเปล่า" นะพี่ทวน  Empty กลวงโบ๋  โหวเหว ม้ากมาก

อีกไม่กี่วัน  ผมจะตั้งกระทู้  "ทวนทองคือใคร?"  ถ้าพี่ทวนไม่หยุดวิ่งไล่กัดล้อรถ  หนวกหูม้ากมาก  ผมงานเยอะ  แต่เพื่อพี่ทวน  ผมจะหาเวลามาพิมพ์อุทิศให้พี่ทวนโดยจำเพาะ  

ไว้เจอกันนะพี่ทวน  ฮู้ยยยย  ตื่นเต้นม้ากมาก

ฮ่าๆๆ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 5 พ.ย. 51 05:45:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 125

เชื่อมั้ยครับ ในยุคนั้น หนังสือพิมพ์มีกี่ฉบับ กี่ฉบับ ลงเหมือนกันเกือบหมดทุกฉบับ
ลงเหมือนกัน คือ ตัวอักษร คำพูดเหมือนกันเด๊ะ
นักข่าวมาทำข่าว เขียนข่าวส่งโรงพิมพ์อย่างหนึ่ง รุ่งขึ้น ตีพิมพ์อีกอย่างหนึ่ง จนปัจจุบัน มีนักข่าวเข้าวัดจำนวนมาก
เกิดอะไรขึ้น
อีกประการหนึ่ง ข่าวคือ ปลายปากกาแสดงความคิดเห็นของคนๆ หนี่ง...
คุณเชื่อลมปาก ปลายปากกกาของคนๆ นั้นเหรอครับ
ผู้มีบุญทั้งหลาย ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินเถิดครับ


จากคุณ : donaldman - [ 5 พ.ย. 51 09:29:07 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 126

ขอความกรุณา คุณพ่อตัวดี ให้ความคิดเห็นด้วยเหตุและผล และสุภาพด้วยค่ะ

หากมีอะไรกับผู้ร่วมสนทนาธรรมท่านอื่น ก็ขอให้คุยกันเป็นการส่วนตัวค่ะ

ดิฉันกราบขอร้องให้กระทู้เป็นกระทู้ธรรมที่เป็นไปโดยสงบ คุยกันด้วยการแสดงเหตุผลให้ผู้มาอ่าน ได้นำกลับไปคิดและไตร่ตรอง พิจารณาและเลือกเชื่อตามจริตและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ขอบพระคุณมากค่ะ

จขกท.


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 5 พ.ย. 51 12:55:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 127

ขออภัยเจ้าของกระทู้นะครับ ผมคงกวนพื้นที่ของคุณไม่บ่อยนัก

คุณทวน เธอใช้หน้ากระทู้ของคุณ เพื่อวัตถุประสงค์อันลามกส่วนตัว
ผมเลยขอยืมพื้นที่ของคุณมาละเลงนิดหน่อย เพื่อที่จะบอกกับทุกท่านว่า สิ่งที่คุณทวนทำอยู่ มันไม่ถูกต้อง
ส่วนสำนวน บ๊องๆ ของผม  ก็พิมพ์มันไปอย่างนั้นแหละ อย่าถือสาเลยนะครับ
ส่วนความสุภาพ  ผมก็ไม่ได้หยาบคายอะไรนะครับ  แค่เหน็บๆ กันหน่อย

ต้องขออภัยอีกครั้ง

แต่ถ้าคุณทวนยังมุ่งมั่นใช้พื้นที่สาธารณะ มาสำเร็จความแค้นส่วนตัว... ผมก็ต้องเบียดเบียนพื้นที่นิดหน่อย
ถ้าอย่างไร เมื่อถึงโอกาสอันควร ผมคงไปตั้งกระทู้ "ทวนทองคือใคร?"

ขอบคุณมากนะครับ
ขอให้คุณโชคดีเช่นกัน

เห็นมั้ยครับว่า "พ่อตัวดี" พิมพ์ดีๆ กับคนดีๆ ก็ทำเป็น


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 5 พ.ย. 51 13:57:59 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 128

ฉันชักจะสนใจแล้วสิค่ะว่า ทวนทองคือใคร

ทำไมชอบโจมตีวัดพระธรรมกาย

ทำไมมีความคิด การกระทำเป็นแบบนี้

และทำไมถึงเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว(นานนะ)

และมีวัตถุประสงค์อะไรในการโจมตี

น่าสนใจทีเดียว

กล้าทำ...ก็ต้องกล้าชี้แจงสิค่ะ


จากคุณ : คิดบวก (paw_tankun) - [ 5 พ.ย. 51 17:12:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 129

กำลังจะหาทางสืบ
ก่อนฟ้าสาง จนถึง...กวีสวรรค์ ......

มาเกิดใหม่รึยัง

เอาสักทีนะ พวกอยากจะลากไส้ชาวบ้าน ทำกันไปเลย
จะรอดู...555


จากคุณ : 5555 (บุษกรจันทร์) - [ 5 พ.ย. 51 18:49:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 130


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 123  

คิดบวก (paw_tankun) นับว่า ฉันนะรู้ในพฤติกรรมของสื่อดี

ดูหลักฐานของ..taken01...และคุณทวนทองมันน่าเชื่อถือมากเลยนะค่ะ

อุตส่าห์หามาให้ดูขนาดนี้...ยังไง ๆ ฉันก็ไม่เชื่ออยู่ดี..

เหมือนที่พวกคุณก็ไม่เชื่อในหลักฐานที่ฉันนำมาให้ดูไง...

จากคุณ : คิดบวก (paw_tankun)
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
คุณ paw_tankun เอาหลักฐานอะไรมาให้ผมดูหรือ  ?

ผมยังไม่เห็นหลักฐานอะไรที่จะเป็นการพิสูจน์คดีของธัมมชโยในชั้นศาลว่า ธัมมชโยบริสุทธิ์ผุดผ่องได้เลย    

นอกจากคุณ paw_tankun แล้ว สานุศิษย์คนอื่น ๆ ก็ไม่เคยเอาหลักฐานมาชี้แจงเป็นชิ้นเป็นอันได้อย่างชัดเจน

ลองไปติดตามดูกระทู้ปาราชิก  หรือแม้กระทั่งกระทู้อื่น ๆ ดูสิครับ  

คุณวรกรอวดอ้างว่า มีหลักฐานเด็ดที่เก็บมาเป็นสิบปีแล้ว  คุณ nameonics ติดตามทวงถามให้เอาหลักฐานมาแสดง  ก็ไม่เอามาแสดงสักที  ได้แต่ตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมา

สานุศิษย์ธัมมชโยคนอื่น ๆ ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น  ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาแสดงหลักฐานความบริสุทธิ์ผุดผ่องของธัมมชโยได้เลย  

มีแต่เข้ามากวน  เข้ามาป่วน เข้ามาแขวะ  เข้ามาเสียดสี เอาบาปมาข่ม เอานรกมาขู่  

ไม่มีความเห็นใดที่เป็นเหตุเป็นผลในการแสดงถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของธัมมชโยได้เลยแม้แต่ความเห็นเดียว

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 5 พ.ย. 51 23:47:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 131

ดีแต่กวนและป่วนกระทู้ระรานเขาไปทั่ว  สมกับที่คุยว่า เป็นสานุศิษย์ของธัมมชโยซะจริง ๆ  เพราะทั้งธัมมชโยและสานุศิษย์ทั้งหลายต่างก็ละเมิดธรรมอยู่เป็นนิจ ผิดศีลอยู่เป็นประจำ  

ธัมมชโยเองก็คงรู้ตัวว่า ตัวเองไม่มีคุณวิเศษ และไม่มีคุณสมบัติใด ๆ ที่จะให้สานุศิษย์เคารพสักการะนพนอบและกราบไหว้ได้  เพราะได้ละเมิดธรรมอยู่เป็นนิจ  ผิดศีลอยู่เป็นประจำ  จึงอาศัยและเบียดบังหลวงปู่สดและวิชชาธรรมกายตลอดมา  จนกระทั่งวิชชาธรรมกายของหลวงปู่สดก็ถูกธัมมชโยบิดเบือนจนผิดเพี้ยนไป  

Y5787662 ธรรมกายต้นตำหรับสัทธรรมปฏิรูป เซย์โนว...ชี ...
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/09/Y5787662/Y5787662.html

PANTIP.COM : Y5728398 ระหว่าง วิชชาธรรมกายประยุกต์ระเบิดใส้ภาคมาร ...
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/08/Y5728398/Y5728398.html

Y5756689 เพื่อความเข้าใจ กรณีวัดพระธรรมกาย (?)
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/08/Y5756689/Y5756689.html

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 5 พ.ย. 51 23:50:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 132

แม้กระทั่งพระไตรปิฎกที่บันทึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ก็ไม่วายที่ธัมมชโยจะกระทำย่ำยีให้เสียหาย เพราะถูกนำมาดัดแปลงแต่งเติมจนกระทั่งถึงกับปรามาสว่า พระไตรปิฎกบกพร่องมาแล้ว

Y5779543 ธรรม(กลาย) เพื่อ(มอมเมา)ประชาชน ฉบับพระรัตนตรัย(เป็นอัตตา)
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5779543/Y5779543.html

Y5706603 พวกสัทธรรมปฏิรูป บิดเบือนอริยสัจ
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/08/Y5706603/Y5706603.html

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 5 พ.ย. 51 23:51:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 133

ดังนั้น  ประเด็นที่คุณ paw_tankun กล่าวว่า  “เหมือนที่พวกคุณก็ไม่เชื่อในหลักฐานที่ฉันนำมาให้ดูไง... ”   จึงเป็นการกล่าวตู่และกล่าวเท็จ

เพราะคุณ paw_tankun ตลอดแม้กระทั่งสานุศิษย์ของธัมมชโยทั้งหลาย  ยังไม่เคยมีใครนำหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า ธัมมชโยบริสุทธิ์ผุดผ่องมาแสดงได้สักครั้งเดียว  คุณ ๆ ทั้งหลายจะให้ผมเชื่อในหลักฐานลม ๆ แล้ง ๆ ได้อย่างไรกัน





และที่เหล่าสานุศิษย์ธัมมชโยมักจะเข้ามาตอบเป็นสูตรสำเร็จกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือ ให้เข้าไปพิสูจน์ที่วัด !!!

คำตอบอย่างนี้ก็เป็นการตอบแบบเลี่ยงบาลีอีกนั่นแหละ  

เพราะประเด็นที่เป็นคดีความกันนั้น ธัมมชโยก็ได้นำพยานหลักฐานไปให้การทั้งตัวบุคคลนับร้อยคน และเอกสารหลักฐานอีกจำนวนมาก  คุณ ๆ ทั้งหลายท้าให้ผมไปพิสูจน์ที่วัดนั้นนั่นน่ะ  เป็นการท้าให้ไปพิสูจน์อะไรกันหรือครับ ???

ก็ในเมื่อธัมมชโยยอมจำนนต่อศาลที่อัยการได้นำพยานหลักฐานต่าง ๆ ขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาทางคดีอาญา ซึ่งเปิดโอกาสให้ธัมมชโยและนายถาวร ผู้เป็นคู่จำเลยในคดียักยอกทรัพย์ จัดเตรียมพยานบุคคลและพยานวัตถุเอกสารต่าง ๆ นับร้อยนับพันรายการมาพิสูจน์และแสดงในชั้นศาลแล้ว  

แต่ในที่สุดธัมมชโยและนายถาวร  ก็ไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวเองได้  จึงได้ยอมแก้ผ้าล่อนจ้อนกลางศาลทั้ง ๆ ที่ทนทรมาทรกรรมลากสังขารที่เจ็บป่วยไปให้การต่อศาลอย่างยาวนานถึง 7 ปี ด้วยการยินยอมโอนทรัพย์สินเงินทองคืนให้กับวัดพระธรรมกาย  อีกทั้งยังยอมศิโรราบกับพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชว่าเป็นพระลิขิตของแท้  










แต่อนิจจาอนิจจัง  ธัมมชโยยอมศิโรราบเพียงเพราะต้องการเอาตัวเองให้รอดพ้นจากคุกจากตะรางเท่านั้น  





เพราะแท้ที่จริงแล้ว ธัมมชโยก็ยังคงความเป็นคนเก้อ-ยากที่ยังกระทำตัวฝ่าฝืนพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชในข้อที่ว่า ธัมมชโยปาราชิกขาดจากการเป็นพระไปแล้ว อีกทั้งเป็นการฝ่าฝืนพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์อีกด้วย    เพราะข้อหาปาราชิกในทางพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์นั้น ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษกันได้  เมื่อละเมิดแล้วจะขาดจากการเป็นพระทันทีที่ล่วงละเมิดโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวคำลาสิกขา



อีกทั้งยังไม่สามารถกลับมาบวชเป็นพระได้อีก  


ถ้าธัมมชโยปฏิบัติตามพระลิขิตและปฏิบัติตามพระวธรรมวินัยโดยครบถ้วนดังที่กล่าวอ้างต่อศาลจริง ๆ แล้ว   นั่นเท่ากับว่า ธัมมชโยจะต้องถอดผ้ากาสาวพัตร์ออกด้วย  เนื่องจากธัมมชโยขาดจากการเป็นพระด้วยการละเมิดพระวินัยอันยิ่งยวดที่ไม่อาจกลับมาบวชพระได้อีก

คุณ ๆ ทั้งหลายกำลังกราบไหว้อลัชชีผู้ทุศีล ผู้เก้อ-ยาก ผู้ปลอมบวชเป็นพระ

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 5 พ.ย. 51 23:55:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 134


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 125  

เชื่อมั้ยครับ ในยุคนั้น หนังสือพิมพ์มีกี่ฉบับ กี่ฉบับ ลงเหมือนกันเกือบหมดทุกฉบับ
ลงเหมือนกัน คือ ตัวอักษร คำพูดเหมือนกันเด๊ะ
นักข่าวมาทำข่าว เขียนข่าวส่งโรงพิมพ์อย่างหนึ่ง รุ่งขึ้น ตีพิมพ์อีกอย่างหนึ่ง จนปัจจุบัน มีนักข่าวเข้าวัดจำนวนมาก
เกิดอะไรขึ้น
อีกประการหนึ่ง ข่าวคือ ปลายปากกาแสดงความคิดเห็นของคนๆ หนี่ง...
คุณเชื่อลมปาก ปลายปากกกาของคนๆ นั้นเหรอครับ
ผู้มีบุญทั้งหลาย ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินเถิดครับ

จากคุณ : donaldman
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
สื่อสารมวลชนไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใด ก็แล้วแต่ เมื่อต้นตอของข่าวมันมีข้อมูลอย่างไร  คุณ donaldman จะให้แต่ละสื่อไปลงข่าวที่แตกต่างกันได้อย่างไร  

ก็ในเมื่อข้อมูลข่าวต้นเรื่องมันเป็นข้อมูลเดียวกัน  คุณ donaldman จะให้นักข่าวเขานั่งเทียนเขียนข่าวกันอีกหรือ  

แต่ละสื่อเขาหาข่าวได้ตรงกันนั่นเป็นการบ่งบอกความจริงแท้ของข่าวนั้น ๆ ว่า เป็นเรื่องที่สอดคล้องต้องกันกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น   อีกทั้งเมื่อธัมมชโยและนายถาวรยอมโอนเงินและทรัพย์สินที่ดินคืนให้กับวัดพระธรรมกายจริงตรงตามเนื้อที่อัยการโจทก์ยื่นฟ้องร้อง อีกทั้งยังตรงและสอดรับกับเรื่องราวของข่าวต่าง ๆ ที่สื่อสารมวลชนทั้งหลายได้ลงไปก่อนหน้านั้นจริง ๆ     คุณ donaldman ยังจะมีหน้ามากล่าวหาว่า สื่อสารมวลชนกระทำไปด้วยอคติอีกหรือครับ    


คุณ donaldman ย้อนไปหาข่าวเหล่านั้นจากสื่อต่าง ๆ ที่คุณกล่าวหาว่าข่าวต่าง ๆ เหล่านั้นเขียนขึ้นมาจากคน ๆ เดียวกันมาให้ดูสิครับว่า เนื้อหาข่าวตรงกันทุกตัวอักษร  ไม่ใช่มากล่าวหากันลอย ๆ เช่นนี้

question


จากคุณ : ทวนทอง - [ 5 พ.ย. 51 23:58:07 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 135

คุณ paw_tankun คุณ donaldman  และพ่อตัวดี  ตลอดแม้กระสั่งสานุศิษย์ของธัมมชโยทั้งหลาย

ควรจะอ่านกระทู้ธรรมจาก Link ต่อไปนี้

Y4686165  •๐•๐• .:: โจทก์พระอย่างไร ถึงไม่ต้องเดือดร้อน? ::. •๐•๐•
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2006/09/Y4686165/Y4686165.html

Y5850177 พระสารีบุตร อัครสาวก ผู้โจทก์ท้วงคนผิด และตำหนิคนชั่ว
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/09/Y5850177/Y5850177.html

ให้มาก ๆ  อ่านให้ลึกซึ้งจนขึ้นใจ  

แล้วนำให้ธัมมชโยอ่านด้วย

หากธัมมชโยอ่านไม่ออก หรืออ่านไม่ได้ (เพราะใส่แว่นดำตลอด)  

คุณ ๆ ทั้งหลายจะท่องหรืออ่านให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง  หรือหลาย ๆ ครั้งก็ได้


“...

ผู้ถูกโจทก์โดยธรรมต้องเดือดร้อน

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทก์โดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์โดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:-

๑. ท่านถูกโจทก์โดยกาลอันควร ไม่ใช่ถูกโจทก์โดยกาลอันไม่ควร ท่านต้องเดือดร้อน

๒. ท่านถูกโจทก์ด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่ถูกโจทก์ด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านต้องเดือดร้อน

๓. ท่านถูกโจทก์ด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่ถูกโจทก์ด้วยคำหยาบ ท่านต้องเดือดร้อน

๔. ท่านถูกโจทก์ด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจทก์ด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน

๕. ท่านถูกโจทก์ด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่ถูกโจทก์ด้วยมุ่งร้าย ท่านต้องเดือดร้อน

ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์โดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้แล ฯ

ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไรพระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ความจริง ๑ ความไม่ขุ่นเคือง ๑ ฯ
.....”


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 00:44:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 136

(๑) ธัมมชโยล้วนแต่ถูกโจทก์ โดยกาลอันควร เพราะวัดธรรมกายอยู่ภายใต้การปกครองดูแลโดยธัมมชโยต่อเนื่องยาวนาน  

ได้รับการกล่าวขานในทางมิชอบมาโดยตลอด  แต่ไม่มีใครจัดการเรื่องราวให้กระจ่างได้

จนกระทั่งเกิดกรณีวัดธรรมกายออกกว้านซื้อที่ดิน(เพราะด้วยกิเลส หรือเพราะอะไรไม่ทราบ)

แต่ใส่ชื่อไชยบูลย์  สุทธิผล/ธัมมชโยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

และที่ดินเหล่านั้นมีมูลค่าสูง ตลอดแม้กระทั่งทรัพย์สินอย่างอื่นอีกหลายประการ

จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องตรวจสอบความโปร่งใส  เพื่อขจัดเหลือบพระศาสนาออกไป


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 00:45:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 137

(๒) ธัมมชโยล้วนแต่ถูกโจทก์  ด้วยเรื่องจริงที่หาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้  

แม้แต่คุณ ๆ ทั้งหลายก็ยังหาหลักฐานมายืนยันตามที่ถูกกล่าวหาไม่ได้และร้องขอได้เลย  

มิหนำซ้ำ  ไชยบูลย์/ธัมมชโยกลับยืนยันการปาราชิกด้วยตนเองถึง ๒ ครั้ง ๒ หนด้วยกัน

=> หนแรก เป็นการยืนยันว่า ยักยอกทรัพย์จริงด้วยการเพิกเฉยเย็นชาต่อพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช มาอย่างยาวนานถึง ๗ ปี นั่นเท่ากับยืนยันสถานะการปาราชิกเป็นครั้งแรก  มิหนำซ้ำยังบรรดาสาวกยังปากพล่อยกล่าวว่าจาสามหาวก้าวล่วงต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชว่า เป็นพระลิขิตปลอม

=> หนสอง เป็นการยืนยันว่า ยักยอกทรัพย์จริงด้วยการโอนทรัพย์สินเงินทอง/ที่ดินทั้งหลายคืนให้กับวัดพระธรรมกาย ทั้งยังกล่าวอ้างอีกด้วยว่า ได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชโดยครบถ้วน  
         (ก) เป็นการตบปากตัวเองที่ได้ก้าวล่วงต่อสมเด็จพระสังฆราช
         (ข) เป็นการยืนยันว่า ในอดีตตนเองได้ยักยอกทรัพย์มาจริง
         (ค) เป็นการยืนยันว่า ในอดีตตนเองได้สอนสาวกนอกรีดนอกรอยจากพระไตรปิฎกจริง
         (ง) ในคำบรรยายฟ้อง และคำบรรยายขอถอนฟ้อง อัยการได้อัญเชิญพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชมาประกอบคำขอถึงสองครั้ง สองคราด้วยกัน  เป็นการยืนยันว่า พระลิขิตดังกล่าว เป็นของแท้แน่นอน


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 00:46:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 138

(๓) ธัมมชโยล้วนแต่ถูกโจทก์  ด้วยคำสุภาพ ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์สมเด็จพระสังฆราชอย่างเปี่ยมล้น

ที่ทรงเตือนให้ธัมมชโยทราบก่อนแล้วว่า การกระทำของธัมมชโยเข้าข่ายอาบัติ  ไม่ถูกต้องด้วยพระธรรมวินัย  

ให้โอกาสโอนทรัพย์สินคืนให้กับวัดเสีย

แต่ธัมมชโยก็เพิกเฉย  หน่วงเหนี่ยวยึดครองทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ถึง ๗ ปี

ไม่เห็นมีผู้ใดกล่าววาจาหยาบคายเลยนี่ครับ


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 00:46:51 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 139

(๔) ธัมมชโยล้วนแต่ถูกโจทก์  ด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์

ไม่ใช่ถูกโจทก์ด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ทั้งนั้น  

ไม่ใช่ถูกโจทก์ด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์    
เพราะ การที่พระภิกษุ(ธัมมชโย)ฉกฉวยทรัพย์สินของวัด(มูลค่ามหาศาล)มาเป็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องนั้น  

ถือว่าธัมมชโยกระทำให้พระพุทธศาสนาเสียหาย  ด้วยการละเมิดพระธรรมวินัยอันยิ่งยวด ๔ ประการ ต้องอาบัติปราชิกในทันที


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 00:47:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 140

(๕) ธัมมชโยล้วนแต่ถูกโจทก์ ด้วยเมตตาโดยเฉพาะได้รับพระเมตตาจากองค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ทรงเตือนให้คืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่พระศาสนา  หากแต่เตือนแล้วธัมมชโยกลับนิ่งเฉยเสีย

เท่ากับแสดงเจตนาครอบครองทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตน

ธัมมชโยล้วนแต่ถูกโจทก์ โดยธรรม ประกอบด้วยพระเมตตาจากองค์สมเด็จพระสังฆราชฯ อย่างเต็มเปี่ยม


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 00:48:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 141

ฮ่าๆๆ  ละเอียดยิบๆๆ
เหมาะสำหรับนักปราชญ์เข้ามาพิจารณา

วิเคราะห์ออกมาจากใจที่คลั่งแค้น
กลั่นออกมาจากใจที่คุ้มคลั่ง
40 ปีแห่งความทุกข์ทรมาน
เหมือนอยู่ในอเวจี
ที่ร้อนระอุ  อันปราศเกลียวคลื่น

รักษาสุขภาพด้วยนะคร้าบพี่ทวน
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา

See You Soon
ฮ่าๆๆ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 6 พ.ย. 51 01:20:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 142


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 124  

ฮ่าๆๆ

พี่ทวนก้อ  จะเคียดแค้นชิงชังอะไรกันนักหนา  กะอีแค่ผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ กับการที่ไม่ได้เป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายจากแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง  เมื่อ 40 ปีที่แล้ว แค่นั้นเอง  ตามราวีท่านธัมมชโยเหมือนหมาบ้าวิ่งไล่กัดล้อรถเลยนะพี่นะ  หนวกหู  รำคาญม้ากมาก

ก็พี่ทวนไม่ได้ทำเพื่อพระศาสนาหรอก  พี่ทวนกรีดอักษรออกมา "แก้แค้น" มากกว่า  เป็นความแค้นส่วนตัว  เฮ้อ!  แก่ป่านนี้แล้ว

ถามจริงเหอะ พี่ทวนก้อ  อายุก็หง่อมปูนนี้แล้ว  ไม่คิดจะเตรียมตัวเดินทางสู่ปรโลก (โลกอื่น) มั่งเหรอ  เมื่อจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติ เป็นที่ไปนะพี่ทวนก้อ  ท่านธัมมชโย คงลืมพี่ทวนไปแล้วล่ะ  ท่านมีงานเยอะ ไม่เหมือนพี่ทวน  ไม่มีกิจอื่นใด  มีแต่เวลาว่าง ว่างกลวงโบ๋  ว่างในว่างๆๆๆๆ  ว่างโคดๆ

ก็พี่ทวน  "ไม่ใช่"  "คนที่ใช่"  แม่ชีท่านก็ต้องมอบภารกิจให้ "คนที่ใช่"  ก็เท่านั้นเอง  บอกแล้วไง  "ผัง" พี่ทวนมันไม่มี

พี่ทวนก้อ  ศึกษาพระธรรมมาก็เยอะ  พูดจามีหลักมีฐานดีออก  แต่พื้นใจที่เร่าร้อน ทำให้ความเห็นต่างๆ ที่พี่ทวนอุตส่าห์บรรจงกรีดออกมาน่ะ  มันพุ่งพล่านเหลือเกิน  เต็มไปด้วยโทสะ อิจฉา ริษยา ปฏิฆะ พยาบาท มานะ สารพัด  อ่านพระไตรปิฎกมาเยอะแยะตาแป๊ะ แต่ไม่รู้จักให้อภัย  อนาถมากนะพี่ทวน

อย่างนี้เขาเรียกว่า "ใบลานเปล่า" นะพี่ทวน  Empty กลวงโบ๋  โหวเหว ม้ากมาก

อีกไม่กี่วัน  ผมจะตั้งกระทู้  "ทวนทองคือใคร?"  ถ้าพี่ทวนไม่หยุดวิ่งไล่กัดล้อรถ  หนวกหูม้ากมาก  ผมงานเยอะ  แต่เพื่อพี่ทวน  ผมจะหาเวลามาพิมพ์อุทิศให้พี่ทวนโดยจำเพาะ  

ไว้เจอกันนะพี่ทวน  ฮู้ยยยย  ตื่นเต้นม้ากมาก

ฮ่าๆๆ

จากคุณ : พ่อตัวดี   - [ 5 พ.ย. 51 05:45:40 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
ผมจะใช่คนที่พ่อตัวดีกล่าวถึงหรือไม่ก็ตาม   เป็นเรื่องที่พ่อตัวดีจะต้องพิสูจน์ออกมา

แม้ว่า บุคคลที่พ่อตัวดีกล่าวถึงจะมีจริงหรือไม่ก็ตาม  หากท่านผู้นั้นมีจริงก็แสดงว่า ท่านผู้นั้นอัดอั้นด้วยกิเลสมาอย่างยาวนานถึง 40 ปี  ท่านช่างสู้อดทนในการอัดอั้นกิเลสไว้ได้อย่างยาวนานอย่างหาที่ติไม่ได้  ผมขอชมเชยด้วยความจริงใจ   และผมว่า ป่านนี้กิเลสของบุคคลผู้นั้นมันคงมลายหายไปหมดสิ้นแล้วล่ะครับ  อย่าได้ไปกังวลใจฝักใฝ่ถึงเขาผู้นั้นให้เป็นบาปเวรต่อกันเลยนะครับ

ผิดกับธัมมชโยและทัตตชีโว  ที่ไม่ยอมจะให้กิเลสอัดอั้นไว้ในใจแม้เพียงข้ามวัน  แสดงให้เห็นว่า ในความเป็นตัวตนของธัมมชโยและทัตตชีโวนั้นอัดอั้นไว้ด้วยกิเลสแรงดันสูงที่ไม่อาจเก็บกักข้ามวันไปได้  ถึงกับระเบิดออกกลางงานวางศิลาฤกษ์วัดตัวเอง  อีกทั้งตัวกิเลสตัณหาได้แสดงความเผยอผยองออกมาอย่างเต็มที่และเนืองแน่นไปด้วยความกระสันในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังอ่อนพรรษา

พ่อตัวดีคงเป็นศิษย์ใกล้ชิดระยะกลิ่นตดกระมังครับ  จึงได้รู้เรื่องความขัดแย้งในการแก่งแย่งเป็นผู้สืบทอดวิชชาสัทธรรมปฏิรูปนั้น ๆ

ไปติดตามอ่านและฟังเสียงของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ท่านเทศน์ถึงพระผู้เป็นศิษย์เก่า ม.เกษตรศาสตร์จากวัดย่านคลองสาม เป็นพระผู้ซึ่งเก็บกักกิเลสเอาไว้ไม่ได้  ถึงกับระเบิดออกมาจองตำแหน่งเจ้าอาวาสอีกทั้งห้ามพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งก็คือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำนั่นเอง ไม่ให้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์

ทั้ง ๆ ที่ อ.วรณีย์ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินและออกเงินสร้างวัดในเบื้องต้นประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท เป็นผู้นิมนต์/นมัสการเรียนเชิญหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้มาเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์  แต่ก็ถูกกิเลสของพระหนุ่มจากวัดคลองสามระเบิดเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว

แต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านปล่อยวางในเรื่องกิเลสต่าง ๆ ได้นานแล้วล่ะครับ
\/
\/
\/
\/
\/
Y6942447 หลวงพ่อฤาษีลิงดำให้ความเคารพต่อหลวงพ่อสดมาก แต่ไม่เคยกล่าวถึง “วัดพระธรรมกายเลย” ยกเว้นข้อความต่อไปนี้
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6942447/Y6942447.html#6

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 51 02:30:05

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 6 พ.ย. 51 02:23:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 143

ไม่อยากเอาเพชรมาแลกกับเกลือ

จากคุณ : คิดบวก (paw_tankun) - [ 6 พ.ย. 51 10:26:04 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 144

เราเชื่อว่าใครที่บิดเบือนคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ต้องมีอันเป็นไปแน่ๆค่ะ ไม่ต้องกังวล
กรรมน่ะ มันเร็วค่ะ
ข้างล่างน่ะมันร้อน คนไม่รู้ก็ทำแต่ความชั่วกันไปเรื่อย
กว่าจะรู้ก้อสายไปเสียแล้ว


จากคุณ : 2nd Ave. - [ 6 พ.ย. 51 14:09:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 145

ไม่เชื่อและไม่ชอบ
ไม่ชังและไม่ชื่นชม
ไม่ศรัทธาไม่สนใจ

ปกติธรรมดา...ว่าง...เว้น..ละ...วาง
..สว่าง..


จากคุณ : babyblink111 - [ 6 พ.ย. 51 16:43:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 146

ลองดู

 
 


จากคุณ : kraho - [ 7 พ.ย. 51 00:57:35 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 147

มึน งง กับเรื่องราวอดีต
มึน งง กับข้อความต่างๆ ที่เขียนมา
เห็นอดีตในการสร้างวัด
เห็นการทำงานทุกขั้นตอน
เห็นนิวรณ์ในใจคน
อุปสรรคที่ขัดขวางหนทางในการสร้างบารมี
ทุกขั้นตอน ทุกการกระทำ
ท่านมีขันติบารมีมากมาย
เริ่มแรกก็จะโดนแย่งตำแหน่ง
ตำแหน่งนั้นมันสำคัญมากเพราะจะเป็นจุดเริ่มต้น
ในการทำงานเผยแผ่พระศาสนา
มันไม่สำคัญในเรื่อง ยศถาบรรดาศักดิ์หลอก
แต่มันสำคัญในการที่เป็นผู้นำ
ซึ่งต้องมีจิตต์ใจที่มั่นคง ทุ่มชีวิตให้กับพระศาสนาอย่างจริงจัง
เราต้องการผู้นำที่มีอุดมการณ์เด็ดเดี่ยวและมั่นคง
เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายให้ชาวโลกพบความเป็นจริงของชีวิต
ไม่หลงมัวเมาในกิเลส
พวกเราภูมิใจที่ได้หลวงพ่อทั้งสองมาเป็นผู้นำของวัด
เราเห็นการทำงานและผลงานประจักษ์แก่ตา
ไม่ใช่คำพูดลอยลมไปวันๆ ค่ะ
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ย. 51 16:20:25

 
 


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 7 พ.ย. 51 16:18:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 148

กระทู้นี้เริ่มต้นพูดคุยกันด้วยดี ๆ ด้วยกันแท้ ๆ

จนกระทั่งคุณ Maxymillion ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใน คห.#83

ผมเห็นว่า  คุณ Maxymillion แสดงความเห็นในเรื่องศาสนาได้อย่างถึงแก่นของพระพุทธศาสนาได้ดีแล้ว

หากจะนำคำพูด/ความเห็นของคุณ Maxymillion มาสรุปใช้กับวัตรปฏิบัติสำหรับทุก ๆ คน ทุก ๆ ศาสนา  

ก็จะทำให้สังคมมนุษย์มีแต่ความสงบสุขไม่น้อยทีเดียว
\/
\/
\/
\/

********************************************  
ความคิดเห็นที่ 83  

การขวนขวายในกิจการงานบุญเป็นสิ่งดี
แต่ควรระวัง อย่าให้มีพื้นฐานบนความโลภอย่างไม่รู้ตัวครับ

การภาวนาเป็นสิ่งดี ทำให้จิตใจสะอาด
แต่ควรระวัง อย่าให้ติดในฌานครับ

และข้อสุดท้าย
การอยากเกิดแม้เพียงอีกชาติเดียว
ก็ได้ชื่อว่าประมาทในวัฎสงสารนี้ครับ

จากคุณ : Maxymillion (Maxymillion)  - [ 20 ต.ค. 51 14:24:50 ]
********************************************  


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:31:25 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 149

แต่คุณ kraho ได้เข้ามาแสดงความเห็นในลักษณะพยายามยัดเยียดให้วิชชาธรรมกายเป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพยายามยัดเยียดว่า วิชชาธรรมกายเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก ด้วยการสาธยายคำว่าธรรมกายคืออย่างนั้น ธรรมกายคืออย่างนี้ ดั่งในความเห็นที่ #87

คุณ ๆ ทั้งหลายไม่แยกแยะให้ชัดเจนนี่ครับว่า  ธรรมกาย  ตามพระไตรปิฎก  ซึ่งหมายถึงพระพุทธองค์นั่นมันเป็นเรื่องนึง

กับวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสดนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง

เป็นคนละเรื่อง   เป็นคนละความหมายกัน

ซึ่งนักปราชญ์ในพระพุทธศาสนาทั้งหลายได้พยายามให้ความรู้กันมาโดยตลอดมากกว่า 10 ปีแล้ว

แต่คุณ ๆ เหล่าสานุศิษย์วิชชาธรมกายทั้งหลาย ก็พยายามจะยัดเยียด/ข่มขืน/ขืนใจให้มันเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้

นับเป็นการข่มขืน/ขืนใจพระธรรมของพระพุทธองค์อย่างแท้จริงอย่างนับครั้งไม่ถ้วน

นับเป็นการข่มขืน/ขืนใจพระไตรปิฎกของพระพุทธองค์อย่างตั้งใจและจงใจของเหล่าสานุศิษย์วิชาธรรมกายต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานอย่างแท้จริง

คุณ taken01 จึงได้ออกมาแสดงความเห็นชี้แจงในความเห็นที่ 88-93


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:32:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 150

ผมก็ไม่เข้าใจว่า การพูดคุยกันในกระทู้นี้ตั้งแต่ต้นจนถึงความเห็นที่ 86 นั้น  

ล้วนแต่เป็นการพูดคุยด้วยเหตุด้วยผลกันดี ๆ

แต่ทำไมคุณ kraho จึงต้องเข้ามาแสดงความเห็น #87 อันเป็นการพยายามข่มขืน/ขืนใจพระไตรปิฎกด้วยความพยายามยัดเยียดให้วิชชาธรรมกายเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรฎกเหมือนดั่งเช่นสานุศิษย์ธรรมกายคนอื่น ๆ เขาทำกันมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมาด้วยเล่า ?

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:14:35

จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:32:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 151

ครั้นคุณ taken01 ได้ออกมาชี้แจงว่า คำว่า ธรรมกาย ในพระไตรปิฎกคืออย่างไร

เป็นการแสดงความชัดเจนว่า ธรรมกาย ในพระไตรปิฎกนั้นเป็นคนละเรื่องกับวิชาธรรมกายโดยสิ้นเชิง

นับเป็นการชี้แจงด้วยเหตุด้วยผลอย่างตรงไปตรงมา

ทำไมคุณ บิ๊กโต้ง จึงออกมาแสดงความเห็นที่ #94 ว่าการเสดงความเห็นของคุณ taken01 นั้นเป็นการขัดขวางการทำบุญด้วยเล่าครับ ?
\/
\/
\/
\/

********************************************  
ความคิดเห็นที่ 94  

ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร

[๔๙] เทวดาทูลถามว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้(ทาน)อยู่
วิบากของคนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และภพหน้าจะเป็นเช่นไร
ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าจะรู้ความนั้นได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้(ทาน)อยู่
คนเหล่านั้นย่อมบังเกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก
ถ้าพวกเขามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลคนยากจน
ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความยินดี และความสนุกสนานได้ยาก
คนพาลเหล่านั้น ต้องการสิ่งใดจากผู้อื่น พวกเขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น
นั่นเป็นวิบากในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย


ที่มา-พระไตรปิฎก มจร.(แปล) 15/49/62-64.
ตัวเองไม่ทำเพราะตระหนี่ยังห้ามคนอื่นทำอีก  มนุษย์สมัยนี้หนอ
เสียดายทรัพย์คนอื่น คุณฤทธี เองก็หายไปแล้วน่าจะสำนึกกันได้บ้าง

จากคุณ : บิ๊กโต้ง  - [ 28 ต.ค. 51 19:04:27 ]  
********************************************  


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:33:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 152

ที่คุณ บิ๊กโต้ง ก็ออกมาแสดงความเห็นที่ #94 นับเป็นความเห็นที่ดูเสมือนเป็นการพูดจาด้วยดี

เสมือนเป็นการคุยอย่างเป็นสาระเพราะเป็นการพูดคุยด้วยการหยิบยกพระไตรปิฎกมาอ้างอิง

แต่ความเห็นนั้น ไม่สอดคล้องด้วยเหตุด้วยผล

เพราะเมื่อคุณ kraho พยายามยัดเยียดวิชชาธรรมกายให้เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกในความเห็นที่ #87

คุณ taken01 ก็จึงได้เข้ามาชี้แจงบ้างว่า ธรรมกายในพระไตรปิฎกเป็นอย่างไร ? ดั่งในความเห็นที่ #88-#93

แต่คุณ บิ๊กโต้งกลับเข้ามาบอกว่า นั่นเป็นการขัดขวางการทำบุญ

จึงเป็นการแสดงความเห็นที่ไม่เข้าข่าย ไม่สอดคล้องต้องกันด้วยประการทั้งปวง

คุณ บิ๊กโต้ง สมควรที่จะหาหลักฐานจากพระไตรปิฎกมาแสดงให้เห็นเด่นชัดว่า มีวิชชาธรรมกายในพระไตรปิฎกตรงไหนอย่างไร ? และมีหลักฐานการสูญหายไปอย่างไร  ไม่ใช่มากล่าวกันลอย ๆ อย่างนี้

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:15:34

จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:34:13 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 153

นับระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วที่เหล่าสานุศิษย์วิชชาธรรมกายไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า วิชชาธรรมกายอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฎก และวิชชาธรรมกายได้สูญหายไปอย่างไร ?

แต่คุณ ๆ ทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ลดละความพยายามในการยัดเยียด/ข่มขืน/ขืนใจที่จะให้วิชาธรรมกายเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฏกให้จงได้

เมื่อคุณ kraho พยายามข่มขืนพระไตรปิฎกดั่งความเห็นที่ #87

แล้วทำไมคุณ taken01 จะออกมาอธิบายความและชี้แจงแถลงไขดั่งในความเห็นที่ #88-#93 บ้างไม่ได้เชียวหรือ ?

ไฉนคุณ บิ๊กโต้ง จึงแปลความหมายว่า การชี้แจงของคุณ taken01 นั้นเป็นการขัดขวางการทำบุญของคนอื่น ?

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:17:31

จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:34:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 154

พระไตรปิฎก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพระพุทธศาสนา

เพราะเป็นที่รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

ใครจะมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้

แต่ถ้ามีความเห็นต่าง ก็ควรที่จะพูดคุยด้วยเหตุด้วยผล

ไม่ใช่มาปรามาสว่า การชี้แจงนั้น ๆ เป็นการขัดขวางการทำบุญ


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:35:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 155

ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ ได้มีการพูดคุยเรื่องวิชชาธรรมกายในเวบบอร์ดของ Pantip แห่งนี้กันไม่เว้นไม่ขาดสาย  ในคลังกระทู้เก่าก็มีให้อ่าน/ให้ศึกษากันมากมาย

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถชี้แจงได้เลยว่า วิชชาธรรมกาย เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของพระไตรปิฎก นั่นเป็นส่วนนึงที่เหล่าสานุศิษย์ไม่สามารถอธิบายชี้แจงแถลงไขได้

แต่ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่สานุศิษย์ของหลวงพ่อสดรุ่นหลัง ๆ ได้พยายามปรุงแต่งวิชชาธรรมกายให้วิจิตรพิสดารมากขึ้น อาทิเช่น การปรุงแต่งเรื่องพระพุทธเจ้าภาคขาว พระพุทธเจ้าภาคดำ พระพุทธเจ้าภาคไม่ดำไม่ขาว การไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าในแดนนิพพาน แดนนิพพานเป็นสถานที่ที่พักพิงของเหล่าพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันตสาวกทั้งหลาย  โดยเฉพาะธัมมชโยปรุงแต่งให้สานุศิษย์เร่งทำบุญทำทานเร่งสร้างดุสิบุรี เพื่อที่จะได้ขึ้นไปอยู่หลังจากที่ตายจากโลกมนุษย์ไปแล้ว  นับเป็นการบิดเบือนเป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ที่ต้องการให้เหล่าสาธุชนทั้งหลายเข้าถึงนิพพานอันเป็นการหลุดพ้นจากวัฏฏะแห่งความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง   แต่แนวทางของธัมมชโยกลับบอกให้เหล่าสานุศิษย์สร้างดุสิตบุรีเป็นที่พักกลางทาง  แทนที่จะพาไปให้ถึงจุดหมายที่นิพพานในครั้งที่เป็นมนุษย์ในชาติปัจจุบันนี้  กลับบอกให้ไปพักที่ดุสิตบุรีเพื่อกลับมาเกิดใหม่สร้างบุญสร้างทานสร้างบารมีกันใหม่ไม่รู้จบ  นับว่าเป็นการผิดไปจากเป้าหมายหลักของพระพุทธองค์  นับเป็นการบิดเบือนเป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:36:18 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 156

เรื่องวิชชาธรรมกายนั่นก็เรื่องนึง
นับเป็นเรื่องใหญ่ที่คุณ ๆ ทั้งหลายชี้แจงแถลงไขด้วยเหตุด้วยผลไม่ขึ้น  ไม่มีใครสักคนที่ชี้แจงว่า นั่นเป็นวิชาของพระพุทธเจ้า  มิหนำซ้ำยังมีการกล่าวตู่อีกด้วยว่า พระพุทธองค์บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยวิชชาธรรมกาย  นับเป็นการกล่าวตู่ที่ปราศจากหลักฐานโดยสิ้นเชิง  และในเนื้อหาวิชชาธรรมกายเมื่อศึกษาโดยละเอียดแล้วจะเห็นความพิศดารที่ไม่เคยพบเห็นในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น


เรื่องการยักยอกทรัพย์สินเงินทองที่ดินก็เป็นอีกเรื่องนึง ที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่อาจชี้แจงด้วยหลักฐานด้วยเหตุด้วยผลได้ลองศึกษาดูได้จากกระทู้ปาราชิกดูสิครับ


และเรื่องการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ทำคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนานั่นก็เป็นอีกเรื่องนึง

ทั้ง 3 เรื่องที่ผมแยกมาข้างต้นนั้น  ทั้งธัมมชโยและเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายไม่สามารถชี้แจงใน 2 เรื่องแรกให้เห็นเด่นชัดด้วยเหตุด้วยผลได้เลยแม้แต่นิดเดียว

สำหรับเรื่องการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม การทำคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนานั้น  มีหลาย ๆ เหตุการณ์ทีมีเรื่องราว/เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คลุมเครือหลายเรื่องนับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมเมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. 2513 เรื่องราวเกี่ยวกับอาจารย์วรณี สุนทรเวช  เรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลแสงทอง  เรื่องราวเกี่ยวกับกรณีพิพาทกับชาวนาที่อยู่โดยรอบเมื่อ 25-20 ปีก่อนหน้านี้ เรื่องราวเกี่ยวกับการนำเงินทองไปให้บุคคลใกล้ชิดหาผลประโยชน์  ฯลฯ

จริงอยู่ที่ว่า ธัมมชโยในนามของวัดพระธรรมกายได้จัดกิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ให้กับพระศาสนาบ้าง และจัดทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสาธารณะโดยทั่วไปก็จริง

แต่จะให้การทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นมากลบเกลื่อนความผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวงนั้นคงไม่สามารถกลบเกลื่อนกันได้

บาปส่วนบาป

บุญส่วนบุญ

มันเป็นคนละเรื่องที่จะนำมากลบเกลื่อนหักล้างกันไม่ได้

แม้ว่า คุณ ๆ ทั้งหลายจะพยายามนำภาพกิจกรรมทั้งหลายมาประโคมเผยแพร่อย่างไร  มันก็กลบเกลื่อนเรื่องราวที่ธัมมชโยได้กระผิดพลาดไว้มากมายไม่ได้หรอกครับ

ผิดส่วนผิด

ถูกส่วนถูก

ทำผิดพลาดในเรื่องใหญ่ ๆ แล้ว  จะให้เอาเรื่องที่ทำถูกทำดีต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับความผิดพลาดทั้งหลายเหล่านั้นมันนับเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเลย  ซึ่งจะนำมากลบเกลื่อนหักล้างกันนั้นคงไม่ได้ ไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง

เพราะความผิดพลาดของธัมมชโยใหญ่หลวงนัก  เป็นความผิดพลาดในระดับด้วยการกระทำอนันตริยกรรมต่อพระพุทธองค์และพระพุทธศาสนาทีเดียวเชียวครับ

การทำคุณงามความดีอย่างอื่นที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย จะมากลบเกลื่อนให้กลืนหายไปนั้นคงไม่ได้


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 05:40:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 157

ความคิดเห็นที่ 156  ถูกต้องที่สุดเลยครับ
บาปส่วนบาป
บุญส่วนบุญ
มันเป็นคนละเรื่องที่จะนำมากลบเกลื่อนหักล้างกันไม่ได้

เหมือนในกระทู้นี้นะครับ
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7186259/Y7186259.html

คนบางคนเปิดร้านขายมือถือบังหน้า
แต่หลังร้านก็ปล่อยกู้ดอกหฤโหด
เวลาทวงหนี้  ก็หฤโหด ไร้เมตตาธรรม
เพราะอ้างว่า ต้องเอารายได้ไปเลี้ยงดูบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า

บาปส่วนบาป
บุญส่วนบุญ
มันเป็นคนละเรื่องที่จะนำมากลบเกลื่อนหักล้างกันไม่ได้


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 8 พ.ย. 51 14:53:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 158

เรื่องเก่าทีถาม ก็ไม่เคลียร์ให้ชัดเจนเสียที
จะให้ทวงอีกนานแค่ไหน

หึหึ


จากคุณ : JitZungkabuai - [ 8 พ.ย. 51 15:38:08 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 159

.


      สำหรับเรื่อง ธรรมกาย ก็มีคุณงามความดีเช่นเดียวกัน เพราะเรื่องทำบุญนั้นใครทำก็ได้  แต่เรื่องทำบาปและทำลายศาสนาพุทธ  มันก็ต้องรับผลกรรมไปด้วยเช่นเดียวกัน  

      อยากให้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องเกี่ยวธรรมกายเหล่านี้เสียหน่อยในบางเอกสารของสมุนเก่าของลัทธิธรรมกายที่เข้ามาเขียนหนังสือทำลายพระพุทธศาสนาแล้วสึกไปสมัคร สส. (แต่รู้สึกจะไม่ได้)


      ที่มาของ “นิพพานเป็นอนัตตา”  แกล้งโง่หรือว่าโง่จริง ๆ
http://redbooks.122mb.com/case/ben/ben-14.htm

      นิพพานเป็นดินแดนแห่งหนึ่ง
http://redbooks.122mb.com/case/ben/ben-15.htm

      ว่าเอาเอง - กล่าวตู่พระพุทธพจน์
http://redbooks.122mb.com/case/ben/ben-16.htm

      คำว่า "ในภายใน"  และ "กายในกาย"  คืออะไรกันแน่
http://redbooks.122mb.com/case/ben/ben-17.htm


      จากหนังสือทำนอง "เปิดหน้ากากธรรมกาย"  เรื่อง  

      เปิดหน้ากากธรรมกาย  ลากไส้ ดร.เบญจ์  พระพุทธศาสนาชะตาของชาติ
      http://redbooks.122mb.com/case/ben/ben.htm
      http://redbooks.122mb.com/case/case.htm


จากคุณ : hollowpig - [ 8 พ.ย. 51 15:38:37 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 160

พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์
http://www.geocities.com/pranipan/

เป็นอัตตา ทั้งนั้นเลย
พระสายปฏิบัติทั้งนั้น เป็นสิบๆ รูป
ไม่ต้องเสียเวลาไปตีความถกเถียงอะไรกันนักหนา

ฝากไว้นะครับ


จากคุณ : IQ0 - [ 8 พ.ย. 51 15:57:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 161

คนบางคน เปิดร้านขายสินค้าอย่างหนึ่ง
แต่ธุรกิจที่แท้คือปล่อยกู้ดอกโหด
ถ้าลูกหนี้  ขอผัดผ่อน  ก็จะเล่นบทโหด
ไร้ความปราณี

คนบางคน  ในเว็บบอร์ดเป็นคนคงแก่เรียน
เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูต่อบุพพการี  เรียกน้ำตา  คะแนนคุณธรรมได้ 10 เต็ม
เอาว่า สมาชิกในเว็บบอร์ดพากันยกย่องให้อยู่ในระดับแนวหน้า
แต่ฉากหลัง  มีแต่ความสกปรก  รังแกผู้หญิงเพศแม่  โจรกรรมข้อมูลส่วนตัว ฯลฯ
แล้วพร่ำสอนคนอื่นในเว็บบอร์ด เรื่องศีล น่าละอายฟ้าดิน

บังเอิญว่า บุคลิกทั้ง 2 นี้  เป็นคนๆ เดียวกันซะด้วยสิ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 8 พ.ย. 51 16:05:04 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 162

กระทู้เสนอว่า
1. ท่านเชื่อจริงๆหรือว่านิพพานเป็นอัตตา

อย่าลืมว่า "พระบรมศาสดายังทรงยังอยู่"
ดังนั้น ก่อน เชื่อ ไม่เชื่อ สภาวะธรรมอะไร ตามที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว (ไม่ใช่ ตามที่ อาตมา หรือ ฉัน..ว่าเอาเอง+ เชื่อ +เหตุผล + +

พระบรมศาสดาตรัสไว้ พระสูตรหนึ่งว่า
....ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ อันใด "อันนี้แล ตถาคต เรีกยว่า นิพพาน"

ตกลง นิพพาน = ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ

ดังนั้น " ตัว (คือ ธรรมนี้ คือ) ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ จะเป็น ตัวตน(อัตตา) ของ ใคร?


ชาวพุทธใน ที่นี้ ที่กตัญญู + ซื่อสัตย์ ต่อการตรัสรู้ของพระพุทธองค์....สมควร กำหนด เช่นนี้ก่อน


เอ้า
(๑) เมื่อนิพพาน = ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ

ดังนั้น " ตัว (คือ ธรรมนี้ คือ) ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ จะเป็น ตัวตน(อัตตา) ของ ใคร?

(๒) ใคร ที่ยัง ไม่เกิดญาณในนิพพาน คือญาณใน "ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ" = ญาณในนิพพานธรรม

ก็ต้อง กำหนด ตามพุทธปัญญา...ที่อยู่ในรูป พระปริยัติธรรม หรือ สุตมยปัญญา ....เสียก่อน

..ก่อนที่ จะไปกำหนด ตาม ลมที่ออกจากปากบุคคลใดนั้น เช่นที่ ลมที่เข้าหู แล้ว = นิพพาน คือ แหล่งแห่งที่ ที่พระอรหันต์จะไปอยู่ที่นั้น หลังจากตายแล้ว

รวมทั้ง ...คำว่า .... ท่านเชื่อจริงๆหรือว่านิพพานเป็นอัตตา


แปลว่า
เลิก เพลินเมามัน อยู่กับ ความเชื่อว่า นิพพาน เป็นอะไร ระหว่าง อัตตา กับ อนัตตา
เลิก ตั้ง กระทู้ แนวนี้ เสียที คือแนว ..ท่านเชื่อว่า นิพพาน เป็นอะไร?

แต่ควรตั้งคำถามใหม่ว่า

ตามพุทธปัญญา นิพพาน ที่คือ "ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะิ" มัน เป็น อะไร?
(๑)นิพพาน เป็น ธรรม ตามธรรมชาติ ชนิด อสังขตะ ...อสังขตะ คือ เป็นธรรมที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่ปรุงแต่งอะไร อะไรปรุงแต่งมันไม่ได้ (เช่น คำว่า ท่านเชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา นั่นก็คือ อะไร ไปปรุงแต่ง ตัวไม่ปรุงแต่ง ฯลฯ)

(๒) เมื่อนิพพาน เป็นเช่นที่ตรัสนั้น คำว่า "ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ คือ นิพพาน"

ตกลง .."ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ" เป็น อัตตา ที่ตรงไหน

(๓) การที่ ไปหมายเอา "ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ" มาเป็น ของตน หรือ เป็นสิ่งเดียวกับของตน นั้น ....ผู้หมาย มี สัมมาญาณ ในฐานะ ผู้รู้ตรงตามพระศาสดา แล้ว?  
..โดยเฉพาะ สัมมาญาณ ตาม จูฬสุญญตสูตร...........


ประการต่อมา จขกท ..ได้เสนอต่อมาว่า
ความดับสนิทแห่งกองกิเลสและกองทุกข์ มิใช่หมายถึง "ว่าง" จากกิเลสทั้งปวง ปลอดจากทุกข์ทั้งปวง หรือคะ?

แล้วถ้าใช่ เหตุใดจึงแสวงหานิพพานที่เป็นไปเพื่อความสุขอันเป็นนิรันดร์ นั่นมิใช่กิเลสหรือคะ?

แปลว่า เสนอว่า นิพพาน = ความดับสนิทแห่งกองกิเลสและกองทุกข์ มิใช่หมายถึง "ว่าง" จากกิเลสทั้งปวง ปลอดจากทุกข์ทั้งปวง

..ซึ่งไม่ขัดกับ พระพุทธภาษิต ที่ตรัสไว้ว่า ..ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ อันใด "อันนี้แล ตถาคต เรีกยว่า นิพพาน"

ทีนี้คำถามว่า
..เหตุใดจึงแสวงหานิพพานที่เป็นไปเพื่อความสุขอันเป็นนิรันดร์ นั่นมิใช่กิเลสหรือคะ?

คงไม่ต้อง ชี้โพรงให้กระรอก ว่า เหตุใดจึง (พร่ำสอนให้ ปุถุชนผู้มีมิจฉาทิฏฐิ คือสัสสตทิฏฐิ) แสวงหานิพพานที่เป็นไปเพื่อความสุขอันเป็นนิรันดร์ ณ ..แหล่งแห่งที่ ที่พระอรหันต์ (คือ ???? โยมคิดเอาเองนะจ๊ะ) จะไปสถิตย์อยู่ที่นั้น ฯลฯ


คคห94 ....ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร

เรื่องกรรม วิบากแห่งกรรม
ขอให้ดูพระพุทธภาษิตแปลไทย ๒ พระสูตร คือ
กุกกุโรวาทสูตร + นิพเพธิกสูตร
แล้วจะ เข้าใจ ที่ถามว่า......ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร ครับ

สั้น
นิพเพธิกสูตร ทรงแสดงไว้ว่า (พิจารณาเองเด้อ)
(๑) เจตนา (หรือ สังขารขันธ์ ที่คือ สัยเจตนาในเรื่องรูป เสียง ฯลฯ ธัมมารมณ์) คือ ตัวกรรม (๒) มีเจตนาแล้ว ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร (กายกรรม) วจีสังขาร (วจีกรรม) มโนสังขาร
(มโนกรรม)

จาก ๑ และ ๒
(๓) พิจาณณา กุกกุโรวาทสูตร
ตรัส กรรม ๔ ประเภท (กรรมมากประเภท มีมาชั้นหลัง ชั้นสาวกมั็ง ..ดูที่ตรัสอุปมา กลอง อานกะ)
(๓.๑) กรรมดำ มีวิบากดำ
ข้อนี้ ได้แก่..บุคคลดำเนินชีิวิตไม่อยู่ในศีล ๕ ..( เจตนาคือกรรม ในกรณีใดๆนั้น ย่อม ชื่อว่า กรรมดำ มีวิบากดำ ...ประมาณแห่งกรรม ทรงชี้ที่ ตัวเวทนา / วิบากแห่งกรรม ทรงชี้ที่ คำว่า ทิฏฐธรรม อุชุปะปัชชะ อปรปริยายะ ..ไม่ได้ตรัส กาลฝ่ายอดีต กาลฝ่ายอนาคต กาลปัจจุบัน

บุุคลตาม ๓.๑ นี้ ลองเพ่งดูว่า..ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร ครับ

(๓.๒) กรรมขาว มีวิบากขาว
ในครั้งพุทธกาล
ข้อนี้ได้แก่ บุคคล ตั้งเจตนา เจริญ รูปฌานที่ ๓ แล้ว ปรุงแต่ง สังขารทั้งหลาย คือ ให้ได้ รูปฌานที่ ๓ เช่นนี้ = กรรมขาว มีวิบากขาว ....(ในนิพเพธิกสูตร คือ กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู่)

บุุคลตาม ๓.๒ นี้ ลองเพ่งดูว่า..ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร ครับ

(๓.๓)กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว
ข้อนี้ ในครั้งพุทธกาลได้แก่ ผู้มีใจสูง(มนุษย์) รดำเนินชีวิตตามครรลองแห่งศีล ๕ + เจริญสมาธิขั้นรุปฌาน ฯ

บุุคลตาม ๓.๓ นี้ ลองเพ่งดูว่า..ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร ครับ

(๓.๔) กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
ข้อนี้ ได้แก่ การตั้งเจตนา เจริญมรรคมีองค์ ๘ ที่ยังไม่ใช่ขั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ เจริญ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หรือ เจริญ อานาปานสติ ๑๖ ด้วย สัมมาทิฏฐิ ฯ เพื่อ "การเกิดขึ้นแก่ง ดวงตาเห็นธรรม ขั้นต้นสุดๆ คือ โสดาบัน นั่นเอง

บุุคลตาม ๓.๔ นี้ ลองเพ่งดูว่า..ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร ครับ


การตอบคำถาม แนวนี้ ....น่าจะ = ตอบตามหลัก ???? + อาศัย การตรัสรู้ของพระบรมศาสดา ตามที่พระเถระท่านรักษาสืบมา ฯลฯ
ซึ่ง น่าจะต่างไปจาก หลักแบบอื่นๆ ไม่มากก็น้อย หรือ ฯลฯ

ดังนั้น
ขอจง ช่วยตนเอง ที่ อนัตตา ..เพื่อ กำหนดได้เองว่า (ตัวไม้ สอนช่างไม้ แต่ไม่ประมาท ในการตรัสรู้ของพระพุทธองค์)...ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร?


ถ้าท่านสรุปได้ว่า ...การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทานประเภทอื่นๆ ทั้งปวง...

และ ธรรมทานนั้น คือ พระพุทธวจนะ หลายๆ พระสูตร ที่เนื่องกับ ข้อธรรมใดนั้น
เช่นนี้แล้ว ..จะ = ขัดขวางการทำบุญของคนอื่นอย่างไร ..แล้ว จะมีวิบากกรรมอย่างไร?


...ระวัง มารสมัยนี้ มีหลายรูปแบบ..........


จากคุณ : เซนเถรวาทปฐมสังคายนานิยม (F=9b) - [ 8 พ.ย. 51 16:30:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 163

คคห 160 ..เสนอไว้

ขอให้ ชาวพุทธ ที่ กตัญญุต่อ พระพุทธเจ้า
ช่วยกัน พิจารณา
ดังนี้

.....ตามที่พระเถระ รักษา พระพุทธวจนะ ที่ตรัสไว้ว่า "ธรรม วินัย ที่แสดงบัญญัติไว้ดีแล้ว จักเป็นศาสดาของพวกเธอ ในกาลที่เราล่วงไปแล้ว ฯลฯ นั้น...


ตกลง
(๑)พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์ + พระสายปฏิบัติทั้งนั้น เป็นสิบๆ รูป ฯลฯ
คำเหล่านั้น ..วิเศษ เลอเลิศ กว่า "พระพุทธวจนะ" หรือครับ

ในขั้น ....เชื่อ + ควรเชื่อ +
ต้องอาศัย กาลามสูตร ๑๐ ข้อ ตามที่พระบรมศาสดาตรัสไว้

แล้ว จะเชื่อ การตรัสรู้ของพระบรมศาสดา หรือว่า จะเชื่อ ...คำครูอาจารย์
แล้ว ควรเชื่อ การตรัสรู้ของพระบรมศาสดา หรือว่า ควรเชื่อ ...คำครูอาจารย์



(๒)นิพพาน เป็นอัตตา ทั้งนั้นเลย
พระสายปฏิบัติทั้งนั้น เป็นสิบๆ รูป
ไม่ต้องเสียเวลาไปตีความถกเถียงอะไรกันนักหนา

เสนอเช่นนี้ ..ตั้งตนเป็น ผู้พิพากษา หรือครับ?

นิพพาน จากพระโอษฐ์
ความสิ้นไปแห่ง ราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่ง โมหะ อันใด
อันนี้ แล ตถาคต เรียกว่า นิพพาน

ตกลง ความสิ้นไปตามที่ตรัส เป็น อัตตา อะไร????

(๓) ฝากไว้นะครับ
กระดานนี้ คงรับฝาก อยู่แล้ว เป็นธรรมดา ฯลฯ



..ชาวพุทธที่กตัญญูต่อพระพุทธเจ้า ช่วยกัน ตามรักษา พระสัทธธรรม นะครับ...


จากคุณ : เซนเถรวาทปฐมสังคายนานิยม (F=9b) - [ 8 พ.ย. 51 16:42:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 164


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 161  

คนบางคน เปิดร้านขายสินค้าอย่างหนึ่ง
แต่ธุรกิจที่แท้คือปล่อยกู้ดอกโหด
ถ้าลูกหนี้  ขอผัดผ่อน  ก็จะเล่นบทโหด
ไร้ความปราณี

คนบางคน  ในเว็บบอร์ดเป็นคนคงแก่เรียน
เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูต่อบุพพการี  เรียกน้ำตา  คะแนนคุณธรรมได้ 10 เต็ม
เอาว่า สมาชิกในเว็บบอร์ดพากันยกย่องให้อยู่ในระดับแนวหน้า
แต่ฉากหลัง  มีแต่ความสกปรก  รังแกผู้หญิงเพศแม่  โจรกรรมข้อมูลส่วนตัว ฯลฯ
แล้วพร่ำสอนคนอื่นในเว็บบอร์ด เรื่องศีล น่าละอายฟ้าดิน

บังเอิญว่า บุคลิกทั้ง 2 นี้  เป็นคนๆ เดียวกันซะด้วยสิ

จากคุณ : พ่อตัวดี   - [ 8 พ.ย. 51 16:05:04 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
“ ...บังเอิญว่า บุคลิกทั้ง 2 นี้  เป็นคน ๆ เดียวกันซะด้วยสิ...”

คงไม่มีใครทำ 2 บุคลิกให้กลมกลืนกันได้เก่งกาจเท่ากับธัมมชโยหรอกครับ

เก่งกาจจนไม่มีสาวกคนไหนจับได้

อีกทั้งหลงใหลได้ปลื้มอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ต้องนะจ๊ะ ๆ อยู่ทุกวี่ทุกวัน


ไปดูความเก่งกาจของพ่อธัมมี่คนดีแห่งสถานีอวกาศชาวนาระทมพร้อม ๆ กันนะครับ
\/
\/
\/
\/
\/
Y5860362 ธัมมี่ ........................... คนไม่มีแฟน (????)
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/09/Y5860362/Y5860362.html

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 17:14:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 165

อ้าวๆ แล้วกันพี่น้อง
มีคนออกมาเดือดร้อนกับ ความคิดเห็น 161 ด้วย

See you soon


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 8 พ.ย. 51 17:22:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 166

ความสิ้นไปแห่ง ราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่ง โมหะฯ
มีระบุตรงไหนว่า พระนิพพานเป็นอนัตตา
???


จากคุณ : IQ0 - [ 8 พ.ย. 51 17:22:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 167

ความคิดเห็นที่ 30  

...
อย่างเรื่องนิพพาน โอเคนั่นอาจจะไกลตัวไป เมื่อดิฉันได้รับคำชี้แจงและได้ชี้แจงไปแล้วจะไม่พูดเรื่องนี้อีก
...

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี  - [ วันออกพรรษา 14:51:03 ]  
===========================================


ผมว่ายุติประเด็นนิพพาน เป็นอัตตา หรือ อนัตตาไว้ก่อน เพราะคุณเจ้าของกระทู้แสดงเจตจำนงว่า จะไม่พูดถึงเรื่องนิพพานอีก



ส่วนคุณ IQ0 ลองอ่านลิงค์ที่ความคิดเห็นที่ 1 นะครับ


จากคุณ : wichaphon_me - [ 8 พ.ย. 51 19:00:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 168

ชื่อกระทู้นี้ คือ

คุณงามความดี ของวัดพระธรรมกาย

แต่ดูท่าจะเป็นกระทู้ เปิดช่อง ให้เพ่งโทษเี่กี่ยวเนื่องกับ คำว่า ธรรมกาย
และเบี่ยงประเด็น บานปลายไปเยอะแล้ว นะครับ เจ้าของกระทู้


จากคุณ : deedang - [ 8 พ.ย. 51 20:37:19 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 169

คนเรามีดีและไม่ดี ไม่มีใครที่ทำดีได้ตลอดเวลา ในบางส่วนผมยอมรับว่าธรรมกายก็ทำดี บริจาค ช่วยเหลือสังคม แต่....

ผมสังเกตมานานแ้ล้วว่า ยามที่มีคนตำหนิธรรมกายนั้น เขาตำหนิเรื่อง "การบิดเบือนพระไตรปิฏก การบิดเบือนคำสอน" ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เมื่อศิษย์ทางธรรมกายเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนไปแ้ล้ว จะหลงทางต่อไปอีกนานเท่าไร คนที่เริ่มศึกษาจากธรรมกายจะหลงผิดอีกจำนวนเท่าไร

ประเด็นอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอครับ

ผมยืนยันแทนหลายๆคนเลยว่า เราอนุโมทนากับสิ่งดีๆที่คุณทำ เช่นช่วยเหลือสังคม บริจาคของต่างๆ แต่เรื่อง "บิดเบือนคำสอน" เป็นสิ่งที่เราหลายๆคนที่รัก เคารพพระรัตนตรัยอยากให้เรื่องนี้ถูกต้องครับ  เราเป็นห่วงคนหลายๆคนที่หลงทางไปแล้ว และำกำลังจะหลงทาง

เรารักและปราถนาดีกับคนอื่นนะครับ เราตักเตือนด้วยความหวังดีและเป็นห่วง ชีวิตนึงนั้นทุกข์มากพอแล้ว หากใครหลายคนมีความคิดที่เป็นมิจฉาในชาตินี้ เขาจะต้องเวียนว่ายอีกกี่ชาติครับ กว่าจะตั้งหลักมีความคิดที่เป็นสัมมาได้

สิ่งที่ธรรมกายควรชี้แจงคือ นำพระไตรฯมาคุยกัน และไม่ตีความแบบใช้สีข้างถูนะครับ ผมสังเกตได้อีกอย่างคือ หลายคนเอาสีข้างถูเวลาตอบคำถาม และตอบไม่ตรงประเด็น เบี่ยงเบนประเด็นไปว่า ธรรมกายก็ดีนะ ช่วยคน ช่วยสังคม (ซึ่งผมยืนยันรอบที่สามว่า ตรงนี้ทำดีก็อนุโมทนาไป แต่มันไม่ตรงประเด็นที่เราตำหนิคุณ)

ด้วยความปราถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน


จากคุณ : เม็ดทรายสีฟ้า - [ 8 พ.ย. 51 21:05:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 170

ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ชอบ ผู้นี้จักไม่ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป ใน ๖๐,๐๐๐ กัป จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง ทรงเป็นผู้มีพละมาก พระนามว่า พิชชมานะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว

ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีพื้นฐานของชีวิตที่เหมือนกัน เพราะต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ตั้งแต่วันแรกเกิดจนกระทั่งหลับตาลาโลก ทุกๆ ชีวิตล้วนมีความทุกข์เป็นพื้นฐาน เหมือนกับโลกนี้ที่มีความมืดเป็นพื้นฐาน แต่ที่เราเห็นแสงสว่างได้เพราะมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ ดวงดาวและดวงอาทิตย์ หรือแสงไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ ขึ้นมา

ในความเป็นจริงของชีวิต โลกภายในของเราก็มีแสงแห่งธรรม ที่เป็นความสว่างอยู่กลางกาย เป็นแสงที่สว่างกว่าพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ความสว่างด้วยแสงธรรมนี้ จะทำให้ชีวิตของเราหลุดพ้นจากความทุกข์ที่เป็นพื้นฐานของชีวิตได้ กระทั่งได้พบกับความสุขที่แท้จริง เมื่อเราทราบกันอย่างนี้ก็ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการปฏิบัติธรรมกัน

มีวาระแห่งภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน วิธูปนทายกเถราปทาน ว่า

"ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ชอบ ผู้นี้จักไม่ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป ใน ๖๐,๐๐๐ กัป จะได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง ทรงเป็นผู้มีพละมาก พระนามว่า พิชชมานะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว"
นี่เป็นพุทธพยากรณ์ที่พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แก่อุบาสกท่านหนึ่ง เมื่อท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้ย้อนอดีตระลึกชาติไปดูว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จ ในที่สุดก็พบว่า เคยสร้างบุญพิเศษไว้กับเนื้อนาบุญ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเปล่งวาจาอันเป็นมหาปีติออกมา ฉะนั้นการที่เรามีบุญได้เกิดเป็นพุทธศาสนิกชนนี้ นับเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล เพราะทำให้เรามีโอกาสสั่งสมบุญในบุญเขตอันเยี่ยม เช่นเดียวกับนักสร้างบารมีในกาลก่อน

บุญหลายๆ อย่างที่เรามักจะปรารภเหตุทำกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถาวรวัตถุให้เป็นพุทธสถาน ล้วนสืบเนื่องมาจากปรารถนาที่จะบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสที่คิดว่าดีที่สุด ประณีตที่สุด ตั้งใจทำอย่างดี ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธา สิ่งที่บูชา บางครั้งอาจจะดูไม่สำคัญในสายตาของชาวโลกทั้งหลาย แต่เมื่อทำถูกเนื้อนาบุญ กอปรกับใจที่มุ่งประโยชน์ใหญ่ มีความปีติเลื่อมใส ก็เป็นทางมาแห่งมหานิสงส์อันไม่มีประมาณ เป็นบุญใหญ่ติดตาม ตัวไปข้ามภพข้ามชาติ เหมือนกับชีวิตจริงที่พระเถรเจ้ารูปนี้ ได้ประสบพบกับตัวของท่านเอง

*ในอดีตชาติ พระเถระได้บำเพ็ญบุญกุศลไว้ในศาสนาของพระชินเจ้า ผู้ประเสริฐพระองค์ก่อนๆ ท่านสั่งสมบุญตามแต่วาระโอกาสจะอำนวย ได้ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยที่จะทำให้เข้าถึงธรรมได้ ในแต่ละภพแต่ละชาติท่านก็สร้างบุญได้ไม่เท่ากัน แต่ก็เพียรพยายามสั่งสมอุปนิสัยที่ทำให้ใกล้พระนิพพานมาตลอด บางชาติบุญส่งผลได้เต็มที่ก็ไปบังเกิดในตระกูลที่ดี แต่บางชาติที่บุญในตัวพร่อง ชีวิตก็ตกต่ำ บางชาติก็พลัดตกลงไปในอบายภูมิ มีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน มีทุกข์มีสุขสลับกันไปอย่างนี้หลายภพหลายชาติ

จนกระทั่งมาถึงในสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า บุญเก่าตามมาทัน ส่งผลให้มาบังเกิดในยุคที่พระสัทธรรมเจริญรุ่งเรืองมาก เหล่าเทวาทั้งหลายที่มีดวงบุญเต็มเปี่ยมต่างลงมาเกิดกันจำนวนมาก เพราะรู้ว่าเป็นยุคที่สันติสุขจะบังเกิดขึ้นในโลก ด้วยอำนาจแห่งพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเถระรูปนี้ก็เช่นกัน ท่านได้มาบังเกิดในตระกูลหนึ่ง เป็นที่เคารพเกรงอกเกรงใจของผองชนทั้งหลาย ท่านเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัว และเหล่าญาติมิตรบริวาร ที่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี

ในสมัยที่เป็นเด็ก ท่านซุกซนไปตามประสา แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า ผู้มีบุญบารมีเต็มเปี่ยมนี้ แม้จะเป็นเพียงเด็กทารกก็ตาม บุญในตัวจะคอยตักเตือน ไม่ให้ไปทำผิดพลาด จะสอนตนเองได้ ตักเตือนตนได้ตลอดเวลา เมื่อถึงวัยอันสมควรมารดาบิดาก็มอบสมบัติให้สืบต่อ ในสมัยนั้น ท่านมีหน้าที่การงาน ที่จะต้องรับผิดชอบ ทำงานไปตามหน้าที่ของตน

ด้วยบุญเก่าในตัวของท่าน ทำให้ท่านมีโอกาสได้ฟัง พระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา มีความเข้าใจในเรื่องความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตนี้มีสภาพไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงที่จะพึ่งพิงได้ ท่านได้เห็นไปตามความเป็นจริงตามพระดำรัสของพระบรมศาสดา

ท่านก็คิดว่า การที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ โดยไม่ได้สร้างบารมีให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น นับเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เราควรที่จะเอาบุญอย่างเต็มที่ และคิดต่อไปอีกว่า บุญทั้งหลายที่เป็นเบื้องต้น คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นสิ่งที่เราทำไม่ขาดอยู่แล้ว แต่เราจะสร้างบุญพิเศษอะไรดี เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ นึกไปก็มองไปเห็นแสงแดดที่แผดเผาอยู่ในเวลานั้น ทำให้คิดได้ว่า เราควรที่จะสร้างพัดถวายพระพุทธองค์ไว้พัดบรรเทาความร้อน

เมื่อตกลงใจอย่างนี้ ท่านรีบจัดทำพัดทันที อยากให้สังเกตตรงนี้ให้ดีว่า สำหรับนักสร้างบารมีนั้น เมื่อตัดสินใจจะสร้างบุญใหญ่ ท่านเหล่านั้นจะคิดแสวงหาบุญเอาเอง และตั้งใจทำสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อบูชาบุคคลผู้เลิศที่สุด เหมือนกุลบุตรท่านนี้ ได้สร้างพัดขึ้น แต่วัสดุที่ใช้ ไม่ใช่วัสดุธรรมดา เอาของที่มีค่าที่สุดในสมัยนั้นมาทำ ได้แก่ ทอง เงิน แก้วมุกดา และแก้วมณี ทำอย่างละเอียดประณีตสวยงามมาก เมื่อเสร็จบริบูรณ์แล้ว ก็ได้น้อมเข้าไปถวายแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพัดอันวิจิตรของอุบาสก ทอดพระเนตรเห็นกุศลเจตนาและมหาสมบัติใหญ่ที่จะบังเกิดขึ้นกับอุบาสกจึงตรัสพยากรณ์ว่า

"ด้วยอานุภาพที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ได้สร้างพัดวีชนีอันวิจิตร น้อมถวายเราตถาคตเป็นพุทธบูชานี้ นับตั้งแต่ภพชาตินี้เป็นต้นไป ตลอดแสนกัป กุลบุตรนี้จักไม่ไปสู่อบาย"

เมื่อได้ฟังดังนั้น ท่านยิ่งบังเกิดมหาปีติอันไม่มีประมาณและระลึกถึงบุญนี้ทุกลมหายใจเข้าออก แม้จะมีภารกิจการงาน ที่จะต้องทำ ก็ไม่เคยลืมภาพของการถวายมหาทานบารมีในครั้งนั้น ทำให้ดวงบุญในตัวใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

ครั้นละจากโลกนี้ไป ท่านได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก เสวยสมบัติในสองภูมินี้อย่างยาวนาน สมดังพุทธพยากรณ์ทุกประการ จนมาถึงในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เมื่อพระพุทธองค์เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ท่านได้มาบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง มีมหาสมบัติที่เป็นโลกิยทรัพย์เพียบพร้อมบริบูรณ์ และเป็นผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ท่านก็ไม่ได้ติดในสมบัติเหล่านั้น กลับใช้สมบัติ เหล่านั้นสร้างบารมี นำออกบริจาคทาน สร้างบุญอย่างเต็มที่ บุญเก่าในตัวก็คอยตักเตือน ทำให้เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน และมองเห็นอานิสงส์ของการออกบวช ในที่สุด ท่านตัดสินใจออกบวช สละความสุขสบายทางโลก เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์

เมื่อบวชแล้ว ท่านตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม กระทั่งบุญในตัวเต็มเปี่ยม ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล ครั้นบรรลุธรรมแล้ว ท่านได้ย้อนดูอดีต เห็นการสร้างบารมีของตน ก็บังเกิดความปีติว่า อานิสงส์ของการบูชาบุคคลที่ควรบูชานี้ มีอานิสงส์ไม่มีประมาณจริงๆ ทำให้ได้บรรลุโลกุตตรสมบัติอันยอดเยี่ยม

เราจะเห็นว่า ผู้ที่มีโอกาสได้พบเจอเนื้อนาบุญ นับเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล แม้เราจะเดินไปพบมหาสมบัติกองโตเท่าภูเขา ยังไม่มีคุณค่าเท่ากับพบเนื้อนาบุญที่ดีเลิศ เพราะหากเราได้ทำบุญถูกเนื้อนาบุญ นั่นเท่ากับว่าเราจะได้สมบัติใหญ่ทั้งหมด ทั้งที่เป็นโลกุตตรสมบัติและโลกิยสมบัติไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน กระทั่งได้บรรลุนิพพานสมบัติ

ดังนั้น ทุกท่านต้องหาโอกาสทำบุญใหญ่กับเนื้อนาบุญ ชีวิตของเราจะได้เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง สมบูรณ์ทั้งโลกิยสมบัติและโลกุตตรสมบัติ ตราบกระทั่งวันถึงพระนิพพานกันทุกคน
*มก. เล่ม ๗๑ หน้า ๒๐๙

 
 


จากคุณ : อิทธิบาทสี่ - [ 8 พ.ย. 51 21:13:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 171

หากธรรมมะของพระพุทธองค์.. สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ.. เพียงด้วยการท่องจำ.. หรือด้วยการถกกระทู้ธรรม..
คงไม่ต้องมี.. ปริยัติ ต่อด้วย ปฏิบัติ และลงท้ายด้วย ปฏิเวธ.. จริงไหม.. ?

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 8 พ.ย. 51 22:01:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 172


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 2  

ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ อนุโมทนากับความเห็นเรื่องการเหน็บแนมเสียดสี ไม่มีคุณค่าเท่ากับการใช้เหตุผลของเจ้าของกระทู้ครับ

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า

เหน็บแนม ว. อาการที่พูดเสียดสีแคะไค้กระทบกระเทียบเปรียบเปรย
เสียดสี ว. อาการที่ว่ากระทบกระเทียบเหน็บแนมด้วยความอิจฉาเป็นต้น เช่น เธอไม่ชอบเขา จึงพูดเสียดสีเขาเสมอ ๆ

คำว่า "ธัมมไชโย" ไม่ควรนำมาใช้เรียก หลวงพ่อธัมมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) ครับ
แก้ไขเมื่อ 13 ต.ค. 51 13:13:07

จากคุณ : ebusiness   - [ 13 ต.ค. 51 12:34:33 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
เห็นด้วยกับคุณ ebusiness นะครับ  ว่า  ต้องพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคุยนั้น  ใครกันหรือครับที่ไม่ได้คุยกันด้วยเหตุด้วยผล ?

กลุ่มที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ธัมมชโยและธรรมกายเขาสงสัยเขาถามปัญหาต่าง ๆ นานา  

แต่เหล่าสานุศิษย์มีใครตอบอย่างตรงไปตรงมากันบ้าง  กลับไปตรวจสอบคลังกระทู้เก่า ๆ ดูสิครับ

ถามอย่างตอบอีกอย่าง

ถามไปไหนมา   ตอบสามวาสองศอก

แล้วมันจะไปคุยรู้เรื่องกันได้อย่างไร ?

พวกที่เขาถามนั้นก็ข้องใจสิครับว่า ถามมาเป็น 10 ปีแต่ไม่ได้คำตอบ

จะไม่ให้เกิดการเหน็บแนม  เสียดสี  คำกระทบเทียบเปรียบเปรย กันได้อย่างไรกันล่ะครับ ?


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 22:05:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 173


คำว่า "ธัมมไชโย" ไม่ควรนำมาใช้เรียก หลวงพ่อธัมมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) ครับ
\/
\/
\/
\/
\/
ก็ไม่ใช่เป็นเพราะธัมมชโยเองหรอกหรือครับที่ยอมรับสถานะการยักยอกทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายไปจริงถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา

=> ครั้งแรก เป็นการยืนยันว่า ยักยอกทรัพย์จริงด้วยการเพิกเฉยเย็นชาต่อพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช มาอย่างยาวนานถึง ๗ ปี นั่นเท่ากับยืนยันสถานะการปาราชิกเป็นครั้งแรก  มิหนำซ้ำบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายยังปากพล่อยกล่าววาจาสามหาวก้าวล่วงต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชว่า เป็นพระลิขิตปลอม

=> ครั้งที่สอง เป็นการยืนยันว่า ยักยอกทรัพย์จริงด้วยการโอนทรัพย์สินเงินทอง/ที่ดินทั้งหลายคืนให้กับวัดพระธรรมกาย ทั้งยังกล่าวอ้างอีกด้วยว่า ได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชโดยครบถ้วน  
        (ก) เป็นการตบปากตัวเองที่ได้ก้าวล่วงต่อสมเด็จพระสังฆราชเมื่อ ๙ ปีก่อนว่า เป็นพระลิขิตปลอม
        (ข) เป็นการยืนยันว่า ในอดีตตนเองได้ยักยอกทรัพย์มาจริง
        (ค) เป็นการยืนยันว่า ในอดีตตนเองได้สอนสาวกนอกรีดนอกรอยจากพระไตรปิฎกจริง
        (ง) ในคำบรรยายฟ้อง และคำบรรยายขอถอนฟ้อง อัยการได้อัญเชิญพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชมาประกอบคำขอถึงสองครั้ง สองคราด้วยกัน  เป็นการยืนยันว่า พระลิขิตดังกล่าว เป็นของแท้แน่นอน

เมื่อธัมมชโยยืนยันสถานะการปาราชิกด้วยตนเองถึง ๒ ครั้ง ๒ หนแล้วนั้น  

สถานะของท่านธัมมชโยก็ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์อีกต่อไปแล้ว

เพราะการละเมิดศีลข้อห้ามอันยิ่งยวด ๔ ประการด้วยข้อหาปาราชิกนั้น จะขาดจากการเป็นพระทันทีที่ล่วงละเมิด

ดังนั้น  การที่คุณ ebusiness และเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายเรียกหาธัมมชโยว่า หลวงพ่อนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้องต่างหาก  แม้จะเรียกอย่างอื่นที่แสดงตัวว่าเป็นพระนั้นคงไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:43:12

จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 22:06:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 174


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 3  

1.ประเด็นคำสอนเรื่องนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงตรัสว่า นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตา อย่างแน่นอน ท่านที่บอกไว้จึงเป็นความเห็นความของท่านเท่านั้น ประเด็นของผมก็คือในชั้นครูอาจารย์มีความเห็นแตกต่างกันไป

ยกหลักฐานมาแสดงเป็นตัวอย่าง พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์
http://www.geocities.com/pranipan/

นักวิชาการศาสนาท่านหนึ่งกล่าวไว้น่าฟังว่าบุคคลที่จะวินิจฉัยว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาได้อย่างแท้จริง ก็คือผู้ที่เข้าถึง

อย่างประจักษ์แข้งในสภาวะของอัตตาหรืออนัตตาอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าผู้นั้นได้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วนั่นเอง

อนึ่งมีพุทธพจน์ที่แปลว่า “นิพพานมีคุณชาติเที่ยง” และ “นิพพานเป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง” รับรองไว้ครับ
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
จากคุณ : ebusiness   - [ 13 ต.ค. 51 12:35:14 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ก็ในเมื่อธัมมชโยเองก็ยังไม่บรรลุนิพพาน  ไฉนจึงกล้าออกมาสอนสานุศิษย์ทั้งหลายว่า นิพพานเป็นอัตตา ?

ที่ผมกล่าวว่า ธัมมชโยยังไม่บรรลุนิพพานนั้น  ทุก ๆ คนรู้ดีว่า ธัมมชโย ปรารถนาพุทธภูมิ  

ดังนั้น ธัมมชโยจึงยังไม่อาจนิพพานได้ในภพชาติปัจจุบัน

และตรงประเด็นที่คุณ ebusiness ยกพุทธพจน์ “อนึ่งมีพุทธพจน์ที่แปลว่า “นิพพานมีคุณชาติเที่ยง” และ “นิพพานเป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง” รับรองไว้ครับ ” นี้ขึ้นมานั้น  เท่ากับว่า คุณ ebusiness กำลังพยายามหนุนว่า นิพพานเป็นอัตตากระนั้นหรือ ?  ทั้ง ๆ ที่พุทธพจน์ตรงนี้ก็ไม่ระบุไว้ชัดเจนว่า นิพพานเป็นอัตตา

ในขณะที่คุณ wichaphon_me  ก็ได้ยกพุทธพจน์ที่เกี่ยวกับนิพพานขึ้นมามากมายดังที่คุณ wichaphon_me ยกมาให้พิจารณาในความเห็นที่ 1
\/
\/
\/
\/
\/
*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 1  

[๗๔๑] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงนิพพาน และทางที่จะให้
ถึงนิพพานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นิพพาน
เป็นไฉน...

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิพพานที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าได้จากกระทู้นี้
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2008/09/Y7048354/Y7048354.html
แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 20:08:28

จากคุณ : wichaphon_me  - [ 13 ต.ค. 51 11:38:01 ]
*******************************************************


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 22:08:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 175


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 3  
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
2.กิจกรรมพุทธศาสนาและการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ มีหลายรูปแบบ ทั้งที่ทำเป็นประจำและเฉพาะกิจเช่น
มูลนิธิธรรมกายช่วยภัยน้ำท่วม สึนามิ
กิจกรรมมอบน้ำดื่มสนับสนุนโครงการ สมาคมต่างๆ
กิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และชุดนักเรียนให้กับโรงเรียนในจังหวัดภาคใต้
ช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย ในสหรัฐอเมริกา
ทอดผ้าป่ารวมใจ ช่วยวัดประสบอุทกภัย 1,000 วัด
ช่วยเหลือพุทธบุตร ที่ได้รับบาดเจ็บทางภาคใต้
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
จากคุณ : ebusiness   - [ 13 ต.ค. 51 12:35:14 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ก็ดั่งที่ผมได้แจ้งไว้แล้วในความเห็น #156 ว่า

เรื่องวิชชาธรรมกายนั่นก็เรื่องนึง

นับเป็นเรื่องใหญ่ที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่สามารถชี้แจงแถลงไขได้ด้วยเหตุด้วยผล  

ไม่มีใครสักคนที่ชี้แจงว่า วิชชาธรรมกายเป็นวิชาของพระพุทธเจ้า  

มิหนำซ้ำยังมีการกล่าวตู่อีกด้วยว่า พระพุทธองค์บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยวิชชาธรรมกาย  

นับเป็นการกล่าวตู่ที่ปราศจากหลักฐานโดยสิ้นเชิง  

และในเนื้อหาวิชชาธรรมกายเมื่อศึกษาโดยละเอียดแล้วจะเห็นความพิศดารที่ไม่เคยพบเห็นในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น



เรื่องการยักยอกทรัพย์สินเงินทองที่ดินก็เป็นอีกเรื่องนึง ที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่สามารถหาหลักฐานมาชี้แจงแถลงไขได้อย่างสมเหตุสมผล



และเรื่องการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ทำคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนานั่นก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ธัมมชโยทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมและทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาไว้มาก    แต่ก็มีหลาย ๆ เหตุการณ์ทีมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่คลุมเครือหลายเรื่อง

นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมเมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. 2513

เรื่องราวเกี่ยวกับอาจารย์วรณี สุนทรเวช  

เรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลแสงทอง  

เรื่องราวเกี่ยวกับกรณีพิพาทกับชาวนาที่อยู่โดยรอบเมื่อ 25-20 ปีก่อนหน้านี้

เรื่องราวเกี่ยวกับการนำเงินทองไปให้บุคคลใกล้ชิดแสวงหาผลประโยชน์  ฯลฯ


ทั้ง 3 เรื่องที่ผมแยกมาข้างต้นนั้น  ทั้งธัมมชโยและเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายไม่สามารถชี้แจงใน 2 เรื่องแรกให้เห็นเด่นชัดด้วยเหตุด้วยผลได้เลยแม้แต่นิดเดียว และในการทำประโยชน์ให้กับสังคมนั้น  ก็พอจะมองเห็นได้บ้าง  แต่ก็ไม่ได้มีความโปร่งใสในการกระทำสักเท่าใดนัก



จริงอยู่ที่ว่า ธัมมชโยในนามของวัดพระธรรมกายได้จัดกิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ให้กับพระศาสนาบ้าง และจัดทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสาธารณะโดยทั่วไปก็จริง

แต่จะให้การทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นมากลบเกลื่อนความผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวงนั้น

คงไม่สามารถที่กลบเกลื่อนกันได้

บาปส่วนบาป

บุญส่วนบุญ

มันเป็นคนละเรื่องที่จะนำมากลบเกลื่อนหักล้างกันไม่ได้

แม้ว่า คุณ ๆ ทั้งหลายจะพยายามนำภาพกิจกรรมทั้งหลายมาประโคมเผยแพร่อย่างไร  

มันก็กลบเกลื่อนเรื่องราวที่ธัมมชโยได้กระผิดพลาดไว้มากมายไม่ได้หรอกครับ

ผิดส่วนผิด

ถูกส่วนถูก

ทำผิดพลาดในเรื่องใหญ่ ๆ แล้ว  จะให้เอาเรื่องที่ทำถูกทำดีต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับความผิดพลาดทั้งหลายเหล่านั้นมันนับเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเลย  

ซึ่งจะนำมากลบเกลื่อนหักล้างกันนั้นคงไม่ได้ ไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง

เพราะความผิดพลาดของธัมมชโยใหญ่หลวงนัก  เป็นการกระทำความผิดพลาดในระดับอนันตริยกรรมต่อพระพุทธองค์และพระพุทธศาสนาทีเดียวเชียวครับ

การทำคุณงามความดีอย่างอื่นที่ถึงแม้จะมากมายปานใดก็นับเป็นเรื่องเล็กน้อยไปในทันที

จะนำมากลบเกลื่อนให้กลืนหายไปนั้นคงไม่ได้


จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 22:09:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 176


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 3  
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
…………………………………………………………..
3.สินเชื่อเพื่อการทำบุญหล่อทองคำรูปเหมือน จัดโดยสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี จำกัด ไม่ใช่วัดพระธรรมกายครับ เกี่ยวกับความเห็นเรื่องการกู้เงินมาทำบุญ พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เคยกล่าวว่า

“ พระพุทธองค์ทรงตำหนิการเป็นหนี้ชัดเจน ในอิณสูตร อังคุตรนิกาย ฉักกนิบาต สรุปความได้ว่า ความยากจนเป็นทุกข์ การกู้หนี้เป็นทุกข์ การใช้ดอกเบี้ยเป็นทุกข์ การถูกทวงเป็นทุกข์ การถูกติดตามเป็นทุกข์ การถูกจองจำเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น หลวงพ่อไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ใครจะไปทำอย่างนั้น...

สรุปคือ ตนเองจะทำบุญมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ต้องเป็นคนรู้จักตัวเอง รู้จักประเมินตนเองแล้วทำบุญอย่าให้เกินกำลัง ”

( 17 ธค. 47 และ 21 เมย. 48)

ขอฝากนิดครับ หลายครั้งในกระทู้แบบนี้จะขยายประเด็นไปประเด็นอื่น ๆ อีก ผมมาให้ข้อมูล ไม่ได้มาตอบคำถามครับ
จากคุณ : ebusiness   - [ 13 ต.ค. 51 12:35:14 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ประเด็นเรื่องสินเชื่อเพื่อการทำบุญหล่อรูปหลวงพ่อสดทองคำนั้น   ผมนำมาตั้งกระทู้ก็จริง  แต่ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่า วัดพระธรรมกาย เป็นคนดำเนินการปล่อยกู้ให้กับสานุศิษย์นี่ครับ

แต่ที่ผมนำมาตั้งกระทู้  เพราะ จำได้ว่า เคยอ่านข่าวพบเรื่องการปล่อยสินเชื่อนี้จะหนังสือพิมพ์  จึงได้สอบถามและหาข้อมูลจนพบว่า มีการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวจริง และสามารถตรวจสอบหาจาก Google ได้อีกด้วย

เมื่อผมพบว่า สหกรณ์ดังกล่าวตั้งอยู่ติดกับวัดพระธรรมกาย  อีกทั้งมีข้อมูลว่า คณะกรรมการล้วนแต่เป็นสานุศิษย์ของธัมมชโย/วัดพระธรรมกาย และธัมมชโยเป็นผู้ตั้งชื่อและตราสัญลักษณ์  อีกทั้งวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ดังกล่าวก็เพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูลเหล่ากัลยาณมิตรผู้เป็นสานุศิษย์ธัมมชโยนั่นเอง
\/
\/
\/
“กลุ่มจัดตั้งจึงมีการประชุมและนำเรื่องการจัดตั้งไปกราบเรียน พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ผู้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของหมู่คณะ  ท่านได้เมตตา ตั้งชื่อและตราสัญลักษณ์เป็นรูปสองมือโอบจักรวาลตรงกลางเป็นรูปสามเหลี่ยมอันแสดงถึงความมั่นคง เหลี่ยมทั้งสามหมายถึงเข้ากับใครก็ได้ ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา นอกจากนี้ท่านยังได้เมตตา สถาปนาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี จำกัด ขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2543 พร้อมให้โอวาทความว่า


“ การจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี จำกัด ก็เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่คณะของกัลยาณมิตร นับเป็นสิ่งที่ดีที่ประเสริฐ แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะ จะมีปัญหาและอุปสรรค ซึ่งเกิดจากความรู้ที่ไม่เท่าเทียมกันของหมู่คณะทั้งหยาบทั้งละเอียด อันจะทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดความร้อนใจ ขอให้มีความอดทนอดกลั้นให้มาก หากอดทนไม่ได้ ให้มาพบหลวงพ่อ หลวงพ่อจะได้ทบทวนมโนปณิธานในการจัดตั้งสหกรณ์ และการสร้างบารมีอีกครั้ง หลวงพ่อขออวยพรให้การจัดตั้งสหกรณ์จงเป็นผลสำเร็จ ให้การดำเนินงานมีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ยั่งยืนมั่นคง หลวงพ่อขอสถาปนาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐีในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ”
”

หากธัมมชโย/วัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ว่าอะไร  

แต่ผมก็ขอติติงกรรมการสหกรณ์สักหน่อยล่ะครับว่า  คิดจัดตั้งโครงการใหญ่โตอย่างนี้

ทำไมไม่ปรึกท่านธัมมชโยผู้คิดชื่อและตราสัญลักษณ์กันก่อนบ้างเลยล่ะหรือ ?

ที่สำคัญเมื่อเกิดคดีความกับเกษตรกรภาคอีสาน  ถึงกับปิดเวบไซต์ไปอย่างไร้ร่องรอย  

ทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการของสหกรณ์ประสบความสำเร็จในระดับแนวหน้าระดับ 1- 10 ในหลาย ๆ ด้าน

แต่กลับปิดเวบไซต์หายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไรกัน ?

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:58:26

จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 22:09:58 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 177


*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 168  

ชื่อกระทู้นี้ คือ

คุณงามความดี ของวัดพระธรรมกาย

แต่ดูท่าจะเป็นกระทู้ เปิดช่อง ให้เพ่งโทษกี่ยวเนื่องกับ คำว่า ธรรมกาย
และเบี่ยงประเด็น บานปลายไปเยอะแล้ว นะครับ เจ้าของกระทู้

จากคุณ : deedang  - [ 8 พ.ย. 51 20:37:19 ]
*******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ก็ดังที่ได้บอกเพื่อน ๆ สมาชิกในความเห็นที่ #152 ไปแล้วว่า  ประเด็นของกระทู้เริ่มเบี่ยงเบนไปก็เพราะคุณ kraho เข้ามาแสดงความที่ #87 นั่นแหละ  ที่คุณ kraho พยายามยัดเยียดวิชชาธรรมกายให้เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก

อีกทั้งคุณบิ๊กโต้งยังยกพระไตรปิฎกเรื่องขัดขวางการทำบุญจะมีวิบากกรรมอย่างไรบ้างมาข่มขู่ในความเห็นที่ #94

นับเป็นการตอบคุณ taken01 ไม่ตรงประเด็นอย่างยิ่ง
\/
\/
\/
\/

*******************************************************
ความคิดเห็นที่ 152  

ที่คุณ บิ๊กโต้ง ก็ออกมาแสดงความเห็นที่ #94 นับเป็นความเห็นที่ดูเสมือนเป็นการพูดจาด้วยดี

เสมือนเป็นการคุยอย่างเป็นสาระเพราะเป็นการพูดคุยด้วยการหยิบยกพระไตรปิฎกมาอ้างอิง

แต่ความเห็นนั้น ไม่สอดคล้องด้วยเหตุด้วยผล

เพราะเมื่อคุณ kraho พยายามยัดเยียดวิชชาธรรมกายให้เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกในความเห็นที่ #87

คุณ taken01 ก็จึงได้เข้ามาชี้แจงบ้างว่า ธรรมกายในพระไตรปิฎกเป็นอย่างไร ? ดั่งในความเห็นที่ #88-#93

แต่คุณ บิ๊กโต้งกลับเข้ามาบอกว่า นั่นเป็นการขัดขวางการทำบุญ

จึงเป็นการแสดงความเห็นที่ไม่เข้าข่าย ไม่สอดคล้องต้องกันด้วยประการทั้งปวง

คุณ บิ๊กโต้ง สมควรที่จะหาหลักฐานจากพระไตรปิฎกมาแสดงให้เห็นเด่นชัดว่า มีวิชชาธรรมกายในพระไตรปิฎกตรงไหนอย่างไร ? และมีหลักฐานการสูญหายไปอย่างไร  ไม่ใช่มากล่าวกันลอย ๆ อย่างนี้

จากคุณ : ทวนทอง   - [ 8 พ.ย. 51 05:34:13 ]
*******************************************************

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:47:48

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 51 22:12:01

จากคุณ : ทวนทอง - [ 8 พ.ย. 51 22:10:35 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 178

ตอบเรื่องคุณงามความดี ที่สนอง "พระประสงค์" ของใคร? ด้วย

จากคุณ : JitZungkabuai - [ 9 พ.ย. 51 00:42:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 179

เออ! แก "บ้า" ไปแล้วจริงๆ ด้วย

จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 9 พ.ย. 51 00:46:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 180

วจีกรรม ให้ผล วิบากกรรม ร้ายแรงนัก
อย่าเผลอ..
เพราะเวลา ..เราทำร้ายใครด้วยกาย(กายกรรม)
พอเราหยุด การทำร้ายก็หยุด ลงด้วยกัน
...
แต่ถ้าเป็น คำพูด ที่กล่าวออกไป แล้วไปทำร้ายจิตใจเขา
แม้หยุดพูดแล้ว..
คำพูดนั้น ก็ยังสามารถ ตามเบียดเบียน
ตามเชือดเฉือน ผู้ถูกกระทำ
อีกนาน...แสนนาน ทุกครั้งที่ เขาย้อนคิดขึ้นมา


จากคุณ : อิทธิบาทสี่ - [ 9 พ.ย. 51 01:37:26 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 181

อ่านเล่นๆ ..แก้เซ็งนะครับ :)

-----------------------------------------------

ข้อที่ (1)

ถาม >>> หากมีผู้ "กล่าวตู่" คำสอนของพระพุทธเจ้าควรจะต้องทำอย่างไร ?? ..ในฐานะพุทธบริษัทที่ดี ??

ตอบ >>> ในฐานะ "พุทธบริษัทที่ดี" ต้องบอกว่า .. ท่านนะ "เข้าใจผิดแล้ว" ..พระพุทธองค์ไม่ได้สอนอย่างนั้น ..ที่ถูกต้องคือ "..(อธิบาย).." ขอท่านจงเข้าใจเถิดว่า ..พระพุทธองค์ทรงสอนสาวกแบบนี้

... อ้อ ..ถ้ายังไงก็ ..อย่าลืม .."พรหมวิหาร 4" +  "ขันติ" + "กัลยาณมิตรธรรม" และ "สัปปุริสธรรม 7" เอามาประกอบด้วยนะครับ

---------------------------------------------------------------
ข้อที่ (2)

ถาม >>> หากพยายามอธิบายแล้ว ..อย่างไรเขาก็ไม่ยอมเชื่อ ..แม้จะยก "พระพุทธพจน์" มาประกอบแล้ว ..จะทำอย่างไร ??

ตอบ >>> ให้วาง "อุเบกขา" แล้วตั้งจิต "เมตตา" แก่เขาเถิด ..อวยพรในใจว่าขอให้เขามี "ปัญญา" ได้เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเร็ว ..ให้กลับมามี "สัมมาทิฏฐิ" ด้วยเทอญ ..และคอยให้โอกาสเขาด้วยเมื่อเขากลับตัวกลับใจแล้ว

----------------------------------------------------
ข้อที่ (3)

ถาม>>> ถ้าเขาไม่ยอมหยุดในความเห็นผิดของตน ..กลับไปเผยแพร่ความเห็นผิดๆ ไปให้ผู้อื่นต่อไปเรื่อยๆ ..เราในฐานะพุทธบริษัทที่ดีควรทำอย่างไร ??

ตอบ>>> อันนี้ต้องวางอุเบกขาในแง่มุมที่ว่า .."อย่าไปโกรธเคืองเขา" (ขันติ ..นะ ..ขันติ) ..แต่ไม่ใช่ไม่ยอมทำอะไรเลย ..หากเอาแต่นิ่งเป็นสากกะเบือ ..อันนี้ไม่ดีแน่ ..เพราะปัญหาเกิดแล้ว ..ไม่ได้รับการแก้ไข

... ถ้าใครก็ตาม ..เข้าใจผิดเพราะฟังมาจากเขาคนแรก ..ในฐานะ "พุทธบริษัทที่ดี" ก็ต้องอธิบายชี้แจงไป (ให้ย้อนไปดูข้อที่ 1)

... ปล. ผู้ทำหน้าที่นี้อย่าท้อใจซะก่อนละครับ ..เพราะเหนื่อยแน่ๆ .. แก้ไขได้ทีละไม่กี่คน ..ก็จงทำได้ ..เท่าที่ทำเท่านั้นแหละครับ (ก็จะไม่ทุกข์ดี ..เพราะไม่ต้องแบกมาก) .. "พรหมวิหาร 4" + "ขันติ" +  "กัลยาณมิตรธรรม" ..ต้องมีตลอดครับ

... ยกย่องในสิ่งที่สมควรยกย่อง ..ตำหนิในสิ่งที่สมควรตำหนิ ..กล้ายอมรับในความผิดของตน ..กล้าที่จะแก้ไขสิ่งที่ตนบกพร่องได้ ..(ขออนุโมทนากับทุกท่าน ..ที่มีคุณธรรมเหล่านี้ครับ)

------------------------------------------

... หากข้างต้น ..มีสิ่งใดบกพร่องไป ..ก็ขออภัยด้วยนะครับ
(ปล. บอกด้วยก็ดีครับ ..จะได้เข้าใจถูกครับ)

ขอให้ท่านเจริญในธรรม :)

========================


จากคุณ : กฏธรรมชาติ (บ่อน้ำ) - [ 9 พ.ย. 51 17:46:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 182

ความคิดเห็นที่ 168  

ชื่อกระทู้นี้ คือ

คุณงามความดี ของวัดพระธรรมกาย

แต่ดูท่าจะเป็นกระทู้ เปิดช่อง ให้เพ่งโทษเี่กี่ยวเนื่องกับ คำว่า ธรรมกาย
และเบี่ยงประเด็น บานปลายไปเยอะแล้ว นะครับ เจ้าของกระทู้



การที่ดิฉันตั้งกระทู้นี้ขึ้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์ธรรมกายได้ออกมานำเสนอในแง่มุมที่ดีของวัด แต่ก็มิได้ปิดกั้นหากว่าจะมีผู้อื่นนำข้อกังขาขึ้นมาซักถาม และคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีแล้วค่ะ ที่ชาวธรรมกายจะได้ใช้เหตุและผลมาพูดคุย ไม่เป็นกระทู้กล่าวโทษใช้อารมณ์รุนแรงใส่กัน ดิฉันอยากให้ศิษย์ธรรมกายมาตอบกันเยอะๆ ทิ้งเหตุและผล และความคิดเห็นเอาไว้ ส่วนใครจะเลือกเชื่อข้างไหน ดิฉันคิดว่า ผู้มาอ่านล้วนมีวิจารณญาณค่ะ

และดิฉันขอวอนให้คุยกันด้วยเหตุและผล ทุกคนมีสิทธิแสดงเหตุผลของตนเอง แต่ขอให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วยค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 9 พ.ย. 51 18:44:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 183

ความคิดเห็นที่ 151  

ครั้นคุณ taken01 ได้ออกมาชี้แจงว่า คำว่า ธรรมกาย ในพระไตรปิฎกคืออย่างไร

เป็นการแสดงความชัดเจนว่า ธรรมกาย ในพระไตรปิฎกนั้นเป็นคนละเรื่องกับวิชาธรรมกายโดยสิ้นเชิง

นับเป็นการชี้แจงด้วยเหตุด้วยผลอย่างตรงไปตรงมา

ทำไมคุณ บิ๊กโต้ง จึงออกมาแสดงความเห็นที่ #94 ว่าการเสดงความเห็นของคุณ taken01 นั้นเป็นการขัดขวางการทำบุญด้วยเล่าครับ ?
\/
\/
\/
\/

********************************************  
ความคิดเห็นที่ 94  

ขัดขวางการทำบุญของคนอื่น จะมีวิบากกรรมอย่างไร

[๔๙] เทวดาทูลถามว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้(ทาน)อยู่
วิบากของคนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และภพหน้าจะเป็นเช่นไร
ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าจะรู้ความนั้นได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้(ทาน)อยู่
คนเหล่านั้นย่อมบังเกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก
ถ้าพวกเขามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลคนยากจน
ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความยินดี และความสนุกสนานได้ยาก
คนพาลเหล่านั้น ต้องการสิ่งใดจากผู้อื่น พวกเขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น
นั่นเป็นวิบากในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย


ที่มา-พระไตรปิฎก มจร.(แปล) 15/49/62-64.
ตัวเองไม่ทำเพราะตระหนี่ยังห้ามคนอื่นทำอีก  มนุษย์สมัยนี้หนอ
เสียดายทรัพย์คนอื่น คุณฤทธี เองก็หายไปแล้วน่าจะสำนึกกันได้บ้าง

จากคุณ : บิ๊กโต้ง  - [ 28 ต.ค. 51 19:04:27 ]  
********************************************  


จากคุณ : ทวนทอง  



ขอบคุณ คุณทวนทองที่ตั้งเป็นประเด็นไว้ในความคิดเห็นข้างต้นให้ดิฉันได้กลับมาคิด เรื่องความคิดเห็นของคุณบิ๊กโต้งนะคะ

สำหรับเนื้อหาเรื่องการขัดขวางมิให้ผู้อื่นทำบุญเป็นเนื้อหาที่ดี ขอบพระคุณค่ะ หากว่าใครในที่นี้ มีจิตทุจริตไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นทำบุญย่อมต้องร้อนๆหนาวๆเป็นแน่

อย่างไรก็ดี อยากให้คิดกันสักนิดนะคะว่า ผู้ที่ออกมาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายนั้น เรียกร้องให้บรรดาศิษยานุศิษย์หยุดสร้างบุญไหม หรือว่าอยากจะให้เหตุผล ชี้แจงให้เห็นว่าบุญของธรรมกายนั้น แตกต่างอย่างไรกับบุญที่พระพุทธองค์ทรงสอน แตกต่างอย่างไรในเจตนาของการทำบุญ พระไตรปิฎกที่เน้น ที่นำมาอ้างกันนั้น เป็นสารัตถะอันสำคัญขนาดจะนำมาเป็นข้ออ้าง แม้จะให้ขัดกับธรรมะของพระพุทธองค์ข้ออื่นเชียวหรือ? เป็นต้น

ดังความคิดเห็นข้างบนที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ เช่น เรื่องการทำบุญเพื่ออธิษฐานให้รวยนั้น มีการยกพระสูตรเรื่องการอธิษฐานมาอ้างกัน

ซึ่งดิฉันเห็นต่างว่า การอธิษฐานนั้นน่าจะถูกนำไปเน้นเรื่องการหลุดพ้นจากสังสารวัฎมากกว่าจะมาเน้นเพื่อใช้สร้างความรวย ความอยากเกิดแม้อีกเพียงชาติเดียวก็เป็นความประมาทแล้ว อีกทั้งคนเราหากอยากจะรวยควรจะใช้อิทธิบาท 4 มากกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หากจะเปรียบเป็นกฎหมายก็น่าจะเป็นการใช้มาตราผิด (คือมาตรานี้ถูกบัญญัติไว้จริง แต่ไม่ได้ใช้เพื่อกรณีนี้ เช่นกัน เรื่องอานิสงส์ของการอธิษฐานได้ถูกบัญญัติไว้จริง แต่ไม่น่าจะเพื่อขอให้ได้เกิดและรวย)

เมื่อคุยกันด้วยเหตุผลและค่อยชี้แจงกันไป ดิฉันยังไม่เห็นว่าจะมีใครคนใด บอกให้เลิกสร้างบุญนะคะ

ขอเน้นย้ำอีกทีว่า

คำตอบเช่นการเอานรกมาล่อลวงหรือว่าการเหน็บแนมเสียดสี หรืออ้างว่ามีผู้ให้ร้ายวัดนั้น ไม่มีคุณค่าเท่ากับการใช้เหตุผลเข้าสู้นะคะ

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี  - [ 13 ต.ค. 51 09:54:38 ]


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 9 พ.ย. 51 19:02:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 184

อีกประการหนึ่งนะคะ

วัตถุประสงค์ของการตั้งกระทู้ของดิฉัน คือ เพื่อให้ทุกฝ่ายแสดงเหตุและผล เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้มาอ่านว่า ควรจะเชื่ออย่างไร ตัดสินอย่างไรด้วยวิจารณญาณนะคะ

ขอฝากให้ท่านผู้ตอบกระทู้ทั้งหลาย ตอบด้วยความว่างจากกิเลส ความอยากเอาชนะ นั่นเป็นเครื่องทำให้จิตใจเศร้าหมองนะคะ ต้องไม่ลืมว่าหลักทางพุทธก็คือ ต้องทำที่ตัวเรา ต้องปฏิบัติเอง ไม่ว่าข้างนอก สิ่งแวดล้อมจะเป็นไปอย่างไร เราก็ไม่ควรเต้นไปตามสภาวะนั้น

ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเองนะคะ บังคับกันไม่ได้

พระพุทธเจ้าเอง พระองค์ก็ไม่ได้บอกให้เชื่อที่พระองค์ทรงสอน แต่อยากให้ลองปฏิบัติให้เห็นจริงแล้วจึงเชื่อด้วยกาลามสูตร


แล้วอย่าลืมใช้หลักธรรมสำคัญในการอ่านกระทู้ คือ

เมตตา กรุณา  มุทิตา อุเบกขา

ด้วยค่ะ


ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ

แก้ไขเมื่อ 09 พ.ย. 51 19:14:40

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 9 พ.ย. 51 19:09:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 185

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ ที่อธิบายไว้ในความคิดเห็นที่ 182  ครับ
***
การที่ดิฉันตั้งกระทู้นี้ขึ้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์ธรรมกายได้ออกมานำเสนอในแง่มุมที่ดีของวัด ***

งั้นจะลองหาข้อมูล ที่วัดพระธรรมกาย ทำสิ่งที่ดีให้สังฆมณฑล สังคม
มาเสริมกระทู้นี้ ในโอกาสต่อไป  นะครับ
ถ้ามีเนื้อหายาวบ้างก็เพราะอาจมีข้อมูลเยอะ
ไม่เจตนาฟลัดกระทู้ หรอกนะครับ

หรือหากศิษย์วัดพระธรรมกาย ท่านใด มีข้อมูลอยู่บ้าง
ช่วยนำมาเสริมในกระทู้นี้ ด้วยนะครับ

เจ้าของกระทู้ เธอยังอยากทราบ คุณงามความดีของวัดพระธรรมกาย อยู่ครับ

อนุโมทนา เจ้าของกระทู้และเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะด้วยจิตเมตตา กรุณา ปรารถนาดี
ให้ศิษย์วัดพระธรรมกาย และศิษย์ของพระเดชพระคุณ พระมงคลเมพมุนี
ด้วยนะครับ

 
 


จากคุณ : deedang - [ 9 พ.ย. 51 21:57:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 186

)))) โม้ อ ม ตะ ((((

หวังดูดทรัพย์...ก้อลอกมาจาก “เทศนาฮาสุดขีด”...ของพระพยอม

อย่างที่เกริ่นไว้ไง...ท่านรักอยากให้คนได้ฉลาดคิด

คิดถูก  คิดรอบคอบ  กระทั่งไม่กลัวบาปกรรมจะกินเอา

เห็นใครชุ่ย   เตือนไม่ฟังก็ซัดซะ มาดูเรื่องโง่ ๆ นี่ไง

“ ชาวพุทธเดี๋ยวนี้...คิดอะไรแปลก ๆ

ชอบคิดสวนทางกับพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทุกอย่างด้วยปัญญา

คนเดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยใช้ปัญญา

ข้างวัดอาตมานี่มีคนโง่อยู่คนหนึ่ง ชื่อโยมกนกวรรณ

ไปเสียท่าโยมนิภา ซึ่งเป็นเซลล์แมนขายบุญของธรรมกาย

โยมนิภาบอกว่าปีนี้เขาจะรวยใหญ่เพราะเช่าเหรียญ  “ รุ่นดูดทรัพย์ ”  ไว้เยอะ

โยมกนกวรรณพอได้ยินว่า เหรียญ “ รุ่นดูดทรัพย์ ” จะทำให้ร่ำรวยใหญ่  ก็ตาโต

...งี่เง่าสิ้นคิด... ไปขอเช่าต่อเขามา 2 องค์ องค์ละ 3 หมื่น

สององค์หกหมื่นเช่ามาได้ 2-3 เดือนยังไม่รวยสักที ก็ไปต่อว่ายายนิภา

ทำไมฉันถึงไม่รวยตามที่เธอบอก ยายนิภาได้ทีก็หลอกต่อเลย
ก็เธอเช่าน้อยไป  “...พลังดูดไม่พอ...”

ยายกนกวรรณนี่ยังโง่ไม่จบ "เออ ท่าจะจริงแรงดูดไม่พอ"

งั้นเช่าเพิ่มอีก 7 องค์ กะว่าจะให้ดูดเงินค่อนประเทศมาไว้ที่กูคนเดียว

รวมเบ็ดเสร็จจ่ายไป 2 แสนเจ็ด....

หลังจากจ่ายเงินเสร็จโยมนิภาก็หายสาบสูญไปจากสายตาของโยมกนกวรรณ

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย



ตอนนี้โยมกนกวรรณขยันขันแข็งขึ้นผิดตา

ทำงานหามรุ่งหามค่ำตั้งแต่เช้าจรดเย็น

ทำงานหาเงินมาใช้หนี้ค่าพระรุ่นดูดทรัพย์




...ตอนซื้อบอกว่าขอรุ่นดูดทรัพย์ แต่สงสัยคนขายจะหยิบพระผิดให้

ตอนนี้มันดูดหนี้ดูดสินมาให้ท่วมหัวเลย

เลยจนถาวร...จนนิรันดร...จนตลอดกาล...เพราะอยากรวยแต่เสือกโง่

... นี่ท่านล่อเองด้วยฝีมือท่านนะ...ไม่มีใส่ไข่...

“ ล่าสุดมันออกมาใหม่อีกรุ่นหนึ่งแล้ว รุ่น...เชื่อแล้วรวย...”

มันเที่ยวหลอกขายไปเรื่อย ไปถึงเจอใครขายเลย

มันไม่ให้สงสัย..ไม่ให้ถาม..ให้เชื่อเลยจะได้รวย...

ไม่รู้ใ:-).....ถ้าเชื่อแล้วไม่ทำมาหากินจะรวยไหมโยม..?

ธรรมกายนี่มันลวงโลก ทำให้คนหลงงมงายได้เป็นล้าน ๆ คน

เรื่องทำบุญมันก็สอนส่งเดช...บุญบ้าบออะไร..ทำสุดฤทธิ์สุดเดช

แล้วเทคนิคมันเยอะนะ เป็นเทคนิคการหลอกคนโง่

มันบอกว่า...ถ้ายังไม่มีเงิน...เงินไม่พอ ให้วางดาวน์ไว้ก่อน

แล้วผ่อนทีหลัง ความคิดมันทันสมัย...มีดาวน์บุญด้วย

ผ่อนบ้านผ่อนรถก็จะอดตายอยู่แล้วนี่เสือกต้องมาผ่อนบุญอีก

โม้..อมตะ...

แล้วมันอุตริสอน มันบอกว่ามันเข้าถึงพระพุทธเจ้าได้

นำข้าวปลาอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าในเมืองอายัตนนิพพานได้

พระพุทธเจ้ามารับด้วยมือตนเองเลย มันโม้ต่อว่าประเทศไทยทั้งประเทศ

เนี่ยมีคนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้แค่ 2 คน ...กูจะได้รวยกันแค่ 2 คน...

คือตัวเจ้าอาวาสและยายชีจันทร์

แล้วยายชีนี่ก็โม้เกินเหตุ เคยอวดวิเศษว่า ปัดระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้

มันคุยว่า ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จริงเขาทิ้ง ระเบิดปรมณูลงที่ประเทศไทย

ยายชีจันทร์เห็นเข้าก็เลยใช้พลังวิเศษปัดระเบิด พ้นประเทศไทย ไปลงที่ญี่ปุ่นแทน

ประเทศไทยเลยพ้นหายนะ

ดีนะที่คนญี่ปุ่นฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ

ถ้ามันเข้าใจภาษาไทย... ยายชีคนนี้คงถูกคนญี่ปุ่นกระทืบตายไปแล้ว

ก็เวลาปัดระเบิดปรมณู มันปัดส่งเดชไม่กะระยะให้ดี  ดันปัดจากเมืองไทยไปลงญี่ปุ่น

......คนญี่ปุ่นตายเกือบหมดเกาะ......

อาตมาฟังแล้ว ยายชีคนนี้ทำไมมันถึงโง่นัก ถ้ามันฉลาดปัดลงทะเลซะก็หมดเรื่อง เรื่องก็จบแล้ว

นี่เสือกปัดไปลงที่ญี่ปุ่น มันฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ  ไม่งั้นยายชีถูกญี่ปุ่นกระทืบอ่วมแน่



อาตมาอยากจะเตือนว่า...คราวหลัง ถ้าจะหัดหลอกคน


.....คิดให้มันรอบคอบหน่อย.....


บุญเน่า...

มันพูดเพ้อเจ้อขนาดนี้คนยังไปเชื่อ อาตมาแปลกใจจริง ๆ

พระเองก็งง ทำไมคนไทยเดี๋ยวนี้มันถึงงมงายไร้สติได้ขนาดนี้

เมื่อ 2-3 วันนี้ โยมผู้หญิงคนหนึ่งมาหาอาตมาที่วัด

ร้องห่มร้องไห้มาเลย พี่น้องทะเลาะกันแบบเอาเป็นเอาตาย

พี่สาวไม่รู้ไปหลงคารมเซลล์บุญอีท่าไหน

มาขอยืมเงินน้องสาวไปสิบล้านบาท

น้องสาวนึกว่าเอาไปลงทุนเบิกเงินสด ๆให้พี่ 10 ล้านบาท

ที่ไหนได้ เอาไปให้ธรรมกาย เอาไปทำบุญหมดเลยตอนฉลองเจดีย์ใหญ่

น้องสาวรู้เรื่องเข้า...เป็นลม...เงินสะสมมาทั้งชีวิตเอาไปทำบุญสร้างเจดีย์.......เกลี้ยงเลย


ตอนนี้ไม่มีอะไรจะกินพากันเดือดร้อนทั้งตระกูล

มันไร้สติ...งมงาย...และโง่สิ้นดี ทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัว

ทำบุญเสร็จแทนที่จะได้บุญมีความสุข...พี่น้องกลับมาทะเลาะกัน เกือบจะฆ่ากันตาย


โยม...โยมที่มาฟังเทศน์วันนี้เนี่ย มีลูกศิษย์ธรรมกายมาฟังบ้างไหม..?

...ไม่มีเหรอ...เออ ค่อยเทศน์ง่ายหน่อย



อาตมาอยากเตือนพวกเราชาวพุทธว่า เวลาทำบุญให้มีสติ

ให้พิจารณาให้ดีว่าอะไรควร  อะไรไม่ควร

เ ว ล า ทำ บุ ญ อ ย่ า ห ล ง บุ ญ


ทำบุญผิดมันจะเดือดร้อนและไม่ได้บุญ
[u]
มันจะกลายเป็นบุญเน่าไปซะ..

เ ป็ น บุ ญ  N P L
 คือ เป็นบุญที่ไม่เกิดประโยชน์


ธรรมกายนี่ถือเป็นบุญเน่านะ มันสร้างเจดีย์ใหญ่ที่สุดในโลก

วางแผนหล่อพระพุทธรูปตั้งล้านองค์ จะเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก

ตั้งโรงหล่อในวัดเลย หล่อได้ 3 แสนองค์น้ำเน่าออกไปนอกวัด


น้ำข้างวัดเน่า   ปลาตายเน่าลอยเกลื่อนไปหมด...


บุญบ้าอะไรเน่าทั้งวัด


ไหลเน่าออกไปนอกวัด ยังไม่ทันได้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลกเลย

.....ดันเน่าซะก่อน...เวรกรรม...”




http://www.narak.com/webboard/show.php?No=119082

\/
\/
\/
บุญของธรรมกาย


จากคุณ : ทวนทอง - [ 10 พ.ย. 51 05:19:26 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 187

บุญของธรรมกายที่ต่อเนื่องกันกับความเห็น #186 ข้างบน
\/
\/
\/
***********************************************************
ความคิดเห็นที่ 554  

http://rabob.tripod.com/daily204.htm

เดลินิวส์ 6/6/2542

เด็ก 10 ขวบฟ้องแฉธรรมกายรีดเงิน ทุกข์หนักแม่ป่วย
ต้องออก ร.ร. ให้ทนาย-เจ้าคณะฯเอาผิด

หนูน้อยวัย 10 ขวบ จูงมือน้องสาววัย 5 ขวบ ขอเป็นโจทก์ฟ้อง"ไชยบูลย์"เป็นเหยื่อบาปบริสุทธิ์ แม่หลงลมไปทำบุญหมดเงินกว่า 2 แสน ถูกกล่อมโรคร้ายหาย ร่ำรวยทันตาเห็น ยกเอาหนังสือโม้สรรพคุณ "พระดูดทรัพย์" ขึ้นมาตุ๋น ขนาดไม่มีเงินสดก็ให้ผ่อนบุญเป็นรายเดือน แต่ทำแล้วยังเจ็บไข้เหมือนเก่า แถมกิจการย่ำแย่ ไม่มีเงินค่าเทอมต้องให้ลูกลาออกมาเรียนโรงเรียนวัด กินข้าวกับไข่ต้มจิ้มน้ำปลาทุกวัน พอไปขอเงินคืนกลับถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมา ครอบครัวร้าวฉานพ่อหมางเมิน แม่ป่วยซ้ำเป็นโรคซึมเศร้า ร้องเจ้าคณะปทุมฯ-สภาทนายให้ช่วย ก่อภาพสะเทือนใจกอดคอร้องไห้ครวญขอเงินคืนให้คุณแม่จะได้ไปใช้หนี้ "เลขาฯอาคม" ระบุโอนที่ดินยืดเยื้อเกิดจากผลประโยชน์เหล่าสาวกไปซื้อที่ดินดักหน้าหวังผุดคอนโดฯ แบ่งที่ดินขายให้ผู้มาปฏิบัติธรรม ถ้าโอนให้วัดมีหวังเจ๊ง

ท่ามกลางความพยายามสะสางปัญหาพระปลอม "นายไชยบูลย์ สุทธิผล" ที่ต้องปาราชิกขาดจากความเป็นพระไปแล้วตามลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราช แต่นายไชยบูลย์ยังสร้างรอยด่างพร้อย ความเศร้าหมองให้กับพระศาสนาไม่รู้จบ ล่าสุดได้มีการเปิดเผยตีแผ่ขบวนการสูบบุญของธรรมกายได้สร้างปัญหาความร้าวฉานให้กับครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง และเด็กน้อยวัย 10 ขวบและ 5 ขวบต้องมาเป็นผู้รับผลกรรม

หนูน้อย 10 ขวบ ฟ้องไชยบูลย์

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา "เดลินิวส์" ได้รับการร้องเรียนเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจจากพฤติกรรมสูบบุญ สูบเลือด สูบเนื้อ ของนายไชยบูลย์ และวัดพระธรรมกาย โดย ด.ญ.กัลยา เลิศตระกูลพิทักษ์ หรือน้องจ๊ะเอ๋ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนทานสัมฤทธิ์วิทยา ติดต่อร้องเรียน ขอความช่วยเหลือเนื่องจากครอบครัวประสบปัญหาหนักจากการทำบุญกับวัดแห่งนี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านเลขที่ 69/755 หมู่ 8 ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี สภาพเป็นตึกแถว 4 ชั้น ริมถนน เป็นร้านรับซ่อม แอร์รถยนต์ ชื่อวีอาร์แอร์ และได้พบกับ ด.ญ.กัลยา หรือน้องจ๊ะเอ๋ วัย 10 ขวบ และ ด.ญ.นันทิยา เลิศตระกูลพิทักษ์ หรือน้องจ๊ะจ๋า วัย 5 ขวบ นักเรียนอนุบาล 2 ที่เป็นน้องสาว วิ่งออกมาเปิดรับผู้สื่อข่าว

น้องจ๊ะเอ๋ นำผู้สื่อข่าวเข้านั่งในบ้านและเริ่มเล่าถึงสภาพปัญหาของครอบครัวว่า ขณะนี้พ่อของตนเพิกเฉยกับนางกนกวรรณ เลิศตระกูลพิทักษ์ ผู้เป็นแม่สาเหตุเพราะแม่นำเงินไปทำบุญกับวัดพระธรรมกายถึง 205,000 บาท ต่อมา ครอบครัว เกิดความเดือดร้อน อย่างหนักเพราะไม่มีเงิน กิจการซ่อมแอร์รถยนต์ย่ำแย่ตามสภาพเศรษฐกิจ สุดท้าย แม่ก็คิดมาก กลายเป็นโรค เศร้าซึมไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยจา และมีอาการไข้บ่อย ๆ

น้องจ๊ะเอ ๋เล่าต่อว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม่ของหนูต้องสูญเสียเงินก้อนโตก็เนื่องจากแม่ป่วยออด ๆ แอด ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ และได้มีผู้นำบุญ จากวัดพระธรรมกายชื่อนางนิภา ผ่อนผัน มาชักชวนให้ไปทำบุญไว้กับวัดพระธรรมกาย โดยชักจูงว่า หากนำเงิน ไปทำบุญสร้าง พระประจำตัวที่วัดพระธรรมกาย เพื่อระดมเงินไว้ก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์จำนวน 30,000 บาท จะได้พระ มหาสิริราชธาตุ มาพกติดตัว จะช่วยให้โรคร้ายที่เป็นอยู่หายขาด โดยมีคนพกพระติดตัวแล้วรอดพ้นจากโรคร้ายมาหลายคนแล้ว

"เขายังบอกกับคุณแม่ของหนูด้วยว่า ไม่แค่โรคจะหายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา มีฐานะร่ำรวยขึ้น เพราะ พระมหาสิริราชธาตุมีอานุภาพดูดทรัพย์ หนูไม่รู้ว่าดูดอย่างไร ตอนนั้น คุณแม่ของหน ูเชื่อจึงได้ทำบุญ สร้างมหาธรรมกาย เจดีย์เป็นเงิน 30,000 บาท หลังจากทำบุญไปแล้วคุณแม่ก็พาหนูกับน้องจ๊ะจ๋าเข้าวัดด้วย" น้องจ๊ะเอ๋เล่าพร้อม ๆ กับที่น้องจ๊ะจ๋าพยักหน้ายืนยันอยู่ข้าง ๆ

น้องจ๊ะเอ๋ เล่าต่อด้วยน้ำเสียงใส ซื่อว่าผู้นำบุญ คนเดิมหลังจาก ได้เงินไปแล้ว ก็แวะเวียนมาชักชวนนางกนกวรรณให้ทำบุญเพิ่มขึ้นอีกเป็นประจำ โดยบอกแม่ ว่าทำบุญมากปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเร็ว และเพิ่มขึ้น เป็นเท่าทวีคูณ ตามไปด้วย ซึ่งมารดา ก็ได้ทำบุญ ตามคำแนะนำ เป็นประจำ ทุกเดือน

ไถขนาดให้ผ่อนส่งได้

แต่มาระยะหลัง ครอบครัวเริ่มรายได้ลดลง ไม่มีเงินก้อนทำบุญ ทางผู้นำบุญก็เสนอให้มีการผ่อนส่งเป็นรายเดือนได้ น้องจ๊ะเอ๋ เล่าว่าแม ่ก็ตกลง ผ่อนบุญอีก โดยทุกสิ้นเดือนผู้นำบุญจะมาตาม ทวงถามและรับเงินไป ก่อนมาจะมีการโทรฯ มาล่วงหน้าทุกวันกระทั่งวันมารับเงิน จนถึงขณะนี้ ได้บริจาคเงินทำบุญกับวัดพระธรรมกายไปทั้งสิ้น 205,000 บาท ได้รับพระมหาสิริราชธาตุจากวัดรวม 9 องค์

หลังจากเล่าจบ เด็กหญิงจ๊ะเอ๋ก็ได้วิ่งปรื๋อไปที่โต๊ะทำงานที่อยู่ข้าง ๆ โดยได้เอาใบอนุโมทนาบัตรจำนวน 27 ใบมาแสดง ขณะเดียวกัน น้องจ๊ะจ๋า ก็กำพระดูดทรัพย์ 9 องค์ไว้ในมือ 2 ข้าง และวิ่งเอามาให้ผู้สื่อข่าวดูเป็นประจักษ์พยาน

น้องจ๊ะเอ๋ กล่าวว่า หลังจากทำบุญไป ที่บ้านก็ไม่ได้ดีขึ้น มิหนำซ้ำยังเดือดร้อนอีก และหนูต้องการที่จะขอเงินคืน ตอนน ี้ทางบ้านฐานะ ย่ำแย่ รายได้ไม่พอ ใช‰จ่าย ต้องกินข้าวกับไข่ต้มจิ้มน้ำปลาทุกวัน มารดาก็มาป่วยซ้ำอีก

"หนูเรียนอยู่ ป.6 กับน้องจ๊ะจ‹าเรียนอนุบาล 2 ก็ต้องออกจากโรงเรียนเดิมที่เป็นโรงเรียนราษฎร์ เพราะค้างค่าเรียนและค่าอาหารกลางวัน 4 หมื่นบาท และต้องย้ายมาเรียนโรงเรียนวัด ส่วนหนี้เก่าคุณแม่ก็ขอผ่อนผันไว้ก่อน"

น้องจ๊ะเอ ๋เล่าอีกว่าเคยไปเป็นเพื่อนคุณแม่ขอเข้าพบพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 เพื่อร้องขอให้ช่วยแต่ก็ไม่ได้พบ

ถูกไล่เหมือนหมู-หมา

ด้านนางกนกวรรณ ผู้เป็นมารดาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลังจากฟังการเล่าเรื่องจากลูกสาวก็ถึงกับนิ่งอึ้ง หลังจากนั้นนางกนกวรรณค่อย ๆ ข่มใจลงและเล่าว่า ต้นเหตุเคราะห์กรรมที่ต้องไปทำบุญสูญเงินแสนเกิดขึ้นจากการที่ตนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากรักษาตัวกับแพทย์แผนปัจจุบันหมดเงินไปมากแล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหาย จึงได้หันมารักษาด้วยไสยศาสตร์ จากนั้นจึงมาพบกับนางนิภาผู้นำบุญของวัดพระธรรมกาย โดยนางนิภาอ้างว่ามีคนที่ทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัว และได้พระมหาสิริราชธาตุไว้บูชา ก็ประสบโชคดีและโรคภัยไข้เจ็บขนาดที่ว่าแพทย์วินิจฉัยว่าไม่รอด กลับหายจากโรคร้ายด้วยการสวดบูชาพระดูดทรัพย์ จึงได้เกิดความสนใจที่จะได้พระดูดทรัพย์ไว้รักษาตัว พร้อมทั้งจะได้มีเงินทองมาก ๆจนร่ำรวย

"ยอมรับเลยว่าหวังเป็นอย่างมาก เพราะได้รับหนังสืออานุภาพที่มีเนื้อหาอวดอ้างจากคนที่ได้พระดูดทรัพย์ไปครอบครองแล้วโชคดีทันตาเห็น ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่าควรสร้างพระประจำตัวเก็บไว้ภายในมหาธรรมกายเจดีย์ โดยต้องใช้เงินทำบุญ 30,000 บาท"

หลังจากสร้างพระประจำตัวตามคำแนะนำของผู้นำบุญแล้ว นางกนกวรรณกล่าวว่าอาการเจ็บป่วยก็ยังไม่ทุเลาแถมยังเป็นหนักขึ้นอีก ประกอบกับอาชีพของสามีเป็นช่างซ่อมแอร์รถยนต์ กลับประสบปัญหามีลูกค้ามารับบริการน้อยลง ไม่มีโชคเหมือนที่อวดอ้างเลยแม้แต่นิดเดียว ขณะนั้นก็ได้รับคำแนะนำให้ทำบุญเพิ่มแรงบุญจึงได้ทำต่อไปจนเสียเงินเป็นแสน ๆ เมื่อถึงที่สุดแล้วเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอย่างที่อ้างตนได้เดินทางไปขอเงินคืนจากทางวัดพระธรรมกาย

ปรากฏว่าทางวัดได้ให้เจรจากับนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สาวกคนสำคัญของวัดพระธรรมกาย แต่ได้รับการปฏิเสธที่จะนำเงินมาคืน พร้อมให้เหตุผลว่าไม่มีวัดไหนที่คนเอาเงินไปทำบุญแล้วมาขอคืนได้ และกล่าวอ้างว่าวัดพระธรรมกายไม่เคยได้รับเงินทำบุญจากนางกนกวรรณเลย ทั้ง ๆ ที่มีใบอนุโมทนามาแสดงให้ดูด้วย อย่างไรก็ตามนางกนกวรรณกล่าวว่าเรื่องของตนนี้เมื่อมีข่าวออกไประยะแรก วัดอ้างว่าจะให้ก้อนหนึ่ง และให้ลงนามรับ แต่ไม่ได้ให้จริง ขณะนี้ครอบครัว ลำบากจะขอเงินคืนทั้งหมดดีกว่า

เมื่อนางกนกวรรณ เล่ามาถึงช่วงนี้ก็ปล่อยโฮขึ้นมาด้วยความเสียใจท่ามกลางลูก ๆ ทั้งสองคนที่นั่งขนาบข้าง ซึ่งน้องจ๊ะเอ๋ ได้ใช้ชายเสื้อยืด ที่สวมใส่อยู่ ขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นแม่ พร้อมกล่าวปลอบขึ้นมาว่า "แม่ไม่ต้องร้องไห้หรอกถ้าเขาไม่สงสารเรา ๆ ก็ต้องทน" จากนั้น หันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า "วัดพระธรรมกายสงสารคุณแม่หนูด้วย ขอให้คืนเงิน ให้คุณแม่จะได้ มาใช้ให้กับโรงเรียน "ภาพที่สะเทือนใจ เหล่านี้ทำเอาผู้สื่อข่าวที่แม้จะเป็นผู้ชายที่ผ่านโลกผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆมามากก็อดที่จะน้ำตาซึมด้วยความสงสารไม่ได้ นอกจากนี้ น้องจ๊ะเอ๋กล่าวว่าคุณครูที่โรงเรียนได้แนะนำให้ไปร้องเรียนกับพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอความ เมตาสงสาร จากพระสุเมธาภรณ์ และให้ไปขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ เพื่อหาทางช่วยครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งน้องจ๊ะเอ๋ ไปไม่ถูกและยังไม่รู้จะไปอย่างไร

จากคุณ : กระบี่ปราบมาร - [ 4 ต.ค. 48 12:07:55 A:202.176.170.191 X: TicketID:108828 ]  
***********************************************************


Y3738888  เรื่องวัดธรรมกาย
http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3738888/Y3738888.html&Query=บุญของธรรมกาย

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 51 05:23:43

จากคุณ : ทวนทอง - [ 10 พ.ย. 51 05:22:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 188

ศิษย์วัดพระธรรมกายช่วยกันตรวจสอบดูหน่อยสิครับว่า  จนถึงปัจจุบันนี้  ครอบครัวดังกล่าวได้รับการบำบัด/ดูแลจากวัดพระธรรมกายอย่างไรบ้าง


คุณ ๆ ทั้งหลายอาจไม่เดือดร้อน


คนที่เดือดร้อนน่ะมีมาก

แต่ที่กล้าร้องเรียนกับสื่อสารมวลชนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น มีไม่มาก

คนอื่นที่เขาไม่กล้าร้องเรียน  เพราะ เนื่องด้วยหลายสาเหตุ ไหนจะอาย  ไหนจะเสียเวล่ำเวลาในการทำมาหากิน  โดยเฉพาะถ้ามีการฟ้องร้องว่า ถูกหลอกถูกต้มตุ๋น  ก็จะเสียเวล่ำเวลาไม่น้อย

ดูกรณีที่ธัมมชโยถูกฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์สิครับ ยังใช้เวลานานมากกว่า 7 ปี

อีกทั้งเป็นเวลามากกว่า 7 ปีที่จบลงนั้นเป็นเพราะ ธัมมชโยยอมรับว่า ได้ยักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกายไปจริง  เป็นการยอมแพ้คดีอย่างราบคาบด้วยการโอนทรัพย์สินเงินทองที่ดินคืนให้กับวัดพระธรรมกาย เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องโทษจำคุก  หากปล่อยพิจารณาคดีความไปตามกระบวนการปกติ

ดังนั้น  ถ้าปล่อยให้คดีความดำเนินไปตามปกติ  อาจใช้เวลาถึง 8 ปีอย่างแน่นอน  เพราะ ณ วันที่ธัมมโชยอมโอนทรัพย์ที่ยักยอกคืนให้กับวัดนั้น ระยะเวลามันล่วงเลยมากกว่า 7 ปีย่างเข้าปีที่ 8 มาครึ่งค่อนปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังคงมีพยานฝ่ายธัมมชโยที่ค้างสืบพยานอีก 2 ปาก  แต่ธัมมชโยก็ชิงตัดบทโอนทรัพย์สินที่ยักยอกนั้นคืนให้กับวัดซะก่อน เพื่อตนเองจะได้รอดพ้นคำพิพากษาว่า ผิดจริง  เพราะถ้ารอถึงวันพิพากษาดังว่า โทษฐานแห่งความผิดในคดียักยอกคือ จำคุกครับ ธัมมชโยก็จะหมดสภาพจากการเป็นพระตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายทันที

แต่ที่ธัมมชโยชิงตัดบทยอมโอนทรัพย์สินที่ยักยอกคืนให้กับวัดนั้น

ก็เพื่อให้อัยการถอนคดี ในลักษณะประนีประนอมยอมความ

ในทำนองที่ว่า  ฉันคืนของที่ขโมยให้เธอแล้ว  เธอจงอย่าเอาเรื่องเอาราวกับฉันเลยนะ

ฉันคืนให้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว  เธอจงถอนคดีซะนะ

เพราะฉันจะได้ไม่ต้องโทษจำคุก และฉันจะได้เป็นพระต่อไปได้

นั่นเป็นเรื่องในทางกฏหมายของทางโลกนิติบัญญัติ

แต่ทางพระวินัยบัญญัติของพระพุทธองค์นั้น  ไม่มีประนีประนอมยอมความครับ

หากมีใครล่วงละเมิดข้อห้ามอันยิ่งยวด 4 ประการแล้ว  จะขาดจากการเป็นพระทันทีที่ล่วงละเมิด

ธัมชโยได้บรรลุผลในการล่วงละเมิดอย่างน้อยก็ 1 ในข้อห้ามอันยิ่งยวด 4 ประการนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว

ธัมมชโยขาดจากการเป็นพระตามพระวินัยบัญญัติโดยสมบูรณ์แล้ว


จากคุณ : ทวนทอง - [ 10 พ.ย. 51 07:37:17 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 189

......... เข้ามาร่วมดู งับ ................

 
 


จากคุณ : cattym - [ 10 พ.ย. 51 08:33:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 190

คุณทวนทองครับ

เรื่องที่มาจากสื่อมวลชน เห็นหลายรอบแล้วครับ

ผมรู้สึกว่า ในนี้จะแบ่งเป็นสองด้าน
ด้านหนึ่ง มาพูดในเรื่องของข้อมูลที่ รับมา แล้วบอกว่า ไม่ดี ไม่ถูก ไม่ใช่
ด้านหนึ่ง พูดในสิ่งที่ตนเอง ได้ยินกับหู เห็นกับตา แล้วบอกว่า ดี ถูก

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 51 11:16:16

จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 10 พ.ย. 51 10:01:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 191

พี่ทวนทองมีแต่พูดเรื่องเดิมๆ
ตามมากระทู้นี้ก็พูดซ้ำอีกแล้ว
สงบสุขตามอ่านมาหลายกระทู้
ที่ว่าวัดมีแต่คำพูดซ้ำๆ
มันเบื่อแล้วขี้เกียจอ่านแล้วค่ะ
พี่ลองไปอ่านดูนะมันแนวเดิมๆ ทั้งนั้นเลย
ไม่มีอะไรใหม่เลย
พอตอบก็ว่าไม่ตรงประเด็นอีก
การกระทำดีมันดีกว่าคำพูดนะ
ทำดีกันต่อไปนะพวกเรา
ยิ้มสู่ต่ออุปสรรคทั้งปวงค่ะ
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ

 
 


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 10 พ.ย. 51 10:29:38 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 192

คุณทวนทองคะ คุณเป็นคนน่าเบื่อมากเลยค่ะ ข้อมูลก็เก่าๆ ซ้ำซาก วันๆ ในหัวคุณมีแต่เรื่องตำหนิผู้อื่น  ไม่เห็นกระทู้ไหนของคุณสร้างสรรค์สังคมเลยนะคะ เคยได้ยินคำว่า positive thinking มั้ยคะ

ขอย้ำนะคะ  คุณทวนทองเป็นคนที่น่าเบื่อมากๆๆๆๆๆๆๆ

วัยรุ่นเซ็งมะม่าค่า


จากคุณ : Mod- - [ 10 พ.ย. 51 13:05:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 193

ขอบอกนะคะ ถ้าเป็นแฟนกันเนี่ย หนูขอบอกเลิกวันนี้เลย น่าเบื่อสุดๆ

วัยรุ่นเซ็ง


จากคุณ : Mod- - [ 10 พ.ย. 51 13:15:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 194

เห็นว่าคุณทวนทอง  มีความรู้ความสามารถในการแนะนำตักเตือนผู้อื่นเป็นอันมาก  รู้รอบพระธรรมและพระวินัย  มีความรู้พหูสูตร  ถึงขนาดสามารถตักเตือนพระสงฆ์องคเจ้าได้เป็นแรมปี

จึงขอความกรุณาจากคุณทวนทองสักหน่อยได้ไหมครับ  คือว่าเพื่อนผม มีปัญหาชีวิต ที่แก้ไม่ตก  กำลังทำบาปทำกรรม  ประกอบอาชีพอันเจือด้วยโทษ  ขอความกรุณาช่วยแนะนำให้เขาพ้นทุกข์สักหน่อยนะครับ  ที่กระทู้นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7190441/Y7190441.html


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 10 พ.ย. 51 13:28:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 195

กราบขอความกรุณา คุณ Mod- นะคะ

หากว่า ข้อมูลของคุณทวนทองมันซ้ำ มันน่าเบื่อ มันไม่ดี ก็น่าจะเอาหลักฐานเหตุผลมาอ้างมายันกันไปเลย เพราะดิฉันคิดว่า ถ้ามันเป็นประเด็นที่ได้รับคำตอบไปแล้ว (อย่างตรงคำถาม) เขาคงจะไม่เอามาพูดซ้ำอีก

ดิฉันเอง อยากเห็นศิษย์วัดพระธรรมกายออกมาตอบกัน ชี้แจงกันไปเลย ว่าที่อ้างว่าธัมมไชโยยักยอกนั้น ไม่จริง ไม่ได้ยักยอก เงินของวัดมาตกอยู่เป็นชื่อเป็นสิทธิ์ แต่โดยเฉพาะลำพังธัมมไชโยฝ่ายเดียวหรือไม่ อย่างไร

คำสอนของวัดพระธรรมกายนั้นไม่ได้บิดเบือน เป็นคำสอนที่มาจากพระไตรปิฎกเรื่องไหน อย่างไร ธรรมกาย มิใช่ ธรรมะกลาย อย่างไร

นอกจากนี้ วัดนี้มีรายได้มหาศาล เงินนั้นได้ถูกใช้ไปเป็นประโยชน์อย่างไร

เรื่องสหกรณ์ที่ให้สินเชื่อเพื่อการทำบุญนั้น ใครเป็นคนดำเนินการและอยู่ห่างจากธรรมกายอย่างไร หรือสัมพันธ์กันอย่างไร

ซึ่งหลายๆคำถามข้างต้น ซึ่งเป็นคำถามที่เกิดจากความสงสัยของผู้ไม่ได้ใกล้ชิดสัมผัสกับวัดพระธรรมกาย และไม่ได้ติดตามข้อมูล ความขัดแย้งต่างๆจากกระทู้ที่เคยมีก่อนหน้านี้ หรืออื่นๆ ซึ่งหลายๆคำถาม ได้รับคำตอบมาแล้ว

ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำตอบของประเด็นของคุณทวนทองจะได้รับคำชี้แจงจากเหล่าศิษย์ของวัดพระธรรมกาย

และพวกเรา ผู้อ่านทั้งหลายจะได้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน คิด พิจารณาเหตุและผล หากศิษย์วัดพระธรรมกายได้กระทำ ทุกคนก็คงตัดสินได้แล้วค่ะว่า คุณทวนทองเจตนาจะตั้งแง่กับธรรมกายจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงให้ข้อมูลตั้งประเด็นด้วยอยากเห็นวัดได้รับการแก้ไขไปในทางดี

ดิฉันยังยืนยันว่า วัดพระธรรมกายเป็นองค์กรใหญ่ในการเผยแผ่พระศาสนา แต่หากยังมีข้อกังขาจากชาวพุทธด้วยกันเอง ในแง่คำสอนหรืออื่นๆ ก็อาจจะเป็นดาบสองคม ต่อพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน

ขอฝากไว้ด้วยค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 10 พ.ย. 51 13:40:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 196

ดีที่สุดนะคะ น่าจะให้ท่านธัมมชโยออกมาชี้แจงเองจะดีกว่า ลูกศิษย์จะไปรู้เรื่องอะไร คุณเจ้าของกาทู้ ก็รอไปเถอะค่า อ่านความเห็นซ้ำๆ ซากๆ ของคุณทวนทองไปเถอะค่า หนูขอให้พี่โชคดีนะค้า

จากคุณ : Mod- - [ 10 พ.ย. 51 16:10:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 197

คุณพี่ทั้งหลายครับ

ผมมักจะเข้ามาอ่านในห้องนี้ครับ
บางทีก็แสดงความคิดเห็นบ้าง

แต่ๆๆ ผมคิดว่า บางความเห็น ยาวเหลือเกิน
ผมก็เข้าใจนะ ว่าต้องมีการอ้างอิงกันบ้าง

เราจะมีวิธี ย่อ สรุป กันอย่างไร บ้างไหมครับ

อยากอ่านความคิดเห็นของทุกท่านครับ
แต่พอดูนานๆแล้วตาลาย ครับ


จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 10 พ.ย. 51 16:10:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 198

เบื่อคนสำนักนี้ก็อีตรงเนี้ย
สู้ด้วยเหตุผลและหลักฐานไม่ได้ก็เล่นสกปรก  ทุกวิถีทาง
ทั้งข่มขู่  ฟลัดกระทู้  ดิสเครดิตบุคคล  เบี่ยงประเด็น  อย่างไร้ความละอาย
รู้สึกจะเป็นกันทั้งสำนักเลยนะ  แบบนี้

ก็ไอ้คำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ นี่แหละ  ที่ยังไม่เคยตอบกันได้กระจ่างซักที  จะสิบปีแล้ว   555


จากคุณ : ม้าไม่มีชื่อ - [ 11 พ.ย. 51 00:31:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 199

พี่ม้าขา คงไม่มีใครตอบได้หรอกค่า ต้องให้ท่านมาตอบเอง แล้วยังไงต่อคะ? ถามไปเรื่อยๆ นะคะ หนูให้เวลา 20 ปีเลยเอ้า

สงสัยนิดหน่อยค่ะ  ถ้าตอบได้ แล้วไงคะ?  หนูว่าไม่จบค่า พี่ม้าว่าจะจบหรือคะ?


จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 01:04:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 200


******************************************************
ความคิดเห็นที่ 190  

คุณทวนทองครับ

เรื่องที่มาจากสื่อมวลชน เห็นหลายรอบแล้วครับ

.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................

จากคุณ : กบในกะลาแตก  - [ 10 พ.ย. 51 10:01:14 ]
******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
นั่นสิครับ มันเป็นคำถามที่คุณกบฯ เห็นมาหลายรอบแล้ว

แต่เป็นคำถามที่ไม่เคยมีใครเข้ามาตอบให้มันกระจ่างได้เลยนี่ครับ ?

ครั้งเป็นครั้งที่เท่าไร  แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครเข้ามาตอบสักที


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:08:03 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 201


******************************************************
ความคิดเห็นที่ 190  
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................

ผมรู้สึกว่า ในนี้จะแบ่งเป็นสองด้าน
ด้านหนึ่ง มาพูดในเรื่องของข้อมูลที่ รับมา แล้วบอกว่า ไม่ดี ไม่ถูก ไม่ใช่
ด้านหนึ่ง พูดในสิ่งที่ตนเอง ได้ยินกับหู เห็นกับตา แล้วบอกว่า ดี ถูก
แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 51 11:16:16

จากคุณ : กบในกะลาแตก  - [ 10 พ.ย. 51 10:01:14 ]
******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ก็ในเมื่อด้านหนึ่งที่รับรู้กันมา  มันเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่อีกด้านได้ยินได้เห็นกับตา

และสิ่งเหล่านั้น  ก็ยังไม่เคยมีใครออกมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อมูลเหล่านั้นมันเชื่อถือไม่ได้

และแทนที่ธัมมชโยจะออกมาแสดงหลักฐานในความบริสุทธิ์ของตัวเอง  กลับแสดงตัวยืนยันสถานการณ์ปาราชิกถึง 2 ครั้ง 2 หนแล้ว  คุณกบฯ ยังจะไม่เชื่อในสิ่งที่ธัมมชโยยืนยันอีกหรือครับ !!!!!

ตรรกะในการความเป็นเหตุเป็นผลของคุณกบฯ ไม่มีหลงเหลือไว้พินิจพิจารณาบ้างเลยหรือครับ ?


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:08:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 202


******************************************************
ความคิดเห็นที่ 191  

พี่ทวนทองมีแต่พูดเรื่องเดิมๆ
ตามมากระทู้นี้ก็พูดซ้ำอีกแล้ว
สงบสุขตามอ่านมาหลายกระทู้
ที่ว่าวัดมีแต่คำพูดซ้ำๆ
มันเบื่อแล้วขี้เกียจอ่านแล้วค่ะ
พี่ลองไปอ่านดูนะมันแนวเดิมๆ ทั้งนั้นเลย
ไม่มีอะไรใหม่เลย
พอตอบก็ว่าไม่ตรงประเด็นอีก
การกระทำดีมันดีกว่าคำพูดนะ
ทำดีกันต่อไปนะพวกเรา
ยิ้มสู่ต่ออุปสรรคทั้งปวงค่ะ
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ







จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข)  - [ 10 พ.ย. 51 10:29:38 ]
******************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
แม้ว่าผมจะย้อนกลับเอามาถามใหม่กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  แต่ก็ยังไม่เคยได้คำตอบที่ตรงประเด็นสักครั้ง

คุณสงสุขช่วยค้นหาคำตอบที่ว่าได้ตอบไปแล้วมาให้ผมอ่านด้วยเถอะครับ

ผมควานหาแล้วไม่เคยเจอคำตอบที่ตรงประเด็นเลยแม้แต่คำตอบเดียว

พบแต่คำตอบเดิม ๆ ที่คุณ ๆ ทั้งหลายเฝ้าวนเวียนตอบไม่ตรงกับคำถามเลย

ถ้าตอบคำถามตรงประเด็นแล้ว   ผมไม่มาตามถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกครับ ?

แม้ว่า ธัมมชโยจะออกมายอมรับสถานะปาราชิกด้วยตนเองแล้วก็ตาม  คุณ ๆ ทั้งหลายก็ยังคงเฝ้าเวียนว่ายกราบกรานคนที่ปาราชิกปลอมบวชเป็นพระอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ไม่มีตรรกะในการคิดการอ่านด้วยเหตุด้วยผล  นับเป็นเรื่องที่น่าสงสารและน่าอเนจอนาถใจยิ่งนัก


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:09:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 203


***********************************************
ความคิดเห็นที่ 194  

เห็นว่าคุณทวนทอง  มีความรู้ความสามารถในการแนะนำตักเตือนผู้อื่นเป็นอันมาก  รู้รอบพระธรรมและพระวินัย  มีความรู้พหูสูตร  ถึงขนาดสามารถตักเตือนพระสงฆ์องคเจ้าได้เป็นแรมปี

จึงขอความกรุณาจากคุณทวนทองสักหน่อยได้ไหมครับ  คือว่าเพื่อนผม มีปัญหาชีวิต ที่แก้ไม่ตก  กำลังทำบาปทำกรรม  ประกอบอาชีพอันเจือด้วยโทษ  ขอความกรุณาช่วยแนะนำให้เขาพ้นทุกข์สักหน่อยนะครับ  ที่กระทู้นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7190441/Y7190441.html

จากคุณ : พ่อตัวดี   - [ 10 พ.ย. 51 13:28:31 ]
***********************************************
\/
\/
\/
\/
\/
บาปส่วนบาป  บุญส่วนบุญ  อย่างที่ผมได้บอกไปในความเห็นก่อนหน้านี้แล้ว

ขออนุโมทนากับพ่อตัวดีด้วยนะที่มีน้ำจิตน้ำใจคบหาเขาเป็นเพื่อน

ทั้ง ๆ ที่ได้ว่ากล่าวตักเตือนเขาแล้ว แต่เขาไม่รับรู้ ไม่รับฟังในคำตักเตือนของพ่อตัวดี  

เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อก็ปล่อยเขาไปตามเวรตามกรรมของเขาเถอะ

คุณเป็นเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกับเขา  เขายังไม่เชื่อคำตักเตือนของคุณ  แล้วผมจะไปตักตือนเขาได้อย่างไรล่ะครับ  

เพื่อนที่ไม่รู้ใจเพื่อนแต่ยังคบหาเป็นเพื่อนกันอยู่ได้นั้นนับเป็นสิ่งที่น่าคิดและน่ายกย่องดีมาก ๆ ครับ  

จะอย่างไรก็แล้วแต่   พ่อตัวดี  ลองชักชวนให้เขาหันมาทำบุญกับวัดพระธรรมกาย

แล้วมอบพระรุ่น   รวย โคตร โคตร X 2   ให้เขาไปด้วย นัยว่า ใครมีพระรุ่นนี้แล้วจะรวยทันตาเห็น

เผื่อว่า พระรุ่น   รวย โคตร โคตร X 2 จะช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตของเพื่อนคุณให้บรรเทาเบาบ้างลงได้บ้างล่ะครับ  

ถ้าเป็นไปได้  ช่วยบอกวัดพระธรรมกายให้ปั๊มพระรุ่น    รวย โคตร โคตร X 2  ให้ครบเท่าจำนวนประชากรไทย ( ประมาณ 65 ล้านคน ก็ 65 ล้านองค์  )

แล้วส่งไปรษณีย์ไปยังทุก ๆ คนตามทะเบียนของกรมการปกครอง  

คนไทยทั้ง 65 ล้านคนจะได้ รวยโคตรโคตร  โดยเร็วพลัน  

แล้วคนไทยทั้งหลายจะได้รู้สำนึกบุญคุญของวัดพระธรรมกายที่มอบพระรุ่น    รวย โคตร โคตร X 2

เขาทั้งหลายจะได้ทุ่มเงินทำบุญกลับเข้ามาที่วัดพระธรรมกายทบเท่าทวีคูณทีเดียว

ต้นทุนในการปั๊มพระแต่ละองค์ไม่เกิน 5 บาท
ลงทุนปั๊มพระประมาณ 325 ล้านบาท

เมื่อคนไทยรวยโคตรโคตรโดยถ้วนหน้าแล้ว  เขาจะทำบุญกลับมาคนละเป็นล้านเชียวครับ

รวมเป็นเงินที่คนไทยจะทำบุญกลับมามากกว่า 65 ล้านล้านบาทนะครับ




ในสังคมไทยทุกวันนี้มีปัญหาที่แปลก ๆ  มีพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกมากมาย

ต่อหน้าเป็นคนใจบุญสุนทาน  เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

แสดงตัวเป็นคนธัมมะธัมโมด้วยการปล่อยนก  ปล่อยปลา ปล่อยเต่าอยู่เป็นนิจ  

ทำบุญตามวัดวาอารามต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ  

แต่จิตใจภายในเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านทะยานอยาก  

ที่ทำ ๆ ไปนั่นล้วนแต่เป็นการทำเพราะความอยากได้นั่นอยากได้นี่  

เป็นการทำเพราะหวังว่าผลจากการทำบุญทำทานเหล่านั้น  จะช่วยลดวิบากกรรมต่าง ๆ ให้ตนเองได้  

ทำแล้วจะช่วยส่งเสริมตนเองให้มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น ฐานะในตำแหน่งหน้าที่การงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ทำแล้วเอามาอวดและบอกกล่าวให้คนโน้นคนนี้ช่วยกันร่วมอนุโมทนา แต่แฝงด้วยการเอาหน้าอยากให้คนชื่นชม  

หาใช่เป็นการทำบุญทำทานเพราะ ต้องการสงเคราะห์และเอื้อเฟื้อวัด พระ นก ปลา เต่า ตะพาบน้ำเหล่านั้น

หาใช่เป็นการทำบุญทำทานเพื่อลดละความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเองไม่  

และหลาย ๆ ท่านถึงแม้ว่า จะทำบุญทำทานดังกล่าวไว้มากมายก็จริง  

บางคนทำสัปดาห์ละครั้งบ้าง  เดือนละครั้งบ้าง เป็นต้น  

แต่จิตใจยังแฝงด้วยความเกลียด ความโกรธ และความอาฆาตมาดร้าย  

แม้ว่าจะทำบุญทำทานมามาก  ก็ไม่อาจบรรเทาอารมณ์เกลียด, โกรธ และอาฆาตต่าง ๆ ลงได้เลย

ผมล่ะเป็นงงเลยว่า ทำไมหนอ คนที่ทำบุญทำทานมามาก  แต่ทำไมจิตใจเธอช่างอาฆาตพยาบาทไม่เลิกรา

อย่างนี้แล้วการปฏิบัติภาวนาไม่คืนหน้าไปได้ไกลแน่ ๆ

หากพ่อตัวดีตั้งใจ/ปรารถนาที่จะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ก็ควรที่จะลดละโลภะ โทษะ โมหะ ลงให้มาก ๆ

ทั้งความเกลียด ความโกรธ ความอาฆาตมาดร้ายต่าง ๆ ลบล้างออกไปจากจิตใจให้หมดสิ้น  

มิฉะนั้น การทำบุญทำทานเหล่านั้นก็จะเป็นการทำที่ไม่อาจส่งผลต่อการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:11:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 204


***********************************************
ความคิดเห็นที่ 199  

พี่ม้าขา คงไม่มีใครตอบได้หรอกค่า ต้องให้ท่านมาตอบเอง แล้วยังไงต่อคะ? ถามไปเรื่อยๆ นะคะ หนูให้เวลา 20 ปีเลยเอ้า

สงสัยนิดหน่อยค่ะ  ถ้าตอบได้ แล้วไงคะ?  หนูว่าไม่จบค่า พี่ม้าว่าจะจบหรือคะ?

จากคุณ : Mod-  - [ 11 พ.ย. 51 01:04:53 ]
***********************************************
\/
\/
\/
\/
\/

ธัมมชโยตอบแล้วเมื่อ 9 ปีก่อนโน้น  ด้วยการยืนยันเจตนาการยักยอกทรัพย์โดยการเพิกเฉยเย็นชาต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช   และเพิกเฉยเย็นชาต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์มาอย่างยาวนาน

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:50:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 205

และธัมมชโยตอบยืนยันการยักยอกทรัพย์จริงด้วยการโอนทรัพย์สินคืนให้กับวัดพระธรรมกายตามที่แถลงไว้ต่อศาลเมื่อ 22 ส.ค. 2549  อีกทั้งยืนยันด้วยว่า ในอดีตได้มีการสั่งสอนสานุศิษย์นอกลู่นอกทางแตกต่างไปจากพระไตรปิฎกจริง

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:52:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 206

แต่สานุศิษย์ ก็ยังปากแข็งว่า ธัมมชโยบริสุทธิ์ !!!!!

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 01:53:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 207

พี่ทวนทองขา คงไม่มีใครตอบได้หรอกค่า ต้องให้ท่านมาตอบเอง แล้วยังไงต่อคะ? ถามไปเรื่อยๆ นะคะ หนูให้เวลา 20 ปีเลยเอ้า

สงสัยนิดหน่อยค่ะ  ถ้าตอบได้ แล้วไงคะ?  หนูว่าไม่จบค่า พี่ทวนทองว่าจะจบหรือคะ?  เพราะในสังคมยังมีคนอย่างพี่ทวนทองอีกเยอะแยะเลยค่า


จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 01:55:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 208

พี่ทวนทองขา คูณอะไรออกมาน่ะ 65 ล้านล้านบาท สติแตกไปแล้วเหรอคะ?

จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 02:01:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 209

คุณทวนทอง ไม่ช่วยเพื่อนผมหน่อยเหรอครับ
เขากำลังจะตกนรกเห็นๆ อยู่แล้วนะครับ
เพื่อนคนนี้มันแก่ใกล้จะตายแล้วนะครับ  
มันยังเลิกขูดรีดเหยื่อไม่ได้เลย  
ไม่สงสารมันหน่อยเหรอครับ

คุณทวนทองน่าจะมีธรรมะดีๆ
เป็นศีลเป็นธรรม
ให้มันมีที่พึ่งในบั้นปลายชีวิตบ้าง
ถือว่าสงเคราะห์สัตว์โลกเถอะนะครับ
สาธุๆๆ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 11 พ.ย. 51 04:58:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 210


**********************************************************
ความคิดเห็นที่ 207  

พี่ทวนทองขา คงไม่มีใครตอบได้หรอกค่า ต้องให้ท่านมาตอบเอง แล้วยังไงต่อคะ? ถามไปเรื่อยๆ นะคะ หนูให้เวลา 20 ปีเลยเอ้า

สงสัยนิดหน่อยค่ะ  ถ้าตอบได้ แล้วไงคะ?  หนูว่าไม่จบค่า พี่ทวนทองว่าจะจบหรือคะ?  เพราะในสังคมยังมีคนอย่างพี่ทวนทองอีกเยอะแยะเลยค่า

จากคุณ : Mod-  - [ 11 พ.ย. 51 01:55:16 ]
**********************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
คงต้องบอกย้ำกับคุณ Mod- อีกครั้งนึงว่า

“ ธัมมชโยได้ตอบยืนยันสถานะการปาราชิกด้วยการแสดงเจตนาการยักยอกทรัพย์โดยการเพิกเฉยเย็นชาต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชแล้วเมื่อ 9 ปีก่อนโน้น  

และเพิกเฉยเย็นชาต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์
มาอย่างยาวนาน ”

นี่เป็นการสรุปสั้น ๆ แล้ว

แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ย้อนกลับไปอ่านพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชในความเห็น #204


“ และธัมมชโยตอบยืนยันสถานะการปาราชิกด้วยการยืนยันความชัดเจนในการยักยอกทรัพย์จริงโดยการโอนทรัพย์สินคืนให้กับวัดพระธรรมกายตามที่แถลงไว้ต่อศาลเมื่อ 22 ส.ค. 2549

อีกทั้งยืนยันไว้ด้วยว่า ในอดีตได้มีการสั่งสอนสานุศิษย์นอกลู่นอกทางแตกต่างไปจากพระไตรปิฎกจริง

สรุปสั้น ๆ แล้ว  ถ้ายังไม่เข้าใจ  ก็ย้อนกลับไปอ่านคำสั่งจำหน่ายคดีวัดพระธรรมกายในความเห็นที่ #205



หวังว่าสานุศิษย์ทั้งหลายคงจะทำความเข้าใจกันใหม่ด้วยนะครับ

และเลิกความพยายามในการยัดเยียดวิชาธรรมกายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกซะด้วย


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 09:46:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 211


**********************************************************
ความคิดเห็นที่ 209  

คุณทวนทอง ไม่ช่วยเพื่อนผมหน่อยเหรอครับ
เขากำลังจะตกนรกเห็นๆ อยู่แล้วนะครับ
เพื่อนคนนี้มันแก่ใกล้จะตายแล้วนะครับ  
มันยังเลิกขูดรีดเหยื่อไม่ได้เลย  
ไม่สงสารมันหน่อยเหรอครับ

คุณทวนทองน่าจะมีธรรมะดีๆ
เป็นศีลเป็นธรรม
ให้มันมีที่พึ่งในบั้นปลายชีวิตบ้าง
ถือว่าสงเคราะห์สัตว์โลกเถอะนะครับ
สาธุๆๆ

จากคุณ : พ่อตัวดี   - [ 11 พ.ย. 51 04:58:50 ]
**********************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
พ่อตัวดีก็คงไม่แตกต่างไปจากศิษย์วัดพระธรรมกายคนอื่น ๆ ที่ไม่พยายามทำความเข้าใจความคิดเห็นของคนอื่น

ผมได้อธิบายชัดเจนไปแล้วในความเห็น #203 นั่นแล้ว

แต่เมื่อพ่อตัวดีทวงถามมาอีก ผมก็ขอฝากบอกไปยังเพื่อนของพ่อตัวดี  ถ้าอยากพ้นทุกข์ อยากพ้นจากบาปกรรม  และอยากพ้นวิบากรรมทั้งหลายแล้วล่ะก็ นอกจากขยันหมั่นทำบุญทำทานแล้ว  ขอให้เธอลดละความอาฆาตพยาบาทลงซะให้หมดด้วย  และเวลาภาวนาก็อย่าได้มุ่งมั่นจนเกินไป หรืออย่ามุ่งหวังที่จะได้อภิญาหรือนิมิตต่าง ๆ  เพราะนั่นเป็นผลพลอยได้ที่ไม่ควรยึดติดไม่ควรยึดเหนี่ยว เมื่อได้อภิญญาหรือนิมิตใด ๆ แล้วก็พยายามลดละผ่อนคลายปล่อยวางนิมิตและอภิญญาต่าง ๆ เหล่านั้นเสีย  ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ  ขออวยพรให้เพื่อนของพ่อตัวดีบรรลุมรรคผลในการปฏิบัติภาวนาโดยเร็วพลันด้วยนะครับ  ขออนุโมทนาด้วยใจจริงครับ


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 09:46:55 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 212

ไม่ทราบว่า คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า ....

ไม่ว่าคุณงามความดีอยู่ที่ใด คุณค่าของมันก็อยู่ที่ตัวมันเอง
และจะส่งผลให้คนที่กำลังมองมันเท่านั้น

ดังนั้นจงอย่าเสียกำลังใจที่คนอื่นจะไม่มองมัน เพราะเขาไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา
เพราะคุณงามความดี ไม่ได้มีแค่ที่ใดที่หนึ่ง วัดใดวัดหนึ่ง
แม้กระทั่งตัวเอง หากปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว
ก็จะเข้าถึง่ความดีของตัวเองได้เช่นกัน...

และเมื่อมองบ่อยๆ มองจนชิน เริ่มเปรียบเทียบใช้ปัญญา
ก็จะเข้าใจเข้าอีกว่า คุณค่าที่มองนั้นยังชัดเจน ถูกต้อง หรือไม่อย่างไร
แม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเริ่มจากบุคคลธรรมดาที่เริ่มเห็น
ทุกข์ภัยในสังสารวัฏ ตั้งจิตอธิฐฐาน ขอบำเพ็ญบารมีนับร้อยพันหมื่นชาติ
เพื่อกลับมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า สั่งสอน ชี้นำสรรพสัตว์ข้ามพ้นห่วงทุกข์

สรุปความเห็นของผมคือ ไม่ได้โน้มน้าวให้ใครคนใดคนหนึ่ง เชื่อหรือไม่เชื่อวัดพระธรรมกาย เพราะทุกคนในห้องพันทิพย์มีปัญญา เพียงแต่แตกต่างกันตามกำลังที่แต่ละคนสะสมมา

ศรัทธาของพุทธศาสนาเกิดจากพุทธศาสนิกชนที่พบหนทางสว่างเมื่อได้เดินตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ตรัสรู้ไว้ ดังนั้นเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของวัดพระธรรมกาย ว่าจริงแท้อย่างไร...

แก้ไขเมื่อ 11 พ.ย. 51 09:51:24

จากคุณ : thungsum - [ 11 พ.ย. 51 09:48:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 213

ด้วยความเคารพครับ คุณทวนทอง

ผมคิดว่า ที่คุณคอยถามเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับประเด็นของวัดพระธรรมกาย

คุณมีความสงสัย เพราะอยากรู้จริงๆ และคิดว่าความรู้นั้นมีประโยชน์กับตัวคุณ หรือถามเพื่ออะไรครับ

อีกเรื่องคือ
ทำไมคุณทวนทองถึงสงสัยแต่ในเรื่องของวัดนั้น
เรื่องอื่นๆเช่น จตุคามเอย เครื่องลางประหลาดๆเอย ทรงเจ้า ใบ้หวย สักยันต์
คุณไม่มีความสงสัยมาตั้งคำถาม ถามผู้ที่นับถือทางนั้นบ้างหรือ
ว่าสิ่งที่นับถือมีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือคำสอนอย่างไร

คำถามของคุณที่ถามเรื่องวัดพระธรรมกายน่ะ
ในความคิดของผมนะ
ในพันทิพนี่คงไม่มีใครสามารถมาชี้แจงให้ความกระจ่าง ตอบสนองความสงสัยของคุณได้มากนักหรอก

ดูๆแล้ว ผู้ที่มาห้องนี้น่าจะเป็นสาธุชนที่ไปทำบุญวัดนั้นเท่านั้น
ไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในวัด ที่จะรู้เรื่องราวทุกๆสิ่งทุกๆอย่างของวัดนั้นหรอก
หากพวกเขาจะศรัทธาตรงนั้น เขาไปแล้วมีความสุข ก็เป็นเรื่องของเขา

ดูเหมือนคุณจะรู้สึกกับพวกเขาเหล่านั้นว่าเป็นตัวแทนของวัดที่จะต้องรู้ทุกเรื่อง ชี้แจงทุกเรื่องได้

หากคุณมีความสงสัย และต้องการคำตอบจริงๆ เพื่อเป็นความรู้ เพื่อคลายความสงสัย
ถามที่นี่คงจะไม่ได้คำตอบที่ตรงใจหรอก
ผมคิดว่า คุณก็รู้นะ ว่าควรจะไปหาคำตอบที่ไหน จึงจะได้คำตอบที่ตรงใจ ถึงบางอ้อ

ผมเข้ามาห้องนี้ ได้อ่านความเห็นของคุณก็มาก
ผมคิดว่า คุณต้องเป็นใครสักคน ที่เป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้
และใฝ่ศึกษา หาเหตุผล และเป็นผู้ที่มีเหตุมีผล มีตรรกะ
มีความสุภาพ เพราะไม่เคยเห็นคุณใช้คำหยาบเลย
มีการใช้เหตุผล มีข้อมูลอ้างอิงเสมอๆ

ตรงนี้ผมนับถือคุณนะ

แก้ไขเมื่อ 11 พ.ย. 51 10:32:46

แก้ไขเมื่อ 11 พ.ย. 51 10:10:53

จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 11 พ.ย. 51 10:08:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 214

พี่ทวนทองมีหลายกระทู้ที่ตอบ
สงบสุขเขียนไม่ได้อ่านเลยหรือค่ะ
ยกตัวอย่างตามภาพข้างล่างนะคะ
กลัวคนอื่นเขาเบื่อคะ
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ

 
 


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 11 พ.ย. 51 11:20:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 215

พี่ทวนทองขา ดูผ่านๆ แล้วพี่ทวนทองขาเนี่ย  ประสงค์ร้ายแน่นอนค่ะ  ไม่ได้มีความปรารถนาดีต่อใครเลย  พี่ทวนขา อยากเป็น ฮีโร่ ในห้องนี้หรือเจ้าคะ?  พี่ทวนจะล้มใครหรือคะ หนูไม่รู้นะว่าความจริงเป็นยังไง  แต่ท่านก็ไม่ได้มาสนใจพี่ทวนขา เลยนะคะ  และลูกศิษย์ของท่าน  จะไปรู้ทุกเรื่องได้ยังไงล่ะคะ

พี่ทวนขา ทำไมไม่นั่งรถไปถามท่านเลยล่ะคะ  ท่านจะได้ตอบให้  พี่ทวนมาพิมพ์อยู่ในนี้เนี่ย  หนูให้ 20 ปีเลยเอ้า

ฮีโร่มัยซินเด้อค่ะ


จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 12:02:33 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 216

ประเด็นนิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา
อย่าได้ตีความจากคำพูด คำเทศน์เลยครับ
ยิ่งไม่รู้จักประจักษ์แก่ใจตน ไม่เคยสัมผัสนิพพาน
ก็ยิ่งไม่ควรตีความออกมาครับ


จากคุณ : Maxymillion (Maxymillion) - [ 11 พ.ย. 51 14:08:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 217

ดิฉัน ขอความกรุณาอีกครั้งนะคะ ในการใช้ภาษาที่สุภาพแม้จะเป็นการตอบโต้กัน หากว่าท่านผู้ร่วมสนทนาท่านใด มีประสงค์จะกล่าวโทษ กล่าวตู่ผู้ร่วมสนทนาท่านอื่น ก็ขอให้ว่ากันเป็นการส่วนตัว ข้อความเหน็บแนมเสียดสี จะเป็นการลดทอนคุณค่าของศิษย์ธรรมกายลง เป็นการดิสเครดิตตัวเองนะคะ ด้วยความปรารถนาดีค่ะ

ดิฉันไม่อยากให้กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่รุนแรงใส่อารมณ์กันเหมือนกระทู้ที่ถามถึงธรรมกายอื่นๆ

และไม่อยากจะเชื่อว่าการถามถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวคิดของธรรมกายเป็นเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ คนนอกหากสงสัย คงได้แต่มองและอยู่เงียบๆ ไม่ไปยุ่ง ศิษย์ธรรมกายไม่ต้องการชี้แจงใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าความจริงจะมีอยู่อย่างไรก็ตาม

หลายๆท่านพูดว่า หากสงสัยให้ลองไปที่วัดดู ซึ่งดิฉันคิดว่า หากดิฉันไปที่วัดจริง ประการแรก ดิฉันคงไม่อาจได้สนทนากับธัมมไชโยโดยตรงได้แน่ๆ ไม่ว่าจะติดต่อขอเข้าพบอย่างไรก็ตาม เห็นได้จากที่เหล่าศิษยานุศิษย์ในที่นี้ ยังไม่อาจตอบคำถามได้ทุกคำถาม ให้ไปถามตัวท่านเอง นั่นน่าจะเพราะว่า ไม่มีโอกาสได้เข้าพบเป็นการส่วนตัวหรือเฉพาะตัวเป็นแน่ แล้วจะให้ดิฉันไปที่วัดให้เสียเวลา ค่าใช้จ่ายทำไมคะ?

อีกประการหนึ่งการถามตอบในกระดานสนทนานี้จะได้มีการชี้แจงกันเป็นวงกว้าง นอกจากดิฉันแล้ว ยังมีคนอื่นๆที่อยากรู้คำตอบอีก เขาก็จะได้เข้ามาอ่านและปรับความเห็นให้ตรงกัน หลังจากได้ใช้วิจารณญาณแล้ว


เมื่อมีโอกาส มีพื้นที่ที่จะไม่ไล่บี้เอาชนะธรรมกาย เป็นการถาม เพื่อคำตอบ เป็นการเปิดโอกาสให้ชี้แจง เป็นการเปิดโอกาสให้เผยแผ่คุณงามความดี เผยแผ่ธรรม เผยแผ่ข้อดีของธรรมกายแล้ว

ขอให้ทุกท่านสนทนากันด้วยดีนะคะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 11 พ.ย. 51 14:29:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 218


********************************************************
ความคิดเห็นที่ 1182  

คำพูดซ้ำ ๆ ชี้แจงไม่เป็นผล
ยกคำพูดเดิม ๆ ชี้แจงก็ไม่ฟัง
ปิดหูทั้ง 2 ข้าง
ปิดตาให้มืดดำ
เป็นคำพูดซ้ำๆ
วกไปเวียนมา
ผลงานมีให้ประจักษ์
จะโกงยึดวัดอย่างไรหนา
วัดก็ใหญ่โตมโหฬาร
จะขโมยวัดได้อย่างไร
เงินทุกบาทที่ได้
ก็ทุ่มสร้างวัดเต็มที่
เพื่อมีสถานที่สร้างบุญบารมี
เพื่อยังสรรพสัตว์หลุดพ้น
ณ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ
รอผู้ใจบุญทุกท่านที่
มีจิตเมตตาอยากทำดี
เพื่อสร้างสถานที่เผยแผ่พระสัตย์ธรรม
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขในใจค่ะ

จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข)  - [ 14 พ.ค. 50 11:22:23 ]
********************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
คุณสงบสุขลองช่วยค้นคำตอบในกระทู้ปาราชิกมาให้ดูหน่อยสิครับว่า ที่ว่าได้ ชี้แจง  ได้ตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เป็นผลนั้นนั่นน่ะ  มันเป็นคำตอบว่าอย่างไร  

รบกวนช่วยยกมาให้ดูหน่อยสิครับ เพื่อที่ว่า เพื่อน ๆ สมาชิกจะได้เป็นพยายนว่า คุณสงบสุขได้ตอบคำถามได้ตรงประเด็นแล้ว   เพราะที่ผมตรวจสอบดูไม่มีคำตอบใดที่ชี้แจงได้ตรงประเด็น  โดยเฉพาะคุณวรกร  ที่คุยนักคุยหนาว่า มีหลักฐานเด็ดเก็บไว้เป็น 10 ปีแล้ว  แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถนำมาแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์พยานได้


คุณวรกรถูกยึดอมยิ้มไปแล้วไม่สามารถเอาหลักฐานมาแสดงได้

งั้นรบกวนคุณสงบสุขหาหลักฐานดังกล่าวมาแสดงให้ดูหน่อยมั๊ยสิครับ ? ? ?  

ว่าคุณสงบสุขชี้แจงเรื่องอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ  ที่แสดงให้เห็นว่าธัมมชโยบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 15:37:59 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 219

ผมเห็นแต่หลักฐานอย่างนี้
\/
\/
\/
\/
\/

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 11 พ.ย. 51 15:44:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 220

คุณทวนทองเป็นคนเดียวกับคุณnameonics หรือ ?

มิน่าล่ะ


จากคุณ : AYXC - [ 11 พ.ย. 51 16:05:43 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 221

หนูว่านะคะ เจ้าของกระทู้ผิดหวังแน่นอนค่ะ นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบจากฝั่งวัดธรรมกายแล้ว  กาทู้นี้เป็นสมรภูมิแน่นอนค่ะ ทุกๆ สองวัน  หนูว่านะคะ  พี่โชคดีจะต้องเข้ามาห้ามทัพ  มันเป็นอย่างนี้มากี่ปีแล้วคะ  รู้มั้ยคะว่าทำไม?  ก็คนรู้ไม่มาตอบ  ส่วนคนมาตอบเค้าม่ายรู้นี่คะ พี่โชคดีลองนั่งรถไปวัดธรรมกายซักครั้งเนิง  ไปถามลูกศิษย์วัดดูดิคะ  เขาก็จะบอกว่า  ไม่รู้เหมือนกาน  แล้วเค้าทำไมยังไปวัดกันล่ะคะ?  อย่าสรุปว่าเค้าโง่งมงายสิคะ

ทำไมพี่โชคดี ไม่ไปบอกคนที่ด่าคนอื่นว่าโง่  ว่าคุณๆ สุภาพหน่อย  การด่าคนอื่นว่าโง่เนี่ย  หนูว่าคนด่าโง่กว่าอีก  มันสมรภูมิชัดๆ เลยค่า  ขอให้พี่โชคดีโชคดีนะค้า


จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 16:15:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 222

ผมว่านะ ผู้ที่ศรัทธาวัดพระธรรมกายที่เข้ามาในห้องนี้
น่าจะเปรียบได้กับ user ผู้ใช้งาน หรือ ผู้บริโภค
เขามีความพอใจกับโปรแกรมที่ โปรแกรมเมอร์ผลิตมา

การที่มีคน สงสัยว่า ทำไมโปรแกรมนั้น เขียนขึ้นจากภาษานี้ ทำไมไม่ใช้ภาษานั้น
ทำไมโปรแกรมจึงออกมาเป็นแบบนี้
มันน่าจะเป็นอย่างนั้นซิ

บรรดา user ก็ได้แต่อึ้งๆๆ ก็อึ้งๆ แหละครับ

ผมเป็นผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมต่างๆ
ถ้ามีใครมาถามผมว่า
"ที่คุณใช้โปรแกรมนี้น่ะ ผมว่าโค๊ดที่เขาเขียนตรงนั้นมันไม่ถูกนะ คุณจะว่าไง ตอบผมได้ไหม คุณใช้โปรแกรมคุณไม่รู้รึ ว่าโปรแกรมนี้โค๊ดเป็นไง"

ผมคงจะอึ้งๆๆ แล้วก็คิดในใจว่า เท่าที่ใช้ก็โอเคนี่นา

ถามรายละเอียดของโปรแกรมจาก user คำตอบที่ได้คงไม่ตรงใจหรอกครับ


จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 11 พ.ย. 51 16:31:13 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 223

ความคิดเห็น 211

ไม่ต้องฝากไปบอกหรอกครับ  เพื่อนผมเขาไม่ได้ชอบ "ปล่อยปลา"  เพื่อนผมมันชอบ "ปล่อยกู้"  ต่างหาก  ดอกเบี้ยระดับเทพ ทวงหนี้ระดับมาร ซ้อมลูกหนี้เชียวแหละ  กระทู้นี้ไง  

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7190441/Y7190441.html

คุณทวนทองใจดำมาก  เพื่อนผมที่อำเภอพนมทวน จ.กาญจนบุรี  มันกำลังจะ "ตกนรก" อยู่เห็นๆ  มันประกอบอาชีพไม่สุจริต  มันแก่แล้วด้วย  จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  ผมมาขอความช่วยเหลือ เห็นคุณมีหลักธรรมดี  ขนาดอบรมสั่งสอนพระสงฆ์องคเจ้า  เป็นปีๆๆๆ  ก็น่าจะช่วยผมได้  

ได้โปรดเถอะนะครับ  ช่วยเพื่อนผมด้วย  มันชอบปล่อยกู้  ไม่ไม่สนปล่อยปลา  พลีสสสส


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 11 พ.ย. 51 20:29:00 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 224

พี่โชคดีขา  หนูไปทำบุญทั่วๆ นะคะ  หนูไม่ได้ทำบุญวัดเดียว  การที่หนูมาพิมพ์ออกความเห็นเนี่ย  หนูไม่ได้เป็นตัวแทนของใครนะคะ หนูตอบตามความรู้สึก  แล้วหนูจะไปอธิบายอะไรได้คะ แล้วจะให้หนูรับผิดแทนใครเหรอคะ  แล้วจะให้หนูเถียงแทนใครเหรอคะ  ความเห็นพร้อมหลักฐานต่างๆ ในกระทู้ของพี่โชคดีเนี่ย  ศาลเขาจะรับไปประกอบการพิจารณาคุณโทษของจำเลยเหรอค้า

จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 20:45:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 225

พี่โชคดีขา  ความเห็น 217
"หากดิฉันไปที่วัดจริง ประการแรก ดิฉันคงไม่อาจได้สนทนากับธัมมไชโยโดยตรงได้แน่ๆ"

พี่โชคดีขา  หนูชักสงสัยพฤติกรรมการตั้งกระทู้ของพี่แล้วล่ะค่ะ  พี่เป็นผู้หญิงนะคะ พี่เรียกพระ ในประโยคเนี้ยะว่า "ดิฉันคงไม่อาจได้สนทนากับธัมมไชโย"  โถพี่ขา  พี่เรียกพระไม่มีคำนำหน้าเลยเหรอคะ  หนูขอฟันธงค่า  พี่แกล้งเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาล่อเป้า  พี่โชคดีสารภาพมาซะดีๆ นะค้า เจตนาไม่บริสุทธิ์  พฤติกรรมอย่างนี้ เขาเรียกว่า Fake ค่ะพี่ขา

หนูไม่ยอมค่า


จากคุณ : Mod- - [ 11 พ.ย. 51 22:39:43 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 226

ผมมองอย่างนี้ครับ คุณกบในกะลาแตก

ถ้าคุณใช้โปรแกรมนั้น แล้วคุณพอใจ มีความสุข ผมหรือคนอื่นๆก็คงไม่สามารถเรียกร้องให้คุณเลิกหรือใช้โปรแกรมอื่น
เหมือนอย่างที่ผมว่าไว้ ศรัทธาโดยใช้ปัญญาเกิดจากการมองเห็นตามความจริงดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ เห็นจริงแล้วจึงเชื่อ ใช่ไหมครับ

ผมมั่นใจว่าคนที่เพิ่งใช้คอมพ์เป็นตอนแรกๆ ย่อมใช้โปรแกรมได้เพียงเบื้องต้น เนื่องจากเพิ่งเริ่มหัด แต่เมื่อใช้ไปบ่อยๆเข้า ก็จะย่อมเห็นจุดดี จุดด้อย
ของโปรแกรมนั้นอย่างแน่นอน จนกระทั่งเชี่ยวชาญชำนาญจนเขียน
โปรแกรมเองขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องง้อตัวโปรแกรม

ถึงคุณ Mod ที่ความเห็น 221 ผมมองว่า ชุมชนในห้องศาสนานี้เปิดโอกาสให้คนออนไลน์จำนวนหนึ่งได้เข้ามาใช้เหตุผลของตนเอง และปัญญาเพื่อความก้าวหน้าท่างจิตใจ ที่คุณทวนทองได้มาถามปัญหาต่างๆ เพื่อให้คุณคิดใช้เหตุผลทั้งนั้นแหละฮะ คุณอาจจะยังตอบปัญหาไม่ได้ตอนนี้ แต่ใช่ว่าปัญหานั้นไม่มีคำตอบนะ

เห็นด้วยกับความเห็น 217 คุณฉันขอให้เธอโชคดี ถ้าเราทำตัวเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว เราก็จะขวนขวายหาสัจธรรม จนบรรลุธรรมจริงได้ในที่สุด


จากคุณ : thungsum - [ วันลอยกระทง 08:38:23 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 227

อ้าว กรรม

ดิฉันโดนไปด้วยแล้วหรือนี่ น้อง Mod- ทำคุณพี่งานเข้าซะแล้ว ชื่อก็โดนย่อเป็นโชคดีซะแล้ว (ฮา)

พี่เข้ามาเป็นสมาชิกแฝงอ่านกระทู้ที่ห้องนี้นานแล้ว เห็นข้อโต้แย้งของเหล่าพุทธศาสนิกชนกับทางศิษยานุศิษย์ธรรมกายแล้ว ก็เกิดข้อสงสัยจึงได้ตั้งกระทู้ถามขึ้นด้วยตั้งใจจะให้คุยกันด้วยเหตุและผล อันไหนไม่ทราบ ไม่รู้ก็บอกไว้ว่าอันนี้มันไกลตัวไปนะ ไม่รู้ พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ไล่บี้อะไรนะ

พี่มองอย่างกลางๆ พี่เองก็ทำบุญทุกวัด ไม่ได้เจาะจง แต่เห็นธรรมกายมีสื่อเยอะ มีสาวกเยอะ ข้อใดที่เป็นข้อที่ถูกตำหนิจากบุคคลภายนอก พี่ก็แค่ตั้งเป็นประเด็นไว้ ไม่ได้ขอให้ใครมาเชื่อ แค่หวังเล็กๆว่าอาจจะมีใครได้คิด แล้วพัฒนาปรับปรุงดีขึ้น

ซึ่งถ้าน้องจะมองว่า พี่ fake พี่ก็ไม่ว่า พี่อ่านในฐานะคนกลาง ตอนนี้เห็นว่า ฝั่งธรรมกายเริ่มเพลี่ยงพล้ำแล้ว เพราะตอบกระทู้ด้วยอารมณ์ จึงขอให้เพลาๆลง เพราะเป็นการดิสเครดิตตัวเอง น้องคิดว่าคนที่เข้ามาอ่านนั้นมีแต่สมาชิกหน้าเดิมในห้องนี้หรือ? พี่เองเมื่อก่อนก็คอยแฝงอ่านกระทู้ห้องศาสนาโดยไม่มี log in เหมือนกัน และก็คิดว่าน่าจะมีคนอื่นๆที่เขามาอ่าน พี่ไม่อยากให้เขาเหล่านั้นมาเจอสมรภูมิ

พี่ก็ชี้แจงได้แค่นี้แหล่ะนะคะ หากน้องยังว่าพี่ไม่ดีอีก หรือ fake อีก ก็เชิญด่าพี่ได้ตามอัธยาศัย (ฮา)


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ วันลอยกระทง 13:30:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 228

ความคิดเห็นที่ 225  

พี่โชคดีขา  ความเห็น 217
"หากดิฉันไปที่วัดจริง ประการแรก ดิฉันคงไม่อาจได้สนทนากับธัมมไชโยโดยตรงได้แน่ๆ"

พี่โชคดีขา  หนูชักสงสัยพฤติกรรมการตั้งกระทู้ของพี่แล้วล่ะค่ะ  พี่เป็นผู้หญิงนะคะ พี่เรียกพระ ในประโยคเนี้ยะว่า "ดิฉันคงไม่อาจได้สนทนากับธัมมไชโย"  โถพี่ขา  พี่เรียกพระไม่มีคำนำหน้าเลยเหรอคะ  หนูขอฟันธงค่า  พี่แกล้งเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาล่อเป้า  พี่โชคดีสารภาพมาซะดีๆ นะค้า เจตนาไม่บริสุทธิ์  พฤติกรรมอย่างนี้ เขาเรียกว่า Fake ค่ะพี่ขา

หนูไม่ยอมค่า

จากคุณ : Mod-


เอ่อ พี่ว่า พี่ชี้แจงไปในความคิดเห็นที่ 7 แล้วนะ น้องไม่ได้เมตตากรุณาอ่านเลยหรือนี่ พิโธ่พิถัง

ความคิดเห็นที่ 7  

ขอขอบคุณคำตอบของคุณ ebusiness นะคะ ที่เรียก ธัมมไชโย เพราะเห็นว่าเคยทำผิดมาก่อน และแม้จะได้คืนยศแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าได้คืนเพราะคุณงามความดี หรือเพราะเหตุผลทางการเมือง หรืออื่นๆ

หากว่าท่านสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์

เมื่อดิฉันค้นหาข้อมูลจนเป็นที่เชื่อได้ว่า ท่านเป็นพระแท้ ก็จะเปลี่ยนไปเรียก
"พระธัมมไชโย" ตอนนั้นคงไม่สายไปนะคะ

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี  - [ 13 ต.ค. 51 13:55:32 ]


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ วันลอยกระทง 13:34:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 229

คุณพ่อตัวดี  

กระทู้เงินกู้ที่คุณตามให้คุณทวนทองไปตอบนั้น

ทำให้สมาชิกท่านนึง ถูกพาดพิงในคห.203,211  ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวด้วย

คุณทำให้คู่กรณีของคุณเข้าใจผิด ว่าเรื่องราวต่างๆ มาจากสมาชิกท่านนั้น

คุณทำให้คนอื่นเดือดร้อนทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุในเรื่องเหล่านั้นเลย

กรุณาชี้แจงด้วยครับ


จากคุณ : taken01 - [ วันลอยกระทง 16:36:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 230

โอ๊ย ...

งง งง งง เหมียว


สาหรุป  ว่า ที่ พ่อตัวดี  พูดถึงมานคือคราย อ่ะ


แล้ว มานเกิดจาก เหตุอันใด เริ่มแรก


โปรด กรุณา แจ้ง ให้เหมียว ตัวกลม ๆ ทราบหน่อยเหอะ เป็น งง



เออ หลังไมค์ ก้อด้าย  FF ก้อด้าย ....

 
 


จากคุณ : cattym - [ วันลอยกระทง 17:23:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 231

ดีที่สุด รบกวนคุณ Taken01
หลังไมค์ไปคุยกับเพื่อนของคุณเงียบๆ นะครับ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ วันลอยกระทง 17:26:13 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 232

ตายแล้วววว  พี่โชคดีขา

สุดท้ายพี่ก็เฉลยธาตุแท้ออกมาแระ  ตอนแรกหนูก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละ  แล้วพอพี่โดนยั่วนิดเดียว  พี่ก็หงายไพ่ออกมาอะหล่างฉ่าง  ขอบคุณมากค่ะพี่ขา

ความเห็น 228
เมื่อดิฉันค้นหาข้อมูลจนเป็นที่เชื่อได้ว่า ท่านเป็นพระแท้ ก็จะเปลี่ยนไปเรียก "พระธัมมไชโย" ตอนนั้นคงไม่สายไปนะคะ

หนูว่าไม่มีใครแคร์หรอกค่ะว่า  พี่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ  พี่สำคัญตนอะไรไปหน่อยเรอะป่าวคะ?  คุณพี่ขา  คุณพี่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?  แต่ที่แน่ๆ  พี่อย่าตั้งกระทู้แนวเปิดโอกาสเลยค่ะ ยังไงก็ Fake ค่ะพี่ขา พี่ตั้งกระทู้ล่อเป้า พี่ก็หงายไพ่ล่อนจ้อนออกมาแล้ว ว่าล่อจริง  ก็แค่นั้นแหละค่า  แค่นี้หนูพอใจแล้วแหละ  หน้ากากหลุดแล้วค่า ขอบคุณพี่โชคดีอีกครั้งนะคะ  ส่วนพี่จะเรียกพระว่ายังไง  มันก็ส่อวงศ์ตระกูลของพี่เองแหละ  หนูขอบายค่า

แล้วหนูงงค่า  คัยเพลี่ยงพล้ำคัยเหรอคะ?  พี่โชคดีขา  อาการหนักมากเลยค่า  คุณพี่มีความสุขที่เห็นคนทะเลาะกันใช่มั้ยคะ?  ทำไมคนนิสัยอย่างนี้  ได้รับการนับหน้าถือตาในเว็บบอร์ดจริงๆ  ไม่มีใครตำหนิเลยค่ะ  อนาถมากค่ะ พี่ขา


จากคุณ : Mod- - [ วันลอยกระทง 17:42:26 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 233

ความเห็น 228
เมื่อดิฉันค้นหาข้อมูลจนเป็นที่เชื่อได้ว่า ท่านเป็นพระแท้ ก็จะเปลี่ยนไปเรียก "พระธัมมไชโย" ตอนนั้นคงไม่สายไปนะคะ

หนูว่าไม่มีใครแคร์หรอกค่ะว่า  พี่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ  พี่สำคัญตนอะไรไปหน่อยเรอะป่าวคะ?  คุณพี่ขา  คุณพี่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?  แต่ที่แน่ๆ  พี่อย่าตั้งกระทู้แนวเปิดโอกาสเลยค่ะ ยังไงก็ Fake ค่ะพี่ขา พี่ตั้งกระทู้ล่อเป้า พี่ก็หงายไพ่ล่อนจ้อนออกมาแล้ว ว่าล่อจริง  ก็แค่นั้นแหละค่า  แค่นี้หนูพอใจแล้วแหละ  หน้ากากหลุดแล้วค่า ขอบคุณพี่โชคดีอีกครั้งนะคะ  ส่วนพี่จะเรียกพระว่ายังไง  มันก็ส่อวงศ์ตระกูลของพี่เองแหละ  หนูขอบายค่า


มันก็พูดกันยากนะคะน้อง คนเราเชื่อไม่เหมือนกัน คิดต่างกัน ทัศนคติและทัศนวิสัยก็ต่างกัน พี่เชื่อต่างจากน้องและต่างจากคนอื่นๆ และพี่เองก็เคยแอบเอียงกับวัดพระธรรมกาย ต่อเมื่อได้ตั้งกระทู้นี้และได้พูดคุยกับศิษย์ธรรมกาย ทำให้กระทู้นี้ในท่อนต้นเป็นไปด้วยดี พี่จึงเห็นข้อดีของที่นี่ คือไม่เชื่อทางสื่อและการโจมตีแต่ถ่ายเดียว แต่ข้อหลักธรรมที่แตกต่างก็ไม่ได้ทำให้พี่ไปศรัทธาอย่างมากมายถวายหัวกับวัดพระธรรมกาย และถ้าน้องได้อ่าน พี่ก็ไม่ได้มาตอบอะไร หรือมาถามอะไรอีก จนกระทู้เริ่มเดือดนี่ล่ะ

ข้อความเห็นของพี่ที่ชี้แจงไว้แล้วว่าเหตุที่ไม่เรียกธัมมไชโยว่า พระธัมมไชโย ก็เพราะเห็นว่าติดคดีอยู่ และคดียังไม่สะสางให้เป็นที่เรียบร้อย การที่อัยการโจทก์ถอนฟ้องนั้น ถือว่าข้อคดียังไม่ได้ผ่านการวินิจฉัยจากศาล และก็ไม่แน่ใจว่าการที่ธัมมไชโยได้รับคืนยศนั้นเป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองหรือเพราะเหตุใดกันแน่ เป็นการชี้แจงเท่านั้น ไม่ใช่การประกาศอำนาจความใหญ่โตของตัวเองที่ต้องให้ใครมาสนใจ

แล้วหนูงงค่า  คัยเพลี่ยงพล้ำคัยเหรอคะ?  พี่โชคดีขา  อาการหนักมากเลยค่า  คุณพี่มีความสุขที่เห็นคนทะเลาะกันใช่มั้ยคะ?  ทำไมคนนิสัยอย่างนี้  ได้รับการนับหน้าถือตาในเว็บบอร์ดจริงๆ  ไม่มีใครตำหนิเลยค่ะ  อนาถมากค่ะ พี่ขา

แน่นอนค่ะ ตอนนี้กระทู้พี่เป็นสมรภูมิรบไปแล้ว และไม่ใช่เพราะพี่ออกมาห้ามมิให้มีการทะเลาะกันหรือคะ งานถึงเข้าพี่อย่างนี้ (ตอนแรกๆคุยกันอยู่ดีๆแท้ๆเชียว) พี่ยอมรับค่ะว่านี่เป็นการต่อสู้

เป็นการต่อสู้กันด้วยเหตุและผลของคนที่คิดต่างกันสองฝ่าย โดยอาศัยหลักการว่า แตกต่างไม่แตกแยก

และถ้านี่คือสมรภูมิเหตุผล คนใช้อารมณ์น่ะเจ้าค่ะ ที่เพลี่ยงพล้ำ พี่ก็ไม่ได้เจาะจงตัวลงไปอย่างไรหรอกนะ คนอ่านเขามีวิจารณญาณเอาได้

ที่พี่สงสัยเนี่ย น้องมีแผนมาดิสเครดิตพี่หรือเปล่าคะ

พี่ไม่มีอะไรให้ดิสเครดิตหรอกค่ะ เพราะตัวพี่เองเป็นเพียงผู้เดินทางคนหนึ่งที่ไม่ได้มีดีอะไร มองเห็นคนอื่นเดินทางเหมือนๆกัน แต่แตกต่างในบางประการจึงได้ถามว่า ทางของท่านเป็นอย่างไรเหรอ เขาว่ากันอย่างนี้ ไม่จริงใช่ไหม

แล้วที่พี่เป็นอย่างนี้ พี่ก็ไม่รู้ว่าตัวเอง fake หรือไม่ ได้น้องมาบอก พี่ก็ดีใจ พี่จะได้ค้นหาตัวเองต่อไป  

ถ้าพี่ fake จริง พี่จะได้แก้ไข ง่ายๆ แค่นั้นเอง ^^


ป.ล. พี่ตอบทุกคนที่อ้างถึงพี่นะจ๊ะ ไม่ใช่แต่น้องหรอก แต่จะให้ดี อย่ามาอ้างถึงพี่บ่อยๆก็ดี (ฮา)

แก้ไขเมื่อ 12 พ.ย. 51 18:09:42

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ วันลอยกระทง 18:07:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 234

กระทู้ร้อน เอาของเย็นๆจากวัดพระธรรมกายมากำนัลศิษย์วัด

 
 


จากคุณ : Minutius Hora - [ วันลอยกระทง 18:08:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 235

ถ้ายังหวานไม่พอกับแหวนช็อคโกแลต
ก็มีแหวนเอิร์ธ์เควกมาฝาก
ให้ทั้งหวานและเย็นใจกันอีก

 
 


จากคุณ : Minutius Hora - [ วันลอยกระทง 18:10:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 236

ทำบุญกันด้วยไก่ย่าง วัดพระธรรมกายเค้าก็มีแจก

 
 


จากคุณ : Minutius Hora - [ วันลอยกระทง 18:12:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 237

สอนกันดีจริงๆ ทั้งสร้างสรรค์ น่ารัก
แต่ไม่รู้เอามาจากไหน ต้องถามคนเขียนหนังสือ)

ถูกจริตทั้งคนสอนคนรับไหม
ชาววัดพระธรรมกายอนุโมทนาหรือเปล่าไม่รู้

ถ้ามีของแปลกๆที่เป็น "คุณความดีของวัดพระธรรมกาย"แบบนี้อีก
รบกวนชาววัดพระธรรมกายนำมาแสดงให้ดู
เหมือนกับสิ่งที่ "คนเขียนหนังสือเล่มนี้เค้าเชื่อ" ดังที่เขียนมาแบบนี้..

 
 


จากคุณ : Minutius Hora - [ วันลอยกระทง 18:17:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 238

หลักฐาน"คุณความดีของวัดพระธรรมกาย"แบบนี้
ชาววัดพระธรรมกายเห็นกันจนชินตา ชินใจหรือยัง
ไม่ทราบ

หนีเรื่องโกงวัด โกงที่ดิน มาเย็นใจกับเรื่องแบบนี้
ชาววัดพระธรรมกายคงสุขใจบ้างแล้วไม่มากก็น้อย

ขอเชิญเสวนากันต่อ พอดีว่างเลยเข้ามาคั่นโฆษณา
พอเป็นกระสัย....

 
 


จากคุณ : Minutius Hora - [ วันลอยกระทง 18:25:47 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 239

เห็นนานแล้วล่ะ หนังสือเล่มนี้  จริงๆ หนังสือเล่มนี้มีชื่อเต็มว่า

มนต์เสน่ห์แห่งสวรรค์  ทัณฑ์ทรมานแห่งนรก

มีเนื้อหาสวรรค์ ประมาณครึ่งเล่ม
มีเนื้อหานรก ประมาณครึ่งเล่ม
พร้อมภาพประกอบ

เกรงว่าผู้อ่านจะได้รับข้อมูล "ด้านเดียว"  จึงขอนำเสนอ "ภาคอบาย" มาให้ทัศนากันด้วย


ประเดิมด้วยภาพแรก  เป็นสันปกหนังสือ


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 20:40:34 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 240

ประเดิมด้วยภาพแรก  เป็นสันปกหนังสือ

 
 


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 20:44:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 241

ภาพที่สอง  เป็นภาพปกหลังของหนังสือเล่มนั้น หนังสือเล่มนี้มี 2 ปกนะครับ  เหมือนจะบอกว่า  จะดูอะไร ต้องดูข้อมูลสองด้าน  อย่ามองอะไรด้านเดียว  ชีวิตมีดี มีชั่ว  ทำชั่วก็ต้องรับผลของกรรมชั่ว

 
 


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 20:46:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 242

ภาพที่สาม  เป็น Section ของภพภูมิเปรต  เรากำลังจะเข้าเรื่องกันแล้ว  เห็นแต่ของสวยๆ บางคนอาจจะไม่ชอบ  เปรตเป็นอบายชนิดหนึ่งนะครับ  มีสอนไว้ในพระไตรปิฎก  อ่านคำนำเอาเองนะครับ

 
 


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 20:51:00 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 243

เปรตขนหอกขนดาบ  พวกลิ้นหาเรื่อง  ชอบกล่าววาจาจ้วงจาบผู้มีศีลธรรม  ด่าเองบ้าง  ตั้งกระทู้  เอ๊ยๆๆ  ขออภัย นอกบท  ชวนคนอื่นให้ด่าบ้าง  หรือขีดเขียน คีย์บอร์ดด่าบ้าง  ก็ไม่ได้เอามาขู่นะครับ  เอามาให้ดู

 
 


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 20:55:47 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 244

บอกแล้วไงว่า ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว บางท่านเห็นสวรรค์แล้วอาจจะไม่ถูกจริต  จึงแซมเปิ้ลอบายจากหนังสือเล่มเดียวกัน  จริงๆ นะครับ  หนังสือเล่มนี้มีส 2 ด้าน  คือด้านดี และด้านชั่ว

เปรตตัวต่อไป คือเปรตลิง  คิกๆ  เจี๊ยกๆ

 
 


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 21:01:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 245

ภาพผมสวยมั้ยฮะ  มาจากหนังสือเล่มเดียวกันแหละ
แปลกใจว่า  ทำไมเอาแต่สวรรค์มาให้ดู  ดูแล้วเบื่อจะตายไป เห็นบ่อยแล้ว


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 21:06:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 246

เปรตมาอีกตัวแล้วครับ   เปรตปากแหวะ ก็เพราะชอบไปแหวะเขา  เวลาคนจะทำความดี  ก็ห้ามว่าอย่าไปทำเลย  อะไรพวกเนี้ยะ  แหวะ

 
 


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 21:17:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 248

นี่คือคุณงามฟามดีส่วนหนึ่ง ของวัดพระธรรมกาย คือสอนให้คนรู้จัก "กลัวบาป"

เอ่อ ความเห็น 247 อย่าลบนะครับ ไม่ใช่โฆษณา แต่เป็นการปรับปรุง ความเห็น 238 ของคุณ Minutius Hora  เอาภาพมาให้ดูทั้งที ภาพมันเบลอร์ๆ ไม่สะใจ


จากคุณ : IQ0 - [ วันลอยกระทง 21:30:34 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 249

พี่โชคดีขา  กระทู้พี่กลายเป็นภพภูมิไปหมดแล้ว  หนูเลือกไปสวรรค์นะคะ  หนูไม่ไปหรอก นรกน่ะ  พี่ขา รบกวนอ่านภาพของ ความคิดเห็นที่ 243 สิคะ  ถ้าพี่อยากลบกระทู้  ก็ยังเปลี่ยนใจได้นะคะพี่ขา

จากคุณ : Mod- - [ วันลอยกระทง 22:17:35 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 250

คุณ IQ0 เอารูปทัณฑ์ทรามานแห่งนรก ไปตั้งกระทู้ใหม่ก็ได้นะ เรื่องคุณความดีของวัดพระธรรมกาย ทำให้เกิดหิริ โอตัปปะ  ไม่อยากทำบาป

555


จากคุณ : AYXC - [ วันลอยกระทง 22:36:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 251

โมฆะบุรุษผู้รับทัณฑ์ทรมานปัจจุสมัย

ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคภูมิแพ้

จำต้องสวมใส่เสื่อยืดทั่วทั้งสรรพางค์กายตลอดเวลา

เพราะผิวหนังโดนแดดโดนลมไม่ได้ มันแสบมันร้อน มันทรมานทรกรรม

อีกทั้งต้องถ่อสังขารทรมานทรกรรมวิ่งรอกไปให้การต่อศาลยาวนานมากกว่า 7 ปี

อีกทั้งมีโลกันตนรกเป็นเบื้องปลาย

เพราะได้กระทำอนันตริยกรรมต่อพระพุทธองค์  กล่าวตู่พุทธพจน์  โป้ปด/บิดเบือนพระไตรปิฎกเป็นนิจ  ผิดศีลอยู่เป็นประจำ

 
 


จากคุณ : ทวนทอง - [ 13 พ.ย. 51 00:24:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 252

คุณ IQ0 ช่วยลงเนื้อหาและภาพภาค นรกอีกนะครับ

เพราะหน้งสือเล่มเดียวกัน
มีแต่นำเสนอภาคสุขคติภพ และก็นำมาแค่เครื่องประดับ แล้วก็เฮฮากัน
ในส่วนอื่น ๆ ของสภาพสวรรค์ ยังไม่มีท่านใด นำเสนอ

โดยเฉพาะเนื้อหาและภาพ ส่วนของอบายภูมิ
ไม่มีท่านใดนำมาลง

จะขอเก็บข้อมูลไว้ เผยแผ่ให้เพื่อน ๆ ด้วยครับ
อนุโมทนา

การสนทนาแลกเปลี่บนความรู้ ความคิดเห็น
ควรเป็นไปเพื่อชี้ขุมทรัพย์ ยกใจซึ่งกันและกัน
ด้วยจิตเมตตา กรุณา ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน

ไม่ควรแขวะ กระแหนะกระแหน ส่อเสียดกันนะครับ


จากคุณ : deedang - [ 13 พ.ย. 51 00:37:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 253

รวบรวมเรื่องราว คุณงามความดีของวัดพระธรรมกาย ได้บ้างแล้วครับ

กำลังหาภาพประกอบเนื้อหา คุณงามความดีของวัดพระธรรมกาย
เพราะหนึ่งภาพ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น

เนื่องจากเนื้อหามีเยอะมาก
จะนำเสนอเพียงบางส่วน ในโอกาสต่อไปครับ

 
 


จากคุณ : deedang - [ 13 พ.ย. 51 00:47:43 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 254


************************************************************
ความคิดเห็นที่ 213  

ด้วยความเคารพครับ คุณทวนทอง

ผมคิดว่า ที่คุณคอยถามเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับประเด็นของวัดพระธรรมกาย

คุณมีความสงสัย เพราะอยากรู้จริง ๆ และคิดว่าความรู้นั้นมีประโยชน์กับตัวคุณ หรือถามเพื่ออะไรครับ

อีกเรื่องคือ
ทำไมคุณทวนทองถึงสงสัยแต่ในเรื่องของวัดนั้น
เรื่องอื่น ๆ เช่น จตุคามเอย เครื่องรางประหลาด ๆ เอย ทรงเจ้า ใบ้หวย สักยันต์
คุณไม่มีความสงสัยมาตั้งคำถาม ถามผู้ที่นับถือทางนั้นบ้างหรือ
ว่าสิ่งที่นับถือมีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือคำสอนอย่างไร
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
จากคุณ : กบในกะลาแตก  - [ 11 พ.ย. 51 10:08:52 ]
************************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ก็เพราะประเด็นเรื่องวัดพระธรรมกายนั้น  มีเรื่องที่น่าสงสัยและเป็นประเด็นปัญหาต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน  นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมต่อเนื่องกันมาหลายเรื่อง  หลายกรรม  หลายวาระ  ผมคงไม่ต้องกล่าวรายละเอียดอะไรกันอีก  เพราะมีกล่าวไว้มากแล้ว นั่นเป็นเรื่องการก่อสร้างการขยายพื้นที่อาณาเขตวัด  ซึ่งมีปัญหามาโดยตลอดแม้กระทั่งกับอาจารย์วรณี  สุทรเวช ผู้บริจาคที่ดินผืนแรกให้กับธัมมชโย 196 ไร่ และปัญหาอื่น ๆ ดังที่ผมได้กล่าวโดยรวม ๆ ไว้ในความเห็นที่ #156,  #174,  #175  และ  #176 นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับสีกาต่าง ๆ ดังที่ผมได้ยกมาให้ความเห็นที่ #164  

จนกระทั่งเกิดปัญหากรณีการยักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกาย  ที่แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชไม่อาจทอดธุระปัญหาดังกล่าวได้ ถึงกับทรงมีพระลิขิตตักเตือนมาเป็นระยะ ๆ  พระองค์ท่านทรงตักเตือนด้วยพระเมตตายิ่ง ด้วยการมีพระลิขิตทีละฉบับเริ่มจากฉบับที่ 1- 5 ทอดระยะเวลาห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ในแต่ละฉบับ  โดยเริ่มฉบับแรกเมื่อราวกลางเดือนมีนาคม 2542 แต่ธัมมชโยก็เพิกเฉยเย็นชา  ไม่ใส่ใจใยดีต่อพระลิขิตของพระองค์ท่าน  จนกระทั่งวันที่ 26 เมษายน 2542 จึงทรงมีพระลิขิตเป็นฉบับที่ 3 ในฉบับนี้ได้มีพระลิขิตเพิ่มเติมอีกว่า

“ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ ให้ ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติ ของวัดเป็นของตนจริง ๆ  แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็น พระ ให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้ง ว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูก จัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ใน พระพุทธศาสนา”

แต่ธัมมชโยและกรรมการมหาเถรสมาคมต่างก็เพิกเฉยเย็นชาต่อพระลิขิตของพระองค์ท่าน  มิหนำซ้ำยังสร้างกระแสว่า พระลิขิตทั้งหลายนั้นเป็นพระลิขิตปลอม

ต่อมาทรงมีพระลิขิตฉบับที่ 4 ความว่า “ในกรณีเกี่ยวกับ เรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม”

สุดท้ายทรงมีพระลิขิตฉบับที่ 5 ความว่า “ ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ ว่า ในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้นถูกทำลาย สมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจ  ท่านกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรต่อไปตามความต้องการ จะไม่มานั่งฟังรับรู้ในที่ประชุมวันนี้ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ”

อ่านพระลิขิตฉบับที่ 5 แล้วรู้สึกสลดหดหู่ในการกระทำของธัมมชโยและกรรมการมหาเถรสมาคมยิ่งนักที่บังอาจเพิกเฉยเย็นชาต่อพระลิขิตของพระองค์ท่านอย่างไม่สะทกสะท้าน

และผลจากการดำเนินคดีอาญา  แม้ว่าธัมมชโยจะยอมโอนทรัพย์สินที่ยักยอกคืนให้กับวัดพระธรรมกายเป็นการแลกเปลี่ยนการต้องโทษจำคุกไปแล้วก็ตาม  แต่พระธรรมวินัยไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษเช่นเดียวกับกระบวนการนิติบัญญัติ

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ บ่งบอกว่า การดำเนินงานทั้งหลายของธัมมชโย/วัดพระธรรมกาย ไม่โปร่งใสมาตั้งแต่เบื้องแรกที่ได้รับการบริจาคที่ดินจากอาจารย์วรณี  สุนทรเวชและมีปัญหามาตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการขยายเครือข่ายองค์กรของตนเอง  ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่ชาวบ้านชาวช่องเขาทำกันอย่างสินเชิง  ไม่ว่าจะเป็นจตุคาม เครื่องรางของขลัง ทรงเจ้า  ใบ้หวย สักยันต์ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเขาทำกันนั้น เป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ผู้ดำเนินการเป็นหน่วยเล็ก ๆ หน่วยหนึ่งของชุมชน เป็นการทำที่เสมือนหนึ่งดั่งไฟไหม้ฟาง เกิดขึ้นชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็หายไป/ซาไปเอง  แน่นอนว่ามันแตกต่างไปจากการดำเนินกิจกรรมของธัมมชโย/วัดพระธรรมกาย  ที่มีการกระทำในลักษณะรูปแบบองค์กรที่มีกลุ่มทุนสนับสนุนมหาศาล ซึ่งมองดูเป็นการดำเนินกิจกรรมที่มีผลต่อความเชื่อ/ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้มากกว่า


จากคุณ : ทวนทอง - [ 13 พ.ย. 51 01:27:35 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 255


************************************************************
ความคิดเห็นที่ 213  
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
......................................................................................................
คำถามของคุณที่ถามเรื่องวัดพระธรรมกายน่ะ
ในความคิดของผมนะ
ในพันทิพนี่คงไม่มีใครสามารถมาชี้แจงให้ความกระจ่าง ตอบสนองความสงสัยของคุณได้มากนักหรอก

ดู ๆ แล้ว ผู้ที่มาห้องนี้น่าจะเป็นสาธุชนที่ไปทำบุญวัดนั้นเท่านั้น
ไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในวัด ที่จะรู้เรื่องราวทุกๆสิ่งทุกๆอย่างของวัดนั้นหรอก
หากพวกเขาจะศรัทธาตรงนั้น เขาไปแล้วมีความสุข ก็เป็นเรื่องของเขา

ดูเหมือนคุณจะรู้สึกกับพวกเขาเหล่านั้นว่าเป็นตัวแทนของวัดที่จะต้องรู้ทุกเรื่อง ชี้แจงทุกเรื่องได้

หากคุณมีความสงสัย และต้องการคำตอบจริง ๆ เพื่อเป็นความรู้ เพื่อคลายความสงสัย
ถามที่นี่คงจะไม่ได้คำตอบที่ตรงใจหรอก
ผมคิดว่า คุณก็รู้นะ ว่าควรจะไปหาคำตอบที่ไหน จึงจะได้คำตอบที่ตรงใจ ถึงบางอ้อ

ผมเข้ามาห้องนี้ ได้อ่านความเห็นของคุณก็มาก
ผมคิดว่า คุณต้องเป็นใครสักคน ที่เป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้
และใฝ่ศึกษา หาเหตุผล และเป็นผู้ที่มีเหตุมีผล มีตรรกะ
มีความสุภาพ เพราะไม่เคยเห็นคุณใช้คำหยาบเลย
มีการใช้เหตุผล มีข้อมูลอ้างอิงเสมอๆ

ตรงนี้ผมนับถือคุณนะ
แก้ไขเมื่อ 11 พ.ย. 51 10:32:46
แก้ไขเมื่อ 11 พ.ย. 51 10:10:53

จากคุณ : กบในกะลาแตก  - [ 11 พ.ย. 51 10:08:52 ]
************************************************************
\/
\/
\/
\/
\/
ผมก็ไม่ได้คิดหรอกครับว่า ทุกคนจะต้องรับรู้ทุกเรื่องราวของธัมมชโย/วัดพระธรรมกาย

เพียงแต่หวังว่า จะมีใครสักคนที่นำเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ เข้าไปเรียนถามธัมมชโยให้ไดคำตอบที่กระจ่างแก่พุทธศาสนิกชน  แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครได้คำตอบกลับมา

คุณกบฯ คิดหรือครับว่า ธัมมชโยจะไม่รับรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่สังคมพุทธเฝ้าเวียนสงสัยถามหาเหตุผล

ผมคิดว่าธัมมชโยรับรู้ปัญหามาโดยตลอด  แต่หาคำอธิบายมาชี้แจงแถลงเหตุผลด้วยหลักฐานต่าง ๆ ไม่ได้  จึงต้องสงบนิ่งเงียบเพิกเฉยเย็นชาต่อปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนและได้ผลตลอดมา  บรรดากรรมการมหาเถรสมาคมก็ไม่อาจกระทำการใด ๆ ได้


สายตาและแววตาของธัมมชโยที่ล็อกแล็กและกลับกลอกส่ายลูกตาไปมานั้น บ่งบอกถึงจิตใจและอารมณ์ที่สะสมและมากด้วยนานาปัญหาที่เข้ามารบกวน    เป็นสายตาและแววตาที่ผิดแผกแตกต่างไปจากพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายผู้กอรปด้วยศีลสมาธิปัญญาและมากด้วยเมตตากรุณาที่แท้จริงอย่างเห็นได้ชัดยิ่ง


จากคุณ : ทวนทอง - [ 13 พ.ย. 51 01:28:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 256

รบกวนคุณสงบสุขด้วยนะครับ

ช่วยนำคำชี้งแจงความบริสุทธิ์ของธัมมชโยในคดียักทรัพย์ที่ว่า ได้แสดงซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไว้ในหลาย ๆ ความเห็น  ที่ได้ตอบซ้ำ วกไปเวียนมานั้น

ช่วยยกมาให้ดูอีกสักครั้งสิครับ

เพราะในกระทู้ปาราชิกนั้น  ผมตามหาอ่านแล้วไม่พบคำชี้แจงที่ชัดแจ้งนั้น ๆ เลยล่ะครับ

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 51 01:35:36

จากคุณ : ทวนทอง - [ 13 พ.ย. 51 01:34:42 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 257

เรียน เจ้าของความเห็น 251 ผู้ใช้นามว่า "ทวนทอง"

จากที่ดูเนื้อหาแล้ว  เข้าข่าย "หมิ่นประมาทบุคคลที่สาม" นะครับ
กรุณาอย่าลบความเห็นนะครับ
กระผมจะแจ้งให้ฝ่ายกฎหมายของวัดพระธรรมกาย
มาดูความเห็น 251 ของคุณ
เพื่อดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น
แต่จะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายบ้านเมืองนะครับ

กระผมได้สืบทราบมาว่า  เจ้าของความเห็นที่ 251 มีชื่อ-นามสกุล ที่ชัดเจน  มีกิจการอยู่ ณ เลขที่ 483/3  หมู่ 3 ถ.xxx ต.xxx อ.xxx จ.xxx  ก็จะแจ้งเบาะแส ให้ฝ่ายกฎหมายของวัดพระธรรมกาย  ดำเนินตามขั้นตอนต่อไป

ขณะเดียวกัน  ฝ่ายกฎหมายของวัดพระธรรมกาย  ก็จะติดต่อคุณวันฉัตร เพื่อให้ดำเนินการระงับการใช้งานของเจ้าของความเห็นที่ 251 ต่อไป

 
 


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 13 พ.ย. 51 02:25:28 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 258

กระผมได้ save กระทู้ไว้ทั้งหมดแล้ว
ลบไปก็เท่านั้น หลักฐานครบ
มีชื่อ นามสกุล ที่อยู่ โทรศัพท์ พร้อม
มีอะไร ไปพูดกันในศาลนะครับ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 13 พ.ย. 51 02:51:23 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 259

หลักฐานกระทู้เก่าๆ และความเห็นต่างๆ ที่ผู้ใช้งาน "ทวนทอง" อาจจะเข้าข่าย "หมิ่นประมาท" พระราชภาวนาวิสุทธิ์  ผมก็มีเก็บไว้เป็นจำนวนมาก  ผมได้ save ไว้เป็นอย่างดี  (นอกเหนือจากคลังกระทู้ของเว็บบอร์ดพันทิป)

ทั้งหมดนี้  กระผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ส่งมอบกับฝ่ายนิติกร ของวัดพระธรรมกาย  เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไปครับ


จากคุณ : พ่อตัวดี - [ 13 พ.ย. 51 03:21:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 260

อืมมม์  ถ้าฟ้องศาลจริงก็เป็นช่องทางให้ยื่นขอพิสูจน์ความจริงต่อศาลได้
ว่าสิ่งที่เขียนเป็นความจริงหรือความเท็จ
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงก็ไม่มีความผิดทางกฏหมาย

งี้ก็ได้รื้อฟื้นคดีเก่าๆ ขึ้นมาสอบสวนกันใหม่อีกรอบน่ะสิ
โอ้  น่าสนใจ  น่าสนใจ


จากคุณ : ม้าไม่มีชื่อ - [ 13 พ.ย. 51 05:15:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 261

เอาภาพนรกมาลงเยอะๆเถอะครับ ผมอยากศึกษา
เป็นประโยชน์มากๆ เลย เราจะได้เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น

แหวนไก่ย่าง เห็นบ่อยแล้ว เมื่อวานก็กินมา


จากคุณ : กบในกะลาแตก - [ 13 พ.ย. 51 09:14:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 262

ธรรมกาย ฟ้องเมื่อไร วัดคุณมีแต่จะทำให้เรื่องที่เคยเงียบดังขึ้น



คุณ ทวนทอง มีอะไรให้ช่วยก็บอกกันนะครับ


จากคุณ : muk_22 - [ 13 พ.ย. 51 09:21:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 263

ต้องรีบเซฟกระทู้อย่างรวดเร็ว  
นี่มันเข้าข่ายข่มขู่คุกคามมั้ยน้อ เอาข้อมูลจริงมาโพสต์แบบนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า

พ่อตัวดี
จะทำอะไรก็ไปปรึกษาฝ่ายกฏหมายก่อนนะ
ไม่งั้นมันจะกลายเป็นเรื่อง(โง่ๆ) ไปได้
แต่จะว่าไปก็ดี ฟ้องเลยเพ่ จะได้รู้กันให้ทั่วโลก ฮ่าฮ่าฮ่า
นัดสืบพยาน ขึ้นศาลเมื่อไหร่ บอกด้วยนะ จะถ่อไปดูด้วยตัวเองเล้ย


จากคุณ : บุษยมาศ - [ 13 พ.ย. 51 10:22:34 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 264

#263 ไปด้วยคนนะ อยากดูมะนาวต่างดุ๊ตจากสำนักจานบิน ว่าสภาพจะเป็นไง ฮ่าฮ่าฮ่า

จากคุณ : สุภวิโมกข์ - [ 13 พ.ย. 51 10:39:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 265

เอามาให้ดูกันชัดๆ เรื่องข่มขู่เนี่ย ดูจะเป็นงานถนัดของสาวกวัดนี้จริงๆ
คุณคนนั้นน่ะ เค้ามีหน้าที่การงานเริ่ดกว่าพ่อตัวดีตั้งเยอะ รู้ปะ

http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/07/Y5577018/Y5577018.html#2


อ่านกันเต็มๆ ที่นี่เลยค่า ท่านผู้ชม...

http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/07/Y5577018/Y5577018.html


จากคุณ : บุษยมาศ - [ 13 พ.ย. 51 10:46:46 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 266

ผมเห็นด้วยกับคุณ กบกะลาแตก ในความเห็น 213

คุณทวนทองมาถามในพันทิพย์ไม่น่าจะได้คำตอบอะไร

หากเจตนาดีจริงๆ และมั่นใจว่าตนเองถูกต้องจริงๆ

ทำหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ขายเลยสิครับ

ถ้าคุณทวนทองถูกต้อง คนก็จะได้รู้กันไปทั้งโลก
แต่ถ้าคุณทวนทองผิด ก็จะได้รู้กันไปทั้งโลกเช่นกัน

ดีไหมครับ


จากคุณ : nipana - [ 13 พ.ย. 51 11:35:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 267

หมายเรียก  หมายศาล  หมายจับ  และสารพัดหมาย

จริงๆแล้ว คนโสดไม่กลัวครับ...

กลัวอย่างเดียวเจอการ์ดแต่ง ..ตอนหน้าหนาว   ..ฮา


จากคุณ : taken01 - [ 13 พ.ย. 51 12:57:07 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 268

ก่อนลุ้นว่า จะโดนหมายเรียก หรือการ์ดแต่ง อะไรจะมาก่อน  

ชาวประชาเรามาดูคห.251 บรรลือโลกกันครับ



ความคิดเห็นที่ 251  

โมฆะบุรุษผู้รับทัณฑ์ทรมานปัจจุสมัย

..ฯลฯ

ทวนทอง
***********************************



ผิดเต็มๆ !!!!!!!   เพราะเขียนผิด!!!  เพราะโมฆบุรุษ  ไม่มีสระอะครับ

ทีมบริกร  เอ้ยย  ไม่ใช่ นิติกร เก็บประเด็นด่วน !!!!!!!!

คำแปล
v
v
v


โมฆบุรุษ   บุรุษเปล่า, คนเปล่า, คนที่ใช้การไม่ได้, คนโง่เขลา, คนที่พลาดจากประโยชน์อันพึงได้พึงถึง

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=โมฆบุรุษ



ดูคำแปลที่ขีดเส้นแล้วพอฟังได้นะครับ  เพราะไชยบูลย์ปาราชิกไปแล้ว  
มิหนำซ้ำทำอนันตริยกรรมโดยก่อสังฆเภท ทำให้พลาดจากมรรคผลนิพพานในกาลปัจจุบัน

สรุปคุณไชยบูลย์ก็คือคนที่พลาดจากประโยชน์อันพึงได้พึงถึง  เพราะปาราชิก ผนวกกับก่อสังฆเภท จึงตกจากมรรคผลนิพพานในพระพุทธศาสนาไปแล้ว  จึงต้องรับทัณฑ์ทรมานจากการกระทำของตนเองตรงตามความหมายของคำว่า โมฆบุรุษนั่นเอง


จากคุณ : taken01 - [ 13 พ.ย. 51 13:11:55 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 269

กรี๊ดดด
กรี๊ดดดดด
กรี๊ดดดดดดด


จากคุณ : Mod- - [ 13 พ.ย. 51 13:13:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 270

ความคิดเห็นที่ 251  

...ฯลฯ
ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคภูมิแพ้

จำต้องสวมใส่เสื่อยืดทั่วทั้งสรรพางค์กายตลอดเวลา

เพราะผิวหนังโดนแดดโดนลมไม่ได้ มันแสบมันร้อน มันทรมานทรกรรม.....


ทวนทอง
**************************************************



อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน นอกจากเจ้าตัว ถ้าเป็นจริงดังว่าก็เป็นการบรรยายอาการป่วย

คงต้องไปถอดเสื้อยืด กับถุงเท้าในศาล แล้วลองผึ่งแดดเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ป่วยตามที่ถูกกล่าวหา  อันนี้ก็คงไปสู้กันในศาลว่าเสียหายอย่างไร

แต่ถ้าบังเอิญช่วงชุลมุลกำลังถอดถุงเท้า เจอตำรวจตงฉินเปี่ยมบารมี ตรงเข้าจับสึกถอดจีวรเพิ่มนอกจากถอดถุงเท้า  เพื่อปฏิบัติตามพระลิขิต ของสมเด็จพระสังฆราช ที่บอกว่าไชยบูลย์ปาราชิกไปแล้ว

ตบท้ายด้วยการจับด้วยข้อหาปลอมบวชเป็นพระภิกษุ ในศาลซึ่งๆ หน้า

ก็จะเป็นบิ๊กบุญจริงๆ สำหรับคดีเด็ดคดีนี้ทีเดียว


จากคุณ : taken01 - [ 13 พ.ย. 51 13:24:08 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 271

ความคิดเห็นที่ 251  

....ฯลฯ

อีกทั้งต้องถ่อสังขารทรมานทรกรรมวิ่งรอกไปให้การต่อศาลยาวนานมากกว่า 7 ปี

อีกทั้งมีโลกันตนรกเป็นเบื้องปลาย

เพราะได้กระทำอนันตริยกรรมต่อพระพุทธองค์  กล่าวตู่พุทธพจน์  โป้ปด/บิดเบือนพระไตรปิฎกเป็นนิจ  ผิดศีลอยู่เป็นประจำ

ทวนทอง
*******************************************



อันนี้ผิดครับ  ต้องรีบขึ้นศาลแจงเลย

ไม่ควรถือว่าคุณไชยบูลย์ทำอนันตริยกรรมต่อพระพุทธองค์
ใครจะทำก็ทำไม่ได้ เพราะพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว(แต่มีคนบอกว่า สามารถไปถวายข้าวปลาอาหารในนิพพานได้  ประเด็นนี้คงต้องขึ้นศาลโลก  ฮา)

เพราะคุณไชยบูลย์  ทำอนันตริยกรรมต่อหมู่สงฆ์ครับ  ทำสงฆ์ให้แตกกัน ดูคำแปลอนันตริยกรรมครับ

v
v
v
v
อนันตริยกรรม กรรมหนัก, กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน,
      กรรมที่ให้ผลคือ ความเดือดร้อนไม่เว้นระยะเลย มี ๕ อย่าง คือ
          ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
          ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
          ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
          ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป
          ๕. สังฆเภท ทำสงฆ์ให้แตกกัน

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อนันตริยกรรม


มาต่อด้วยการเทียบกับคำอธิบายสังฆเภทของพระพุทธองค์
v
v
[sub]
[๔๐๕] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า
สังฆเภท สังฆเภท ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร สงฆ์จึงแตก
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้
    ๑. ย่อมแสดงอธรรมว่า เป็นธรรม
    ๒. ย่อมแสดงธรรมว่า เป็นอธรรม
    ๓. ย่อมแสดงสิ่งไม่เป็นวินัยว่า เป็นวินัย
    ๔. ย่อมแสดงวินัยว่า ไม่เป็นวินัย
    ๕. ย่อมแสดงคำอันตถาคตมิได้ตรัสภาษิตไว้ว่า เป็นคำอันตถาคตตรัสภาษิตไว้
    ๖. ย่อมแสดงคำอันตถาคตตรัสภาษิตไว้ว่า เป็นคำอันตถาคตมิได้ตรัสภาษิตไว้
    ๗. ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตมิได้ประพฤติมาว่า เป็นกรรมอันตถาคตประพฤติมา
    ๘. ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตประพฤติมาว่า เป็นกรรมอันตถาคตมิได้ประพฤติมา

    ๙. ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้ว่า เป็นสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้
    ๑๐. ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า เป็นสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้

    ๑๑. ย่อมแสดงอนาบัติว่า เป็นอาบัติ
    ๑๒. ย่อมแสดงอาบัติว่า เป็นอนาบัติ
    ๑๓. ย่อมแสดงอาบัติเบาว่า เป็นอาบัติหนัก
    ๑๔. ย่อมแสดงอาบัติหนักว่า เป็นอาบัติเบา
    ๑๕. ย่อมแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่า เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
    ๑๖. ย่อมแสดงอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ว่า เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ
    ๑๗. ย่อมแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
    ๑๘. ย่อมแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติชั่วหยาบ
    พวกเธอย่อมประกาศให้แตกแยกกัน ด้วยวัตถุ ๑๘ ประการนี้ ย่อมแยก
ทำอุโบสถ แยกทำปวารณา แยกทำสังฆกรรม
    ดูกรอุบาลี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สงฆ์เป็นอันแตกกันแล้ว



พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗  
พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗
จุลวรรค ภาค ๒
ส่วนท่อนนี้  


อ่านพระวจนะข้างบน
แล้วสาธุชนพิจารณากระทู้ นี้ดูครับ  ชัดเจนหลายข้อทีเดียว
v
v
v
ธรรม(กลาย) เพื่อ(มอมเมา)ประชาชน ฉบับพระรัตนตรัย(เป็นอัตตา)
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5779543/Y5779543.html


การที่คุณทวนทองบอกว่า"มีโลกันตนรกเป็นเบื้องปลาย"  คงอาจจะเทียบกับการตกนรกของพระเทวทัต  ที่ก่อสังฆเภท  ก็เป็นได้

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 13 พ.ย. 51 13:45:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 272

เอ่อ เห็นคห. 269  กรี๊ดลั่นเลย
ไม่รู้ว่าเจอการ์ดอะไรช่วงนี้หรือเปล่าครับ  ฮ่าฮ่าฮ่า


จากคุณ : taken01 - [ 13 พ.ย. 51 13:50:58 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 273

เจอหมายจับเจ้าค่า
กรี๊ด สลบ


จากคุณ : Mod- - [ 13 พ.ย. 51 14:02:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 274

คุณพี่ Taken01 ซ้อมคำให้การในศาลเหรอค้า
อิ๊ อิ๊


จากคุณ : Mod- - [ 13 พ.ย. 51 14:04:09 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 275

พี่ iq0 ขา  ภาพอบายหมดแล้วเหรอคะ  เอาอีกค่ะ
เอาอีก ๆ ๆ


จากคุณ : Mod- - [ 13 พ.ย. 51 14:22:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 276

ขอบคุณ คุณ taken01 ที่เข้ามาแก้ไขส่วนที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

ถ้ามีการจับถอดจีวรกลางศาลจริงก็จะได้สมกับคำที่โบราณเขาว่าไว้จริง ๆ


แก้ผ้าเอาหน้ารอด


จากคุณ : ทวนทอง - [ 13 พ.ย. 51 16:16:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 277

เห็นด้วยครับ ..ดำเนินการฟ้องไปเลย

-----------------------------------------


... ก็ดีครับ ..คดีที่เคยเป็นที่กังขาในอดีต ..ก็จะถูกนำมาประโคมอีกครั้ง ..โดยผ่านกระบวนการของศาลใหม่ในครั้งนี้ ..ข้อเท็จจริงเก่าๆ ที่ไม่เคยได้รับคำตอบ ..ก็จะได้โอกาสปรากฏใหม่อีกครั้ง  ..เพื่อให้คนทั่วไปรับรู้เรื่องราวเดิมๆ อีกครั้ง ..จะได้ค้นหาความจริงกัน

... อ้อ ..อย่าลืมประเด็นที่กล่าวหาท่านอื่นๆ ว่า ..เป็นบุคคลศาสนาอื่นๆ ..เข้ามาทำลายวัดด้วยก็ดีนะครับ
(หนังสือที่ทางวัดพระธรรมกายแจก ..ตอนกรณีธรรมกาย ..ผมก็มีพอสมควรเลย)

... แล้วเรื่องที่เคยให้การกับอัยการ ..ว่าได้ปฏิบัติตามพระลิขิตครบถ้วนแล้ว ..ทั้งด้านการคืนทรัพย์ (ที่ทำไปแล้ว)

... และด้านคำสอนและสื่อของหลวงพ่อธัมมชโย ..ในปัจจุบันว่าขัดแย้งกับพระไตรปิฏกหรือไม่? (ถ้าไม่แก้ไขตามพระลิขิต ..ก็อาจเข้าข่ายให้การเท็จหรือเปล่า???)

...จะได้มีการชันสูตรกัน ..เอากันให้แจ่มแจ้ง ..แดงแจ๋กันไปข้างเลยครับ ? (เป็นการชำระพระศาสนาใหม่อีกครั้ง)

... ประชาชนทั่วไป ..เขาจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงกันครับ ..ถ้ายังไงถ่ายทอดสดออกไปที่ต่างประเทศด้วยก็ดีนะครับ ..หรือทำเอกสารหลายๆ ภาษาออกไปแจกวัดไทยที่ต่างประเทศให้พุทธบริษัทในที่นั้นๆ รับทราบข้อมูลทุกๆ ด้านเลย ..ก็ยิ่งดี

-------------------------------------

... อยากเห็นความจริงปรากฏ ..(จากคนวัดเก่า ..ก่อนสภาหลังคามุงจาก ..ยันหลังกรณีธรรมกายผ่านไปแล้ว 2-3 ปี)

... ปล. ใครติดคุกจากเรื่องนี้บอกนะครับ ..จะซื้อโอเลี้ยงกับข้าวมันไก่ไปฝาก ..ได้ข่าวจากเฮียชูว่าในคุกนะราคามันแพง :)

... ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม :)

======================

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 51 19:05:32

จากคุณ : กฏธรรมชาติ (บ่อน้ำ) - [ 13 พ.ย. 51 18:57:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 278

พ่อตัวดี ให้มาไว-ไว
5555

จะดูว่าฟ้องร้องอะไร


จากคุณ : บุษกรจันทร์ - [ 13 พ.ย. 51 19:51:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 279

ความคิดเห็นที่ 248  

นี่คือคุณงามฟามดีส่วนหนึ่ง ของวัดพระธรรมกาย คือสอนให้คนรู้จัก "กลัวบาป"

เอ่อ ความเห็น 247 อย่าลบนะครับ ไม่ใช่โฆษณา แต่เป็นการปรับปรุง ความเห็น 238 ของคุณ Minutius Hora  เอาภาพมาให้ดูทั้งที ภาพมันเบลอร์ๆ ไม่สะใจ

จากคุณ : IQ0



ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ การสอนให้คนกลัวบาปก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้ามีเจตนาตามนั้นจริง ก็ขออนุโมทนาด้วยค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 14 พ.ย. 51 15:07:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 280

สวัสดีค่ะ คุณฉันขอให้เธอโชคดี

ดิฉันได้อ่านกระทู้นี้มาตั้งแต่แรกก็เห็นด้วยกับคุณค่ะ ว่าเริ่มต้นมาดีอยู่แล้ว แต่อาจมีการแตกแถวไปบ้างเป็นบางช่วง
ดิฉันเองเห็นว่าจริง ๆ แล้ว “คุณงามความดีของวัดพระธรรมกาย” มีมากมาย ถ้านำมาลงในนี้คงไม่หมด คุณเองก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าสามารถหาดูได้ที่ลิงค์อะไร

คุณน้อมฯตอบไว้ดีแล้วใน คห. 19

ตอนนี้พอพูดถึงวัดพระธรรมกาย ก็มักจะกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงกันอยู่เสมอๆ ไม่ได้ส่งผลดีและไม่ค่อยได้พัฒนาจิตใจขึ้นมาแต่อย่างใดสำหรับทั้งสองฝ่าย คนที่เขาปฏิบัติธรรมสังเกตว่าเขาจะเฉยๆ ก็เลยคิดว่าน่าจะลองเฉยๆกับเขาบ้าง ที่ว่า...บางทีมีคนมาตั้งคำถามเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายก็เลยไม่ค่อยได้คำตอบอะไร สันนิษฐานว่า

1. เพราะคนวัดพระธรรมกายคิดว่าคนตั้งคำถามไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ
2. ตอบไป คนที่ตั้งคำถามก็ไม่พอใจคำตอบอยู่ดี
3. ตอบไม่ได้เพราะไม่มีความรู้เพียงพอ
4. อยากจะอยู่เฉยๆ


และ คห. 78

มันก็น่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่คนที่ไม่ได้มาสัมผัสกับวัดมักจะ พิจารณาและให้คุณค่าวัดจากประเด็นที่ฟังกันมาต่อ หรืออ่านเอาจากสื่อทั้งหลาย ทั้งที่ไม่ได้ออกจากวัด หรือทั้งที่ออกจากวัด ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นรองในการพิจารณา ก็เลยยังไม่ได้รู้จักกับวัดที่แท้จริง บางคนยังไม่เคยมาวัด บางคนมาวัดแค่ครั้งเดียว จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจวัดอย่างแท้จริงทั้งหมดได้

อีกประการหนึ่งการตั้งคำถามในchat room อาจให้ข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์อยู่แต่ก็ยังสู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองและผ่านการสั่งสมมายาวนานไม่ได้

ดังนั้นคนที่ไม่ได้ไปวัด1 คนที่ไปวัดครั้ง สองครั้ง1 กับคนที่ไปวัดหลายๆครั้งอีก1 และคนที่อยู่ในวัดอีก1 ย่อมสามารถมีความเห็นในเรื่องต่างๆที่แตกต่างกัน
.
.
.
.
การแลกเปลี่ยนกันเช่นนี้ ก็ควรได้อนุโมทนาซึ่งกันและกัน ทางฝ่ายผู้ตั้งคำถามก็เห็นจะได้คำตอบไปบ้างพอสมควร ทางฝ่ายวัดพระธรรมกายก็จะแก้ไขข้อบกพร่อง และทบทวนธรรมะต่างๆตามที่ท่านเจ้าของกระทู้ได้เน้นย้ำไว้


รวมถึงคุณ AYXC ได้ตอบคำถามเรื่องที่ไปของเงินที่เข้าวัดว่าใช้ไปกับอะไรบ้างแล้ว

จริง ๆ แล้วอยากจะบอกคุณตรง ๆ ค่ะ คนที่ไปและได้ทำบุญด้วย ไม่ค่อยสงสัยหรอกค่ะ ที่เขาทำเพราะเขารู้ว่าใช้ในงานพระพุทธศาสนา
มีแต่คนไม่เคยไป หรือไม่คิดแม้แต่จะไป หรือไม่แม้กระทั่งจะร่วมอนุโมทนา ดิฉันเองก็เลยสงสัยค่ะว่า บุคคลเหล่านี้จะสงสัยไปทำไม หรือเพียงเพราะไม่รู้จะคิดเรื่องอะไรหรือเวลาว่างเกินไป ไม่รู้จะทำอะไรรึเปล่า จึงมีเวลามานั่งสงสัยเช่นนี้
แต่ถ้าหากว่าเป็นการสงสัยเพื่อที่จะได้รู้ว่าหากได้คำตอบเป็นเรื่องที่ดี แล้วทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการจรรโลงสังคม ด้วยการช่วยกันเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ยังไม่เคยให้ความสำคัญกับการรักษาศีล 5 ชวนให้เขารักษา ชวนคนให้หมั่นทำทาน ชวนคนให้หมั่นนั่งสมาธิ ให้พวกเขาเหล่านั้นได้พุทธศาสนานิกชนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงในบัตรประชาชน
ถ้ารู้แล้วได้ทำประโยชน์กับงานพระศาสนาตามนี้ คำตอบก็คงจะมีความหมายทีเดียว แต่ถ้าไม่ใช่ ดิฉันก็ยังหาประโยชน์สำหรับคนที่คิดเพียงนี้ไม่พบ

ดิฉันเห็นด้วยกับคุณฉันขอให้เธอโชคดีนะคะ ในประโยคที่ว่า
ดิฉันยังยืนยันว่า วัดพระธรรมกายเป็นองค์กรใหญ่ในการเผยแผ่พระศาสนา แต่หากยังมีข้อกังขาจากชาวพุทธด้วยกันเอง ในแง่คำสอนหรืออื่นๆ ก็อาจจะเป็นดาบสองคม ต่อพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน
และดิฉันเองก็มีความเห็นที่จะทำให้ข้อความนี้สมบูรณ์ขึ้นค่ะว่า
วัดพระธรรมกายเป็นองค์กรใหญ่ในการเผยแผ่พระศาสนา แต่หากยังมีวิจิกิจฉาจากชาวพุทธด้วยกันเอง ในแง่คำสอนหรืออื่นๆ ก็อาจจะเป็นดาบสองคม ต่อพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 15 พ.ย. 51 11:27:37 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 281

love อนึ่ง ดิฉันเองก็มีความปรารถนาดีกับคุณในอีกเรื่องหนึ่งค่ะ คือ เรื่องวจีกรรม
พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ หลวงพ่อธัมมชโย ที่คนเป็นแสน ๆ คนจากทั่วประเทศและทั่วโลกเรียกท่านนั้น  เป็นการเรียกด้วยความเคารพในครูบาอาจารย์
ไม่ว่าความรู้สึกของคุณจะนับถือว่าท่านเป็นพระหรือไม่ก็ตาม ดิฉันเชื่อว่าผู้ที่ได้รับการอบรมมาดีย่อมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร การที่คุณเรียกชื่อเสมือนเพื่อนเล่นในขณะที่มีคนมากมายนับถือเป็นครูบาอาจารย์ เป็นการเหยียบย่ำความรู้สึกกันเกินไป หากคุณมีเจตนาที่จะตั้งกระทู้ด้วยความหวังดีจริง และคุณไม่นับถือว่าท่านเป็นพระ คำนำหน้าที่เรียกว่า “ท่าน” ก็ไม่ได้ทำให้คุณเสียหาย
อย่าลืมว่า ณ ปัจจุบันท่านมีศีลมากกว่าคุณ การกล่าววาจาใด ๆ ผ่านตัวอักษรของคีบอร์ด การกล่าวร้ายผู้ถือศีลมากกว่าเราเป็นบาป ไม่ว่าข้อมูลที่ได้รับมาจะถูกหรือไม่ ตามที่เราคิดก็ตาม กล่าวร้ายตาม ๆ กันไป เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่กล่าวไว้ไม่จริงคนที่ได้รับวิบากกรรมก็คือตัวผู้กล่าวร้ายเอง ถึงเป็นจริงก็ไม่เป็นบุญ เพราะขณะกล่าวร้ายสภาวะใจย่อมหมองคล้ำ ไม่ผ่องใส
ขอให้คุณได้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งนะคะ

ถ้าคุณขอให้โชคดี คิดว่าการไปมาวัดพระธรรมกายแล้วไม่ได้คำตอบ และเสียเวลา เรามาดูว่าคนอื่น ที่เขายินดีบินข้ามน้ำข้ามทะเลมา เขารู้สึกอย่างไรและเขาได้รับอะไรบ้างกันค่ะ
ดิฉันเพียงแต่นำเสนอไว้เป็นเพียงข้อมูลให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน ได้พิจารณาทั้ง 2 ด้านเช่นกัน เพราะดิฉันเชื่อว่า ผู้อ่านย่อมมีภูมิธรรมของแต่ละคนแตกต่างกันไป

ด้วยความเคารพในธรรมของทุกท่านค่ะ

แก้ไขเมื่อ 15 พ.ย. 51 14:37:20

แก้ไขเมื่อ 15 พ.ย. 51 11:31:16



จากคุณ : รัตนมาลี - [ 15 พ.ย. 51 11:29:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 282

ผมว่าตอนนั้นคุณริทธีแจ้งไว้หลายอย่างดีแล้ว เข้าใจง่ายและชัดเจนผมว่า พี่ทวนทองกับ พี่เทคเคน ปล่อยไปเถอะครับ ผมว่าเค้าคงมีสิ่งที่เชื่อในสิ่งที่ดีของวัดนี้ซึ่งก็มีส่วนที่ดีเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราพูดถึงส่วนใหญ่มันเป็นหลักของศาสนา และผมบอกได้ว่า พี่อย่าไปเถียงให้มากความเลยไร้ประโยชน์ เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพราะตั้งแต่เข้าห้องนี้มา ยังไม่มีสาวกวัดนี้ตอบได้ซักที และเอาแต่ บร้า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขำดี ที่สำคัญขนาดมีหลักฐานชัดเจนมากขนาดไหนแทบไม่ต้องตีความ เขายัง บร้าๆๆๆๆๆๆๆๆ ไปซะไกลอีก ขอให้ทุคคนเจริญในธรรมครับ

ป.ล.ผมเข้าใจเจตนาของเจ้าของกระทู้ครับ และคิดว่าหากตรองดู คุณคงได้อะไรเยอะแน่นอน ขออนุโมทนาในบุญครั้งนี้ครับ


จากคุณ : adabun_2029 - [ 15 พ.ย. 51 13:54:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 283

หน้าม้าวัด ทำ มะ กวย เยอะ เจงๆ

จากคุณ : jiewee - [ 15 พ.ย. 51 16:25:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 284

เพิ่งเคยเห็น

ศาสนาหวังรวย

เหมือนเล่นหวย

ครัว


จากคุณ : ท่านประธานบริษัท - [ 16 พ.ย. 51 01:29:03 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 285

เรียน คุณรัตนมาลี

ขอบพระคุณสำหรับความคิดเห็นนะคะ

ก่อนอื่น ต้องแสดงจุดยืนกันก่อนว่า ในกระทู้นี้มีทั้งคนที่ไปวัดพระธรรมกาย คนที่ไม่มีทางไปวัดพระธรรมกาย คนที่ไม่แน่ในอนาคตอาจจะลองไปวัดพระธรรมกาย คนที่ไม่เกลียดไม่ชังวัดแต่ไม่อยากไปวัดพระธรรมกาย ฯลฯ ดังนั้น ดิฉันเห็นด้วยมากกับคำที่ว่า คนไม่ไปวัดก็จะไม่รู้อะไรเลย คนที่ไปวัดหนึ่งครั้ง ก็จะรู้ไม่เท่า ไม่เหมือนคนไปวัดหลายครั้ง

ดังนั้น ดิฉันจึงเล็งเห็นความสำคัญในการเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันว่า เหตุใดวัดนี้ จึงทำให้พุทธศาสนิกชนแตกเป็นสองฝ่าย (หรือมากกว่านั้น) เหตุใดประเด็นของวัดนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี ดิฉันเองก็ยังมองวัดในแง่ดีอยู่ว่า ต้องมีอะไรดีสิน่า คนถึงศรัทธากันอยู่เยอะแยะ แต่จะให้ไปสัมผัสเอง ดิฉันเกรงว่าจะไม่ถูกจริต ดิฉันไม่มีเงินทำบุญมากๆ (กลัวจะขยายใจไม่ไหว) และดิฉันชอบลำบากลำบนไปทำบุญกับวัดจนๆไกลๆมากกว่า (ชอบทรมานตัวเองอ่ะนะคะ อิอิ) ดังนี้ ดิฉันยังยืนยันว่า การสนทนาใน chat room นั้นมีความสำคัญอยู่

ดิฉันเองชอบความคิดเห็นของคุณ deedang คุณน้อมเศียรเกล้า รวมทั้งของคุณด้วย ทำให้คิดว่า วัดนี้ไม่น่ามีอะไรเลวร้ายจริงๆ

จากการอ่านข้อมูลมาทั้งหมด ดิฉันจะได้สรุปความเข้าใจไว้ดังนี้ว่า

ดิฉันเองแยกวัดพระธรรมกาย ออกเป็นหลายๆส่วน ได้แก่

ในส่วนของวัด (ซึ่งตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลและมีการกระทำได้) วัดพระธรรมกายเอง ได้มีการจัดกิจกรรมและการช่วยเหลือไปยังวัดยากจนและพื้นที่ห่างไกล ย่อมต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก ก็ถือว่าเป็นวัดที่มีการบำเพ็ญประโยชน์ก็ขออนุโมทนากับทางวัดด้วยค่ะ

เหตุที่ดิฉันอยากจะทราบว่าเงินของวัดไปทางไหนนั้น เพราะเห็นว่าวัดนี้ได้รับบริจาคมากมายมหาศาลเหลือเกินถ้าเทียบกับวัดบ้านๆทั่วไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการจัดให้กิจกรรมเพื่อขอรับบริจาคอยู่เนืองๆ และเป็นจำนวนมากด้วย จึงเป็นที่น่าสงสัยในเรื่องเม็ดเงินว่าหมุนไปทางไหน

อีกประการหนึ่งที่ดิฉันมาถามในพันทิปเพราะที่นี่เป็นสังคมใหญ่ มิใช่การรับข้อมูลด้านเดียว หากคำถามเดียวกันเหล่านี้ถูกถามในเว็บที่คุณก็รู้ว่าเว็บอะไร ดิฉันโดนเหล่าสมาชิกเว็บดังกล่าว ส่งลงอเวจีแล้วแน่นอนค่ะ ทั้งที่ดิฉันเลือกที่จะถามมากกว่าที่จะเชื่อตามสื่อ

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 05:41:17

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 พ.ย. 51 05:40:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 286

ส่วนต่อมา คือ คำสอน ที่ว่ากันว่า มีการบิดเบือน

เรื่องแรก นิพพาน เถียงกันไม่จบไม่สิ้น เพราะยังไปกันไม่ถึง ก็เชื่อตามแบบของใครของมันแล้วกันดีกว่า

เรื่องต่อมา การสอนเพื่อขอให้อธิษฐานให้ รวย เรื่องนี้ ไม่ว่ายังไงดิฉันก็ยังเห็นต่าง ว่าคนเราจะรวยจริงอยู่ต้องมีบุญกุศลหนุน แต่ไม่ว่ายังไงอิทธิบาท 4 กับอัตตาหิ อัตตโน นาโถช่วยได้แน่

โดยที่ไม่ต้องอธิษฐานใดๆ บุญนั้นมีการให้ผลโดยอัตโนมัติของบุญอยู่แล้ว การทำบุญโดยจิตมุ่งตั้งหวังให้รวย รวย รวยย่อมทำให้บุญถูกลดคุณค่าลง

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ดิฉันคิดว่าแนวคิดของวัดพระธรรมกายไม่ถูกจริตกับดิฉันแน่นอน

อย่างไรก็ดี ดิฉันได้เห็นอีกส่วนหนึ่งของหนังสือเจ้าปัญหา แหวนไก่ย่าง ที่เป็นส่วนทำให้คนกลัวนรกแล้ว ก็ดีใจว่า อย่างน้อยวัดนี้ก็สอนให้คนรู้ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ให้คนเห็นสวรรค์ ชังนรก ก็อนุโมทนากับเจตนาด้วยค่ะ



ป.ล. ฝากไว้สักนิดนะคะ ดิฉันชอบคำของคุณดังตฤณมากๆที่ว่า

รวยเงิน แค่ห่างหนี้

รวยบุญ แค่ห่างบาป

รวยความว่าง จึงห่างทุกข์

เช่นนี้ หากสาวกธรรมกายท่านใดที่นิยมการอธิษฐานเมื่อทำบุญ อย่าลืมอธิษฐานให้รวยความว่างกันด้วยนะคะ จะได้ห่างทุกข์

เราทุกคนเกิดมามีทุกข์เป็นเสมือนเงากันอยู่แล้ว ไหนๆก็ขอให้รวยเงินเพื่อจะได้ไม่เป็นหนี้ จะได้มีเงินทำบุญมากๆ  และทำบุญมากๆ เพื่อจะได้ถึงพร้อมบารมีเพื่อปฏิบัติหลุดพ้นแล้ว อย่าลืมขอให้ใจเราว่างจากกิเลส ว่างจากทุกข์ทั้งปวงด้วยนะคะ จะได้รวยกันครบสูตรถึงพระนิพพาน

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ ^^

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 06:32:00

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 05:56:32

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 พ.ย. 51 05:55:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 287

ส่วนถัดมา คือ ...ท่านธัมมไชโย

ขอบคุณ คุณรัตนมาลีนะคะ ที่หาทางออกให้ ดิฉันเองก็คิดอยู่นานว่าจะเรียกว่าอะไรดี เมื่อท่านเป็นพระ และมีคดีทำให้ต้องปาราชิก คดียังไม่ถูกตัดสิน ความจริงยังไม่ถูกพิสูจน์ สู้คดีมา 7 ปีกลับยอมเอาเสียดื้อๆ และมีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชออกมาเช่นนี้ จะให้ดิฉันเรียกว่า "พระ" ก็ออกจะเกร็งๆอยู่

ในสมัยที่พุทธศาสนาล่มสลายจากอินเดีย เหตุหนึ่งก็เพราะพระสงฆ์หย่อนยานธรรมวินัย และดิฉันเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนในยุคนั้น ไม่มีใครกล้าพูดกล้าเตือน หรือเตือนแล้วพูดแล้วถูกประณามว่าเป็นคนบาป โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่า เพราะการเพิกเฉยนั้น เพราะการสนับสนุนพระผู้ไม่มีวินัยนั้น จะทำให้พระอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการละเลยพระวินัยหนึ่ง พุทธศาสนิกชนอื่นเอาใจออกห่างจากพระศาสนาเพราะเข้าใจไปว่าศาสนาเสื่อมหนึ่ง ศาสนาอื่นทำร้ายทำลายคุณงามความดีของพุทธศาสนาได้อีกหนึ่ง

ดังนี้ เมื่อท่านธัมมไชโยไม่ได้ออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั้งที่ควรพิสูจน์ สำหรับดิฉัน ก็ไม่อาจจะเรียกท่านว่าพระได้ มิฉะนั้นอีกหน่อยคงมีคนบาปในจีวรส้มกันมากมายใช้ผ้าเหลืองหากิน

เรื่องที่ว่า ท่านทำผิดกฎหมายนั้น จะมีเจตนาทุจริตหรือไม่ เจตนาเป็นสิ่งที่อยู่ภายในใจ ไม่มีใครรู้เห็น แต่การกระทำนั้น ได้มีปรากฎเป็นเอกสารหลักฐานอยู่

อย่างไรก็ดี แต่เมื่อคุณรัตนมาลีได้ชี้แจงว่า ท่านได้ทำคุณงามความดีและถือศีลมากกว่าดิฉัน ดิฉันก็จะเรียกว่า "ท่าน" ก็แล้วกัน ในแง่ที่ว่าหากท่านเคยทำผิดไม่ว่าจะตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว ก็น่าจะมองเฉพาะตอนปัจจุบันว่าท่านยังคงทำดีอยู่ก็น่าจะเป็นอันสมควรที่จะเคารพในระดับหนึ่ง

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 06:33:12

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 พ.ย. 51 06:09:34 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 288

อย่างไรก็ดี ดิฉันมีความเห็นต่างกับคุณรัตนมาลี ดังนี้

1. การข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่วัด

การที่เขารู้จักวัดได้ เพราะสื่อธรรมะที่ทางวัดได้เผยแพร่ออกไป นั่นทำให้เขารู้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ดีของวัดและไม่ได้เกิดข้อกังขาใดๆ นั่นเป็นจริตของเขา ดังนี้ ด้วยเหตุแค่ว่ามีคนข้ามน้ำข้ามทะเลมายังวัดพระธรรมกาย แสดงว่าวัดนี้มีดี ดิฉันคิดว่าเป็นตรรกะที่แปลกไปสักหน่อยนะคะ

ในเรื่องการข้ามน้ำข้ามทะเลนั้น ดิฉันเองยังไม่เคยได้มีโอกาสทำ แต่การลำบากลำบนเดินทางไปทำบุญที่วัดทุรกันดารห่างไกลนั้น มีโอกาสทำหลายครั้งอยู่ บางครั้งได้ยินมาว่าวัดนี้ดี คนจากจังหวัดไกลๆก็มาทำ ก็อยากจะลองไปดูบ้าง บางทีไปแล้วยังถอยกลับมาเลยค่ะ ไม่ถูกจริต หรือไม่แน่บางทีดิฉันอาจจะคาดหวังมากไปก็ได้

2. ในประโยคที่ว่า
วัดพระธรรมกายเป็นองค์กรใหญ่ในการเผยแผ่พระศาสนา แต่หากยังมีวิจิกิจฉาจากชาวพุทธด้วยกันเอง ในแง่คำสอนหรืออื่นๆ ก็อาจจะเป็นดาบสองคม ต่อพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน

เรื่องคำสอนที่แตกต่างเป็นเรื่องสำคัญนะคะ ถ้าจะแตกต่างในแนวทางการวิปัสสนาหรือทำสมาธิ ดิฉันไม่ทักท้วงเพราะนั่นเป็นไปตามแต่จริตของผู้ปฏิบัติ แต่การบิดเบือนพระไตรปิฎกในหลายข้อธรรมเป็นเรื่องใหญ่นะคะ

ในช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ดิฉันเจอแต่คนที่แอบอ้างพระไตรปิฏกหรือเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนพุทธศาสนา เล่าสู่กันฟังนะคะ ดิฉันได้เจอกับลัทธิหนึ่งซึ่งอ้างว่าพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในสาขาของเขา เพราะพระแม่องค์ธรรมของเขาเป็นผู้ส่งพระพุทธเจ้ามาเกิด พูดทำนองว่า พระไตรปิฏกของเรานี่แหล่ะ บิดเบือน คำสอนที่ถูกต้องเป็นไปตามแบบที่เขานับถือ เป็นของพระแม่องค์ธรรม ที่ถ่ายทอดผ่านโองการฟ้าโดยพระอาจารย์จี้กง โดยชักชวนเข้าพิธีรับธรรมะ ฯ (ใครอยากรู้ส่งเสียงไว้นะคะ เดี๋ยวจะรวมประเด็นตั้งกระทู้เพิ่มข้อมูลให้) หลักความคิดจะคล้ายๆสันติอโศก แต่ก็มีบางส่วนที่คล้ายกับของธรรมกายด้วย เช่น เรื่อง นิพพาน ที่ไม่ได้ถูกตีความว่าเป็นความว่าง แต่เป็นดินแดน เป็นที่ๆดวงจิต ดวงวิญญาณของเราทั้งหลายจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีแต่ความสุขถ่ายเดียว ชั่วนิรันดร์กาล ประมาณนั้น

(ขอนอกเรื่องนิดนึงนะคะ ลัทธินี้มีการปลุกวิญญาณแม่ชีเทเรซ่ามาเข้าพิธีรับธรรมะและได้แต่งตั้งให้แม่ชีเทเรซ่าเป็นพระโพธิสัตว์ด้วยค่ะ)

อย่างไรก็ตาม ธรรมกายนั้น แม้จะตีความนิพพานไปอีกอย่าง แต่แนวการปฏิบัติที่ให้มีการฝึกจิต ทำกรรมฐานก็เรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ไม่ผิดประหลาด

แต่เรื่องการสอนให้ยึดติดกับภพชาติ (เช่น การเน้นให้ไปสวรรค์) การสอนให้ทำบุญด้วยเงินจำนวนมากๆ จะได้บุญมากๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันด้วยนะคะ ดังนี้หากว่าใครมีข้อสงสัย ดิฉันคิดว่า น่าจะถามได้ ถามกันให้เยอะๆ แล้วทางธรรมกายเอง น่าจะมีการตอบคำถามไว้ด้วย เหมือนที่ท่านพุทธทาสท่านทำ สิ่งนี้แหล่ะจะช่วยทำลายข้อสงสัยของพุทธศาสนิกชนที่ไม่ใช่ศิษย์โดยตรงของวัดพระธรรมกาย ดีกว่าจะบอกว่า จงอย่าสงสัย นะคะ

ด้วยความเคารพค่ะ

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 06:35:41

จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 พ.ย. 51 06:28:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 289

อ้าว ลืมไปอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องสหกรณ์สินเชื่อเพื่อการทำบุญ ในส่วนนี้ ดิฉันเข้าใจแล้วว่า ไม่ใช่กิจการของวัด แม้ว่าจะออกสินเชื่อเพื่อการทำบุญให้เฉพาะการทำบุญที่วัดพระธรรมกายวัดเดียวเท่านั้น

เป็นองค์กรที่แย่มากค่ะ สนับสนุนให้คนเป็นหนี้ ให้ทำบุญโดยที่เป็นหนี้ ทั้งที่พระพุทธองค์บอกไว้ว่า การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก เป็นการเกินตัว เป็นสิ่งที่เกินเลย ไม่ดำรงอยู่ในหลักทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงสอน

แม้ไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้ต้นคิด เป็นผู้บริหาร เป็นผู้อนุมัติ (เพราะไม่รู้จะหาข้อมูลที่ไหน) แต่ดิฉันมองว่า คนๆนั้นดำรงชีวิตอยู่ภายใต้พื้นฐานของความโลภที่ไร้มนุษยธรรม คิดหากำไร หวังดอกเบี้ยจากคนที่มีจิตเป็นกุศลจะสร้างบุญ

ต้องขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ เพราะในเบื้องแรกใครมาอ่านเข้า ย่อมต้องคิดว่าเป็นกิจการของวัดพระธรรมกายแน่ เพราะออกสินเชื่อเพื่อการทำบุญที่วัดพระธรรมกายวัดเดียว


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 พ.ย. 51 06:41:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 290

ท้ายสุด สุดท้าย

ดิฉันเองขอวอนสมาชิกผู้มาตอบกระทู้ทุกท่านนะคะ โปรดใช้วาจาที่สุภาพ  มีเหตุและผล รู้ก็ตอบในส่วนที่รู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รอท่านอื่นมาชี้แจง คิดต่างก็ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมคิดต่าง ดิฉันคิดว่าแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้การสนทนาเป็นไปด้วยดีแล้วค่ะ

อีกประการหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องของศาสนาพุทธก็จริง เป็นเรื่องที่ชาวพุทธควรสนใจไต่ถามก็จริง แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรแบกไว้นะคะ

แม้กระทั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ยังไม่ให้แบกเอาไว้ ให้เป็นได้แต่แพเพื่อไปสู่นิพพานเท่านั้น กับเรื่องไกลตัวเช่นนี้ ยิ่งไม่ควรแบกไว้ให้เป็นอารมณ์

อย่าลืม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วยนะคะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 16 พ.ย. 51 06:46:01 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 291

love สวัสดีค่ะ คุณฉันขอให้เธอโชคดี

coffee เค้ก เข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังสื่อสารค่ะ และขอขอบพระคุณที่คุณได้แสดงความเคารพในครูบาอาจารย์มา ณ ที่นี้

จากข้อความนี้ใน คห. 285 "ดิฉันจึงเล็งเห็นความสำคัญในการเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันว่า เหตุใดวัดนี้ จึงทำให้พุทธศาสนิกชนแตกเป็นสองฝ่าย (หรือมากกว่านั้น) เหตุใดประเด็นของวัดนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนอยู่เสมอ"  

ตามความเห็นของดิฉันวัดพระธรรมกายไม่ได้ทำให้พุทธศาสนิกชนแตกเป็นสองฝ่ายหรือมากกว่านั้นนะคะ ถ้าเราพิจารณากันด้วยใจที่เป็นธรรม พุทธศาสนิกชนแตกเป็นหลายฝ่ายมาก่อนหน้านี้แล้ว แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกัน พี่น้อง หรือสามีภรรยา ก็มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเดียวกันเยอะยะไปค่ะ หลายคู่เห็นต่างจนต้องแยกทางกันไปก็มากมาย ความเห็นต่างเป็นธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน วัดพระธรรมกายสอนคนที่ไปวัดในเรื่องการอยู่ร่วมกันในแบบที่เรียกว่า "แสวงจุดร่วม สมานจุดต่าง"  ไม่เพียงเฉพาะผู้ที่มาวัดฯ และพุทธศาสนิกชนท่านอื่นเท่านั้น ยังรวมไปถึงคนที่อยู่ในโลกใบนี้ทั้งหมด เพราะเห็นความจริงอยู่แล้วว่า ไม่มีใครที่จะมีความเห็นเหมือนกันไปหมดทุกเรื่องได้ เพียงแต่เราจะอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความต้องการที่เหมือนกัน นั่นคือ ความต้องการให้เกิดสันติภาพและสันติสุข ซึ่งต้องเริ่มจากในใจของทุกคนก่อน

นอกจากนี้ ยังมีวาทะธรรมที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ได้ให้ตอกย้ำอยู่ทุกวันผ่านรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาว่า "พุทธบริษัท 4 ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว" เพื่อให้ศาสนาพุทธมีความมั่นคงแข็งแรง โดยการเน้นให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเป็นอายุพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากการจัดงานบุญที่นิมนต์พระสงฆ์มารวมกันจากทั่วประเทศเป็นแสน ๆ รูป

ดิฉันเรียนตามตรงว่า การรับข้อมูลผ่านกระทู้เพียงเท่านี้ คงไม่ได้ทำให้คุณฉันขอให้เธอโชคดีได้คำตอบมากมาย อาจได้ในระดับที่เรียกภาษาวัยรุ่นว่า "ชิวชิว" คือ เล็กน้อยเท่านั้น คงจะดีไม่น้อยหากคุณฉันขอให้โชคดีจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดสักครั้ง

วันนี้ได้พบคลิปวีดีโอที่น่าสนใจคลิปหนึ่ง และน่าจะพอเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับคุณได้ค่ะ สำหรับวันนี้ขอแสดงความเห็นไว้เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะมะลิตูม

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 09:54:14

แก้ไขเมื่อ 16 พ.ย. 51 08:49:27



จากคุณ : รัตนมาลี - [ 16 พ.ย. 51 08:27:13 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 292

ทำแล้วสบายใจก็ทำเหอครับ

ps.เค้าบอกว่าวัดสวยมากๆใหญ่มากๆ....

แต่มีคนจ้างให้ผมไปผมยังไม่ไปเลยวัดนี้


จากคุณ : AAuy (if i will to love) - [ 16 พ.ย. 51 23:33:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 294

ขอยกนิ้วให้คุณ ฉันขอให้เธอโชคดี

 
 


จากคุณ : บุษกรจันทร์ - [ 17 พ.ย. 51 11:25:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 295

ในสังคมไทยเรามีอุปาทานหมู่ระบาดอยู่ทั่วไป  ซึ่งเป็นพิษเป็นภัยต่อบุคคลนั้นเอง และต่อสังคม  แต่ไม่มีใคร กล้าเข้าไปแก้ไข เห็นไปว่าเป็นที่พึ่งทางใจ  แต่ที่จริงมันเป็นสิ่งเสพติดทางจิต  อย่าว่าแต่จะเข้าไปแก้ไขเลย  แม้จะพูดกับพวกเขาตรงๆ ด้วยความเอ็นดูมุ่งอนุเคราะห์  เพื่อดึงพวกเขาออกมาก็ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด


เกรงจะไปทำลายที่พึ่งทางใจของเขา  ซึ่งอันที่จริงแล้ว  พึ่งไม่ได้ มีแต่อุปาทาน  เป็นทิฏฐุปาทานบ้าง  สีลัพพตุปาทานบ้าง  อัตตวาทุปาทานบ้าง  ที่เป็นกามุปาทานก็มี   ที่เป็นความหลงใหลมัวเมาในสิ่งอันไร้สาระก็มาก  ล้วนแต่มีข้ออ้างทั้งนั้น   ผู้ที่รับผิดชอบต่อสังคมไม่กล้าชี้นำ  เกรงจะเสียคะแนนนิยมจากคนกลุ่มนั้นๆ  จึงอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า  "เพียงแต่เอาตัวรอดก็พอแล้ว"


จากคุณ : SeedDhamMa camfrogroom (TheAcT) - [ 17 พ.ย. 51 16:43:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 296

ถึงความเห็น 295

ในความเห็นผม อุปาทานไม่ใช่ระบาดอยู่ทั่วไปครับ แต่มันหนาแน่นติดหนึบกับไม่ใช่คนไทยเท่านั้น คนทั้งโลกก็เป็นครับ บุคคลใดที่ยังมีอวิชชา ก็ยากที่จะไม่เกิดอุปาทาน ผมมองว่า ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปแก้ไข เพราะปัญญาและความกล้าของพวกเราไม่พอครับ

ลองมองกลับไปในสมัยพระพุทธองค์ตอนตรัสรู้ ทีแรกท่านยังคิดว่า ธรรมที่ท่านตรัสรู้ ยากเกินไปที่หมู่สัตว์ทั้งหลายจะเข้าใจ เลยครับ ดีที่ท่านยังมีเมตตากรุณา เผยแพร่ โปรดหมู่สัตว์ โดยเฉพาะมนุษย์

บุคคลน้อยใหญ่ ก็เปรียบเสมือนดอกบัวสี่เหล่า มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน เราจะเตือนอะไร ก็เตือนเขาด้วยเหตุผล แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ เขาไม่ศรัทธา ก็เป็นเรื่องของเขาครับ สักวันหนึ่งเขาก็คงจะเข้าใจ อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ในความเห็นก่อนหน้านี้ ก็เพียงแต่วางอุเบกขา วางเฉย สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน ใครทำอะไรไว้ ก็ได้รับผลอย่างนั้นครับ

แก้ไขเมื่อ 17 พ.ย. 51 17:49:12

จากคุณ : thungsum - [ 17 พ.ย. 51 17:46:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 297

ถ้าอยากให้พ่อเลิกเหล้าต้องใช้เงินกี่บาท
แล้วถ้ามีที่ๆทำให้พ่อเลิกเหล้าได้อย่างเด็ดขาด ดีไหม

แค่นี้ก็บอกประโยชน์มหาศาลแล้ว


จากคุณ : abandon55555 - [ 18 พ.ย. 51 10:12:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 298

ตอบคคห.297
ในโลกนี้มีอยู่วัดเดียวที่สอนให้เลิกเหล้ารึไงจ๊ะ?


จากคุณ : ม้าไม่มีชื่อ - [ 18 พ.ย. 51 11:43:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 299

พระพุทธศาสนามีศีลเป็นข้อห้ามในการดื่มเหล้าอยู่แล้ว

และทุก ๆ วัดเขาก็สอนให้เลิกเหล้ากันทั้งนั้น

มีวัดไหนบ้างนะที่สอนให้คนกินเหล้า  หรือยั่วยุให้คนกินเหล้า ?

ยกตัวอย่างมาให้ดูสิครับว่าวัดไหนเขาสอนให้กินเหล้า ?






การจะเลิกเหล้าได้หรือไม่ได้นั้น  มีปัจจัยร่วมหลายประการ

ปัจจัยแรก  และเป็นปัจจัยหลัก ๆ คือ เจ้าตัวคนที่จะเลิกเหล้านั้นเองนั่นแหละ ที่จะต้องตั้งจิต  ตั้งใจแน่วแน่ และมุ่งมั่นว่าจะเลิกเหล้าเลิกอบายมุขอย่างแท้จริง

ปัจจัยที่สองรองลงมา คือ คนในครอบครัวที่จะต้องคอยให้กำลังใจในการยึดมั่น/มุ่งมั่นในการตั้งใจเลิกเหล้าเลิกอบายมุข  และต้องคอยประสาน คอยสร้างสรรบรรยากาศภายในบ้านให้เหมาะแก่การเลิกเหล้าเลิกอบายมุขทั้งหลาย

ปัจจัยที่สามรองลงไป คือ เพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดที่หมั่นแวะเวียนไปมาหาสู่กันบ่อย ซึ่งจะประกอบด้วยเพื่อนที่ยั่วยุให้กินเหล้าเมายา และประกอบด้วยเพื่อนที่สนับสนุน/ส่งเสริมในการเลิกเหล้า/เลิกอบายมุขทั้งปวง  เจ้าตัวต้องหนักแน่นต่อคำยั่วยุของเพื่อน ๆ และพยายามหลีกลี้หนีหน้าเพื่อน ๆ ที่มันคอยชวนคอยยั่วยุให้กินเหล้า หันมาคบแต่เพื่อนที่สนับสนุนให้เลิกเหล้า/เลิกอบายมุข และตีตัวออกห่างและเหินห่างจากเพื่อน ๆ ที่คอยยั่วยุให้กินเหล้า/ติดอบายมุข

ปัจจัยที่สี่รองลงไป คือ งานสังสรรค์/งานสังคม/งานรื่นเริง/งานสาธารณะทั้งปวง ตนเองต้องเตือนตนเองสม่ำเสมอว่า จะไม่แตะต้องเหล้า/บุหรี่/อบายมุขทั้งปวงแม้ว่าจะมีเพื่อนคะยั้นคะยอให้กินเหล้า/สูบบุหรี่  ต้องพยายามใจแข็งไม่กินไม่สูบ  หากเกรงว่าจะอดไม่ได้ ก็หลีกเลี่ยงการไปร่วมงานเหล่านั้น  ให้คนในครอบครัวไปแทนออกงานแทน

ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับกับการที่คุณพ่อของคุณ abandon55555 คห. #297  สามารถเลิกเหล้าได้  แต่ขอให้คุณ abandon55555  ทำความเข้าใจใหม่นะครับ


จากคุณ : ทวนทอง - [ 18 พ.ย. 51 12:31:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 300

ศีล แปลว่า ปกติ
บุคคลใดประพฤติศีล แปลว่าบุคคลนั้นปกติ
ศีล มีหลายแบบ แล้วแต่เพศภาวะ
ฆารวาส  ประพฤติศีล 5 เป็นปกติ
แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ประพฤติศีล 8 เป็นปกติ
สามเณร ประพฤติศีล 10 เป็นปกติ
พระภิกษุสงฆ์ ประพฤติศีล 227 เป็นปกติ

การประพฤติศีล หากบริบูรณ์ ต้องครบองค์ 5
หากไม่ครบก็ เป็นการละเมิดศีล ศีลด่าง ศีลพร้อย ศีลขาด
ก็ปรับปรุงพัฒนาศีลให้บริบูรณ์ต่อไปตามหลัก

ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

ตอนนี้วัดทุกวัด ก็เร่งถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แก่พุทธศานิกชนทั้งหลาย และทุกคนที่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษา พระพุทธศาสนา เพื่อให้เข้าไปอยู่ในใจ และน้อมนำไปปฏิบัติ ให้บังเกิดประโยชน์ ต่อตนเอง และคนรอบข้าง..........สันติสุข.....เกิดขึ้นได้เริ่มที่...ตัวเราเอง


จากคุณ : เดินไปสู่ความสุข - [ 23 พ.ย. 51 17:05:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 301

ดิฉันพอจะเข้าใจจุดประสงค์ของหลายๆ ฝ่ายนะคะ
แต่คนเราย่อมมีวิธีเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหา แก้ปัญหา
แสวงหาความสุข หรือหนทางแห่งการดับทุข์แตกต่างกันไป
ตามสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ ความสะดวก และสิ่งเอื้ออำนวย

ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลว่าจะเลือกสิ่งใดให้กับตัวเขา
เราเองก็ควรที่จะเคารพการตัดสินใจ ให้เกียรติในความเชื่อของเขาด้วย
เพราะแม้แต่ตัวเราเองก็ยังวิ่งวน ในความเชื่อ และความรู้ที่เราได้ศึกษามา
เราเชื่อเพราะเราเห็นมาเช่นนี้ อาจจะพิสูจน์ได้บ้างในบางเรื่อง
แต่บางเรื่องมันก็อยู่เหนือการพิสูจน์ของเรา  

....

ถ้าสิ่งนั้นเป็นผลดีกับเขาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
เราก็ควรจะยินดีด้วย

มนุษย์เราเกิดมาก็ต่างกันแล้ว ระบบความคิด การเข้าถึงหลักธรรมก็ย่อม
แตกต่างกันไป ...ดังนัันจึงเกิดความเชื่อและวิธีการสอนที่หลากหลาย

เรามานั่งขยายรายละเอียดย่อยของเรื่องบางเรื่อง ที่บางครั้งประโยชน์ของ
มันอาจจะน้อยกว่า การเพิกเฉย
จนทำให้ลืมคิดถึงจุดประสงค์หลักของความเชื่อและศาสนาไปหรือไม่คะ?

เราต้องการความสงบ สันติสุข หรือแม้แต่ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่หรือคะ?

ดิฉันเป็นชาวพุทธคนหนึ่ง ที่ศึกษาพระศาสนามาพอสมควร และได้เคยเข้าร่วม
กิจกรรมกับทางวัดพระธรรมกายก็หลายครั้ง
ทั้งช่วยกิจกรรมวัด และไปปฎิบัติธรรม แต่ดิฉันก็ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง
เพราะก็เข้าร่วมกิจกรรมวัดอื่นๆ ด้วย

และติดตามอ่าน
กระทู้ห้องนี้มานานมากแล้วโดยปราศจากชื่อสมาชิก และตอนนี้ดิฉันก็กำลังศึกษา
จิตวิทยาและจิตวิทยาบำบัดที่ต่างประเทศ ทำให้ต้องประสบพบเจอกับผู้คน
จากหลากหลายความเชื่อ ลัทธิ และศาสนา

เลยทำให้ดิฉันได้มีโอกาสศึกษาศาสนาอื่นๆ ด้วย
ดิฉันมีโอกาสได้รักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (ที่เค้าชอบคิดสั้น ฆ่าตัวตายน่ะค่ะ)
และได้เจอการวิจัยที่พบว่า การนั่งสมาธิเป็นวิธีการรักษาที่ยั่งยืน
และได้ผลในระยะยาวมากที่สุด

ดิฉันเลยถามอาจารย์ว่า แล้วทำไมเราไม่ใช้การนั่งสมาธิรักษาเค้าละคะ?
อาจารย์ดิฉันเลยตอบว่า เพราะคนที่นี่เค้าไม่เข้าใจว่านั่งสมาธิควรทำไง
และเค้าไม่เชื่อในสมาธิ

สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือ การพยายามเข้าไปศึกษาในกระบวนการความคิดของเขา
และแก้ที่กระบวนความคิดนั้น พร้อมๆ กับการให้เหตุผล
การรักษาที่ดีสำหรับคนในสังคมนึง อาจจะไม่ได้ผลสำหรับคนอีกสังคมก็ได้

มาถึงตอนนี้ดิฉันหันกลับมาคิดว่า
เราชาวพุทธ มีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนในสังคมอีกมากมาย
ที่ไม่เข้าใจ และไม่เข้าถึงสิ่งเหล่านี้

"เราควรทำอย่างไร ให้คนในสังคมที่มีพื้นฐานที่ต่างกัน เข้าใจในสิ่งที่เรา
ต้องการสื่อ หรือหัวใจสำคัญของศาสนา?"

เราจะทำยังไงให้คนทั่วไปที่ไม่ค่อยสัมผัสกับศาสนาได้เข้าถึงศาสนา
และเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อ

ดิฉันคิดว่าวัดพระธรรมกายก็มีวิธีการสอนที่ต่างออกไป
ก็เป็นอีกทางเลือกให้กับประชาชน

ดิฉันคิดว่า ดีซะอีกค่ะ ที่เรามีทางเลือกให้กับความคิดของเราเยอะๆ
เราจะได้รู้จักเปรียบเทียบและศึกษาว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่นั้น เป็นเช่นไร

ท่านทั้งหลายที่เข้ามาสนทนาในนี้ได้ ล้วนเป็นผู้ที่มีปัญญาทั้งสิ้น
แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่เข้าใจในหลักธรรมเลย แม้จะรู้ว่าหลักธรรม
คือ อะไร

ทางสายกลางสำหรับดิฉันแล้ว คือการพยายามปรับความคิดด้านศาสนา
ความเชื่อ และวิทยาศาสตร์ให้สมดุลกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมค่ะ

และสิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ


... "ลางเนื้อ ชอบลางยา" นะคะ    ^__^

โชคดี บุญรักษาทุกท่านค่ะ (-/|\-)


จากคุณ : De affodil - [ 25 พ.ย. 51 21:26:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 302

..ฯลฯ

ดิฉันคิดว่าวัดพระธรรมกายก็มีวิธีการสอนที่ต่างออกไป
ก็เป็นอีกทางเลือกให้กับประชาชน

ดิฉันคิดว่า ดีซะอีกค่ะ ที่เรามีทางเลือกให้กับความคิดของเราเยอะๆ
เราจะได้รู้จักเปรียบเทียบและศึกษาว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่นั้น เป็นเช่นไร

....ฯลฯ

จากคุณ : De affodil



คห.62 กระทู้นี้



...ฯลฯ

การสอนแบบผิดๆแบบธรรมกาย เป็นการสอนให้คนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งพระพุทธเจ้ากล่าวว่าไม่เห็นสิ่งใดเป็นโทษเท่ากับมิจฉาทิฏฐิเลย

[๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่ง
จะมีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฐิเป็นอย่างยิ่ง ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=950&Z=1002&pagebreak=0

จากคุณ : หลังเขา   - [ 16 ต.ค. 51 17:45:17 ]  
---------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงเพิ่ม

ธรรม(กลาย) เพื่อ(มอมเมา)ประชาชน ฉบับพระรัตนตรัย(เป็นอัตตา)
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5779543/Y5779543.html


จากคุณ : taken01 - [ 26 พ.ย. 51 08:28:04 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 303

love สวัสดีวันพุธค่ะ คุณฉันขอให้เธอโชคดี

วันนี้พอจะมีเวลา เลยแวะมาแสดงความเห็นเพิ่มเติมให้นะคะ แต่วันนี้อาจจะเป็นการแสดงความเห็นที่ยาวมากเลยตั้งแต่โพสท์กระทู้มาค่ะ (ปกติไม่ค่อยชอบตอบยาว ๆ เลยค่ะ )

เค้ก coffee
ในหลาย ๆ ประเด็นดูเหมือนจะเป็นการซ้ำคำถามที่ได้รับการให้ข้อมูลและแสดงความเห็นตอบไปแล้วคงต้องย้อนกลับไปอ่านความเห็นแรก ๆ กันอีกครั้ง

ตาม คห. 285

อย่างไรก็ดี ดิฉันเองก็ยังมองวัดในแง่ดีอยู่ว่า ต้องมีอะไรดีสิน่า คนถึงศรัทธากันอยู่เยอะแยะ แต่จะให้ไปสัมผัสเอง ดิฉันเกรงว่าจะไม่ถูกจริต ดิฉันไม่มีเงินทำบุญมากๆ (กลัวจะขยายใจไม่ไหว) และดิฉันชอบลำบากลำบนไปทำบุญกับวัดจนๆไกลๆมากกว่า (ชอบทรมานตัวเองอ่ะนะคะ อิอิ) ดังนี้ ดิฉันยังยืนยันว่า การสนทนาใน chat room นั้นมีความสำคัญอยู่
.
.
.
อีกประการหนึ่งที่ดิฉันมาถามในพันทิปเพราะที่นี่เป็นสังคมใหญ่ มิใช่การรับข้อมูลด้านเดียว หากคำถามเดียวกันเหล่านี้ถูกถามในเว็บที่คุณก็รู้ว่าเว็บอะไร ดิฉันโดนเหล่าสมาชิกเว็บดังกล่าว ส่งลงอเวจีแล้วแน่นอนค่ะ ทั้งที่ดิฉันเลือกที่จะถามมากกว่าที่จะเชื่อตามสื่อ


ข้อความที่ดิฉันจะแสดงความเห็นต่อไปนี้ เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว การที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดด้วยตนเอง คุณก็ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ว่าคุณจะต้องทำบุญมากมายอะไร ถ้าคุณไม่อยากทำก็ไม่มีใครว่าอะไรค่ะ เพราะวัดทุกวัดเป็นที่ ๆ ทำให้เราได้ไปเอาบุญอยู่แล้ว แค่ไปเราก็ได้บุญแล้วค่ะ แต่การไปสัมผัสด้วยกายและใจ ย่อมดีกว่าการอ่านและฟังแน่นอน เพราะจะได้เป็นประสบการณ์ตรงที่สัมผัสได้ด้วยใจของคุณเอง
ในเรื่องของการทำบุญนั้น จริงอยู่ว่าการทำบุญต้องรู้จักประมาณตน ถ้าศรัทธาและเงื่อนไขของการทำบุญทุกอย่างเหมือนกัน การสละมากกว่า คือการตัดตระหนี่ได้มากกว่า ก็ย่อมได้บุญมากกว่าอยู่แล้วค่ะ ถ้าจะมีใครสักคนบอกให้รู้ถึงเรื่องนี้แล้วทำให้เราเข้าใจและได้บุญมากขึ้น ไม่ดีหรอกหรือคะ
โดยเฉพาะในยุคของการสร้างและสถาปนาศาสนสถาน เป็นสถานที่ที่คนมารวมกันเพื่อทำความดี มาทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิ ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างย่อมได้บุญมากกว่าผู้ที่มาร่วมอนุโมทนาภายหลัง หากเรามีโอกาสเลือกที่จะสั่งสมบุญได้ในวันนี้เราจะเลือกอะไรล่ะคะ

แก้ไขเมื่อ 26 พ.ย. 51 17:03:01

แก้ไขเมื่อ 26 พ.ย. 51 16:35:13

จากคุณ : รัตนมาลี - [ 26 พ.ย. 51 16:33:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 304

นกดื่มชา จากการที่มีโอกาสไปวัดพระธรรมกาย และร่วมกิจกรรมกับทางวัดหลายครั้ง ดิฉันเห็นว่าการแสวงหาข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม แต่สำหรับดิฉันเล้ว วิธีการหาข้อมูลอย่างถูกต้องนั้นอยู่บนพื้นฐานของหัวใจนักปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ แต่โดยความหมายของ “สุ” คือ “สุตะ” นั้นดิฉันคิดว่าน่าจะหมายถึงการรับรู้เบื้องต้นไม่เพียงมาจากการฟังแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรมาจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ด้วย การที่ดิฉันแนะนำว่าคุณสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซด์ DMC นั้น มิใช่หมายถึงว่าอยู่ ๆ ให้คุณเข้าไปถามค่ะ แต่หมายถึงว่า คุณสามารถคลิ้กเข้าไปดูรายละเอียดต่าง ๆ ได้มากมาย หรือ search ในนั้นเพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นบางอย่างที่คุณต้องการ โดยเฉพาะหน้า Home page จะมีรายการกิจกรรมล่าสุด update ทุกวัน คุณก็จะได้คำตอบบ้างค่ะว่าเงินเอาไปทำอะไรบ้าง ต้องใช้กับกิจกรรมทางศาสนาทุกวันค่ะ

วัดพระธรรมกายมีมโนปณิธานตั้งแต่สร้างวัดว่า สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนให้เป็นคนดี การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องใช้ปัจจัยใดขับเคลื่อนบ้าง ต้องทำอย่างไร และต้องใช้มากเท่าไร เป็นคำถามที่ลองตอบในใจก่อนก็ได้ พวกเราก็คงเคยเห็นกันมาบ้างอยู่บ่อย ๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สถาบันศาสนา หรือแม้แต่หน่วยงาน บางหน่วยงาน ถ้างบประมาณและบุคลากรที่พร้อมจะทุ่มเทไม่มี หรือมีไม่พอ การดำเนินงานใด ๆ ก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า ขลุกขลัก และหลายครั้งที่ไม่ทันกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้ามีมากพองานก็จะไม่สะดุด หรือมีโอกาสสะดุดน้อยมาก

หากคุณไปตั้งกระทู้ถามบนเว็บบอร์ด DMC ดิฉันเชื่อว่าถ้าได้อ่านข้อตกลงของการใช้เว็บบอร์ด การถามด้วยมารยาทที่ดีและเจตนาดี สมาชิกบนเว็บบอร์ดนั้นยินดีจะให้ข้อมูลคุณอยู่แล้วล่ะค่ะ ไม่มีใครคิดร้ายกับคุณหรอกค่ะ อย่ามองในแง่ร้ายสิคะ ไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย

นกหนาว ดิฉันเองก็จำไม่ได้หมดหรอกค่ะ ก็อาศัยหาข้อมูลจาก ดีเอ็มซี.TV เหมือนกันค่ะ

แก้ไขเมื่อ 26 พ.ย. 51 16:45:12

แก้ไขเมื่อ 26 พ.ย. 51 16:40:40



จากคุณ : รัตนมาลี - [ 26 พ.ย. 51 16:39:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 305

คห. 286

เรื่องต่อมา การสอนเพื่อขอให้อธิษฐานให้ รวย เรื่องนี้ ไม่ว่ายังไงดิฉันก็ยังเห็นต่าง ว่าคนเราจะรวยจริงอยู่ต้องมีบุญกุศลหนุน แต่ไม่ว่ายังไงอิทธิบาท 4 กับอัตตาหิ อัตตโน นาโถช่วยได้แน่

โดยที่ไม่ต้องอธิษฐานใดๆ บุญนั้นมีการให้ผลโดยอัตโนมัติของบุญอยู่แล้ว การทำบุญโดยจิตมุ่งตั้งหวังให้รวย รวย รวยย่อมทำให้บุญถูกลดคุณค่าลง


การปฏิบัติตามหลักธรรมอิทธิบาท 4 และอัตตาหิ อัตตโน นาโถ นั้นถูกต้องและจริงแท้ค่ะ แต่นั้นคือการประกอบเหตุในปัจจุบันเท่านั้น ที่คุณได้แสดงความเห็นว่า “คนจะรวยจริงต้องมีบุญกุศลหนุน” นั้น เป็นอย่างไรคะ คุณฉันขอให้เธอโชคดีช่วยขยายความสักหน่อยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องทำบุญอะไร ทำมาอย่างไรจึงจะเป็นเหตุให้รวย

โดยพื้นฐาน การไปถึงนิพพานไม่ได้สามารถไปได้ง่ายนัก หากใครสามารถไปนิพพานได้ในชาตินี้ ก็ขอยินดีและอนุโมทนาด้วยค่ะ แต่เพราะบุญบารมีไม่มากพอมิใช่หรือจึงยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ และถ้าจะต้องเกิดมาใหม่ จะเกิดมาในสภาพไหนล่ะ อย่างที่บางคน ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มีสมบัติมารอแล้ว สามารถสร้างบุญได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องการทำมาหากินน่ะค่ะ เขาทำกันมาอย่างไร ในขณะที่อีกคน เกิดมาในครอบครัวที่ยากจนมาก ๆ เลย อะไรเป็นเหตุให้เป็นเช่นนั้น

ลองดูวัดอื่น ๆ ที่มีคนไปหยอดตู้รับบริจาคตั้งแต่เหรียญสลึง จนเป็นแบงค์พัน ใคร ๆ ก็อธิษฐานเพื่อให้มีสิ่งที่ดีกว่าเดิมเกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองทั้งนั้นไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่อง ไม่ว่าจะขอเพื่อชาตินี้ หรือเผื่อชาติหน้า การอธิษฐานจึงเป็นเหมือนหางเสือเรือ

ใน ทีปังกรพุทธวงศ์ (สุ. ขุ. พุทธ. แปล. ๓๓/๒.) ว่าด้วยพระประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้า ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงหลักการในการบำเพ็ญบารมี อย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมทั้งอุปมาประกอบ ดิฉันได้คัดมาเฉพาะ เรื่องอธิษฐานบารมีดังนี้

"ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ก็ได้เห็น อธิษฐานบารมีเป็นข้อที่ ๘ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัย จึงเตือนตนเองว่าท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๘ นี้ บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ในการอธิษฐานทั้งปวง บำเพ็ญอธิษฐานบารมี เปรียบเสมือนภูเขาหินไม่หวั่นไหวตั้งมั่น ไม่สะท้านสะเทือนเพราะลมจัด คงอยู่ในที่เดิม ฉะนั้นแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ แต่พุทธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป"

แก้ไขเมื่อ 26 พ.ย. 51 17:15:47

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 26 พ.ย. 51 16:42:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 306

leaf คห. 288

การที่เขารู้จักวัดได้ เพราะสื่อธรรมะที่ทางวัดได้เผยแพร่ออกไป นั่นทำให้เขารู้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ดีของวัดและไม่ได้เกิดข้อกังขาใดๆ นั่นเป็นจริตของเขา ดังนี้ ด้วยเหตุแค่ว่ามีคนข้ามน้ำข้ามทะเลมายังวัดพระธรรมกาย แสดงว่าวัดนี้มีดี ดิฉันคิดว่าเป็นตรรกะที่แปลกไปสักหน่อยนะคะ

พลุ เป็นความเห็นส่วนตัวของคุณเอง ดิฉันไม่คิดว่าเป็นตรรกะที่แปลกอะไรเลยนะคะ แต่เป็นตรรกะที่ถูกต้องทีเดียวค่ะ ถ้าดูแล้ววัดนี้ไม่มีดี ไม่น่าสนใจ และไม่มีคุณค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทางมาแล้ว แล้วเขาจะเสียเวลามาทำไม


แต่เรื่องการสอนให้ยึดติดกับภพชาติ (เช่น การเน้นให้ไปสวรรค์)

พลุ การสอนเรื่องนรก สวรรค์นั้น คุณน้อมเศียรเกล้าได้แสดงความเห็นไว้ครบถ้วนดีแล้วนะคะที่ คห. 45 46 47 48 และ 49


การสอนให้ทำบุญด้วยเงินจำนวนมากๆ จะได้บุญมากๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันด้วยนะคะ

พลุ ที่คุณได้กล่าวมาทั้งหมดถูกต้องทีเดียวค่ะ การทำบุญด้วยเงินจำนวนมากได้บุญมาก ๆ เงิน 100 บาทสำหรับบางคนถือว่ามาก บางคนถือว่าน้อย ยิ่งตัดตระหนี่ได้มาก ก็ยิ่งได้บุญมาก ถ้าเงื่อนไขการทำทานทุกอย่างเหมือนกันหมด การทำบุญมากก็ย่อมได้บุญมาก ทำน้อยก็ได้น้อย ทำกลาง ๆ ก็ได้กลาง ๆ บางคนอาจใช้คำว่า ทำตามศรัทธา ทำตามกำลัง ทำเต็มกำลัง และทำสุดกำลัง เป็นเรื่องที่น่าคิดจริง ๆ เราต้องพิจารณากันให้มากว่าชีวิตทีเหลือต่อไปจากนี้เราควรทำบุญและสั่งสมบุญกันอย่างไรดี



จากคุณ : รัตนมาลี - [ 26 พ.ย. 51 16:53:03 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 307

นกดื่มชา เท่าที่ดิฉันเห็นมา คนที่ไปวัดพระธรรมกาย ได้รับการสั่งสอนทุกเรื่องทุกวันผ่านการถ่ายทอดสดรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาช่วง 18.30 น. ถึง เวลาประมาณ 4 ทุ่มซึ่งคุณสามารถรับชมผ่านอินเตอร์เน็ตได้ค่ะ ลองติดตามต่อเนื่องดูสักพักนึงก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา แต่การทำทานเป็นบันไดขั้นแรก และเราจะเห็นได้ชัดเพราะเป็นรูปธรรม จึงอาจเป็นกรณีที่นำมาเป็นข้อสงสัยได้มาก

love จากการที่ดิฉันได้สัมผัสด้วยตนเอง ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ดิฉันก็เห็นว่าเน้นทุกเรื่องค่ะ เน้นความเพียรมากๆ เน้นให้ฝึกปฏิบัติ ฝึกให้เป็นต้นแบบทั้งทางโลกและทางธรรมให้กับผู้อื่น ขัดเกลาตัวเองด้วยการทำหน้าที่กัลยาณมิตร และการนั่งสมาธิ จนหลายคนมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตตนเอง

และการเน้นปฏิบัตินี่แหละค่ะ ที่ทำให้คนอีกหลายเกิดความศรัทธากับวัดพระธรรมกายมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า จริง ๆ แล้ว สังคมทั่วไป ทุกคนต้องการเป็นคนดี ต้องการอยู่ร่วมกับคนดี ต้องการทำกิจกรรมดี ๆ สร้างเครือข่ายคนดีให้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจให้กันและกันในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข คุณฉันขอให้เธอโชคดีเห็นด้วยมั้ยคะ

ดิฉันเชื่อว่าทุกวัดต่างก็มีความปรารถนาจะให้เกิดภาพแบบนี้ ภาพของคนมารวมตัวกันทำความดี ภาพของคนที่หมั่นทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา วัดพระธรรมกายเองคงไม่สามารถทำให้คนทั้งหมดเข้าใจตรงกันได้ แต่การสร้างคนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายและต้องอาศัย “กัลยาณมิตร” ที่เป็นต้นแบบที่ดีงามของแต่ละคนช่วยกันด้วยความปรารถนาดีต่อกัน และดิฉันก็เชื่อว่าคุณเองก็สามารถเป็นหนึ่งใน “กัลยาณมิตร” ของคนอื่น ๆ อีกมากมายด้วยเช่นกันค่ะ

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 26 พ.ย. 51 16:57:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 308

สังคมต้องการความจริง ต้องการพระจริง ไม่ต้องการพระปลอมหลอกลวงครับ
กัลยาณมิตร  ควรช่วยแสดงความจริง



สัจจะ?
มุสา?
กลัวคุก?  ..อ่านคมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2006/08/23/a001_40291.php?news_id=40291


--------------------------------------------------------------------------

....วันที่ 5 มกราคม 2542 ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ได้มีการบันทึกเทปรายการไอทีวีทอร์ค เป็นการสนทนาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

โดยมีพระอดิศักดิ์ วิริยธกฺโก อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย[/u[ และ

[u]พระมโน เมตฺตานนฺโท ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา ในเลขาธิการใหญ่องค์การสัมมนาศาสนา และอดีตกรรมการบริหารวัดพระธรรมกาย


ซึ่งถือเป็นการยอมเปิดตัวเป็นทางการครั้งแรก เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดเป็นข่าวขึ้นนี้ และจะยืนยันถึงกรณีที่เป็นข่าวว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ...ฯลฯ



.....คำสอนของพระธัมมชโยถูกต้องตามหลักศาสนาหรือไม่ ขอตอบว่าเวลานี้ อาตมาไม่มีความคิดว่าเป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนา หลังจากที่ได้ศึกษาศาสนาเปรี่ยบเทียบ หลักพระพุทธศาสนา ปรัชญา และการตีความ ก็พบว่าที่รู้ที่เรียนมายังไม่ถูกต้องทั้งหมด ย้อนกลับไปแล้วคิดได้ว่าไม่น่าที่จะทำอะไรลงไปถึงเพียงนี้เลย ....



...ฯลฯ


อ่านเพิ่มเติม

http://b2b2.tripod.com/dailynews/dnews19990106.htm

แก้ไขเมื่อ 27 พ.ย. 51 08:30:27

จากคุณ : taken01 - [ 27 พ.ย. 51 08:28:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 309

ข่าว Hot งับ ..


เค้าบอกว่า   พันทะมิด จะ ไป ประท้วง ที่วัดธรรมกาย งับ


อันนี้ไม่รู้ข่าวลือ  หรือ  ข่าวจริง




อยากรู้ อ่ะ ...

 
 


จากคุณ : cattym - [ 27 พ.ย. 51 09:40:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 310

leafขอแสดงความเห็นที่แตกต่างจาก คห. 308 ค่ะ

.....คำสอนของพระธัมมชโยถูกต้องตามหลักศาสนาหรือไม่ ขอตอบว่าเวลานี้ อาตมาไม่มีความคิดว่าเป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนา....

ท่านที่กล่าวข้อความนี้เวลานี้ไม่ได้เป็นพระแล้ว และขณะที่กล่าวก็เป็นเพียงการการแสดงความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น
พระทั่วไปไม่ว่าจะวัดพระธรรมกายและวัดอื่น ๆ ก็มีบวชมีสึกด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก และก็ไม่ได้สึกทั้งหมด

love ลองดูผลงานของพระที่วัดพระธรรมกายดีกว่าค่ะ จะได้ตรงกับหัวข้อกระทู้ ผลงานของพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ดูว่าท่านสอนอย่างไร ความคิดท่านเป็นอย่างไร ในปีนี้ท่านเป็นพระที่ได้รับมติจากคณะสงฆ์ที่วัดพระธรรมกายให้เป็นผู้ได้รับผ้ากฐินด้วย ท่านมีคุณงามความดีมากมาย จึงขอนำประวัติท่านมาให้ดูก่อนค่ะ

ประวัติ พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ MD., Ph.D.

ฉายา             ฐานวุฑโฒ ภิกขุ หรือ พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
นามเดิม         นายแพทย์สมชาย วัชรศรีโรจน์ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่35 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติ           เกิดวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2504 จ.นราธิวาส
                  พ.ศ.2514 ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่สกลนคร
                  พ.ศ.2520 เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร
การศึกษา      ป.1-ป.4 ที่โรงเรียนบางนราวิทยา จ.นราธิวาส
                  ป.5-ป.7 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล จ.สกลนคร
                  ม.ศ.1-ม.ศ.3 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร*
                  ม.ศ.4-ม.ศ.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จ.กรุงเทพมหานคร
                  แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                  ปริญญาโท และปริญญาเอกทางด้านพุทธศาสตร์ศึกษา
                  (Buddhist Studies) มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
กิจกรรม        เป็นประธานนักเรียน โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
                  เป็นหัวหน้าชั้นม.ศ.4,ม.ศ.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
                  พ.ศ. 2524 เป็นประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                  พ.ศ.2525-2527 เป็นประธานชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รางวัลพิเศษ    พ.ศ. 2522 ชนะเลิศการสอบแข่งขันทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ระหว่างนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศจำนวน 3600 คน จัดสอบโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
                  พ.ศ. 2522 ชนะเลิศการสอบแข่งขันทางฟิสิกส์ ซึ่งจัดโดยสถาบันฟิสิกส์เซ็นเตอร์
                  พ.ศ. 2523 ชนะเลิศการสอบแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจัดโดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นตัวแทนของคณะแพทย์เข้าแข่งขัน
                  พ.ศ. 2526 ได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตผู้มีความประพฤติดีของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในวันวิสาขบูชา 26 พฤษภาคม 2526
อุปสมบท                 2  มิ.ย. 2528(วันวิสาขบูชา) ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย
พระอุปัชฌาย์           คือ  พระธรรมปัญญาบดี(ช่วง วรปุญโญ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ (ปัจจุบันเป็นที่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์)
พระกรรมวาจาจารย์   คือ พระอธิการไชยบูลย์ ธมฺมชโย วัดพระธรรมกาย(ปัจจุบันเป็นที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์)
พระอนุสาวนาจารย์    คือ พระเผด็จ ทตฺตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (ปัจจุบันเป็นที่ พระภาวนาวิริยคุณ)
หน้าที่                     ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ดูแลงานด้านการศึกษาและการเผยแผ่ธรรมะ และเป็นผู้ก่อตั้งวัดไทยในโตเกียว โอซาก้า นางาโน่ โทชิหงิ คานากาว่า และอิบาราชิ

ขอยกลิงค์ผลงานของท่านที่เคยออกรายการ "ทันโลก ทันธรรม" มาให้ได้เข้าไปอ่านดูกันค่ะ http://lanpanya.com/goodthings/?p=13

หรือ จะ search คำว่า "พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ" หรือ "ทันโลก ทันธรรม" ใน google ก็จะเห็นผลงานทางพระพุทธศาสนามากมายจนถึงปัจจุบัน

เรารักในหลวง1การครองเพศสมณะให้ได้ตลอดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยกำลังใจและความอดทนต่อการยั่วเย้าของกิเลส แต่หากมีพระภิกษุรูปใดได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมสมควรได้รับการเคารพยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

แก้ไขเมื่อ 27 พ.ย. 51 12:01:34

แก้ไขเมื่อ 27 พ.ย. 51 10:47:55

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 27 พ.ย. 51 10:46:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 311

งั้นดูพระลิขิต สมเด็จพระสังฆราชพระแท้  อีกที
ที่พระองค์พูดถึงไชยบูลย์พระปลอมครับ
สมเด็จท่านมีเมตตาต่อพุทธศาสนาจริงๆ...

 
 


จากคุณ : taken01 - [ 27 พ.ย. 51 22:04:14 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 312

ขอบคุณความคิดเห็นของคุณรัตนมาลีค่ะ

ดังที่ได้บอกไปแล้ว ดิฉันไม่รังเกียจหรือตั้งแง่กับการอธิษฐาน แต่การอธิษฐานที่คาบเกี่ยวกับความโลภนั้น ควรจะชี้แจงให้ละเอียดหน่อย เพื่อให้ผู้ที่ตั้งใจจะศึกษาพุทธศาสนาที่เริ่มต้นที่วัดพระธรรมกายจะได้ระวังใจ เขาจะได้รับผลแห่งความตั้งใจอย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ ไม่หลง ไม่อยากได้ง่ายๆ
เพราะดังที่เราๆท่านๆรู้กันอยู่ "เงิน" เปลี่ยนได้ทุกอย่าง
ดังนี้ ดิฉันจึงเห็นว่า หากรักจะอธิษฐาน ขอให้อธิษฐานให้ตั้งอยู่ในความไม่หลงง่ายนั่นจะดีกว่า
จริงค่ะ คนทั่วไปก่อนจะหยอดเงินลงตู้บริจาค ส่วนมากจะอธิษฐานขอให้ผลแห่งการทำบุญนี้ย้อนมาให้เขาได้ทรัพย์คืนมากเป็นทวีคูณ มากเท่าที่จะมากได้ และเราๆท่านๆทั้งหลายก็ได้เห็นความโลภของเขา ความโลภเป็นกิเลสพื้นฐานของคนอยู่แล้ว จึงไม่ควรสนับสนุนหรือกระตุ้นให้เกิดมีเพิ่มขึ้นอีก ด้วยคำสั่งคำสอนของผู้อยู่ในเพศเพื่อละกิเลส

การสอนว่า "ทำบุญด้วยเงินจำนวนมากๆจะได้บุญมาก" กับคนรวย นั่นหมายถึงการสอนให้ขจัดความตระหนี่ หนึ่งในอุปกิเลส ๑๖ แต่กับคนจนล่ะคะ? เขาเหล่านั้นจะคิดจะรู้สึกอย่างไร เพื่อให้ได้บุญมากเขาต้องทำอย่างไร เพราะสอนอย่างนี้ ไม่สอนทางสายกลาง ทำให้กลุ่มคนหัวใสใจหยาบ ตั้งธุรกิจสินเชื่อหากินกับคนอยากจะทำดี เป็นสินเชื่อเพื่อการทำบุญที่เราๆท่านๆได้รับข้อมูลข่าวสารมา

การทำบุญด้วยเงิน มากน้อยไม่สำคัญ ถ้าผู้ทำปรารถนาจะลดความตระหนี่ขี้เหนียว สละออก เพื่อให้เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น ผลของทานย่อมมีอานิสงส์มากในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิษฐานแต่ประการใดอีก เป็นพื้นฐานของกฎแห่งกรรม

จากการที่ดิฉันได้สัมผัสด้วยตนเอง ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ดิฉันก็เห็นว่าเน้นทุกเรื่องค่ะ เน้นความเพียรมากๆ เน้นให้ฝึกปฏิบัติ ฝึกให้เป็นต้นแบบทั้งทางโลกและทางธรรมให้กับผู้อื่น ขัดเกลาตัวเองด้วยการทำหน้าที่กัลยาณมิตร และการนั่งสมาธิ จนหลายคนมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตตนเอง
นี่แหล่ะค่ะ ที่ดิฉันอยากจะได้รู้ได้เห็นว่า ทางวัดพระธรรมกายก็ยังมีกิจกรรมคำสอนเหล่านี้ เพื่อเป็นไปเพื่อการสืบทอดพระศาสนา ก็ขออนุโมทนาด้วยค่ะ


สุดท้ายเรื่องการข้ามน้ำข้ามทะเลมาวัดจากที่ไกลๆนะคะ
คนเรามีความเชื่อไม่เท่ากัน บางคนเชื่อง่าย บางคนเชื่อยาก ถ้าคนที่เขาเชื่อง่ายรับข้อมูลด้านเดียว ด้านดีของวัดพระธรรมกายแล้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาวัด นั่นก็เป็นสิ่งยืนยันแล้วหรือคะว่า วัดมีดีอย่างนี้อย่างนั้น หรือเพราะแค่คนมากมาวัด นั่นก็เป็นคำตอบแล้วหรือคะว่า วัดนี้มีดีแต่ประการนี้ ประการนั้น

คนที่มาวัด แค่เพียงมาไกลก็พิสูจน์ระดับสติปัญญา พิสูจน์หลักธรรม พิสูจน์ข้อกังขาของวัดได้ด้วยหรือคะ

ดังที่ได้บอก ดิฉันเองเวลาที่ได้ยินมาว่าวัดไหนมีดีอย่างไร ไกลแค่ไหนก็อยากจะดั้นด้นไป ไปแล้วบางวัดก็ต้องหงายหลังกลับ บอกศาลากันไปเลย บางวัดก็ติดอกติดใจอยากไปซ้ำอีก

เช่นนี้ แค่ผู้มาวัดมาไกล ไม่ได้พิสูจน์คุณงามความดีอะไรได้เลย ที่พิสูจน์ได้ ก็เช่นกิจกรรมข้างต้นที่คุณรัตนมาลีได้ยกตัวอย่าง หรือการที่เพื่อนสมาชิกนำอีกด้านของหนังสือแหวนไก่ย่างเจ้าปัญหานั่นมากกว่าค่ะ

ด้วยความเคารพค่ะ


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 29 พ.ย. 51 19:56:19 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 313

ขอฝากด้วยนะคะ

200 เครือข่ายชวนเดินรณรงค์ต้านสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาชนต้านสงครามกลางเมืองไม่น้อยกว่า 200 องค์กร ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเดินรณรงค์ "หยุดสงครามกลางเมือง และความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย" เพื่อแสดงความปราถนาที่จะหยุดสงครามกลางเมืองและความรุนแรง โดยขอให้มารวมตัวกันบริเวณ ถนนหน้าอาคารศศนิเวศน์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วันที่ 30 พ.ย. 2551 เวลา 10.30 น.


จากคุณ : รักไทยเชื่อไทย - [ 29 พ.ย. 51 23:38:08 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 314

ผีเสื้อ คุณฉันขอให้เธอโชคดี ทำให้ดิฉันรู้สึกหลงเสน่ห์กับการเข้ามาแสดงความเห็นในกระทู้นี้ซะแร้ว.... บางทีดิฉันกำลังรู้สึกเหมือนทำรายงานเสนออาจารย์เลยล่ะค่ะ...

ไม่อยากแสดงความเห็นยาว ๆ เลย (แต่จำเป็นจริง ๆ ค่ะ)


love จาก คห. 312

แต่การอธิษฐานที่คาบเกี่ยวกับความโลภนั้น ควรจะชี้แจงให้ละเอียดหน่อย เพื่อให้ผู้ที่ตั้งใจจะศึกษาพุทธศาสนาที่เริ่มต้นที่วัดพระธรรมกายจะได้ระวังใจ เขาจะได้รับผลแห่งความตั้งใจอย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ ไม่หลง ไม่อยากได้ง่ายๆ

coffee ดิฉันเข้าใจคุณค่ะ และรู้สึกนับถือที่คุณเป็นห่วงผู้ที่กำลังจะทำบุญไม่ว่าที่ใดก็ตาม คำกล่าวของคุณถูกต้องทีเดียวค่ะ

แต่จากข้อมูลที่คุณได้รับมานั้นเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ คือ คำว่า "ขอให้รวย" เท่านั้น ในความเป็นจริง ดิฉันเองก็เห็นว่าเป็นคำให้พรของพระทั่ว ๆไป ที่ให้พรญาติโยมเวลาไปทำบุญ เพื่อให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้มีกำลังใจมีความหวังในการดำรงชีวิตตามที่มีผู้แสดงความเห็นไว้แต่แรกแล้ว อย่างเช่นเวลาอาราธนาศีลเสร็จ ในคำให้พรของพระ เราจะได้ยินที่ว่า "....สีเลนะ โภคะ สัมปะทา...." ซึ่งหมายถึง การรักษาศีลทำให้ได้โภคทรัพย์สมบัติ

แต่สำหรับการอธิษฐานทั่วไปนั้นดิฉันเองก็เห็นอยู่ว่าบางคนก็อธิษฐานแบบแฝงความโลภซึ่งก็ไม่เห็นด้วยและก็คิดว่าไม่ถูกต้องค่ะ

leaf ในส่วนที่ จขกท. เห็นว่าคาบเกี่ยวความโลภนั้น ก็มีคนเคยถามอยู่มาก ซึ่งพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตะชีโว) ท่านได้กล่าวว่า

พวงมาลัย

"หลวงพ่อก็เคยได้ยินอย่างนี้มานานแล้วเมื่อตอนเด็กๆ เขาว่า ทำบุญแล้วอธิษฐานรู้สึกว่า เป็นความโลภชนิดหนึ่ง เพราะหวังผลตอบแทน ตอนนั้น หลวงพ่อก็เชื่อเขานะ เพราะว่าเป็นผู้ใหญ่พูด
.
.
.
สร้างบ้านต้องมีแผนฉันใด การทำบุญต้องมีแผนฉันนั้นเหมือนกัน ทำไม...ก็เพราะว่า เมื่อเราทำบุญแล้ว บุญนั้นย่อมเกิดแน่นอน แต่ว่า เมื่อบุญเกิดแล้ว เมื่อบุญจะส่งผล ถ้าไม่กำหนดทิศทางให้ดี อาจเป็นอันตรายกับตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น เราทำทานไป ผลแห่งการทำทานนั้น จะทำให้ผู้ที่ทำทานนั้น วันใดวันหนึ่งก็จะรวยขึ้นมาได้ เมื่อรวยขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ได้ตั้งผังไว้ให้ดี ว่ารวยแล้วจะใช้ทรัพย์ไปทำอะไร เพราะฉะนั้นบางคนถ้าพอรวยแล้วตกอยู่ในความประมาท เอาทรัพย์นั้นไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เอาไปเล่นพนันฟุตบอล อย่างนี้เรียกว่า หาบุญได้ ใช้บุญไม่เป็น ใช้บุญไปหานรกเสียด้วย ตรงนี้ต้องระวัง
แต่ว่า เมื่อเราทำบุญทำทาน เรารู้แล้วว่า วันหนึ่งจะรวย ตั้งผังไว้เลยว่า ถ้าเรารวยเมื่อไหร่ ขอให้เรานั้นสามารถใช้ทรัพย์ในทางที่ถูกที่ควร ตั้งแต่เอาทรัพย์นั้นไปใช้สร้างฐานะให้ยิ่งขึ้นไป เอาทรัพย์นั้นไปบำรุงพระศาสนา เอาทรัพย์นั้นไปตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เลี้ยงดูท่านให้ดี หรือเอาทรัพย์นั้นไปทำในสิ่งที่ถูกที่ควรอย่างไรต่อไปอีก
.
.
.
แต่มีหรือไม่ที่เขาอธิษฐานกันผิดๆ จะเล่าตัวอย่างให้ฟัง กล่าวคือ มีผู้หญิงคนหนึ่ง ได้อธิษฐานผิดๆ ทำบุญทำทานกี่ครั้งๆ ก็อธิษฐานว่า “ด้วยอำนาจบุญทานนี้ ให้เกิดมาสวย สตรีใดๆในโลกสู้ไม่ได้ คิดจะเป็น Miss Universe แม้ชายใดได้เห็นให้งงงันไปหมด” เจ้ากรรม...ถึงเวลาเข้า เธอก็สวยจริง ใครๆได้เห็นเธอ เขาก็งงงันไปหมด มีอยู่วันหนึ่ง ทหารทั้งกองทัพ ทั้งกองร้อยไปซ้อมรบกลับมา ไปเจอเธอเข้า มันงงงันกันหมด เลยมันแย่งเธอกัน พระราชาจึงต้องตั้งเธอคนนั้นไว้ในตำแหน่งของกลาง คือ กลายเป็นโสเภณีประจำเมืองไป

นี่ก็เป็นเรื่องของการอธิษฐานผิดๆ คือ อธิษฐานด้วยอำนาจของกิเลส พอถึงเวลามันก็ส่งผลออกมาเสียๆหายๆ อย่างนี้

แต่ว่าถ้าจะอธิษฐานให้ถูก ยกตัวอย่างของมหาอุบาสิกาวิสาขา ในชาติอดีต เมื่อทำบุญทำทานแล้ว ท่านก็อธิษฐานว่า “ด้วยอำนาจทานที่ข้าพเจ้าทำนี้ ข้าพเจ้าจะบังเกิดในภพชาติใด ๆ ขอให้สมบัติเกิดขึ้นมาไหลมาเทมาอย่างคลื่นในมหาสมุทร แล้วให้เอาทรัพย์นั้นมาบำรุงพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งแผ่นดิน ใครมาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ให้เลี้ยงให้ได้หมด มามากเท่าใด มาเป็นร้อย เป็นล้าน ขอให้เลี้ยงได้หมด พระสงฆ์องค์เจ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมมีมากเท่าไหร่ เลี้ยงให้ได้หมด”

นี่ยกตัวอย่างนะ อย่างนี้ตั้ง Project ตั้ง program ดีเหลือเกิน ท่านทำของท่านมาในทำนองนี้ เพราะฉะนั้นในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าของเรา ท่านจึงได้มาบังเกิดเป็นมหาอุบาสิกา ที่บำรุงพระ บำรุงผู้มีศีลมีธรรม อย่างดีเยี่ยม

การอธิษฐานมีความสำคัญอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “การอธิษฐานนั้น เป็นหนึ่งในบารมีทั้ง10 ของพระองค์” เพราะช่วยให้พระองค์ท่านสามารถบำเพ็ญบารมี หรือสร้างความดีอย่างรัดกุม ไม่มีผิดไม่มีพลาด

คุณโยม...นับแต่นี้ไป อธิษฐานทุกครั้งนะ แต่อย่าไปอธิษฐานผิดๆนะ ให้หล่อๆ รวยๆ แล้วมีแม่บ้านเยอะๆ...ไม่เอานะ แต่ถ้าขอหล่อๆ ขอแข็งแรง หากได้ลักษณะมหาบุรุษยิ่งดี ไม่ว่าสตรีไม่ว่าชายใดได้เห็น ให้ออกบวชตามข้าพเจ้าให้หมดเลย อย่างนี้...ดีจริงๆ"

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 51 13:51:37

จากคุณ : รัตนมาลี - [ 1 ธ.ค. 51 13:03:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 315

ผีเสื้อ
เพราะดังที่เราๆท่านๆรู้กันอยู่ "เงิน" เปลี่ยนได้ทุกอย่าง
ดังนี้ ดิฉันจึงเห็นว่า หากรักจะอธิษฐาน ขอให้อธิษฐานให้ตั้งอยู่ในความไม่หลงง่ายนั่นจะดีกว่า
จริงค่ะ คนทั่วไปก่อนจะหยอดเงินลงตู้บริจาค ส่วนมากจะอธิษฐานขอให้ผลแห่งการทำบุญนี้ย้อนมาให้เขาได้ทรัพย์คืนมากเป็นทวีคูณ มากเท่าที่จะมากได้ และเราๆท่านๆทั้งหลายก็ได้เห็นความโลภของเขา ความโลภเป็นกิเลสพื้นฐานของคนอยู่แล้ว จึงไม่ควรสนับสนุนหรือกระตุ้นให้เกิดมีเพิ่มขึ้นอีก ด้วยคำสั่งคำสอนของผู้อยู่ในเพศเพื่อละกิเลส


pompom ดิฉันเองก็เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่วัดพระธรรมกายแตกต่างจากที่อื่น ๆ ก็คือ เรื่องของการสอนคำอธิษฐานนั้น  เป็นไปเพื่อให้ระวังใจและระวังเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดอกุศลกรรม เตือนตนให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ไม่เพียงแต่ใจหรือมโนกรรมเท่านั้น ยังรวมถึงกายกรรมและวจีกรรมอีกด้วยค่ะ  และเท่าที่ดิฉันเคยได้อธิษฐานตาม ก็เห็นว่ามีความสมบูรณ์มากทีเดียว ซึ่งถ้าอธิษฐานตามนี้หลังจากทำบุญทั้งทาน ศีล ภาวนาด้วยแล้ว ผู้อธิษฐานจะได้รับผลแห่งความตั้งใจอย่างเต็มที่ สมบูรณ์แบบ ไม่หลง ไม่อยากได้ง่าย ๆ

พวงมาลัย ปกติแล้วคำอธิษฐานจะมีหลายแบบแตกต่างกันตามแต่ว่าได้ทำบุญจะถวายภัตตาหารก็แบบนึง ถวายดอกไม้ก็แบบนึง ถวายเภสัช ถวายผ้าไตร ฯลฯ แต่ในวันอาทิตย์ที่วัดฯ ช่วงเช้าจะมีการนำนั่งสมาธิ โดยจะมีการกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยก่อนนั่งภาวนาทุกครั้ง ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้วางแนวทางไว้ เริ่มจากการบูชาพระรัตนตรัย กล่าวคำขอขมาโทษ ด้วยบท "อุกาสะ อัจจะโย โนภันเต ฯ ....." ต่อด้วยคำอาราธนาสมเด็จพระพุทธเจ้า พระนพโลกุตระธรรมเจ้า 9 ประการ พระอริยะสงฆ์กับสมมติสงฆ์ จากนั้นจบด้วยคำอธิษฐานจิต ในที่นี้ดิฉันจะขอยกคำอธิษฐานจิตที่พุทธศาสนิกชนที่ได้ไปวัดพระธรรมกายใช้กันมาให้ดูสัก 3 ตัวอย่างนะคะ

พวงมาลัยตัวอย่างแรก "คำอธิษฐานก่อนนั่งภาวนา"

"ขอเดชคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสงฆเจ้า คุณครูอุปัชฌาอาจารย์ (คุณบาอาจารย์) คุณมารดาบิดา คุณทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา นับตั้งแต่ร้อยชาติพันชาติ หมื่นชาติแสนชาติก็ดี ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา ในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย จะระลึกได้ก็ดี มิระลึกได้ก็ดี ขอบุญบารมีทั้งหลายเหล่านั้น จงมาช่วยประคับประคองข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จมรรคและผล ในกาลปัจจุบันนี้เทอญ ฯ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุฯ"


พวงมาลัย คำอธิษฐานแบบที่ 2 นี้เป็น "คำอธิษฐานประจำวัน" อยู่ในหนังสือสวดมนต์ค่ะ

บุญใด, ที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้, เพราะบุญนั้น, และการอุทิศแผ่ส่วนบุญนั้น,

ขอให้ข้าพเจ้า, ทำให้แจ้ง, โลกุตรกรรมเก้า, ในทันที, ข้าพเจ้า, เป็นผู้อาภัพอยู่, ยังต้องท่องเที่ยวไป, ในวัฏฏะสงสาร,

ขอให้ข้าพเจ้า, เป็นเหมือนพระโพธิสัตว์, ผู้เที่ยงแท้, ได้รับพยากรณ์, แต่พระพุทธเจ้าแล้ว, ไม่ถึงฐานะ, แห่งความอาภัพ, 18 ประการ,

ขอให้ข้าพเจ้า, พึงเว้นจากเวรทั้งห้า, พึงยินดีในการรักษาศีล, ไม่เกาะเกี่ยวในกามคุณทั้งห้า, พึงเว้นจากเปือกตมดังกล่าว, คือกามคุณ,

ขอให้ข้าพเจ้า, ไม่พึงประกอบด้วย, ทิฏฐิชั่ว, พึงประกอบด้วย,ทิฏฐิที่ดีงาม, ไม่พึงคบมิตรชั่ว, พึงคบแต่บัณฑิตทุกเมื่อ,

ขอให้ข้าพเจ้า, เป็นบ่อที่เกิดแห่งคุณ, คือ ศรัทธา, สติ, หิริ, โอตตัปปะ, ความเพียรและขันติ, พึงเป็นผู้ที่, ศัตรูครอบงำไม่ได้, ไม่เป็นคนเขลา, คนหลงงมงาย,

ขอให้ข้าพเจ้า, เป็นผู้ฉลาดในอุบาย, แห่งความเสื่อม, และความเจริญ, เป็นผู้เฉียบแหลม, ในอรรถและธรรม, ขอให้ญาณของข้าพเจ้า, เป็นไปไม่ข้องขัด, ในธรรมะที่ควรรู้, ประดุจลมพัดไปในอากาศฉะนั้น,

ความปรารถนาใด ๆ, ของข้าพเจ้า, ที่เป็นกุศล, ขอให้สำเร็จ, โดยง่ายทุกเมื่อ, คุณที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วทั้งปวงนี้, จงมีแก่ข้าพเจ้า, ทุกภพทุกชาติ,

เมื่อใด, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, ผู้แสดงธรรมเครื่องพ้นทุกข์, เกิดขึ้นแล้วในโลก, เมื่อนั้น, ขอให้ข้าพเจ้า, พ้นจากกรรมอันชั่วช้าทั้งหลาย, เป็นผู้ได้โอกาส, แห่งการบรรลุธรรม,

ขอให้ข้าพเจ้า, พึงได้ความเป็นมนุษย์, ได้เพศบริสุทธิ์, ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว, เป็นคนรักศีล, มีศีล, ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา, ของพระบรมศาสดา,

ขอให้เป็นผู้มีการปฏิบัติธรรมได้, โดยสะดวก, ตรัสรู้ได้พลัน, กระทำให้แจ้ง, ซึ่งอรหัตผลอันเลิศ, อันประกอบด้วยธรรมะ, มีวิชชา เป็นต้น,

ถ้าหากพระพุทธเจ้า, ยังไม่บังเกิดขึ้น, แต่กุศลกรรมของข้าพเจ้า, เต็มเปี่ยมแล้ว, เมื่อเป็นเช่นนี้, ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ญาณ, เป็นเครื่องรู้เฉพาะตน, อันสูงสุด เทอญฯ



พวงมาลัย นอกจากนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้นำอธิษฐานในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า
".....ความปรารถนาอันใดก็ตามที่ลูกได้ตั้งใจเอาไว้อย่างดีแล้ว เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ขอให้ความปรารถนานี้จงเป็นผลสำเร็จ...."

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 51 14:20:04

จากคุณ : รัตนมาลี - [ 1 ธ.ค. 51 13:12:19 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 316

ดาว
การสอนว่า "ทำบุญด้วยเงินจำนวนมากๆจะได้บุญมาก" กับคนรวย นั่นหมายถึงการสอนให้ขจัดความตระหนี่ หนึ่งในอุปกิเลส ๑๖ แต่กับคนจนล่ะคะ? เขาเหล่านั้นจะคิดจะรู้สึกอย่างไร เพื่อให้ได้บุญมากเขาต้องทำอย่างไร เพราะสอนอย่างนี้ ไม่สอนทางสายกลาง ทำให้กลุ่มคนหัวใสใจหยาบ ตั้งธุรกิจสินเชื่อหากินกับคนอยากจะทำดี เป็นสินเชื่อเพื่อการทำบุญที่เราๆท่านๆได้รับข้อมูลข่าวสารมา

การทำบุญด้วยเงิน มากน้อยไม่สำคัญ ถ้าผู้ทำปรารถนาจะลดความตระหนี่ขี้เหนียว สละออก เพื่อให้เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น ผลของทานย่อมมีอานิสงส์มากในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิษฐานแต่ประการใดอีก เป็นพื้นฐานของกฎแห่งกรรม


แตงโม ในเรื่องของการอธิษฐานนั้น ดิฉันเห็นด้วยกับคุณฉันขอให้เธอโชคดีค่ะ ว่าถึงแม้ไม่อธิษฐานก็ยังจะได้ผลของการทำบุญอยู่ดี แต่หากไม่อธิษฐานหรืออธิษฐานไม่เป็น ก็อาจส่งผลผิดทาง และที่สำคัญก็คือ เราก็จะพลาดโอกาสในการสร้างอธิษฐานบารมีซึ่งเป็น 1 ในบารมี 10 เพื่อการบรรลุนิพพานไป

ในส่วนคำกล่าวที่ว่า คำกล่าวที่ว่า "ทำบุญด้วยเงินจำนวนมากๆจะได้บุญมาก" นั้น หมายถึงการสร้างทานกุศล ด้วยเงินจำนวนมาก ย่อมต้องได้บุญมากกว่าคนที่ทำด้วยเงินน้อยกว่าภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน คือ วัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้ให้ทาน ผู้รับทาน บริสุทธิ์ด้วยศีล คุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน นอกจากนี้ไม่ว่าใครก็ตามหากต้องการบุญ ย่อมต้องปฏิบัติตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งเป็นทางมาแห่งบุญอยู่แล้ว ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักที่จะหาบุญได้และใช้บุญให้เป็นค่ะ

ของขวัญ จากที่ยกเหตุผลมาดังกล่าวข้างต้น ก็พอเป็นรายละเอียดให้กับหลาย ๆ ท่านได้พิจารณาเพิ่มขึ้น
ในบางประเด็น หากย้อนกลับขึ้นไปอ่าน จะพบว่าได้มีการแสดงความเห็นไว้ดีแล้ว
แต่ใครจะพิจารณาได้มากน้อยแตกต่างกันอย่างไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เป้าหมายชีวิต และภูมิธรรมของแต่ละคนค่ะ

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 51 13:19:20

จากคุณ : รัตนมาลี - [ 1 ธ.ค. 51 13:18:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 317

ผีเสื้อ
สุดท้ายเรื่องการข้ามน้ำข้ามทะเลมาวัดจากที่ไกลๆนะคะ
คนเรามีความเชื่อไม่เท่ากัน บางคนเชื่อง่าย บางคนเชื่อยาก ถ้าคนที่เขาเชื่อง่ายรับข้อมูลด้านเดียว ด้านดีของวัดพระธรรมกายแล้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาวัด นั่นก็เป็นสิ่งยืนยันแล้วหรือคะว่า วัดมีดีอย่างนี้อย่างนั้น หรือ

คนที่มาวัด แค่เพียงมาไกลก็พิสูจน์ระดับสติปัญญา พิสูจน์หลักธรรม พิสูจน์ข้อกังขาของวัดได้ด้วยหรือคะ


ของขวัญ จริงค่ะ และเห็นด้วยว่าคนเรามีความเชื่อไม่เท่ากัน บางคนเชื่อง่าย บางคนเชื่อยาก บางก็คนเข้าใจอะไรง่าย แต่บางคนก็เข้าใจอะไรได้ยาก

ปัจจุบันมีคนที่มาวัดพระธรรมกายหลายวัย หลายอาชีพ หลายความรู้ จากหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดิฉันไม่คิดว่าทุกคนเดินทางมาเพียงเพราะ "เชื่อ" ข้อมูลด้านดีเท่านั้น แต่บางคนมาเพราะ "ไม่เชื่อ" ข้อมูลทั้งด้านดีและไม่ดีจึงต้องการพิสูจน์ต่างหาก คงไม่สามารถประเมินได้ว่าใครจะได้รับข้อมูลด้านเดียว หรืออาจจะได้รับหลายด้านแล้วก็ได้ เพราะเราก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาไม่ใช่หรือคะ แต่เพื่อความแน่ใจเขาเหล่านั้นจึงต้องมาพิสูจน์ เพราะคนทุกคนต้องการความสุขที่แท้จริงต้องการแสวงหาสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตอยู่แล้ว ในการประเมินใครก็ตามที่สนใจในเรื่องธรรมะนั้น ควรประเมินด้วยการเคารพในภูมิธรรมของแต่ละท่านอย่างแท้จริง ไม่ว่าคน ๆ นั้นเป็นคนที่เรารู้จักหรือไม่ก็ตาม การประเมินว่าเขารับข้อมูลด้านเดียว แค่เพียงมาไกลก็พิสูจน์ระดับสติปัญญา พิสูจน์หลักธรรม พิสูจน์ข้อกังขาของวัดได้ด้วยหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และภูมิธรรมของแต่ละบุคคลดังกล่าวข้างต้นค่ะ

แตงโม เพราะแค่คนมากมาวัด นั่นก็เป็นคำตอบแล้วหรือคะว่า วัดนี้มีดีแต่ประการนี้ ประการนั้น
ดังที่ได้บอก ดิฉันเองเวลาที่ได้ยินมาว่าวัดไหนมีดีอย่างไร ไกลแค่ไหนก็อยากจะดั้นด้นไป ไปแล้วบางวัดก็ต้องหงายหลังกลับ บอกศาลากันไปเลย บางวัดก็ติดอกติดใจอยากไปซ้ำอีก


นกดื่มชา การที่มีคนไปวัดมาก ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่แสดงว่าวัดนั้นหรือที่แห่งนั้นมีดีเสมอไป ส่วนที่ว่าวัดใด ๆ ก็ตามไม่เพียงแต่วัดพระธรรมกายมีดีหรือไม่นั้น เป็นทางมาแห่งปัญญา ให้ผู้ที่สงสัยได้พิจารณาด้วยตัวเองค่ะ ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด และเป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

การไปพิสูจน์ก็เป็นไปตามหลักธรรมดังที่ยกมาข้างต้น ดิฉันคิดว่าคนที่ไปวัดพระธรรมกายก็ไม่ต่างกัน บางคนไปแล้วประทับใจก็จะไปซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่บางคนไปแล้วอาจไม่ประทับใจก็ไม่ได้ไปอีก แต่ก็ไม่แน่เรื่องธรรมะเป็นของละเอียดค่ะ สามารถพิสูจน์ได้อย่างไม่จำกัดกาลเวลา คนที่ไม่ประทับใจก็อาจเปลี่ยนใจได้วันข้างหน้า เช่นเดียวกับคนที่เคยประทับใจ เมื่อศึกษาแล้วไม่ตรงจริตก็อาจไปวัดอื่น แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมดทุกคน เป็นเรื่องนานาจิตตังค่ะ

หนอน ว่าแต่คุณฉันขอให้เธอโชคดีชอบไปวัดไหนเป็นประจำล่ะคะ ชอบตรงไหน แล้วอะไรที่ทำให้ไม่ไปวัดบางวัดอีกเลย(ที่ไม่ชอบไม่ต้องบอกชื่อวัดก็ได้นะคะ) เล่าสู่กันฟังสักหน่อยค่ะ

ด้วยความเคารพในธรรมทุกท่านค่ะ มะลิตูม

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 51 13:46:25

จากคุณ : รัตนมาลี - [ 1 ธ.ค. 51 13:29:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 318

อนุโมทนา การสนทนาธรรมของทุกท่านครับ

 
 


จากคุณ : deedang - [ 1 ธ.ค. 51 14:11:09 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 319

คห. 314 ของคุณรัตนมาลี ยกตัวอย่างของอุบาสิกาวิสาขาไว้ได้ดีเลยค่ะ นั่นแหล่ะค่ะ ที่ดิฉันได้เสริมไว้ในความคิดเห็นบนๆว่า หากเป็นเช่นนั้น ขอให้มีการกระตุ้นเพิ่มเติมไว้ว่า หากอยากจะอธิษฐานขอให้รวย ก็ให้รวยเงิน เพื่อมีทรัพย์ไว้ทำบุญ ให้รวยความว่างให้ห่างทุกข์ด้วย

สำหรับคนที่มีจิตคิดสละออก ทำบุญกับวัดพระธรรมกายแล้วคิดตาม ว่าฉันจะอธิษฐานเพื่อให้มีเงินให้มาก เพื่อจะได้มีโอกาสสละออกให้มากๆได้อีกยังพอว่า

แต่ บางคน มาวัดเพราะได้รับคำชักจูงว่า วัดนี้มาแล้วรวย มาสิมาอธิษฐานขอให้รวย แล้วก็ทำบุญในลักษณะว่า จะตกปลาต้องซื้อเหยื่อกันเลย ฉันลงทุน 100 บาทก็ขอคืน 100 เท่า ทีนี้ก็ปากต่อปากแล้ว ว่ามาวัดพระธรรมกาย เพื่อรวย นี่มาเช่าวัตถุมงคลนี้สิ เป็นไปเพื่อรวย ฯลฯ

นั่นเป็นการทำลายชื่อเสียงของวัดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ยังไปกระตุ้นให้มีการกล่าวตู่วัด กล่าวตู่พระ สร้างบาปทางปากกันอีก เพราะเจตนาดี แต่ถ่ายทอดผิดพลาดแท้ๆเชียว


----------------------------------

ส่วนเรื่องวัด ดิฉันไม่มีวัดประจำหรอกค่ะ ไปมันเรื่อย แต่เป็นคนชอบเที่ยว ชอบถ่ายภาพ บางทีไปแล้ว คนท้องถิ่นก็จะแนะนำ วัดนี้ดีมาก วัดนั้นดีมาก คนจากกรุงเทพ จากที่นี่ จากที่นั่นไปกันเยอะ ไปถึงแล้ว บางวัดเน้นธุรกิจอย่างเดียวเลย เสี่ยงเซียมซีเป็นแบบตู้กดหยอดเงิน การทำบุญใส่บาตรด้วยเหรียญก็เป็นตู้เครื่องมีเพลงด้วย มีตู้ให้พรด้วย ถ้าอยากได้พรไม่ต้องฟังจากพระ หยอดเงิน 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง แล้วกดปุ่มจะมีเสียงพระพูดว่า "โยมรับพร...อภิวาชันนะสี...ฯ" นั่นก็พอทำใจว่า อืม วัดอาจจะมีรายจ่ายเยอะ หรือไม่ก็คิดในแง่ดีว่า วัดนี้เปิดโอกาสให้ทำบุญมากเลยนะนี่

มีอีกวัดนึง ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่า มาแล้วต้องไปกราบครูบา ไปกราบหลวงพ่อให้ได้ เราก็เดินไปที่กุฎิมองทะลุเข้าไปเห็นนั่งดูรายการเกมส์โชว์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเลย ติดจานแดงอีกตะหาก พอโฆษณาก็เปลี่ยนเป็นรายการมิวสิควีดีโอ มีฝรั่งนุ่งน้อยห่มน้อยเต้นกันเหยงๆ ลูกศิษย์วัดอีกหลายคนก็นั่งดูอยู่ด้วย พอเราเข้าไปเรียก ท่านเหมือนจะตกใจอยู่นิดๆเลย โอ้ว อนิจจาวัดดังทางเหนือ

ส่วนใหญ่ถ้าดิฉันไปเจอวัดไหนดี กลับมาก็จะปลื้มมาก จะเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟังใหญ่เลย เหมือนวัดทุ่งบ่อแป้นที่เพิ่งไปมาล่าสุด อีกวัดก็ชอบมาก คือ วัดพระธาตุดอยซาง อยู่จังหวัดลำปางเหมือนกัน แต่อยู่ในถิ่นทุรกันดารหน่อยๆ พอดีไปกับเพื่อน เพื่อนจะหาวัดถวายสังฆทานก็เลยลองสุ่มเข้าไป ประทับใจมากค่ะ ดีกว่าวัดในกรุงเทพฯ หรือวัดอิเลกโทรนิคเยอะเลย

เรื่องวัดที่คนมาจากที่ไกลๆมันก็เหมือนเรื่องปากต่อปากน่ะค่ะ ก็ต้องใช้กาลามสูตรกันด้วย เพราะเรื่องวัดเป็นเรื่องจริตของคนจริงๆ

ทีนี้ดิฉันมีความคิดเห็นแตกต่างอย่างไรก็ได้แจ้งไว้ เพื่อให้เป็นการสนทนากันด้วยดี เป็นการเปิดใจคนคิดต่างเห็นต่าง แต่ไม่ตั้งแง่ใส่กันน่ะค่ะ

ป.ล. ดิฉันไม่ชอบวัดใหญ่ๆ วัตถุเยอะๆน่ะค่ะ ชอบที่ทุรกันดาร ไม่รู้เป็นอะไร อย่างบางวัด วัดใหญ่แต่เรียบร้อยดี พระสงฆ์ท่านก็ประพฤติดี ประพฤติชอบ แต่กลับไม่ประทับใจ แต่ไม่ติเตียนนะคะ ^____________^

 
 


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 2 ธ.ค. 51 00:07:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 320

เข้ามาอ่านด้วยค่ะ

จากคุณ : law of nature - [ 2 ธ.ค. 51 14:49:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 321

pinkrose จาก คห. 319

นั่นแหล่ะค่ะ ที่ดิฉันได้เสริมไว้ในความคิดเห็นบนๆว่า หากเป็นเช่นนั้น ขอให้มีการกระตุ้นเพิ่มเติมไว้ว่า หากอยากจะอธิษฐานขอให้รวย ก็ให้รวยเงิน เพื่อมีทรัพย์ไว้ทำบุญ ให้รวยความว่างให้ห่างทุกข์ด้วย

สำหรับคนที่มีจิตคิดสละออก ทำบุญกับวัดพระธรรมกายแล้วคิดตาม ว่าฉันจะอธิษฐานเพื่อให้มีเงินให้มาก เพื่อจะได้มีโอกาสสละออกให้มากๆได้อีกยังพอว่า


จากคำอธิษฐานที่ดิฉันได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น คุณฉันขอให้เธอโชคดีคงจะเห็นได้ว่า จริง ๆ แล้วที่วัดฯ ก็สอนให้สละออก สอนให้ตัดตระหนี่ และสอนให้ประกอบเหตุทำมาหากินด้วย ไม่ได้สอนให้เพียงอธิษฐานแล้วรอคอยโชคลาภใด ๆ
เรารักในหลวง1
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้นำอธิษฐานช่วงบ่ายวันอาทิตย์มีท่อนหนึ่งว่า
".........จะประกอบธุรกิจการงานอันใด ที่เป็นสัมมาอาชีวะ ก็ให้ประสบความสำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้ซื้อง่ายขายคล่อง กำไรงาม เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ค้ำจุนพระพุทธศาสนา......"


แต่ บางคน มาวัดเพราะได้รับคำชักจูงว่า วัดนี้มาแล้วรวย มาสิมาอธิษฐานขอให้รวย แล้วก็ทำบุญในลักษณะว่า จะตกปลาต้องซื้อเหยื่อกันเลย ฉันลงทุน 100 บาทก็ขอคืน 100 เท่า ทีนี้ก็ปากต่อปากแล้ว ว่ามาวัดพระธรรมกาย เพื่อรวย นี่มาเช่าวัตถุมงคลนี้สิ เป็นไปเพื่อรวย ฯลฯ

นั่นเป็นการทำลายชื่อเสียงของวัดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ยังไปกระตุ้นให้มีการกล่าวตู่วัด กล่าวตู่พระ สร้างบาปทางปากกันอีก เพราะเจตนาดี แต่ถ่ายทอดผิดพลาดแท้ๆเชียว


pinkroseก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า คนที่ไปวัดพระธรรมกายมีความหลากหลายทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกระดับความรู้ หลายประสบการณ์ชีวิต หลายภูมิธรรม ดิฉันแน่ใจว่าทางวัดเองก็ไม่ได้ปรารถนาให้มีการเชิญชวนให้กล่าวเช่นนั้น ในทางกลับกันหากใครไปวัดหรือติดตามทางช่อง DMC เวลามีงานบุญใด ๆ ทางวัดฯ จะแจ้งถึงวัตถุประสงค์และอานิสงส์ของบุญนั้นก่อนเสมอ เพื่อให้ทำบุญได้อย่างปีติเบิกบานใจ

แต่หากว่ามีใครได้พบได้เห็นผู้ที่เชิญชวนให้ทำบุญในลักษณะแบบที่คุณฉันขอให้เธอโชคดีเล่ามา ดิฉันเองอยากให้มองเขาด้วยไมตรีจิต คือ เขาเองก็หวังดีอยากให้เราได้บุญ แต่วิธีการสื่อสารอาจจะไม่ถูกต้องถูกใจไปหมด ถ้าเราทำบุญนั้นได้เราก็ทำ ถ้าเราไม่ทำก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล อย่าให้เสียใจกัน และถ้าดูแล้วเตือนกันได้ก็เตือนกันไปด้วยปิยะวาจาค่ะ เท่านี้เราก็จะได้บุญ เขาก็ได้บุญ ไม่มีความแตกแยกหรือขุ่นใจแต่ประการใด

แก้ไขเมื่อ 02 ธ.ค. 51 22:24:24

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 2 ธ.ค. 51 19:22:03 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 322

ของขวัญ ดิฉันได้อ่านหนังสือเล่มนึงค่ะ ได้รับมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาและเก็บไว้อยู่ ชื่อหนังสือ "บัณฑิตที่แท้จริง" เป็นการถอดความปาฐกกถาธรรมของแพทย์หญิงอมรา มลิลา มีบางตอนที่ดิฉันเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจว่าทำไมคนเราจึงคิดและกระทำบางอย่างแตกต่างกันทั้ง ๆ ที่ได้รับข้อมูลมาจากที่เดียวกัน เชิญติดตามนะคะ

มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าถึงสมัยที่วิชาความรู้มีที่ตักสิลาเท่านั้น ก็มีเด็กหนุ่มสองคน ดั้นด้นไปตักสิลา เพื่อร่ำเรียนศิลปวิทยา ครูก็สอนทั้งสองคนพร้อมกันเท่ากันตลอดเวลาจนสำเร็จ ก็ประสิทธิ์ประสาทพรให้ทั้งสองกลับมาทำงานเจริญรุ่งเรีองโดยลำดับ

เมื่อกลับมาบ้านเมือง คนหนึ่งก็ก้าวหน้าไปโดยลำดับ มีความสุขความเจริญ แต่อีกคนหนึ่งทำแล้วก็ติดขัดคับข้องไปหมด ในที่สุดคนหลังก็เกิดความระแวงขึ้นในใจว่า เอ อาจารย์เรานี่คงไม่ซื่อเสียแล้ว คงจะแอบสอนอะไรเพื่อนเรา ทำให้เพื่อนเราประสบความสำเร็จ

พอความระแวงในใจฟักตัวมากขึ้น วันหนึ่งก็ไปหาเพื่อน ชวนกลับไปถามอาจารย์ให้แน่ว่าที่อาจารย์สอนเราสองคนนี่ สอนเท่า ๆ กันจริงหรือ

เพื่อนก็ว่า คุณก็เห็นเวลาสอน อาจารย์ก็เรียกเราไปด้วยกันทั้งสองคน เราก็อยู่ด้วยกัน ไม่มีอะไรแอบแฝงเป็นพิเศษเลย คนแรกก็ว่า ไม่ได้ ไม่ได้....ไปให้สิ้นสงสัยเถอะ

ตกลงทั้งสองคนก็ไปหาอาจารย์ ไปถึงอาจารย์ก็ดีใจ ถามไถ่ข่าวคราวว่าเป็นอย่างไร หลังจากถามไถ่ทักทายกันแล้ว คนหลังก็เรียนให้อาจารย์ทราบถึงข้อข้องใจ อาจารย์ก็ว่า วันนี้มันเย็นแล้ว ทั้งสองคนเดินทางมาเหนื่อย เพราะฉะนั้นไปพักผ่อนเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากัน แต่เดี๋ยวก่อน ๆ....

ว่าแล้ว อาจารย์ก็ไปหยิบหม้อดินมาสองใบ บอกว่า บังเอิญอาจารย์มีธุระจะใช้น้ำผึ้ง ขอให้ศิษย์ทั้งสองช่วยไปซื้อน้ำผึ้ง อาจารย์ต้องการให้เต็มปริ่มหม้อเลย ว่าแล้วก็ให้หม้อลูกศิษย์ไปคนละใบ

รุ่งเช้าศิษย์ทั้งสองก็เอาหม้อดินของตัวคนละใบ เดินออกไปซื้อน้ำผึ้งด้วยกัน ไปซื้อที่แม่ค้าร้านเดียวกัน ตอนที่แม่ค้าใส่น้ำผึ้งก็มองเห็นว่าแม่ค้าใส่น้ำผึ้ง เต็มหม้อทั้งสองหม้อเท่ากัน ก็เอามาให้อาจารย์

อาจารย์ลองเปิดหม้อของลูกศิษย์คนหลังก่อน ปรากฏว่า น้ำผึ้งไม่เต็มหม้อ อาจารย์ก็บ่นว่า อ้าว! ไหนล่ะ บอกแล้วว่าอยากได้น้ำผึ้งเต็มหม้อ แล้วทำไมจึงซื้อมาไม่เต็มหม้อ

ลูกศิษย์มองดู น้ำผึ้งไม่เต็มหม้อจริง ๆ เมื่อตอนที่แม่ค้าใส่ให้ มันเต็มหม้อ ถือมาก็ไม่ได้ทำหกที่ไหน ก็บอก ตอนที่ซื้อน้ำผึ้งเต็มหม้อ เพื่อนคนแรกก็เป็นพยานได้

อาจารย์เปิดหม้อของลูกศิษย์คนแรก น้ำผึ้งของเขาเต็มหม้อ

ลูกศิษย์คนหลังก็สงสัยว่า ตอนซื้อแม่ค้าก็ใส่ให้เต็มหม้อเท่า ๆ กัน แล้วทำไมหม้อของเราเล่นกล น้ำผึ้งหายไปข้างไหน

อาจารย์ถามลูกศิษย์คนหลังว่า พอให้หม้อไปแล้ว เอาไปทำอะไรบ้าง เขาตอบว่า เอาไปเก็บไว้ รุ่งเช้าก็หิ้วไปตลาด ซื้อน้ำผึ้ง อาจารย์ก็ถามลูกศิษย์คนแรกว่า แล้วเธอล่ะ เธอเอาหม้อไปทำอะไรบ้าง

ลูกศิษย์ตอบว่า ผมสังเกตว่าหม้อใบนี้เป็นหม้อดิน และเป็นหม้อดินใหม่ที่ยังไม่ถูกใช้ ซึ่งจะดูดน้ำ ผมก็เลยเอาหม้อไปแช่น้ำไว้ทั้งคืน เพื่อให้อิ่มตัว พอเอาน้ำผึ้งใส่จะได้ไม่ดูดน้ำจากน้ำผึ้งเข้าไปในเนื้อหม้อ หลังจากที่แช่น้ำไว้ทั้งคืน พอเช้าจะออกไปตลาด ผมก็ยกหม้อขึ้นมาเช็ดให้แห้ง แล้วจึงนำไปตลาด

เมื่อแม่ค้าใส่น้ำผึ้งให้ น้ำผึ้งจึงอยู่เต็มหม้อ เพราะเนื้อหม้ออิ่มน้ำแล้ว แต่หม้อของศิษย์อีกคน เป็นหม้อดินใหม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้แช่น้ำ พอเอ่าน้ำผึ้งใส่เข้าไปก็ซับน้ำจากน้ำผึ้ง ทำให้น้ำผึ้งพร่องลงไป

อาจารย์ก็ถามว่า แล้วอาจารย์เคยสอนอย่างนี้ให้เจ้าทั้งสองหรือเปล่า สองคนส่ายหน้าปฏิเสธทั้งคู่ อาจารย์ก็ถามว่า ทำไมคนแรกจึงคิดได้อย่างนี้ เขาก็ตอบว่า ครั้งแรกเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อไปใช้หม้อดิน เกิดปัญหาขัดข้องอย่างนี้ เขาก็คอยสังเกต จนประสบการณ์สอนให้รู้ว่า ถ้าจะใช้หม้อดิน ต้องระวังอย่างนี้จึงจะได้ผล

อาจารย์ก็บอกศิษย์ทั้งคู่ว่า นี่แหละ วิชาความรู้ที่ครูสอนให้ ก็สอนได้แต่หลักใหญ่ ๆ แต่ความละเอียดถี่ถ้วน ความช่างสังเกตุ ความพินิจพิจารณาไตร่ตรอง ซึ่งเป็นเคล็ดลับของความสำเร็จ ไม่มีใครจะถ่ายทอดให้ใครได้ทุกสิ่งทุกอย่าง


------------------------------------------------------------

ของขวัญ

ยกตัวอย่างเพิ่มเติม ชาวทะเลกับชาวเขา คุยกันว่า แหมคุณ! ผมไปเจอผ้าผืนหนึ่งสีฟ้า สวยเหลือเกิน คนอยู่เขาก็เห็นผ้าในใจเป็นสีฟ้า เหมือนท้องฟ้าวันที่สดใสที่สุด คนอยู่ทะเล ก็เห็นผ้าผืนนี้สีฟ้าน้ำทะเลที่เขาชอบ ฟ้าสองฟ้า ไม่เหมือนกันเลย แต่สองคนก็พยักเพยิดกัน เออ ใช่ สวยจริง ๆ เพราะต่างยึดอยู่กับภาพพจน์ในใจของตน ที่ใจแปลความหมายไปแล้ว คนสองคน คุยกันต่อไป ถ้าเราไปเห็นในใจของทั้งสองคนได้ คนละเรื่องเลย

จากหนังสือ "บัณฑิตที่แท้จริง" โดยแพทย์หญิงอมรา มลิลา


pompom สำหรับเรื่องเที่ยว ๆ นั้นเด๊ววันอื่นจะมาคุยด้วยใหม่ค่ะ รักคุณ หยอกเย้า

แก้ไขเมื่อ 02 ธ.ค. 51 19:36:48

 
 


จากคุณ : รัตนมาลี - [ 2 ธ.ค. 51 19:33:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 323

ความคิดเห็นที่ 321  

จาก คห. 319

นั่นแหล่ะค่ะ ที่ดิฉันได้เสริมไว้ในความคิดเห็นบนๆว่า หากเป็นเช่นนั้น ขอให้มีการกระตุ้นเพิ่มเติมไว้ว่า หากอยากจะอธิษฐานขอให้รวย ก็ให้รวยเงิน เพื่อมีทรัพย์ไว้ทำบุญ ให้รวยความว่างให้ห่างทุกข์ด้วย

สำหรับคนที่มีจิตคิดสละออก ทำบุญกับวัดพระธรรมกายแล้วคิดตาม ว่าฉันจะอธิษฐานเพื่อให้มีเงินให้มาก เพื่อจะได้มีโอกาสสละออกให้มากๆได้อีกยังพอว่า

จากคำอธิษฐานที่ดิฉันได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น คุณฉันขอให้เธอโชคดีคงจะเห็นได้ว่า จริง ๆ แล้วที่วัดฯ ก็สอนให้สละออก สอนให้ตัดตระหนี่ และสอนในประกอบเหตุทำมาหากินด้วย ไม่ได้สอนให้เพียงอธิษฐานแล้วรอคอยโชคลาภใด ๆ

พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้นำอธิษฐานช่วงบ่ายวันอาทิตย์มีท่อนหนึ่งว่า
".........จะประกอบธุรกิจการงานอันใด ที่เป็นสัมมาอาชีวะ ก็ให้ประสบความสำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้ซื้อง่ายขายคล่อง กำไรงาม เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ค้ำจุนพระพุทธศาสนา......"


แบบนี้แหล่ะค่ะ คำตอบที่อยากได้ จะได้สิ้นสงสัยกันไป ^^


จากคุณ : ฉันขอให้เธอโชคดี - [ 2 ธ.ค. 51 21:40:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 324

หายไปนานเพื่อนๆ สบายดีหรือเปล่า
เข้ามาอ่านแล้วค่อยดีหน่อย
เห็นเพื่อนๆ เขียนมีเหตุและผลกันมากขึ้น
อ่านแล้วประเทืองปัญญาค่ะ
ขอให้ love ทุกท่านค่ะ
ขอให้ทุกคนมีสันติสุขภายในค่ะ

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 51 14:21:27

 
 


จากคุณ : สงบสุข (สงบสุข) - [ 3 ธ.ค. 51 14:19:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 325

การทำบุญแท้จริงนั้นไม่ใช่ทำกับใครก็ได้ เราควรจะเลือกคนทำ
ถ้าทำบุญกับพระอรหันต์ท่านก็จะนำไปสร้างบุญต่อ
อย่างถูกวิธีก่อให้เกิดประโยชน์ร้อยเท่าพันเท่า
แต่ถ้าเกิดทำบุญกับโจรโจรก็จะนำเงินนั้นไปซื้อมีดจี้ปล้น
ที่กล่าวมาข้างต้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย
แต่จะชี้ให้เห็นว่าการทำบุญต้องเลือกให้ดี
ผมมองว่าคุณงามความดีของวัดนี้จะขึ้นอยู่กับตัววัดธรรมกายเองว่าดีจริงหรือไม่
ถ้าวัดธรรมกายดีคุณงามความดีของวัดก็จะมีมหาศาลถ้าไม่ดีทำบุญด้วยวิธีไหนก็จะก็จะเป็นบาปเป็นโทษ
ทุกท่านย่อมสามารถพิจารณาด้วยตัวเองได้ว่าวัดธรรมกายให้คุณหรือให้โทษ


จากคุณ : EndEarth - [ 8 ธ.ค. 51 22:32:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 326

อ่านหัวข้อตอนแรกแล้ว นึกว่ากระทู้ชื่นชมวัดพระธรรมกาย
กลายเป็นกระทู้ ชวนให้ถกเถียงกันอีก

นานาจิตตังครับ ต่างคนต่างเชื่อ มองต่างมุมจะให้มันตรงกันได้ไง
เหมือน คนตาบอด 5 คน คลำช้าง คลำต่างตำแหน่ง ต่างว่าไปคนละอย่าง คนไม่เห็นทั้งหมด จะให้วิจารณ์ตรงกันได้ไง

คนเข้าวัดพระธรรมกาย ก็เพราะศรัทธาวัดพระธรรมกาย
คนไม่เข้าก็เพราะไม่ศรัทธา ศรัทธาเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ห้ามกันไม่ได้ เถียงกันก็ชวนให้ทะเลาะกัน ปวดหัวเปล่า ๆ

** เอาเป็นว่า สำหรับผม ใครศรัทธาวัดไหน เข้าวัดนั้นทำบุญละกันครับ
** แต่ถ้าให้ดี ไม่เจาะจงวัด ไม่เจาะจงพระ ทำเป็น สังฆทานได้ยิ่งดีครับ
** เหตุผลก็อยู่ส่วนเหตุผล ความจริงก็คือความจริง ถ้า 400 ปีก่อน มีคนมาถกกันเรื่องว่าคนจะบินได้หรือเปล่า คงปวดหัวน่าดู เรื่องของพระก็ให้พระตัดสินเถอะครับ จะเอาทางโลกไปตัดสินทางธรรม เอาคนทางโลกมาตัดสินพระมันแปลก ๆ นะครับ เหมือนเอานักกฏหมายมาวิจารณ์งานศิลปะ ชวนให้ปวดหัวเปล่า ๆ

ส่วนตัวผมความรู้เรื่องเหล่านี้น้อย ขอ "งด" วิจารณ์ครับ
กลัวจะกลายเป็นบาปกรรมติดตัว โดยไม่เจตนา

ขอสันติจงมีแด่ทุกท่าน


จากคุณ : ลำลอง - [ 11 ธ.ค. 51 14:21:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 327

ในบทความนี้ ผมต้องการจะแสดงให้เห็นว่า องค์ความรู้ของวิชชาธรรมกายสอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เป็นอย่างดี องค์ความรู้ของวิชชาธรรมกายดังกล่าว ผมได้มาจาก 1) การอ่านเอกสารที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาจำนวนมาก 2) การปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง 3) การเป็นวิทยากรไปสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และจัดการอบรมเป็นครั้งคราว 4) จากการสังเกต 5) จากการสัมภาษณ์ และ 6) จากการทำวิจัยของตนเองและเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของคนอื่นๆ จะเห็นว่า วิธีการหาความรู้ของผมก็เป็นการศึกษาหาความรู้อย่างเป็นหลักวิชาการ

       ดังนั้น องค์ความรู้ของวิชชาธรรมกายซึ่งมีตำรับตำราเขียนไว้เป็นจำนวนมาก จึงได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง (truth) และเป็นความจริงที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ของฟิสิกส์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันแทนองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตัน

       อย่างไรก็ดี ผมไม่เห็นด้วยกับนักเขียนหลายๆ คนที่ไปเหมารวมเอาว่า ความจริงของไอน์สไตน์กับความจริงของศาสนาพุทธเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะศาสนาพุทธก็คือศาสนาพุทธ มีวิธีการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกับการศึกษาของวิทยาศาสตร์ การกระทำของนักเขียนหลายๆ คนดังกล่าว ก็เดินทางผิด หรือซ้ำรอยเดิมเช่นเดียวกับพุทธวิชาการในยุคที่ผ่านมา ที่เอาวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันมาเป็นไม้บรรทัดหรือหลักเกณฑ์ที่ตัดสินว่า เนื้อหาของพุทธศาสนาเถรวาทส่วนใดเป็นจริง ส่วนใดเป็นมายาคติ (myth)

       เมื่อความรู้ของฟิสิกส์ใหม่ตีความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าตกไป พุทธวิชาการเหล่านั้นก็มีอาการหน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปตามๆ กัน ปัจจุบันพุทธวิชาการชุดนั้น จึงไม่กล้าเขียนงานวิชาการทำนองนี้ออกมาอีก บางส่วนก็เก็บตัวเงียบไป บางส่วนก็ไปเขียนเรื่องอื่นๆ

       การเปรียบเทียบองค์ความรู้ระหว่างวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตัน หรือจะเป็นฟิสิกส์ใหม่ของไอน์สไตน์ก็ตามกับองค์ความรู้ของพุทธศาสนานั้น ในการที่จะ "รู้" และ "เข้าใจ" อย่างถูกหลักวิชาการ ควรที่จะต้องเข้าใจแนวคิดรากฐานขององค์ความรู้ของตะวันตกเสียก่อน นั่นก็คือ อภิปรัชญา (Metaphysics)[1]

 
 


จากคุณ : อิทธิบาทสี่ - [ 11 ธ.ค. 51 23:16:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 328

อภิปรัชญา (Metaphysics)

       อภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาถึงความเป็นจริงแท้หรือความจริงสูงสุดของจักรวาล พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ต้องการหาคำตอบของคำถามประเภทที่ว่า

ความจริงสูงสุดคืออะไร

ชีวิตกายและจิตคืออะไร

เนื้อแท้หรือแก่นแท้ของโลกคืออะไร เป็นต้น

       เนื้อหาของอภิปรัชญาดังกล่าวนั้น มีประมาณ 3 -4 กลุ่ม แล้วแต่หลักการเขียนของตำราแต่ละเล่ม แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมจึงแบ่งเนื้อหาของอภิปรัชญาอย่างคร่าวๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ สสารนิยม (Materialism) กับ จิตนิยม (Idealism)

       กลุ่มสสารนิยมเชื่อว่า สสารหรือพลังงานเป็นปฐมธาตุหรือเป็นธาตุพื้นฐานที่สุดของสรรพสิ่ง กลุ่มสสารนิยมรู้จักจิตเหมือนกัน แต่เห็นว่าจิตเป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสาร อาการของจิต คือ ความรู้สึกนึกคิด จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีของการทำงานทางสมองเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าจิตไม่ถือว่ามีอยู่จริง นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มนี้ยังเชื่อว่า สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กายเท่านั้น คือ สิ่งที่มีอยู่จริง

       โดยสรุป กลุ่มสสารนิยมเห็นว่า โลกนี้มีเพียงความจริงอย่างเดียว คือ สสารกับปรากฏการณ์ของสสาร

       กลุ่มจิตนิยม มีความเชื่อว่า องค์ประกอบของโลกหรือจักรวาลมี 2 ส่วน คือ สสารกับจิต เมื่อพิจารณาเฉพาะมนุษย์ กลุ่มจิตนิยม จึงเห็นว่า มนุษย์มีส่วนประกอบ 2 อย่าง คือ กาย กับจิต (Body and Mind) จิต คือ ความเป็นจริงสูงสุด และมีความสำคัญกว่าร่างกายหรือสสารเพราะจิตเป็นตัวตนที่แท้จริง ส่วนร่างกายเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

       ในทางศาสตร์หรือองค์ความรู้ของทางตะวันตกนั้น มีปรัชญาเป็นต้นตอทั้งสิ้น วิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันก็เช่นกัน องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม ปฏิเสธแนวคิดของจิตนิยมโดยสิ้นเชิง ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตันจึงเป็นไปตามแนวคิดของสสารนิยม



ความจริงของนิวตัน

       เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม ความจริงของนิวตันจึงต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น และความจริงเหล่านั้น จะไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือสาวกของนักวิทยาศาสตร์ก็ตาม พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกเหมือนจะล่องลอยอยู่ ใครก็สามารถจะไปศึกษาความจริงเหล่านั้นได้

       ความจริงของนิวตันจึงเป็นความจริงที่ตายตัวแน่นอน ไม่ว่าใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลของการศึกษาเหมือนกัน วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) จึงเป็นวิธีการเดียวที่ยอมรับได้ การศึกษาหาความรู้ใดๆ ก็ตาม ถ้าเอาความคิดของตัวผู้ศึกษาเข้าไปปะปน นักวิชาการที่อยู่ในยุคสมัยใหม่ก็จะโจมตีการศึกษาครั้งนั้นๆ ว่ามีความลำเอียง (bias) ผลการศึกษาจึงไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

       ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย งานวิจัยที่เชื่อวิทยาศาสตร์สุดๆ ก็คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งต้องมีหลักการละเอียดยิบเพื่อป้องกันความลำเอียง (bias) ของงานวิจัย เพื่อที่จะหาตัวเลขชุดหนึ่งมาเป็นผลของการศึกษา



ความจริงของนิวตันกับความจริงศาสนา

       เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าได้รับความนิยมสูงสุด คือ องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าจึงทำตัวเหมือนผู้พิพากษาความจริง ถ้าองค์ความรู้ใดๆ ไม่ใช้วิธีการศึกษาที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ก็จะได้รับการตราหน้าว่า "ไม่จริง" ทั้งหมด [2] ดังนั้น เมื่อวิทยาศาสตร์เก่ารุ่งโรจน์ องค์ความรู้อื่นๆ เช่น หมอดู หรือหมอกลางบ้าน เป็นต้น จึงแทบจะหมดทางหากิน

       ศาสนาทั้งหลายก็โดนหางเลขไปด้วย นักวิชาการทางศาสนาเป็นจำนวนมาก ต้องตีความเนื้อหาของศาสนาของตนเองใหม่ ให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์เก่า ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ศ