◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    วิธีการบรรลุเป็นพระอรหันต์....แบบสุกขวิปัสสโก… โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    คู่มือการปฏิบัติพระกรรมฐาน

    โดย
    พระมหาวี ถาวโร
    ศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา
    ……………………
    (ข้อความในหน้าที่ 1 ถึง 3 มีดังนี้)
    ………………….

    (หัวข้อเรื่อง)

    อัชฌาสัย

    ความต้องการของอารมณ์ เรียกว่า อุดมคติ
    หรือ แบบที่ผู้ใหญ่โบราณสักหน่อยเรียกว่า อัชฌาสัย หรืออุดมคติ
    อัชฌาสัยในการปฏิบัติมี 4 อย่างด้วยกัน
    คือ

    1. อัชฌาสัย สุกขวิปัสสโก
    2. อัชฌาสัย เตวิชโช
    3. อัชฌาสัย ฉฬภิญโญ
    4. อัชฌาสัย ปฏิสัมภิทัปปัตโต
    …………………………..


    เรื่องที่ 1 อัชฌาสัยสุกขวิปัสสโก

    บางคนชอบแบบสุกเอาเผากิน
    เรื่องความละเอียดเรียบร้อย การรู้เล็กรู้น้อย
    แสดงฤทธิ์อวดเดชเดชาอะไรนั้นไม่มีความต้องการ

    หวังอย่างเดียวคือความบรรลุ

    ท่านประเภทนี้ พระพุทธเจ้ามีแบบปฏิบัติไว้ให้
    เรียกว่า สุกขวิปัสสโก
    คือปฏิบัติแบบสบาย

    เริ่มด้วยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์
    เรื่องศีลนี้นักปฏิบัติต้องสนใจเป็นพิเศษ
    ถ้าหวังผลในการปฏิบัติแล้ว
    อย่าให้ศีลบกพร่องเป็นอันขาด
    แม้แต่ด่างพร้อยก็อย่าให้มี

    ถ้าท่านเห็นว่าศีลเป็นของเล็กน้อย ปฏิบัติขาด ๆ เกิน ๆ แล้ว
    ท่านไม่มีหวังในมรรคผลแน่นอน

    เมื่อมีศีลครบถ้วนบริสุทธิ์ผุดผ่องดีแล้ว
    ท่านก็ให้เจริญสมาธิ

    ตอนสมาธินี้ ท่านฝ่ายสุกขวิปัสสโก
    ท่านไม่เอาดีทางฌานสมาบัติ

    พอมีสมาธิเล็กน้อย
    ก็เจริญวิปัสสนาญาณควบกันไปเลย
    คุมสมาธิบ้าง เจริญวิปัสสนาบ้าง
    พอสมาธิที่รวบรวมได้ทีละเล็กทีละน้อย
    เมื่อสมาธิเข้าถึงปฐมฌาน
    วิปัสสนาก็มีกำลังตัดกิเลสได้
    จะได้มรรคผลก็ตอนที่สมาธิเข้าถึงปฐมฌาน

    หากสมาธิยังไม่ถึงปฐมฌานเพียงใด
    จะได้มรรคผลไม่ได้
    นี้เป็นกฎตายตัว
    เพราะมรรคผลต้องมีฌานเป็นเครื่องรู้

    ฌานนี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อจิตเข้าสู่ อุปจารสมาธิ
    คือ เกือบถึงปฐมฌาน
    ห่างกันระหว่างปฐมฌานกับอุปจารฌานนั้น
    เพียงเส้นผมเดียวเท่านั้น

    จิตเมื่อตั้งมั่นในอุปจารสมาธิแล้ว
    ก็จะเกิดทิพยจักษุฌาน
    คือ เห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ และได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ได้
    เพราะจิตนั้นเป็นทิพย์อยู่แล้ว

    ที่ต้องมาชำระกันใหม่ด้วยการฝึกสมาธิ
    ก็เพราะจิตถูกนิวรณ์ คือ อกุศลหุ้มห่อไว้
    ได้แก่
    ความโลภ ความอยากได้ไม่มีขอบเขต
    ความผูกโกรธ คือพยาบาทจองเวรจองผลาญ
    ความง่วงเมื่อขณะปฏิบัติสมาธิ
    ความฟุ้งซ่านของอารมณ์ในขณะฝึกสมาธิ
    ความสงสัยในผลของการปฏิบัติ
    โดยคิดว่า จะได้หรือ จะสำเร็จหรือ ทำอย่างนี้จะสำเร็จได้อย่างไร
    ความสงสัยไม่แน่ใจอย่างนี้เป็นนิวรณ์ กั้นฌานไม่ให้เกิด

    รวมความแล้ว
    ทั้งห้าอย่างนี้แหละ
    แม้เพียงอย่างเดียว ถ้าอารมณ์จิตยังกังขาอยู่
    ฌานจะไม่เกิด
    จะคอยกีดกันไม่ให้จิตผ่องใสมีอารมณ์เป็นทิพย์ตามสภาพปกติได้

    จิตเมื่อถูกอกุศลห้าอย่างนี้หุ้มห่อ
    ก็มีอารมณ์มืดมนท์
    รู้สึกเป็นทิพย์ไม่ได้เพราะอำนาจอกุศล
    คือนิวรณ์ห้านี้จะพ้นจากจิตไปได้
    ก็ต่อเมื่อจิตทรงอารมณ์ของฌานไว้ได้เท่านั้น

    ถ้าจิตทรงอารมณ์ปฐมฌานไม่ได้
    จิตก็ต้องตกเป็นทาสของนิวรณ์

    อารมณ์ปฐมฌานนั้น มี 5 เหมือนกัน คือ

    1. วิตก คำนึงถึงองค์กรรมฐานที่ฝึกตลอดเวลา
    2. วิจาร ใคร่ครวญกำหนดรู้ตามในองค์กรรมฐานนั้น ไม่ให้บกพร่อง
    ตรวจตราพิจารณาให้ครบถ้วยอยู่เสมอ ๆ
    3. ปีติ มีความเอิบอิ่มรื่นเริงหรรษา
    ไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติพระกรรมฐาน
    4. สุข เกิดความสุขสันต์หรรษาทางกาย
    อย่างไม่เคยปรากฏมาในกาลก่อน
    มีความสุขสดชื่นบอกไม่ถูก
    5. เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์มั่นคงในองค์กรรมฐาน
    จิตกำหนดตั้งมั่นไม่คลาดเคลื่อนจากองค์กรรมฐานนั้น ๆ

    ทั้งห้าอย่างนี้เป็นอารมณ์ของปฐมฌาน

    เมื่อเข้าถึงตอนนี้
    จิตก็เป็นทิพย์มาก
    สามารถกำหนดจิตรู้ในสิ่งที่เป็นทิพย์ได้
    ก็ผลของวิปัสสนา คือมรรคผลนั้น
    การที่จะบรรลุถึงได้ต้องอาศัยทิพยจักษุญาณเป็นเครื่องชี้
    ตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า
    เมื่อภิกษุบรรลุแล้วก็มีญาณบอกว่ารู้แล้ว
    ที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้
    ก็ทรงหมายเอาญาณที่เป็นทิพยจักษุญาณนี้
    ถ้าบรรลุอรหัตตผลแล้ว
    ท่านเรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนวิสุทธิ

    วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น
    ญาณ แปลว่า รู้
    ทัสสนะ แปลว่า เห็น
    วิสุทธิ แปลว่า หมดจดอย่างวิเศษ
    คือ หมดไม่เหลือ หรือสะอาที่สุด ไม่มีอะไรสกปรก
    (บอกไว้เพื่อรู้)

    ฉะนั้น ท่านสุกขวิปัสสโก
    ถึงแม้ท่านจะรีบปฏิบัติแบบรวบรัดอย่างไรก็ตาม
    ท่านก็ต้องอาศัยฌานในสมถะจนได้
    แต่ได้เพียงฌานเด็ก ๆ คือปฐมฌาน
    เป็นฌานกระจุ๋มกระจิ๋ม
    เอาดีเอาเด่นในเรื่องฌานไม่แน่นอนนัก

    กล่าวโดยย่อก็คือ

    1. ท่านรักษาศีลบริสุทธิ์ ชนิดไม่ทำเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นทำ
    และไม่ยินดีในเมื่อคนอื่นทำบาป
    2. ท่านเจริญสมาธิควบกับวิปัสสนา จนสมาธิรวมตัวถึงปฐมฌานแล้ว
    ท่านจึงจะได้สำเร็จมรรคผล

    ท่านสุกขวิปัสสโก มีกฎปฏิบัติเพียงเท่านี้

    ท่านจึงเรียกว่า สุกขวิปัสสโก

    แปลว่าบรรลุแบบง่าย ๆ

    ท่านไม่มีฌานสูง
    ท่านไม่มีญาณพิเศษอย่างท่านวิชชาสาม
    ท่านไม่มีฤทธิ์
    ท่านไม่มีความรู้พิเศษอะไรทั้งสิ้น
    เป็นพระอรหันต์
    ประเภทรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
    ไม่มีคุณพิเศษอย่างอื่น
    นอกจากบรรลุมรรคผล

    ………….........................
    (จบหัวข้อที่ 1 เรื่อง อัฌชาสัยสุกขวิปัสสโก)
    ……………………………….

    ขอให้ทุกท่านโชคดี

    และขอให้ทุก ๆ ท่านเจริญในธรรม

     
     

    จากคุณ : kongsilp2000 - [ 5 มิ.ย. 51 12:13:08 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม