◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะก้าวไป เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะถอยกลับ

    อรรถกถา ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
    สามัญญผลสูตร
    หน้าต่างที่   ๕ / ๗.

                  สติสมฺปชญฺญกถาวณฺณนา

                 
                  ก็ในการจำแนกสติสัมปชัญญะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
                  จักวินิจฉัยในพระบาลีนี้ว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ก่อน.
                  การไป เรียกว่า อภิกกันตะ ก้าวไป.
                  การกลับ เรียกว่า ปฏิกกันตะ ก้าวกลับ.
                  แม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมได้ในอิริยาบท ๔.
                  ในการไป เมื่อนำกายไปข้างหน้าก่อน ชื่อว่าก้าวไป เมื่อถอยกลับ ชื่อว่าก้าวกลับ.
                  แม้ในการยืน ผู้ที่ยืนนั่นแหละ น้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่าก้าวไป เอนกายไปข้างหลัง ชื่อว่า ก้าวกลับ.
                  แม้ในการนั่ง ผู้ที่นั่งนั่นแหละ ชะโงกหน้าไปยังส่วนข้างหน้าของอาสนะ ชื่อว่า ก้าวไป เมื่อถอยไปยังส่วนที่เป็นส่วนข้างหลัง ชื่อว่าก้าวกลับ.
                  แม้ในการนอนก็นัยนี้แหละ.
                  บทว่า สมฺปชานการี โหติ ความว่า กระทำกิจทั้งปวงด้วย สัมปชัญญะ หรือกระทำสัมปชัญญะนั่นเอง. ด้วยว่า ภิกษุนั้นย่อมกระทำ สัมปชัญญะอยู่เสมอในการก้าวไปเป็นต้น มิได้เว้นสัมปชัญญะในกาลไหนๆ.
                  สัมปชัญญะ ในพระบาลีนั้น มี ๔ อย่าง คือ
                            ๑. สาตถกสัมปชัญญะ
                            ๒. สัปปายสัมปชัญญะ
                            ๓. โคจรสัมปชัญญะ
                            ๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ
                  ใน ๔ อย่างนั้น เมื่อจิตคิดจะไปเกิดขึ้น ยังไม่ทันไปตามที่คิดก่อน ใคร่ครวญถึงประโยชน์มิใช่ประโยชน์ว่า การไปที่นั้นจะมีประโยชน์แก่เราหรือไม่หนอ แล้วใคร่ครวญประโยชน์ ชื่อสาตถกสัมปชัญญะ.
                  คำว่า ประโยชน์ ในบทว่า สาตถกสัมปชัญญะนั้น คือความเจริญฝ่ายธรรมโดยได้เห็นพระเจดีย์ เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ เห็นพระสงฆ์ เห็นพระเถระและเห็นอสุภเป็นต้น. ด้วยว่า ภิกษุนั้นยังปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้นแม้เพราะเห็นพระเจดีย์หรือต้นพระศรีมหาโพธิ ยังปีติมีพระสงฆ์เป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้นเพราะเห็นพระสงฆ์ พิจารณาปีตินั้นแหละโดยความเป็นของสิ้นไปเสื่อมไป ย่อมบรรลุพระอรหัต เห็นพระเถระทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระเหล่านั้น เห็นอสุภยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นในอสุภนั้น พิจารณาอสุภนั้นแหละโดยความเป็นของสิ้นไปเสื่อมไป ย่อมบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกการเห็นสิ่งเหล่านั้นว่า มีประโยชน์.
                  แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความเจริญแม้ฝ่ายอามิสก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะอาศัยอามิสนั้นปฏิบัติเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์.
                  ส่วนในการไปนั้น ใคร่ครวญถึงสัปปายะและอสัปปายะ แล้วใคร่ครวญสัปปายะ ชื่อสาตถกสัมปชัญญะ ข้อนี้อย่างไร จะกล่าวการเห็นพระเจดีย์มีประโยชน์ก่อน ก็ถ้าบริษัทประชุมกันในที่ ๑๐ โยชน์ ๑๒ โยชน์เพื่อบูชาใหญ่พระเจดีย์ ทั้งหญิงทั้งชายประดับตกแต่งกายตามสมควรแก่สมบัติของตน ราวกะภาพจิตรกรรม พากันเดินไปมา ก็ในที่นั้น โลภะย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นเพราะอารมณ์ที่น่าปรารถนา ปฏิฆะย่อมเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา โมหะย่อมเกิดขึ้นเพราะไม่พิจารณา ย่อมต้องอาบัติเพราะกายสังสัคคะก็มี ย่อมเป็นอันตรายแก่ชีวิตและพรหมจรรย์ก็มี. ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ที่นั้นจึงเป็นอสัปปายะ. เพราะไม่มีอันตรายอย่างที่กล่าวแล้ว ที่นั้นเป็นสัปปายะ.
                  แม้ในการเห็นต้นพระศรีมหาโพธิก็นัยนี้แหละ.
                  แม้การเห็นพระสงฆ์ก็มีประโยชน์. ก็ถ้าเมื่อมนุษย์ทั้งหลายสร้างมณฑปใหญ่ภายในหมู่บ้าน ชวนกันฟังธรรมตลอดคืน ย่อมมีทั้งประชุมชนทั้งอันตรายโดยประการที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ที่นั้นจึงเป็นอสัปปายะ. เพราะไม่มีอันตราย ที่นั้นเป็นสัปปายะ.
                  แม้ในการเห็นพระเถระที่มีบริษัทบริวารมากก็นัยนี้แหละ.
                  แม้การเห็นอสุภก็มีประโยชน์.
                  ก็เรื่องนี้ เพื่อแสดงประโยชน์นั้น.
                  ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพาสามเณรไปหาไม้สีฟัน. สามเณรหลีกจากทางเดินไปข้างหน้า เห็นอสุภ ยังปฐมฌานให้บังเกิด ทำปฐมฌานนั้นให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย ทำให้แจ้งผลทั้ง ๓ แล้วยืนกำหนดกรรมฐานเพื่อต้องการมรรคผลชั้นสูง. ภิกษุหนุ่มเมื่อไม่เห็นสามเณรก็เรียกว่า สามเณร. สามเณรนั้นคิดว่า จำเดิมแต่กาลที่เราบรรพชา ไม่เคยกล่าวคำสองกับภิกษุ เราจักยังคุณวิเศษชั้นสูงให้บังเกิดแม้ในวันอื่น ดังนี้จึงได้ขานรับว่า อะไรขอรับ. เมื่อภิกษุหนุ่มเรียกว่ามานี่ ด้วยคำเดียวเท่านั้น สามเณรนั้นก็มา กล่าวว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงเดินไปตามทางนี้ก่อน แล้วยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แลดูตรงที่ที่กระผมยืนอยู่สักครู่เถิด. ภิกษุนั้นกระทำตามนั้น ได้บรรลุคุณวิเศษที่สามเณรนั้นบรรลุแล้วเหมือนกัน. อสุภเดียวเกิดประโยชน์แก่ชน ๒ คนด้วยประการฉะนี้.
                  อสุภนี้แม้มีประโยชน์อย่างนี้ก็จริง. แต่อสุภหญิงเป็นอสัปปายะแก่ชาย และอสุภชายเป็นอัสัปปายะแก่หญิง อสุภที่เป็นสภาคกัน (เพศเดียวกัน) เท่านั้นเป็นสัปปายะ การใคร่ครวญสัปปายะอย่างนี้ ชื่อสัปปายสัมปชัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
                  ก็การเลือกอารมณ์ กล่าวคือกรรมฐานที่ตนชอบใจในบรรดากรรมฐาน ๓๘ อย่าง แล้วยึดอารมณ์นั้นเท่านั้นไปในที่ที่ภิกขาจารของภิกษุผู้ใคร่ครวญถึงประโยชน์และสัปปายะอย่างนี้ ชื่อโคจรสัมปชัญญะ.
                  เพื่อความแจ่มแจ้งโคจรสัมปชัญญะนั้น บัณฑิตพึงทราบจตุกกะนี้ ดังต่อไปนี้
                            ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ นำไป ไม่นำกลับ บางรูปนำกลับ ไม่นำไป
                            แต่บางรูปไม่นำไป ไม่นำกลับ บางรูป นำไปด้วย นำกลับด้วย.

    จากคุณ : JitZungkabuai - [ 5 มิ.ย. 51 09:49:27 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม