◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เรื่องที่อยากให้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับสันติอโศก

    เรื่องที่อยากให้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับสันติอโศก ไม่ใช่พระ
    เท่าที่ผมตามเหตุการณ์ข่าว และสถานการณ์ทั่วไปจากห้องราชดำเนิน

    มีหลายกระทู้กล่าวถึงสันติอโศก หรือกองทัพธรรมที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร

    หลายกระทู้สงสัยว่า ทำไมพระมาทำแบบนี้ หรือ พระอะไรยุ่งกับการเมือง หรือ พระอะไรมาพูดบนเวทีพันธมิตร ขับไล่รัฐบาล หรืออื่นๆ

    ในฐานะที่ผมศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดของกลุ่มคนพวกนี้มานานพอควร เพราะผมศึกษาพระพุทธศาสนา

    จึงมีเรื่องที่อยากให้ได้เข้าใจว่า

    กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ากองทัพธรรม แต่งตัวคล้ายนักบวช โกนหัว ไม่โกนคิ้ว นั้น

    เป็นกลุ่มลัทธินอกพระพุทธศาสนา เป็นกลุ่มนักบวชไม่ได้สังกัดคณะสงฆ์  และไม่เกี่ยวข้องใดๆกับมหาเถรสมาคม และคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาใดๆทั้งสิ้น

    กลุ่มนี้มีชื่อว่า สันติอโศก

    สันติอโศก ก่อตั้งโดยนายรัก รักพงษ์ ซึ่งเคยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ครั้งแรก บวชในคณะธรรมยุติ โดยมีพระราชวรคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513  แต่ไม่ยอมอยู่ในโอวาทของพระอุปัชฌาย์ และได้ลาสิกขาออกไป บวชใหม่เป็นพระสังกัดคณะมหานิกาย มีพระครูสถิตวุฒิคุณเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2516 สังกัดวัดหนองกระทุ่ม จังหวัดนครปฐม

    การตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิสันติอโศก เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2518 นายรัก รักพงษ์ หรือโพธิรักษ์ ซึ่งยังไม่ได้ลาสิกขา และยังอยู่ในสังกัดวัดหนองกระทุ่ม แต่ไม่ได้อยู่ในบริเวณวัด กลับประกาศบ้านพักใกล้วัด เป็นพุทธสถาน แดนอโศก

    ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้เอง โพธิรักษ์และกลุ่มคนที่ศรัทธาในลัทธิของตนเอง ซึ่งมีโดยรวมประมาณ 60คน ในช่วงนั้น ได้ประกาศแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทย ประกาศไม่อยู่ภายใต้กฏระเบียบและการปกครองของมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ โดยอ้างว่ายึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักปกครองพวกกลุ่มตนเอง

    หลังจากการประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ครั้งนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโพธิรักษ์ได้สละสมณเพศซึ่งบวชตามขั้นตอนของคณะสงฆ์แต่อย่างใดไม่  ยังคงถือตนเองเป็นนักบวชอยู่ และได้มีพฤติกรรมแปลกๆออกมาอีกมากมาย ตั้งแต่การตั้งตนเองเป็นพระอุปัชฌาย์ ทั้งๆที่พรรษาไม่ถึง 10 บวชให้กับคนที่ศรัทธาในลัทธิของตนเอง โดยใช้วิธีการเรียกคนที่ต้องการจะบวชเข้ามา แล้วก็บอกว่า "เธอเป็นสมณะ" ชื่อนั้น ชื่อนี้ ทำเหมือนกับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา

    หลังจากที่มีจำนวนนักบวชในลัทธิตนเองมากขึ้น ก็เพิ่มอีกขั้นตอนหนึ่งคือการโหวตเสียงของคณะสมณะ ว่าจะให้คนๆนี้บวชหรือไม่ ขึ้นมาอีก  ซึ่งไม่ใช่วิธีการบวชที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

    นอกจากนั้นโพธิรักษ์ยังได้กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม คือการอวดอ้างคุณวิเศษ การบรรลุธรรม ของตนเอง ในหลายๆครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ

    ยกตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่ง ที่โพธิรักษ์กล่าวอวดอ้างตนว่าได้บรรลุธรรม ปรากฏในหนังสือคนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก ความตอนหนึ่ง ว่า

    "ลุเวลา 2 นาฬิกา ของวันอังคารที่  27 มกราคม พุทธศักราช 2531 ตรงกับวันแรม 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ ข้าพเจ้าลุกขึ้นมา เดินออกจากห้องนอน เข้าห้องน้ำทำธุระเบา และณ บัดนั้นเอง ขณะที่ข้าพเจ้าปฏิบัติธุระนั้น ณทันทีนั้น ความสว่างใดๆก็บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า กังขาสุดท้ายที่ยังมิรู้ได้สิ้นลง จบลง ณ ตรงนั้น ........"

    การอวดอ้างว่าได้บรรลุธรรมขณะปัสสาวะนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ และผู้ที่บรรลุธรรมจริงๆนั้น ย่อมไม่ป่าวประกาศบอกต่อใครๆเช่นนี้ การที๋โพธิรักษ์ป่าวประกาศ มีแม้แต่ลงในหนังสือของสำนักตนเอง ก็เท่ากับอวดอ้างอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน โพธิรักษ์จึงไม่อยู่ในฐานะของเพศสมณะ และได้ปาราชิกไปแล้ว

    พฤติกรรมโดยรวมของกลุ่มสันติอโศก นำโดยโพธิรักษ์ และผู้ที่เป็นนักบวชที่อ้างตนว่าเป็นสมณะนั้น แม้จะมีลักษณะภายนอกน่าศรัทธา เหมือนนักบวชที่กินน้อย ใช้น้อย แต่กลับมีลักษณะแปลกๆ หากไม่พิจารณาให้ดี เช่น
    การไม่ทานเนื้อสัตว์นั้น หากจะบอกว่า เพื่องดเว้นจากการเบียดเบียน ก็น่าศรัทธา แต่พฤติกรรมที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ การตำหนิผู้ที่ทานเนื้อสัตว์ ฉันเนื้อสัตว์โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ ว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ เป็นยักษ์มาร เป็นผู้โหดร้าย ซึ่งผิดไปจากแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้า  ไปเข้าข่ายลัทธิเทวทัต ที่อวดอ้างว่าไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นสิ่งดีกว่าพวกกินเนื้อสัตว์ ประพฤติเคร่งครัดกว่าพวกกินเนื้อสัตว์

    นอกจากนั้นก็คือการมีคำสอนที่แปลกประหลาดออกมาอีกมากมาย โดยโพธิรักษ์อ้างว่า คำสอนเหล่านี้ ตนเองไม่เคยเรียน แต่รู้ได้ด้วยญาณวิเศษ เช่น

    - สอนว่า พระอรหันต์ แม้นิพพานแล้ว ก็ยังมาเกิดอีกได้ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น

    - อวดอ้างว่าตนเอง (โพธิรักษ์) เป็นพระสารีบุตรสาวกของพระพุทธเจ้า กลับชาติมาเกิด  แล้วยังเป็นผู้ที่เง๊กเซียนฮ่องเต้ส่งมาเกิดเพื่อช่วยมวลมนุษย์

    -อวดอ้างว่าตนเอง (โพธิรักษ์) เป็นทั้งพระอรหันต์ และพระโพธิสัตว์ ในเวลาเดียวกัน

    นอกจากนั้นก็ยังแปลภาษาบาลีผิดๆ มีความหมายแปลกประหลาด ที่ลือลั่นที่สุดก็คือ แปลคำว่า ตัณหา ว่า ตัณ - ทางมันตัน  + หา- ยังไม่เจอ  รวมแปลว่า ตัณหา แปลว่า ทางตัน จึงหาไม่เจอ

    พฤติกรรมนอกเหนือจากนี้ยังมีอีกมาก เท่าที่ผมได้ศึกษามา แต่ที่เด่นชัดก็คือ มีลักษณะความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน และการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแบบเต็มรูป เช่น การตั้งพรรคพลังธรรม โดยมีนายจำลอง เป็นหัวหน้าพรรค เป็นต้น  หรือการที่นักบวชในลัทธินี้ สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ โดยใช้บัตรประชาชน เป็นการยืนยันสถานภาพว่าตนเองไม่ใช่พระภิกษุ เพราะในรัฐธรรมนูญระบุว่า พระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช ไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้  การที่พวกนักบวชในลัทธิสันติอโศกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นการประกาศสถานะของตนเองอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่นักบวช และไม่ใช่พระสงฆ์แต่ประการใด

    พฤติกรรมของนายโพธิรักษ์และกลุ่มนักบวชนอกรีตที่เรียกตัวเองว่า สมณะ มีชื่อประหลาดๆ เช่น สมณะเพาะพุทธ (นายจันทร์)  สมณะกระบี่บุญ  สมณะฟ้าดิน อะไรต่างๆ หรือการตั้งนามสกุลของบรรดาสานุศิษย์ที่ไม่ใช่นักบวชแบบประหลาดๆ เช่น นามสกุล ชาวหินฟ้า  อะไรประหลาดๆแบบนี้

    จึงกล่าวได้ว่า กลุ่มพวกสันติอโศกเหล่านี้ มิได้เกี่ยวข้องใดๆกับคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และไม่ใช่พระสงฆ์

    ที่เขียนมายืดยาวนี้ ก็เพื่อเป็นข้อพิจารณา และขอให้ได้ทำความเข้าใจว่า กลุ่มนักบวชสันติอโศก ที่อ้างตนเองเป็นกองทัพธรรมนั้น ไม่ใช่พระสงฆ์แต่ประการใดทั้งสิ้นครับ


    ป.ล. ขอร้องว่า อย่าลบกระทู้นี้ และอย่าแจ้งลบเลยครับ

    จากคุณ : p.p_upasmo
    ---------------------------
    อยากขอความเห็นจากผู้รู้หลายๆท่าน ช่วยแนะนำด้วย
    และ ถ้าจริง จะเป็นผลเสีย หรือ ทำให้เสียหาย กับ พุทธศาสนาหรือไม่ ยังไง????????

    จากคุณ : syk05 - [ 4 มิ.ย. 51 16:43:18 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม