อาโลกสัญญา อุบายวิธีกำหนดนิมิต เพื่อการเข้าถึงธรรม

อาโลกสัญญา  เป็นคำสมาสที่รวมเอาคำว่า

อาทิตย์ - โลก - สัญญา = อาโลกสัญญา

ถ้าแปลความโดยรูปศัพท์แล้วก็แปลได้ว่า

อาโลกสัญญา คือ การจำ(สัญญา) ลักษณะแสงสว่างของดวงอาทิตย์

จะเห็นได้ว่าในคำว่า "อาโลก" นั้นยังมีคำว่า "โลก" ถามว่าโลกะ หรือโลกนี้มีรูปร่างสัณฐานเป็นอย่างไรหละครับ ?

ในเมื่อโลกมีสัณฐานกลม แต่สมัยก่อนความรู้ทางดาราศาสตร์ยังไม่เจริญ แต่ถ้าบอกว่าดวงอาทิตย์กลม...อันนี้ยังพอจะมองเห็นกันได้ง่ายกว่า

ทีนี้เมื่อเทียบกับหลักฐานที่พอปรากฎในพระไตรปิฎกเราก็จะพบว่า ความหมายของคำว่า "อาโลกสัญญา" นั้นก็หมายถึง
v
v
ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=6907&Z=7002

หมายเหตุ   - คำถามใดถ้าไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อกระทู้กรุณาพิจารณาอ่านหัวข้อกระทู้ใหม่ด้วยโยนิโสมนสิการด้วยครับ

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 15:34:44

 
 

จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 15:30:36 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ส่วนหลักฐานที่ปรากฎในพระไตรปิฎกอีกแห่งก็มีดังปรากฎดังนี
v
v
ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=5009&w=อาโลกสัญญา

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 15:37:07

 
 


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 15:32:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ส่วนในพจนานุกรมพุทธศาสตร์มีระบุไว้ดังนี้
v
v

 
 


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 15:35:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ในความเป็นจริงแล้วธรรมอันใดที่ปรากฎ ณ ขณะปัจจุบัน ย่อมสามารถเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานทั้งสิ้น ซึ่งแล้วแต่การสั่งสมของปัญญา ว่าสั่งสมมาอย่างไร

สังเกตุพระพุทธพจน์ส่วนที่ว่า "มีใจเปิดเผยไม่มีอะไรหุ้มห่อ.." นั้นคือ ต้องประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ รู้ชัดในสภาพ และ สภาวะธรรมตามความเป็นจริง อันเป็นส่วนสำคัญที่ปัญญาต้องทราบ

ไม่ได้มีความหมายว่าให้ไปนั่งเพ่ง นั่งดู อะไรๆเพียงรูปใดรูปหนึ่ง

ส่วน โลก ในทุกภพ ไม่มีเกินการรับรู้ทาง 6 ทวาร นั้นคือความหมายของ โลกที่แท้จริง

เจริญธรรม


จากคุณ : piok - [ 6 พ.ย. 50 15:50:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานในชั้นต้นจึงพบว่า....

....."กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น"....

ย่อมแสดงว่า การฝึก "อาโลกสัญญา" หรือในวิสุทธิมรรค ท่านเรียกว่า "อาโลกกสิณ" ย่อมไม่ใช่การเพ่งดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันอย่างแน่นอน

แต่หมายถึง การใช้สัญญา คือ ความจำ ให้จำนิมิต ของ "อาโลก" ให้ได้ด้วยใจ จัดเป็นการอบรมจิตให้มีแสงสว่าง

แต่เนื่องจากในทางปฎิบัติแล้วถ้าจะให้ฝึกโดยการเพ่งมองดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันตรงๆ จะทำให้เกิดอันตรายได้ดังนั้นสมัยก่อนพระภิกษุที่ท่านชำนาญทางนี้ท่านจึงมักจะนิยมนำ

ภาชนะที่มีก้นทะลุ มาใช้โดยการดูแสงที่ลอดผ่านช่องที่ทะลุนั้นอีกที...แต่ทั้งนี้ภาชนะที่มีก้นทะลุนั้นจะต้องเป็นรูกลมๆ เท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้ตรงตามพุทธบัญญัติว่า "อาโลก"

บางรูปก็ใช้วิธีการดูแสงที่รอดผ่านหลังคาที่ทะลุเป็นรูก็มี...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบลง ณ ภายในเพื่อเป็นบาทฐานของสมถะอันจะยังให้เกิดญาณทัสสนะต่างๆ ตามมาโดยลำดับ


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 16:11:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ทีนี้ก็เกิดปัญหาตามมาอีกว่า....ตกลงแล้วผู้ที่จะฝึกวิสสสนาได้นั้นจำเป็นจะต้องฝึกสมถะหรือไม่ ?

บางสำนักก็กล่าวว่า การจะกำจัดกิเลสนั้นสมถะไม่จำเป็นสามารถเจริญวิปัสสนาได้เลยโดยตรง...ซึ่งความคิดแบบนี้ถ้าจะพิจารณาดูว่าถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎกหรือไม่ก็จะพบว่า...การละเลยไม่ฝึกสมถะก่อนนั้นย่อมไม่สามารถที่จะยังให้เกิดวิปัสสนาได้

สมดังหลักฐานที่ปรากฎในพระไตรปิฏกดังนี้ :-
v
v
ที่มา : http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=31&A=95&Z=3331&pagebreak=0

 
 


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 16:16:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ก็นึกถึงแสงอาทิตย์ตอนกลางวัน     ไปเพ่งให้เมื่อยตาหรือตาเสียทำไมละครับ

พอนิมิตปรากฏขึ้นจะปรากฏแสงสว่างขึ้นเต็มไปหมด จ้าเหมือนมองด้วยตาเปล่า พอได้ครั้งแรก  จะรู้สึกแสบตา เหมือนใช้ตามองจริง ๆ    พอจิตนิ่งแสงสว่างจะหดลงเป็นจุดเล็ก ๆ    อยู่เบื้องหน้า

ถ้าระหว่าง  เตโชกสิณ โอทากสิณ  อาโลกกสัญญาลักษณะใกล้เคียงกันมาก สุดท้ายจบลงที่เดียวกันคือหดลงเป็นฝ้าขาว ๆ  เล็ก ๆ  อยู่เบื้องหน้า  

แต่อาโลกกสัญญาหลักออกจากสมาธิที่ได้ระดับเดียวกัน   อาโลกสัญญาจะรู้สึกว่าจิตสว่างมากกว่า  

วิธีการฝึกให้นึกว่ามีแสงสว่างลักษณะเหมือนอาทิตย์ตอนเที่ยงวันเต็มไปหมด โดยไม่ปรากฏแม้แต่กายเนื้อ หรือกายไหน ๆ      เมื่อกำหนดแล้ว จิตยังไม่เป็นนิมิตขึ้นมาให้ปรากฏเหมือนตาเนื้อ       ถ้าอยากพักจิต ให้พักจิตด้วยการกำหนดประโยชน์ของแสงสว่างมีอะไรบ้าง   หรือวิปัสนาแบบอุปมาว่า แสงสว่างเหมือนพระธรรมของพระพุทธเจ้าก่อให้เกิดแสงสว่างทางใจแก่เราและมนุษย์ทั้งหลาย   เมื่อจิตสบายแล้ว ก็ไปกำหนดแสงสว่างต่อ

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ฝึุกใหม่ ที่จิตยังไม่เป็นสมา่ธิ จิตจะจับแสงสว่างได้ยาก   ถ้าฝึกมากคือวิระยะมาก  จิตอาจฟุ้งได้   ไม่เหมือนการจับเตโชกสิณ  หรือโอทากสิณหรือกสิณสีขาว จะจับได้ง่าย คือไม่ค่อยฟุ้ง    

ผลของโลกสัญญา  เมือได้นิมิตแล้ว  จิตเป็นทิพย์จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก  มากน้อยแล้วแต่สมาธิ วิปัสนาและพื้นฐานของจิตเดิม ( คือบารมีเก่า )  ด้วย


จากคุณ : gho - [ 6 พ.ย. 50 17:01:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

แค่นึกก็สว่างโร่ขึ้นไม่มีประมาณ
จึงไม่ง่วง

ไม่ต้องกลม


จากคุณ : JitZungkabuai - [ 6 พ.ย. 50 18:15:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

อาโลกฯ คือแสงสว่างไม่มีประมาณ
ไม่ใช่ดวงอาทิตย์กลมๆ
มาตามช่องก็ได้ ก็แผ่ไม่มีประมาณ


จากคุณ : JitZungkabuai - [ 6 พ.ย. 50 18:17:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

แสง

เข้าใจหรือเปล่า


จากคุณ : JitZungkabuai - [ 6 พ.ย. 50 18:19:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

เวลาผมง่วง ผมนึกถึงดวงอาทิตย์
แสงสว่างไม่มีประมาณ
สว่างมากขึ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เพื่อแก้ถีนมิทธะ เป็นคู่ปรับกัน
สมาธิจึงมีตามหลัง

สมาธิที่ผมกล่าวคงไม่เหมือนธรรมกายหรอก


จากคุณ : JitZungkabuai - [ 6 พ.ย. 50 18:36:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

คุณ XLmen  : )


เวลาเจอคำศัฟท์ กรุณาเปิดตำราหาคำแปล
และถ้าเป็นไปได้ เอาคำแปลของเจ้าของศัฟท์หรือเจ้าของคำพูด
ว่า เขาพูดในความหมายใด มุ่งหมายอะไร

กรุณาอย่าจินตนาการเอาเอง
คุณอาจได้ภาพเป็นฉากๆ ดูมีน้ำหนักสมจริง
แต่อาจไม่ตรงกับที่เจ้าของคำพูดเขามุ่งหมายก็ได้

และในกรณีที่มีคนฟังแล้วเชื่อ?
คนที่เชื่อก็เชื่อผิดๆ ตามไปด้วย

อย่างนี้เป็นต้น
 v
 v

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 18:48:09

 
 


จากคุณ : ปล่อย - [ 6 พ.ย. 50 18:46:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

หวังว่า ดวงอาทิตย์ คงไม่โผล่ในเวลากลางคืน!!!
แสงสว่างปรากฏในเวลากลางคืนก็ได้
แต่เขากำหนดไม่ได้

ขอบคุณ ท่านปล่อย

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 19:02:14

จากคุณ : จิตดับไป (JitZungkabuai) - [ 6 พ.ย. 50 19:00:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 13

พิจารณาจาก พระบาลี โรหิตัสวรรค เพื่อความไม่ประมาท ในธรรม ที่จอมศาสดา ตรัสไว้ดีแล้ว
เนื่องกับ สมาธิภาวนา ...ที่ตรัสว่า มี ๔ อย่าง คือ (จากความจำ)


(๑) สมาธิภาวนา ที่ เป็นไปเพื่อ ทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือการอยู่เป็นสุขทันตา(ปัญญา)เห็น ใน ภพ ปัจจุบัน (ไม่ใช่หลังจากตายเข้าโลงแล้ว) สมาธินี้ ได้แก่ การเจริญรุปฌานทั้งสี่ ..ทั้งแบบที่โยคีลัทธิอื่น เขาทำๆ กัน ..และ รูปฌานทั้งสี่ ที่เนื่องกับ สติปัฏฐานทั้ง ๔ โดยระบบ อานาปานสติสมาธิ หรือ อานาปานสติ วัตถุ ๑๖ ..ข้อ กายาฯ ขั้นที่ ๔ (สำหรับบุคคลที่ ยังไม่ได้รูปฌานแบบ สมาธิแบบหินทับหญ้า มาก่อน หรือเานฤษี หรือแบบ เพ่งนิมิต เช่น เพ่งลูกแก้ว ฯลฯ

(๒) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อได้ ญาณทัสนะ (อันเป็นทิพย์) สมาธิภาวนาข้อนี้ ได้แก่ การเจริญ อาโลกสัญญา มีจิตอันสงัดไม่มีเครื่องร้อยรัด ประกอบด้วยแสงสว่างชนิดที่ กลางวันกับกลางคืน เป้นอย่างเดียวกัน

สมาธิข้อนี้ ลองดู ตามที่ท่านพุทธทาสท่านเจริญ บันทึกไว้ด้วยลายมือของท่านเองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ..เทียบกับ นั่น นี่...

(๓) สมาธิภาวนา ที่เป็นไปเพื่อ ความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ สมาธิภาวนาข้อนี้ ได้แก่ การทำความรู้แจ้ง (เพราะตามดูคืออนุปัสสี แล้ว ตามเห็นคือ อนุปัสสนา แล้วจึง วิปัสสนาคือ รู้แจ้งตลอด)ซึ่ง "เจตสิกปรมัตถ์ คือ" เวทนา สัญญา วิตก ในอาการหรือลักษณะ ที่เกิดขึ้น (อุปาฐะขณะ) ตั้งอยู่ (ฐิติขณะ) แล้วดับไป (ภังคขณะ)

สมาธิภาวนา แปลว่า การทำสติสัมปชัญญะให้ เจริญ ด้วย สมาธิ ที่สูงกว่าสามัญสัญชาติญาณ (คือ อุปจารสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ) ข้อนี้..ไม่ใช่แบบ ที่นักอภิธรรม สอนๆ กัน เพราะ ขึ้นชื่อว่า สมาธิภาวนา ต้อง ไม่เนื่องกับ นิวรณ์ทั้ง ๕ (เจตสิกตัวไหน? พิจาณณาดู)..

(๔) สมาธิภาวนา ที่เป็นไปเพื่อ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย (กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ)
สมาธิภาวนาข้อนี้ๆด้แก่ การตามพิจารณา (โยนิโสมนสิการ ในขณะแห่งวิปัสสนา หลังจาก สมถะขั้น นิวรณ์ไม่มี ได้อย่างชนิก เกิด มรรคจิตผลจิตขั้นโสดา ฯลฯ) "เห็น" (ด้วยจิตประภัสสร ไม่มีนิวรณ์กวน+ สัมมาทิฏฐิในองค์มรรค +สัมมาสังกัปปะ +++++ (ครบองค์ ๘)
เห็นอะไร?..เห็น ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ เป็นตัวทุกข์ หรือ เห็น ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าอยู่เป็นประจำ (จนกว่าลุ เจโตวิมุตติ+ ปัญญาวิมุตติ) ว่า (อายตนะที่ทำกิจเป้น) ขันธ์แต่ละขันธ์ๆ (ทั้ง๕) เป็น อย่างนี้ๆๆๆ..ไม่ใช่คิด
การเกิดขึ้นแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ มีได้ ด้วย อาการ อย่างนี้ๆๆๆๆ

ความจางคลาย หายไป (ไม่เหลือในที่สุด ขั้น ฯลฯ) แห่งขันธ์แต่ละขันธืๆ มีได้ ด้วย อาการอย่างนี้ หรือ เป็นอย่างนี้ๆๆ

สรุป

จขกท เสนอว่า....อาโลกสัญญา อุบายวิธีกำหนดนิมิต เพื่อการเข้าถึงธรรม
ช่วย อ้างพระพุทธวจนะได้ไหมครับว่า ตรัสไว้ในพระสูตรไหน ตรงกับที่เสนอ
จะได้เอาไว้อ้างอิง
เพราะ ยังหาไม่พบ ที่ตรัสว่า..อาโลกสัญญา อุบายวิธีกำหนดนิมิต เพื่อการเข้าถึงธรรม

เมื่อยังหาไม่พบ ไม่ควรประมาท
เมื่อจขกท เสนอ..จึง ถาม + อ้าง พระสูตร ที่ตรัสไว้ เนื่องกับ สมาธิภาวนา ๔ ประเภท

ขอขอบคุณเป็นการล่วงหน้า ในการที่จขกท จะอ้างว่า ตรัสไว้ในพระสูตรไหน ฯ


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 6 พ.ย. 50 19:35:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

อาโลกสัญญา ..น่าจะพิจารณา ได้อีกแบบ ดังนี้ ว่า

ตั้งสติ แล้วเกิดมีจิตแบบนั้น แล้ว จิตแบบนั้น มันมีสัญญา ในอะไร??? นั่น ด้วยกำลังแห่งสมาธิที่สูงกว่าสามัญสัญชาติญาณเป็นบาทฐาน? ..จึงเกิดผล คือ มีสติในสมาธิ มีสัญญาด้วย ในลักษณะ คือ "ประกอบด้วยแสงสว่างชนิดที่ กลางวันกับกลางคืน เป้นอย่างเดียวกัน

เสนอเฉย...


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 6 พ.ย. 50 19:40:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 23:09:11

จากคุณ : campaign - [ 6 พ.ย. 50 20:35:03 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 16

ตอบคุณเซนแถฯ เอผมว่าผมนำที่มาของประโยคชัดเจนแล้วหนิครับ

ไม่ทราบคุณเซนแถฯ ลืมใส่แว่นหรือเปล่าครับถึงได้ถามถึงที่มาโดยไม่ได้สังเกตเลยว่า..ผมได้ระบุที่มาไว้ที่หัวข้อกระทู้เรียบร้อยแล้วครับ

เอาใหม่ลองสังเกตดูใหม่อีกรอบนะครับ
v
v
ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=6907&Z=7002

โปรดสังเกตคำที่ผมทำวงรีๆ ให้ดีๆ และคำที่อยู่ในเส้นใต้ให้ชัดๆ อ่านหลายๆ รอบนะครับ...อย่ารีบร้อนค่อยๆ ใช้โยนิโสมนสิการก่อนที่ถามหาที่มานะครับคุณเซนแถฯ

l

 
 


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 21:11:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ตอบคุณแคมโก้....ไม่ทราบว่าคุณแคมโก้ถามมานี่ไม่รู้จริงๆ หรือว่ารู้แล้วแต่ถามไปงั้นเพื่อลองภูมิหรืออย่างไรกันครับ ?

ตกลงคุณแคมโก้ได้อ่านประโยคนี้ด้านบนด้วยโยนิโสมนสิการดีแล้วหรือยังหละครับ ?
v
v
หมายเหตุ   - คำถามใดถ้าไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อกระทู้กรุณาพิจารณาอ่านหัวข้อกระทู้ใหม่ด้วยโยนิโสมนสิการด้วยครับ

อ้อ...ถ้าคุณโก้คิดจะถามเพื่อลองภูมิหละก็ผมขอแนะนำให้คุณโก้ไปค้นคว้าเอาเองจะดีกว่าไหมหละครับ...แต่ถ้าถามมาเพราะว่าไม่รู้จริงๆ ก็จงยอมรับมาก่อนแล้วเดี๋ยวผมจะตอบให้ฟังครับ

----------------------------------------------------------
ปล. คุณโก้คุณศึกษาพระธรรมมาเพื่ออะไรครับ ?


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 21:17:47 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 23:10:50

จากคุณ : campaign - [ 6 พ.ย. 50 21:23:18 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 19

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 23:10:19

จากคุณ : campaign - [ 6 พ.ย. 50 21:35:31 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 20

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 23:09:30

จากคุณ : campaign - [ 6 พ.ย. 50 21:38:49 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ขอขอบคุณ คุณ piok คุณ JitZungkabuai และคุณ gho
ที่มาร่วมเสวนาธรรมแลกเปลี่ยนทัศนะคติกันทางธรรมด้วยดีนะครับ

ส่วนที่มาของรากศัพท์ถ้าอยากทราบจริงๆ ผมคิดว่าคุณ ปล่อย คงต้องลองไปสอบถามอาจารย์ภาษาไทยดูจะดีกว่าครับ...เพราะผมเองก็อาจจะไม่ค่อยแตกฉานในรากศัพท์ของภาษาเท่าใดนัก

โดยเฉพาะคำว่า "อาโลกสัญญา"  นั้นจะว่าเป็นการรวมคำของคำว่า

อาภา + โลก + สัญญา = อาโลกสัญญา

ก็ได้ไปอีกแบบหนึ่งแต่ความหมายแล้วก็ใกล้เคียงกันคือ
ตามหลักพจนานุกรมภาษาไทยคำว่า

อาภา แปลว่า แสง ,รัศมี ,ความสว่าง

แบบนี้ก็ได้ความหมายไปอีกแบบ....เอ...ว่าแต่ "เวลากลางวัน"  นี่ไม่ใช่แสงอาทิตย์ที่ส่องมาหรอกหรือครับคุณปล่อย เหอะๆๆ ยิ่งอ่านยิ่งเพลินดีครับ หุหุหุ

โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 21:40:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 23:08:46

จากคุณ : campaign - [ 6 พ.ย. 50 21:42:20 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 23

คุณโก้...รู้จักคำว่าไม่ดูตาม้าตาเรือไหมครับ ?

ถามคำถามมาช่างไม่ยอมอ่านวัตถุประสงค์ของการตั้งกระทู้ของผมเอาซะเลยนะครับ

แบบนี้เขาเรียกว่าถามมาไม่ถูกกาลเทศะครับ....ขึ้นชื่อว่าถามหนะผมก็ถามได้ง่ายออก...ยกคำถามมาซัก 84,000 พระธรรมขันธ์มาถามไม่ต้องตอบถามอย่างเดียวสบายดีครับ....ถ้าผมถามคุณโก้กลับคุณก็ไม่ตอบผมเช่นกันเห็นไหม ?

ว่างๆ หนะหัดฝึกสงบจิต สงบใจบ้างนะครับคุณแคมโก้...การศึกษาธรรมะหนะเขาศึกษาไปเพื่อกำจัดกิเลสภายในตัวไม่ใช่การศึกษาไปเพื่ออวดภูมิรู้ ภูมิจำ และก็ไม่ใช่การศึกษาไปเพื่ออวดกิเลสว่าข้านี้เก่งกว่าเจ้า...รู้มากกว่า ฉลาดกว่า เจ้าไม่รู้ ข้านี่แน่ โอ้โห โชว์กิเลสบานเลย 555+


ขอย้ำอีกครั้งเป็นครั้งที่ ๓ ว่า
v
v
หมายเหตุ   - คำถามใดถ้าไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อกระทู้กรุณาพิจารณาอ่านหัวข้อกระทู้ใหม่ด้วยโยนิโสมนสิการด้วยครับ


จากคุณ : XLmen - [ 6 พ.ย. 50 21:48:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

คห.21

ไม่ได้อยากทราบและไม่ได้ถามครับ : )
เพราะผมทราบความหมายอยู่แล้ว

แต่เตือนว่า พฤติกรรมดังในรูปที่แคปมานี้
มีผลเสียต่อคุณเอง และต่อคนที่อาจจะเผลอเชื่อคุณอย่างไร

ซึ่งคห.21 ก็ยังคงทำซ้ำอีก -___-a

 
 


จากคุณ : ปล่อย - [ 6 พ.ย. 50 21:54:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 50 23:12:39

จากคุณ : campaign - [ 6 พ.ย. 50 23:08:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 27

เรียนคำสมาสมาจากโรงเรียนไหนเนี่ย ถึงถอดได้อย่างงี้ น่าจับไปเรียนภาษาไทยใหม่

จากคุณ : หลังเขา - [ 6 พ.ย. 50 23:31:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

จขกท ตั้งกระทู้ว่า....อาโลกสัญญา อุบายวิธีกำหนดนิมิต เพื่อการเข้าถึงธรรม

เข้าถึงธรรมอะไรละครับ "ตามพุทะวจนะ" ไม่ใช่ ตาม ข้อความใต้หัวกระทู้

ผม ก็เสนอ พระพุทะวจนะที่ตรัสเนื่องกับ อาโลกสัญญา

คคห 16 นั้น จขกท เสนอทีหลัง ใช่มั๊ยครับ
แปลว่าอะไรครับ

ทำไม ไม่เสนอ เสียแต่ทีแรกละ

แล้ว ที่เสนอ คคห 16 นั้น ..เนื่องกับ ข้อความที่กระทู้ ตรงไหน?

คำว่า อาโลกสัญญา (ความสำคัญว่าแสงสว่าง) เทียบกับ ที่ คุณ เสนอใน กระทู้หน่อย ว่า ตรงกันตรงไหน?..ที่เสนอว่า "อาโลกสัญญา  เป็นคำสมาสที่รวมเอาคำว่า
อาทิตย์ - โลก - สัญญา = อาโลกสัญญา"

สรุป
อะไร มั่ว ไม่มั่ว ....ขอให้ สาธุชน ช่วยกัน พิจารณา


ประเด็น ด้าน ภาษา
จขกท เสนอ ในกระทู้ว่า....อาโลกสัญญา  เป็นคำสมาสที่รวมเอาคำว่า
อาทิตย์ - โลก - สัญญา = อาโลกสัญญา

แปลว่า คำว่า อา มาจากคำว่า ดวง อาทิตย์

ครั้นมาถึง คคห 21 กลับเสนอใหม่ว่า
โดยเฉพาะคำว่า "อาโลกสัญญา"  นั้นจะว่าเป็นการรวมคำของคำว่า

อาภา + โลก + สัญญา = อาโลกสัญญา

ตกลง คำว่า อา ..จะหมายถึง ดวงอาทิตย์ หรือว่าหมายถึง อาภา กันแน่
หรือจะ มั่วว่า ดวงอาทิตย์ มัน อาภา ไง ?

ตกลง
อาโลกสัญญา แปลว่า อะไรละ?



หมายเหตุ
มีคำบาลี (จากคัมภีร์พระอภิธานศัพท์ ฉบับ ว.ผ.ต.)
มีคำว่า "อาโลโก" แปลว่า แลเห็น  ว่ารัสมี  ว่ารุ่งเรือง

คำว่า สัญญา พระบาลีแปลไทยพระสุตรหนึ่งแปลว่า (ขนฺธ สํ๑๗/๑๐๕/๑๕๙)ตรัสไว้ว่า

..เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม ที่มีอยู่ในสิ่งใดนั้น (เช่นนี้แล) สิ่งนั้นจึงถูกเรียกว่า สัญญา

ตกลง
คำว่า อาโลกสัญญา น่าจะมาจากคำ ๒ คำ คือ คำว่า อาโลโก + สัญญา

มากกว่า มาจากคำว่า

อาทิตย์ - โลก - สัญญา = อาโลกสัญญา ..ตามที่คุณXLmen เสนอใน กระทู้
และ จากคำว่า
อาภา + โลก + สัญญา = อาโลกสัญญา



สรุป
ผมอ้างหลักฐานที่มา ของคำบาลี คำว่า อาโลโก คือ ..คัมภีร์พระอภิธานศัพท์ ฉบับ ว.ผ.ต.
ส่วนที่คุณคุณXLmen เสนอนั้น เอามาจากไหน คือ คิดเอง ..ก๋รอฟังจากคุรคุณXLmen เอง

แถมอีกสักคำสองคำ
คำบาลีคำว่า
อาโลโป แปลว่า คำข้าว
อาโลกสนธิ แปลว่า ช่องหน้าต่าง
อาโลกน แปลว่า เล็งดู



สรุปในสรุป
"อาโลโก" แปลว่า แลเห็น  ว่ารัสมี  ว่ารุ่งเรือง
นิมิต หรือสมาธินิมิต ตามที่อ้างนั่น มันจึงเนื่องกับ อาโลโก และ สัญญา มั๊ง

ผมจึงเสนอว่า
ตั้งสติ แล้วเกิดมีจิตแบบนั้น แล้ว จิตแบบนั้น มันมีสัญญา ในอะไร??? นั่น ด้วยกำลังแห่งสมาธิที่สูงกว่าสามัญสัญชาติญาณเป็นบาทฐาน? ..จึงเกิดผล คือ มีสติในสมาธิ มีสัญญาด้วย ในลักษณะ คือ "ประกอบด้วยแสงสว่างชนิดที่ กลางวันกับกลางคืน เป้นอย่างเดียวกัน

เสนอเฉย...


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 6 พ.ย. 50 23:53:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

ตามพระบาลีโรหิตัสวรรค
ตรัส สมาธิภาวนา ๔..
(๒) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อได้ ญาณทัสนะ (อันเป็นทิพย์) สมาธิภาวนาข้อนี้ ได้แก่ การเจริญ อาโลกสัญญา มีจิตอันสงัดไม่มีเครื่องร้อยรัด ประกอบด้วยแสงสว่างชนิดที่ กลางวันกับกลางคืน เป้นอย่างเดียวกัน

ตกลง เจริญ อาโลกสัญญา ตามที่ตรัส + ที่จขกท อ้างในกระทู้ และ คคห 16 อีกครั้งนั้น

ถามว่า ..จขกท ได้ชี้ไว้หรือไม่ว่า เจริญอาโลกสัญญาแล้ว ... เข้าถึง ธรรมอะไร? ไหม
เมื่อพิจารณา ที่กระทู้ และ ฯลฯ

จขกท ..ตอบหน่อยไหมครับ (ไม่ได้ถามว่า ได้ นิมิตอะไร นะครับ)

ถ้าตอบว่า ก็ได้ ญาณทัสนะ ไง

ก็ญาณทัสนะนั้นแหละ คือ ???? ...อ้างพระสูตรด้วย


หมายเหตุ ๑
นิมิต กับ ญาณทัสนะ ..ใช่ ธรรมเดียวกันหรือ?

หมายเหตุ ๒
ถ้าจำไม่ผิด เพราะนานมาแล้ว ...ดูเหมือนคุณXLmen จะ เกี่ยวเนื่องกับวัดสระเกตุ (ภูเขาทอง)ในฐานะ บวชเรียน มีพระอุปฌาจารย์ที่นั่น
ผมจำผิดไหมครับ


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 7 พ.ย. 50 00:03:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

จะเห็นได้ว่าในคำว่า "อาโลก" นั้นยังมีคำว่า "โลก" ถามว่าโลกะ
หรือโลกนี้มีรูปร่างสัณฐานเป็นอย่างไรหละครับ ?

XLmen

****************************************************

ไม่รู้สิ ...........................

ตอนที่เป็นเด็กธรรมดาๆ ก็เข้าใจว่ามันกลม

แต่พอโตขึ้นมาหน่อย ก็ทราบว่า มันกลม ก็แต่เฉพาะ
ในโลกทรรศน์สามมิติเท่านั้น !!!!!

ตอนนี้ก็ยังเข้าใจว่า ถ้าได้อภิญญา โลกก็คงมิได้มีสัญฐาน
อย่างที่เห็นอยู่นี้เป็นแน่ !!!!!!

และหากเมื่อบรรลุธรรมแล้ว โลกแห่งความไม่ยึดติดถือมั่น
ก็คงจะมิใช่โลกอย่างที่เคยเห็นเคยเข้าใจ เช่นกัน !!!!!!

สุดท้ายนี้ ผมก็คงจะต้องบอกว่า ......................
ยังดีนะ ที่ยังไม่มีใคร จินตนาการต่อไปว่า อา-โลก เป็นน้องของพ่อ

55555555555555555555555

 
 


จากคุณ : Ritti Janson - [ 7 พ.ย. 50 00:42:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

  ผมเห็นด้วย
 ว่าความหมายของ  อาโลกสัญญา ไม่น่าจะใช่ ตามที่คุณXLmen ได้แปลมาข้าง
ต้น  เพราะว่าคำ อาโลกสัญญา ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเพ่งแสง
   จริงๆผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร  แต่น่าจะหมายถึง การเพ่งดูสัญญาแห่งโลก
โลกคือสิ่งที่รับรู้จากประสาทสัมผัส  อาโลกสัญญา จึงไม่น่าเจาะจงเฉพาะแสงสว่าง

   สรุปว่าผมไม่รู้ก็แล้วกัน

  แต่ว่าใจความกระทู้นี้ คงไม่ได้ตั้งเพื่อหาคำแปลของ อาโลกสัญญา หรอกมั๊ง?


  ในส่วนอื่นๆผมค่อนข้างเห็นด้วย กับคุณXLmen  และผมก็ว่า สำหรับคนชำนาญ
แล้ว  ก็ไม่จำต้องเพ่งแสงสว่างจริงๆ หรือใช้ของจริงแบบอื่นๆเพื่อสมถะ

   ส่วนใครที่ดูหมิ่นสมถะ  ไม่เห็นความสำคัญของสมถะ  ผมว่ายากที่จะไปต่อ
เว้นแต่ว่าเคยบำเพ็ญบารมีด้านนี้มาก่อน (แต่ก็ถ้าเคยบำเพ็ญบารมีด้านนี้มาก่อน  
ก็ไม่น่าหมิ่นหรือไม่เห็นความสำคัญของสมาธิ)

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ย. 50 01:40:48

จากคุณ : เอแดง - [ 7 พ.ย. 50 01:38:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 32

ตอบคุณหลังเขา......แหมะเข้าใจแซวดีหนิครับแต่ถึงผมจะสมาสคำถูกหรือผิดก็ยังไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ...สำคัญคือคนที่รู้จริงหนะมีไหมถ้ามีผมก็ยินดีรับฟังอยู่....ผมเองก็ไม่ได้ยืนกระต่ายขาเดียวว่าผมจะคิดถูกหมดซะที่ไหนกันจริงไหมครับ...อ้อ ถ้าคุณหลังเขามีครูภาษาไทยเก่งๆ ช่วยถามที่มาของรากศัพท์คำนี้ให้ผมทีสิผมก็อยากจะรู้เหมือนกันครับ หุหุหุ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอบคุณเซนแถฯ

เข้าถึงธรรมอะไรละครับ "ตามพุทะวจนะ" ไม่ใช่ ตาม ข้อความใต้หัวกระทู้ ?
ตอบ   อบรมจิต ให้สว่างอยู่ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิ ... จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดังนี้

(จักขอกล่าวโดยสรุปย่นย่อเนื้อหาเต็มๆ ดูได้ตาม Link ที่มาครับ)

 [๑๑๙๒] ก็ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างไร
อาโลกสัญญา อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยึดไว้ดีแล้ว ความสำคัญว่า กลางวัน ตั้งมั่นดีแล้วภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างนี้แล.

[๑๒๐๒] ภิกษุมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก.

ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=6907&Z=7002

หรือถ้าจะสรุปให้สั้นๆ ได้ใจความก็คือ

การเจริญอาโลกสัญญา คือ การอบรมจิตให้สว่างเหมือนเวลากลางวัน ซึ่งจะเป็นอุปการะทำให้เกิดอิทธิบาทธรรม ๔ ประการคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อันเป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อการกำจัดอธรรม คือ อุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) ถีนมิทธะ(ความง่วงเหงาซึมเซา) และกามคุณ ๕


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผม ก็เสนอ พระพุทะวจนะที่ตรัสเนื่องกับ อาโลกสัญญา ?
ตอบ  ก็ดีแล้วหนิครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คคห 16 นั้น จขกท เสนอทีหลัง ใช่มั๊ยครับ ?
ตอบ  เปล่าเลยครับผมเสนอมาเป็นหัวข้อกระทู้เห็นกันจะๆ ชนิดที่เรียกว่าเส้นผมบังภูเขาทีเดียวเลยครับคุณเซนแถฯ หุหุหุ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แปลว่าอะไรครับ ?
ตอบ  แปลว่าคุณเซนแถฯ มองไม่เห็นสิ่งที่ผมแสดงไปแล้วซ้ำกัน ๒ ครั้งหนะสิครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทำไม ไม่เสนอ เสียแต่ทีแรกละ?
ตอบ  เสนอไปแล้วครับ แต่คุณเซนแถฯ ไม่เห็นเองอันนี้ก็จนใจเลยต้องนำมาลงซ้ำรอบที่ ๒ ให้ชมใหม่งัยครับ

 
 


จากคุณ : XLmen - [ 7 พ.ย. 50 02:37:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

ตอบคุณเซนแถฯ (ต่อ)

------------------------------------------------------------
ตกลงอาโลกสัญญา แปลว่า อะไรละ?
ตอบ  ถ้าแปลตามหลักพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ก็ให้ไปดูที่ คห.ที่ 2 สิครับ
แต่ถ้าแปลตามหลักของผมก็อย่างที่ชี้แจงไปแล้วงัยหละครับ

แต่ถ้าแปลตามหลักคุณฤทธี ที่จิตนาการออกมาได้ก่อนคนแรกก็คือ "อาโกเป็นน้องของพ่อ" ยังงัยหละครับคุณเซนแถฯ 555+

ชอบการแปลของใครก็ขอเชิญเลือกหยิบเอาไปใช้ได้ตามอัธยาศัยเลยนะครับ หุหุหุ

------------------------------------------------------------
สรุปในสรุป
"อาโลโก" แปลว่า แลเห็น  ว่ารัสมี  ว่ารุ่งเรือง
ตอบ  อืม...ถ้าทราบก็แจ้งให้ผมทราบบ้างจะเป็นรัยไปครับคุณเซนแถฯ เหอะๆๆ

โจทย์
จงเติมคำลงในช่องว่างให้เหมาะสม คะแนนเต็ม 10 นะซิบอกให้ หุหุหุ

---->"อาโลโก" แลเห็นรัสมีของ..........ในเวลากลางวัน<-----

------------------------------------------------------------
ก็ญาณทัสนะนั้นแหละ คือ ???? ...อ้างพระสูตรด้วย
ตอบ [๑๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้แลย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้.

[๑๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้แลย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.

ที่มา :http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=6907&Z=7002

สรุปให้สั้นๆ ก็คือ ทำให้ได้บรรลุอิทธิวิธีญาณ และเข้าถึงธรรมอย่างสูงสุดคือ อาสวะขยญาณ

อ้อที่มาที่ผมอ้างอิงมาทั้งหมดมาจากธรรมะบทเดียวกัน ที่มาเดียวกันนะครับคุณเซนแถฯ หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ถามว่าเกี่ยวกับอาโลกสัญญาอย่างไรอีกนะครับ

(อย่าปล่อยไก่เลยครับ...วันนี้ผมเพิ่งกินไก่ไปหลายตัวแล้วครับหัวเข่าชักไม่ดีหนะครับ หุหุหุ)

-----------------------------------------------------------
นิมิต กับ ญาณทัสนะ ..ใช่ ธรรมเดียวกันหรือ?
ตอบ  ไม่ใช่ธรรมเดียวกันครับ นิมิตคืออุปการะเพื่อให้จิตเกิดเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิอิทธิบาทธรรมย่อมเจริญขึ้นตามลำดับส่งผลให้นิวรณ์ธรรมสิ้นไป...

ส่วนญาณทัสสนะ นั้นเกิดจากจิตที่อบรมดีแล้วด้วยการทำจิตให้สว่างก่อนในตอนต้น เมื่อจิตสว่างแล้วจักเป็นอุปการะให้อิทธิบาท ๔ เจริญ ส่วนการจะได้ญาณทัสสนะระดับไหนก็ต้องแล้วแต่ว่าจิตจะผ่านเข้าสู่ญาณใด ถ้าผ่านเข้าสู่อาสวขยญาณก็ถึงที่สุดคือหมดกิเลสบรรลุธรรมไปเลยครับ

-----------------------------------------------------------
ถ้าจำไม่ผิด เพราะนานมาแล้ว ...ดูเหมือนคุณXLmen จะ เกี่ยวเนื่องกับวัดสระเกตุ (ภูเขาทอง)ในฐานะ บวชเรียน มีพระอุปฌาจารย์ที่นั่นผมจำผิดไหมครับ ?
ตอบ ถูกต้องแล้วครับ ความจำคุณเซนแถฯ นี่ยังคงจำได้ดีอยู่เหมือนเดิมเลยนะครับ แม้สายตาจะไปตามวัยก็ไม่เป็นปัญหาต่อความจำเลยหนิครับ 555+

ผมเคยบวชที่วัดสระเกศ อยู่เพียง 1 พรรษาครับยังเป็นแค่พระนวกะในสมัยนั้นไม่ใช่มหาหรือเปรียญธรรมอะไรกับใครเขาหรอกครับ...ดังนั้นความรู้ด้านบาลีแน่นอนว่าผมย่อมไม่ค่อยจะสันทัดนัก...แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ศิษย์วัดสระเกศจะมีภูมิรู้ ภูมิธรรมเหมือนกันหมดจริงไหมคุณเซนแถฯ

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ย. 50 03:10:07

จากคุณ : XLmen - [ 7 พ.ย. 50 03:09:13 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 34

หลักฐานที่ปรากฎชัดในพระไตรปิฎกในเรื่องของ แสงสว่าง และรูป ว่าเกี่ยวข้องกับการบรรลุธรรมอย่างไร นั้นมีปรากฎอยู่ดังนี้ :-
v
v
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
            [๔๖๕] ดูกรอนุรุทธ เรานั้นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร
ส่งตนไปในธรรมอยู่

------>ย่อมรู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย
และ

------>รู้สึกแสงสว่างอย่างหาประมาณมิได้ เห็นรูปอย่างหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้างตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง

เราจึงมีความดำริดังนี้ว่า
------>อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เรารู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย และรู้สึกแสงสว่างอย่างหาประมาณมิได้ เห็นรูปอย่างหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง

      ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า สมัยใด
------>เรามีสมาธินิดหน่อย------> สมัยนั้นเราก็มีจักษุนิดหน่อย

------>ด้วยจักษุนิดหน่อย ------>เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย
เห็นรูปได้นิดหน่อย

ส่วนสมัยใด
------>เรามีสมาธิหาประมาณมิได้ ------>สมัยนั้น เราก็มี
จักษุหาประมาณมิได้

------>ด้วยจักษุหาประมาณมิได้ ------>เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่างหา
ประมาณมิได้ และเห็นรูปหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง  ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง ฯ

            ดูกรอนุรุทธ เพราะเรารู้ว่า
------>วิจิกิจฉาเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้วเป็นอันละวิจิกิจฉาตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>อมนสิการเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็นอันละอมนสิการตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ถีนมิทธะเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็นอันละถีนมิทธะตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ความหวาดเสียวเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็นอันละความ
หวาดเสียวตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ความตื่นเต้นเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็นอันละความตื่นเต้นตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ความชั่วหยาบเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็นอันละความชั่วหยาบตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ความเพียรที่ปรารภเกินไปเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็น
อันละความเพียรที่ปรารภเกินไปตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว ------>เป็นอันละความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ตัณหาที่คอยกระซิบเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว ------>เป็นอันละตัณหาที่คอยกระซิบตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ความสำคัญสภาวะต่างกันเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว เป็นอันละความสำคัญ ------>สภาวะว่าต่างกันตัวเกาะจิตให้เศร้าหมองได้ รู้ว่า

------>ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไปเป็นเครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองแล้ว------> เป็นอันละลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไปตัวเกาะจิต
ให้เศร้าหมองได้

      เรานั้นจึงได้มีความรู้ดังนี้ว่า เครื่องเกาะจิตให้เศร้าหมองนั้นๆ ของ
เรา เราละได้แล้วแล ดังนั้น เราจึงเจริญสมาธิโดยส่วนสามได้ในบัดนี้ ฯ

            [๔๖๖] ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้
------>เจริญสมาธิมีวิตกมีวิจารบ้าง
------>ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารบ้าง
------>ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง
------>ได้เจริญสมาธิมีปีติบ้าง
------>ได้เจริญสมาธิไม่มีปีติบ้าง
------>ได้เจริญสมาธิสหรคตด้วยสุขบ้าง
------>ได้เจริญสมาธิสหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง ฯ

            ดูกรอนุรุทธ เพราะสมาธิชนิดที่มีวิตกมีวิจารบ้าง ชนิดที่ไม่มีวิตกมี
แต่วิจารบ้าง ชนิดที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง ชนิดที่มีปีติบ้าง ชนิดที่ไม่มีปีติบ้าง
ชนิดที่สหรคตด้วยสุขบ้าง ชนิดที่สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง เป็นอันเราเจริญแล้วฉะนั้นแล

------>ความรู้ความเห็น------>จึงได้เกิดขึ้นแก่เราว่า------> วิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติที่สุด บัดนี้ความเกิดใหม่ย่อมไม่มี ฯ

            พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอนุรุทธจึงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=14&A=6017&Z=6311


จากคุณ : XLmen - [ 7 พ.ย. 50 03:24:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

ปัญหามันก็อยู่แค่ว่าคำว่า "อาโลกสัญญา" เป็นคำืที่ถอดมาจากภาษาบาลีไม่ใช่คำไทยแท้ ภาษาบาลีบางคำไทยมีรับเอามาใช้ในภาษาไทยด้วยแต่บางคำก็ไม่ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์แสดงไว้ว่าคำว่า "อาโลก" เป็นคำเดี่ยวหมายถึงแสงสว่าง เมื่อมาสมาสกับคำว่า "ัสัญญา" ที่หมายถึงความจำหรือการกำหนด ก็เลยหมายถึงการกำหนดหรือจดจำเกี่ยวกับแสงสว่าง ไม่เกี่ยวกับทั้ง "อาทิตย์" หรือ "อาภา"
_________________________________________________________________
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
         การค้นหาคำว่า &#8220; อาโลก &#8221;
                    ผลการค้นหาพบ  4  ตำแหน่ง ดังนี้ :-


แสดงผลการค้น ลำดับที่  1 / 4
อาโลก แสงสว่าง

แสดงผลการค้น ลำดับที่  2 / 4
อาโลกกสิณ กสิณคือแสงสว่าง, การเจริญสมถกรรมฐานตั้งใจเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์
      (ข้อ ๙ ในกสิณ ๑๐)

แสดงผลการค้น ลำดับที่  3 / 4
อาโลกเลณสถาน ชื่อถ้ำแห่งหนึ่งในมลยชนบท เกาะลังกา
      เป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่ ๕ จารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน

แสดงผลการค้น ลำดับที่  4 / 4
อาโลกสัญญา ความสำคัญในแสงสว่าง, กำหนดหมายแสงสว่าง
      คือ ตั้งความกำหนดหมายว่า กลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เป็นวิธีแก้ง่วงอย่างหนึ่ง

http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CD%D2%E2%C5%A1
_________________________________________________________________


จากคุณ : หลังเขา - [ 7 พ.ย. 50 07:33:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

สาธุ ขอ อนุโมทนา คุณ xl men และคุณ หลังเขาครับ
ว่าจะนำมาลงให้ แต่คุณหลังเขาได้นำมาลงก่อน

ขอให้เจริญในธรรมทุกท่านครับ


จากคุณ : จักรแก้ว - [ 7 พ.ย. 50 08:16:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

เข้ามาอ่าน เพื่อสาระะรรม ในพระพุทธศาสนา ชนิด ถูกฝาถูกตัว...

ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพราะ สาระ ใจความ หลักฐานอ้างอิง เหตุผล มุมมอง เสนอแล้ว
นะครับ

โดยเฉพาะ ประเด็น คำว่า อาโลกสัญญา
น่าจะ มาจาก คำอะไรบ้าง

จขกท เสนอว่า
(๑) มาจากคำ ..อาทิตย์ - โลก - สัญญา = อาโลกสัญญา
หรือว่า
(๒) มาจากคำ ...อาภา + โลก + สัญญา = อาโลกสัญญา

เซนเถรวาท อ้างหลักฐาน คัมภีร์พระอภิธานศัพท์ ฉบับ ว.ผ.ต คือ
(๓) มาจากคำว่า "อาโลโก" แปลว่า แลเห็น  ว่ารัสมี  ว่ารุ่งเรือง + สัญญา = อาโลกสัญญา


สาธุชน + วิญญูชน + ปัญญาชน เชิญพิจารณาเอง ตามภูมิจิตภูมิธรรม...


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 7 พ.ย. 50 09:59:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

คุณ หลังเขา และคุณเซนแถฯ ได้กล่าวธรรมโดยชอบแล้วครับ สาธุ.....

ขออนุโมทนาสาธุการแด่คุณจักรแก้วเช่นกันครับ สาธุ....

 
 


จากคุณ : XLmen - [ 7 พ.ย. 50 11:07:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

ท่านพุทธทาส เจริญอาโลกสัญญาไว้เมื่อ 2477 ท่านเขียนด้วยลายมือท่านเอง ..ลองอ่านดูว่า ท่านกล่าวไว้อย่างไร?

อาโลกสัญญา ..ที่อ้าง คคห 38 นั้น
น่าพิจารณา อีกแง่มุมดังนี้

คำว่า "ความสำคัญในแสงสว่าง" ...น่าจะตรงกับ สัญญา(ความสำคัญ) + อาโลโก (แลเห็น  รัสมี  รุ่งเรือง)....

น่าจะหมายถึง สมาธิภาวนาประเภทหนึ่ง คือการมีสติในสมาธิขั้นสูงกว่าสามัญสัญชาติญาณ (ดูพระบาลโรหิตัสวรรคประกอบ)คืออาการ แลเห็น ...แลอะไร?..แล สัญญา คือ ความสำคัญ หรือ เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม ที่มีอยู่ในสิ่งนั้น ในขณะนั้น "ก็ได้".....ชนิด เหมือนกันทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน

หรือว่า
จะหมายถึง สมาธิภาวนาประเภทหนึ่ง คือการมีสติในสมาธิขั้นสูงกว่าสามัญสัญชาติญาณ (ดูพระบาลโรหิตัสวรรคประกอบ)คืออาการ แลเห็น ...แลอะไร?..แล สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วย สัญญา คือ ความสำคัญ หรือ เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม ที่มีอยู่ในสิ่งนั้น ในขณะนั้น "ก็ได้"..ชนิด (แลเห็นสิ่งใดนั้นด้วย สัญญา คือ)เหมือนกันทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน

ลอง คิดเล่นๆ ดู ..เสนอเฉยๆ


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 7 พ.ย. 50 19:57:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

ตกลง
สมาธิภาวนา ที่เป็นไปเพื่อญาณทัสนะอันเป็นทิพย์ ตามพระบาลีโรหิตัสวรรค ที่ได้แด่ อาโลกสัญญา

ตามพจนานุกรม ฯ ตามที่ คคห 38 อ้างเสนอ ที่แปลว่า เป็นวิธีแก้ง่วงอย่างหนึ่ง

ไม่ขัดกับ พระพุทธวจนะ ตามพระบาลีโรหิตัสวรรค หรือ

สมควรที่ พุทธบริษัท "เถรวาท" สอบทาน แก้ไข ให้ตรง ตามหลักฐานชั้นต้นเดิมสุด ...เพื่อไม่ให้ เกิด "ปฏิรูป"


หมายเหตุ
เป็นไปได้อย่างไร ที่ พจนานุกรม ฯ ...เสนอเช่นนั้น
สมควร สอบทาน แก้ไขให้ ถูกต้องตรงตามหลักฐานชั้นต้นเดิมสุด คือ พระบาลีโรหิตัสวรรค

ขอแสดงความนับถือ


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 7 พ.ย. 50 22:44:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

เห็นด้วยกับคุณ เซนนะครับ คคห 40

จากคุณ : จักรแก้ว - [ 8 พ.ย. 50 07:03:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 50 09:47:00

จากคุณ : JitZungkabuai - [ 8 พ.ย. 50 09:26:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 43

ขอให้เข้าใจว่า ที่ผมเสนอ ฯ ..ไม่ใช่เป็นการ ลบหลู่ พจนานุกรม ฯ และหรือ ฯลฯ นะครับ

ทั้งนี้เพราะ ภิกษุสงสฆ์ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ถิ่นไหน นิกายไหน
...ไม่ว่าจะ ขานนาคแบบ เอสาหัง ฯ หรือ อุ กา สะ
..ต่าง เป็นพุทธบุตรของพระพุทะเจ้าพระองค์นี้
..มีเพส ฐาน สูงกว่า พุทธษริษัทอื่น "เพราะ บวชอุทิศ แก่ พระบรมศาสดา" และ เกิดใหม่ โดยธรรมคือ บุตรของพระตถาคต ....เข้าใจ นะครับ

ดังนั้น
ย่อมไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะ จาบจ้วง หรือลบหลู่ "เพส - ฐานะพุทธบุตร โดยธรรมะ" (ไม่ใช่ฐานะ ลูกชาวบ้านหรือ ฯลฯ )


แต่การ สอบทาน สอบสวน หลักธรรมะ ให้ เป็นอันไม่ วิวาทะกัน โดย ทิฏฐิ คือ สัมมาทิฏฐิ แบบหนึ่ง (สัมมาทิฏฐิ เนื่องกับ สุตมยปัญญา ที่ต้อง มาก่อน ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ ฯลฯ)

ในฐานะ ผู้รับใช้พระบาลีแปลไทย ทุกๆ สำนวนแปล แต่เลือกเฟ้นมาหนึ่ง ฯลฯ ..จึง มีความจำเป็นต้อง แสดงความเห็น เท่าที่ สติในสมาธิปัญญาสัมปชัญญะ (ธรรมสี่เกลอ แบบเซนเถรวาท)..เมื่อเห็นว่า อะไรๆ นั้น ไม่น่าจะตรงตาม หลักฐานชั้นพระพุทธวจนะ

สรุปว่า
อาโลกสัญญา ที่พจนานุกรมให้ความหมายนั้น ..ไม่เป้นการดีสเครดิท ท่านผู้แต่งพจนานุกรมแต่ประการใด

คุณูปการของท่าน มีอย่างไรบ้าง วิญญูชน + ปัญญาชน ที่ไม่เฉโก ย่อม ตระหนักได้ รวมทั้ง เซนเถรวาทด้วย
โปรดเข้าใจตามนี้

ดังนั้น
ใคร อ้างกรณีนี้ (กรณี อาโลกสัญยา ได้แก่ ...ตามพจนานุกรม)..ในลีลา หรือเจตนา โดยอ้อมในการ ดีสเครดิต ท่านผู้แต่งฯ โดยอ้าง สิ่งที่ผมเสนอ ในกระทู้นี้..กรุณาอย่าอ้างเช่นนั้น
เพราะผมไม่มีเจตนา ดีสเครดิต ท่านผู้แต่ง พจนานุกรมฯ

ท่านต้องรับผิดรับชอบในการกระทำของตนเอง ที่อนัตตา ครับ
หว่านพืชใด ผลย่อมต้องได้รับ
ดังที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า
กรรม(คือ เจตนา)นั้น ให้ผลแก่อัตตภาพที่กระทำ (เจตนาคือ)กรรม
วัตถุ (พื้นที่) อื่น หามีไม่
เพราะฉนั้นภิกษุผู้รู้ประจักษ์ซึ่ง ราคะ โทสะ โมหะ (ขั้นอนุสัยด้วยเด้อ)
กระทำวิชชา (คืออาสวักขยญาณ ไม่ใช่ วิชาธัมมกาย นะครับ) ให้เกิดขึ้นอยู่ (ขั้นโสดา สกิทาตา อนาคา)
ย่อมละ ทุคติ ทั้งหลายทั้งปวงได้ (จากความจำ)

โปรด กำหนดดังนี้
ขอแสดงความนับถือ

ผม


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 8 พ.ย. 50 10:40:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

สรุปว่า อาโลกสัญญา ใช้แก้ง่วงได้นะครับ
ตามหลักฐานในกระทู้ในลิงค์

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5997407/Y5997407.html

ซึ่งคุณจิตซังกาบ๊วยได้ตอบไว้ครับ


จากคุณ : ปล่อย - [ 8 พ.ย. 50 18:37:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

ดู
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5997407/Y5997407.html#21
คคห 21 ครับ


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 8 พ.ย. 50 21:29:05 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

คลิกเพื่อเลือก : โพสไฟล์ประกอบ / วาดภาพประกอบ / โพสคลิปวิดีโอ
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom