◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ส ถ า น ก า ร ณ์ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ก ร ะ แ ส ไ ส ย ศ า ส ต ร์ (บทที่ ๑ เราเป็นอย่างไร ตอนที่ ๔)

    .


    ส ถ า น ก า ร ณ์ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า     ก ร ะ แ ส ไ ส ย ศ า ส ตร์


                           พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)



                        บ ท ที่   1     “ เ ร า จ ะ ทำ อ ย่ า ง ไ ร ”


           ตอน 4   มีฤทธิ์มีเดช  เป็นได้แค่ผู้วิเศษ  
                        หมดกิเลส  จึงเป็นพระอรหันต์



                     หลักการที่ 2    คืออะไร  ในยุคพุทธกาลนั้น  คนเขาเชื่อว่าพระอรหันต์คือผู้วิเศษ  ผู้วิเศษคือผู้มีฤทธิ์  มีปาฏิหาริย์  ดลบันดาลทำอะไรต่าง ๆ ได้แปลก ๆ เหาะเหินเดินอากาศได้  มีหูทิพย์ ตาทิพย์  เพราะฉะนั้น เขาจะวัดกันว่า ใครเป็นพระอรหันต์ก็ต้องมีฤทธิ์เหล่านี้

                    จะเห็นได้ว่า  เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ  เสด็จออกประกาศพระศาสนา  จะเข้าไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาในเมืองราชคฤห์  ก็ทรงพิจารณาว่าจะต้องไปโปรดชฎิล  3  พี่น้องก่อน  เพราะว่าชฎิล  3  พี่น้องนั้นเป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองราชคฤห์  เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไป  ชฎิลที่พบก่อนก็คือ  อุรุเวลกัสสปะ  ซึ่งถือเอาอิทธิปาฏิหาริย์เป็นเครื่องวัดว่าถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ก็ไม่เป็นพระอรหันต์  ตอนแรกท่านอุรุเวลกัสสปะจึงคิดว่าพระพุทธเจ้าที่เสด็จมานี่ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา  เพราะเรามีฤทธิ์  จนกระทั่งเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นว่า พระองค์มีฤทธิ์  มีอิทธิปาฏิหาริย์เหนือวกว่าชฎิลเหล่านั้น  ชฎิลจึงยอมรับแล้วก็ยอมฟังธรรม

                    ตลอดมาเราจะเห็นเหตุการณ์ปรากฏอยู่เสมอว่า  คนอินเดียนั้นถือเอาอิทธิปาฏิหาริย์เป็นเกณฑ์ตัดสินความเป็นพระอรหันต์  เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนา พระองค์จึงต้องใช้อิทธิปาฏิหาริย์เพื่อปราบอิทธิปาฏิหาริย์บ่อย ๆ  และพระองค์ได้ตรัสหลักการในเรื่องนี้ว่า  ปาฏิหาริย์มี  3  อย่างคือ


                    1. อิ ท ธิ ป า ฏิ ห า ริ ย์     ปาฏิหาริย์คือการแสดงฤทธิ์ได้
                    2. อ า เ ท ศ น า ป า ฏิ ห า ริ ย์   ปาฏิหาริย์คือการดักใจ การทายใจ  รู้ความคิดของผู้อื่นได้
                    3. อ นุ ส า ส นี ป า ฏิ ห า ริ ย์    ปาฏิหาริย์คือคำสอนที่ให้เกิดปัญญารู้เห็นความจริง


                    แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า  เรารังเกียจอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทศนาปาฏิหาริย์  เราสรรเสริญแต่อนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้น
                   
                    นี้คือหลักการของพระพุทธศาสนา  เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า  แม้จะทรงมีอิทธิปาฏิหาริย์  ก็จะทรงใช้ฤทธิ์เฉพาะเมื่อทรงปราบฤทธิ์เท่านั้น  เรียกง่าย ๆ ว่าใช้ ฤทธิ์ปราบฤทธิ์  เมื่อใช้ฤทธิ์ปราบฤทธิ์เสร็จแล้วพระองค์ก็ไม่ใช้ฤทธิ์อีกเลย   คือทรงใช้ฤทธิ์เพื่อให้เขายอมฟังธรรม  เมื่อเขายอมแล้วต่อจากนั้นพระองค์ก็จะทรงแสดงต่อธรรมต่อ ๆ ไป  เช่น ทรงใช้ฤทธิ์ปราบชฏิล  3  พี่น้อง  พอปราบเสร็จแล้วเขายอมฟังพระองค์ก็เลิกใช้ฤทธิ์  ต่อจากนั้นก็ทรงแสดงธรรมสอนให้ชฏิลเกิดปัญญารู้ความจริงจนบรรลุธรรมสูงสุดด้วยตนเอง

                    ขอให้สังเกตว่า  พระพุทธเจ้าทั้งที่ทรงมีอิทธิปาฏิหาริย์มาก เก่งกว่าผู้วิเศษทั้งหลาย ทรงปราบชฏิลและเทพพรหมยักษ์ที่ฤทธิ์กล้าได้หมด  แต่พระองค์ไม่เคยยอมให้ชาวพุทธคนไปไปหวังพึ่งฤทธิ์ของพระองค์  ไม่ทรงดลบันดาลสิ่งปรารถนาให้แก่สาวกคนใด  ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น  จะต้องมีเหตุผลในเรื่องนี้

                    เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงรังเกียจอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทศนาปาฏิหาริย์

                    คิดดูง่าย ๆ ถ้าพระพุทธเจ้าทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์  คนทั้งหลายก็จะชื่อชมความเก่งกล้าสามารถของพระองค์  ซึ่งเขาเองทำอย่างนั้นไม่ได้  เมื่อเขาทำไม่ได้  เขาก็ต้องพึ่งพาอาศัยขึ้นต่อพระองค์เรื่อยไป  เอเขาคอยรอพึ่งพาอาศัย  เขาก็ปล่อยเวลาเสียไป  ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ  และโดยเฉพาะที่สำคัญคือไม่ได้พัฒนาตนเอง  เวลาผ่านไป  เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น

                    นอกจากนั้น  เขาไม่สามารถรู้ว่าฤทธิ์นั้นเกิดได้อย่างไร  ท่านผู้นั้นทำฤทธิ์ได้อย่างไร เขาก็อยู่กับความหลงเรื่อยไป  และจึงเป็นทางของการหลอกลวง  คนอื่นที่เป็นนักเล่นกลก็ได้ช่องตรงนี้และควรสังเกตด้วยว่า  คนจำนวนมากที่เข้ามาทางนี้จะมีสติฉุกใจฉุกคิดน้อยลง ๆ เมื่อเพลินหมกมุ่นไป  ก็ยิ่งไม่ใช้ปัญญา เห็นแปลก ๆ แผลง ๆ ดูน่าอัศจรรย์  ก็เชื่อก็นับถือ  ก็ตื่นกันไป  ยิ่งโน้มไปในทางที่จะสร้างนิสัยเห็นแก่ง่าย  ไม่ใช้ปัญญาแก้ปัญหา  ขาดความคิดวิจัย  ถูกหลอกลวง  และลุ่มหลงได้ง่าย  เมื่อเป็นอย่างนี้  ทั้งบุคคลและสังคมก็ยิ่งหมกจม  ไม่พัฒนา

                    พระพุทธเจ้าสอนคนให้พึ่งตนเองได้  ให้เขาพัฒนาตนเองจนเป็นอิสระ  ไม่ต้องขึ้นต่อพระองค์  

                    คนที่ชอบอิทธิปาฏิหาริย์จะต้องมาขึ้นกับผู้แสดงฤทธิ์เรื่อยไป  ไม่รู้จักพึ่งตนเอง ไม่พัฒนา  ไม่เป็นอิสระ  แต่ถ้าใช้อนุสาสนีปาฏิหาริย์ก็ทำให้เขาเกิดปัญญารู้เห็นความจริงด้วยตนเองและทำสิ่งนั้น ๆ ได้ด้วยตัวเขาเอง  แล้วเขาก็เป็นอิสระ  เขาพึ่งตนเองได้

                    แม้แต่ถ้าใครชอบอิทธิปาฏิหาริย์  พระพุทธศาสนาก็สอนให้เขาทำอิทธิปาฏิหาริย์นั้นให้ได้ด้วยตนเอง  ไม่ใช่ไปหวังพึ่งอิทธิปาฏิหาริย์ของคนอื่น  อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าต้องการให้คนมีปัญญาเห็นความจริง  อิทธิปาฏิหาริย์ไม่เป็นเครื่องหมายที่จะวัดความเป็นพระอรหันต์  คนที่มีอิทธิปาฏิหาริย์จะเรียกได้แค่ว่าเป็นผู้วิเศษ  ความเป็นผู้วิเศษไม่ทำให้เกิดปัญญารู้ธรรม  ไม่ทำให้หมดกิเลสหรือหมดความทุกข์ได้

                    หันมาดูสภาพในเมืองไทยปัจจุบันนี้  เรากำลังจะเอาเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์  หรือความเป็นผู้วิเศษมาเป็นเครื่องวัดความเป็นพระอริยะไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นสภาพที่จะต้องมาตรวจสอบทบทวนกันตามหลักการที่ 2


                   (อ่านตอนต่อไป)


    http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5836009/Y5836009.html
    http://redbooks.122mb.com/part/saiyas/saiyas-1-4.htm
    http://redbooks.122mb.com/part/saiyas/saiyas.htm
    http://redbooks.122mb.com/part/part.htm
    http://redbooks.122mb.com/index.htm

    แก้ไขเมื่อ 28 ก.ย. 50 11:54:06

    จากคุณ : redhores - [ 28 ก.ย. 50 07:13:29 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม