◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    จิตตภาวนาเป็นสิ่งที่ต้านทานความกลัวได้

    หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

    เทศน์อบรมฆราวาส

    ณ วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

    เมื่อเย็นวันที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

     วันนี้เป็นวันงานครบรอบท่านพ่อลีที่มรณภาพไปเป็นเวลากี่ปีลืมแล้ว วันนี้พี่น้องทั้งหลายได้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงท่านพ่อท่านที่ได้ล่วงลับไปแล้วเป็นเวลา ๔๕ ปีนี้ที่ท่านล่วงลับไปแล้ว วันนี้พี่น้องทั้งหลายได้มาทำบุญอุทิศถวายท่านเพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนเอง และทวยเทพเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลจากท่านทั้งหลายที่ได้มาบำเพ็ญในวันนี้และอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านเหล่านั้นได้รับทั่วถึงกัน

             ขณะนี้เป็นขณะที่ฟังเทศน์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราที่ทำงานอย่างอื่น นับตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่ค่อยมีเวลา จิตใจที่จะได้สนใจและจดจ่อต่ออรรถต่อธรรมต่อบุญต่อกุศล แต่วันนี้เป็นวันมงคล-มหามงคลแก่พี่น้องทั้งหลายที่จะได้ยินได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมเข้าสู่ใจ ธรรมเข้าสู่ใจมากน้อยเป็นความสงบร่มเย็น อย่างอื่นอย่างใด เข้าสู่ใจเป็นฟืนเป็นไฟเป็นความเดือดร้อน ไม่ได้เหมือนธรรมเข้าสู่ใจ ธรรมเข้าสู่ใจนี้ทำให้เป็นความสงบร่มเย็น แล้วแสดงความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาที่ใจของเรา ซึ่งธรรมได้เข้าสัมผัสสัมพันธ์ จึงขอบิณฑบาตพี่น้องทั้งหลายให้สนใจทางด้านอรรถธรรมเข้าสู่ใจเป็นอย่างมากกว่าที่เคยเป็นมา

             คำว่าธรรมๆนี้โลกทั้งหลายทราบกันมานมนาน แต่ธรรมที่จะเข้าสัมผัสจิตใจให้เป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์และตื่นเต้นขึ้นมาภายในใจของผู้บำเพ็ญ เฉพาะอย่างยิ่งจิตตภาวนานั้นมีน้อยมาก แทบจะว่าไม่มี ธรรมเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเจ้าของตลอดเวลา เพราะมีตั้งแต่ความเดือดร้อน ความคิดความปรุง ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย รังควานหรือราวีจิตใจตลอดเวลา จึงหาความสงบไม่ได้ ใจที่จะเป็นความสงบได้ต้องอาศัยธรรม คำว่าธรรมนั้นไม่มีธรรมใดที่จะยิ่งกว่าจิตตภาวนา

    คำว่าจิตตภาวนาคือส่งจิตหรือสติเข้าไปสู่ใจซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ ที่กิเลสผลิตขึ้นเป็นความรุ่มร้อนแก่สัตว์โลกทั่วดินแดน ไม่มีใครจะทำความสงบร่มเย็นได้ คือดับไฟกองนี้ได้นอกจากธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้นจะดับได้เป็นลำดับลำดา เราได้ทราบมาอย่างชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้น ท่านระงับดับไฟภายในจิตใจคือกิเลสตัณหาทั้งมวล ดับลงที่ใจด้วยจิตตภาวนาของพระองค์เองโดยเจริญอานาปานสติ คือกำหนดดูลมหายใจเข้าออกด้วยความมีสติ ในปฐมยามผลปรากฏขึ้นให้ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติย้อนหลังได้กี่ปีกี่เดือน กี่ภพกี่ชาติไปตั้งกัปตั้งกัลป์ พระองค์เคยเกิดแก่เจ็บตายหลายภพหลายชาติ สับสนปนเปกันในภพต่างๆ ไม่ซ้ำรอยกันมาเป็นเวลานาน

    ในคืนวันนั้นได้บรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรม พระญาณหยั่งทราบตลอดทั่วถึงในร่องรอยแห่งความเป็นมาของพระองค์เอง เกิดที่ใดๆ ๆ มีแต่ใจดวงนี้เป็นผู้ไปเกิด เป็นผู้ไปตาย ได้รับความทุกข์ความลำบากยากเย็นเข็นใจ แต่ไม่ทราบร่องรอยแห่งความเป็นมาของตน ก็ตะเกียกตะกายไปอย่างนั้น ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างนั้นด้วยกันทั้งนั้น แต่พระพุทธเจ้าเมื่อได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลัง คือตามร่องรอยแห่งความเป็นมาของพระองค์เองได้ ว่าเกิดในชาตินั้นภพนั้นๆ รวมจนไม่มีประมาณ นี่เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติคือร่องรอยแห่งความเกิดตายของตนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ความลำบากตลอดมา จนกระทั่งปัจจุบันในคืนวันนั้นทรงเกิดความสลดสังเวชในความเป็นมาแห่งจิตใจ สร้างความไม่ดีให้ตนเอง พระพุทธเจ้าท่านก็มีกิเลส มีทางที่จะสร้างความเสียหายคือบาปกรรมได้เช่นเดียวกับโลกทั่วๆ ไป

    ด้วยเหตุนี้การเกิดการตายของพระพุทธเจ้าจึงมีทั้งดีทั้งชั่วสับสนปนเปกันไป หลายภพหลายชาติหาประมาณไม่ได้ ทรงหยั่งทราบวิถีทางเดินหรือร่องรอยของพระองค์เองในคืนวันนั้น เกิดความสลดสังเวชเป็นอย่างมาก พอมัชฌิมยามก็ได้บรรลุธรรมถึงจุตูปปาตญาณ ทรงพิจารณารู้ความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายเช่นเดียวกับพระพุทธจ้าทรงทราบความเป็นมาของพระองค์ที่เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ พระองค์ทรงเล็งญาณดูความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายในแดนโลกธาตุนี้ ยิ่งมากมายก่ายกองเหลือที่จะนับจะประมาณ จนเกิดความสลดสังเวชอันดับที่สองอีกเช่นเดียวกัน จึงทรงประมวลเรื่องราวแห่งความเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งความเกิดของพระองค์เองและความเกิดของสัตว์โลกไม่มีประมาณ เกิดตายๆ อยู่อย่างนี้ตลอดมาหลายกัปนับกัลป์ไม่ถ้วน ทรงประมวลมาถึงสาเหตุแห่งความเกิดตายเหล่านี้เป็นเพราะอะไร จึงทำให้สัตว์ได้เกิดตายๆ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งเขาทั้งเรา ก็ทรงพิจารณาปัจจยการ

    คำว่าปัจจยการก็คือสิ่งที่หนุนให้เกิดให้ตายมาตลอดเวลานั้นมันคืออะไร ท่านจึงได้พิจารณาถึงว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ต้นเหตุแห่งความเกิดตายของสัตว์อยู่ตรงนี้ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา จนกระทั่งสุดท้ายของอวิชชานี้ว่า เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส, สมุทโย โหติ พาให้เกิดให้ตายนี้คือสมุทัย ได้แก่อวิชชานี้แลพาให้สัตว์เกิดสัตว์ตาย พระองค์ทรงพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังแห่งสาเหตุความเกิดของพระองค์โดยลำดับ จนกระทั่งทะลุเข้าไปถึงแดนเกิดแห่งภพชาติทั้งหลาย คืออวิชชา แล้วได้ตรัสรู้ธรรมได้แก่ถอนรากแก้ว คืออวิชชาอันเป็นรากเหง้าใหญ่หลวงที่พาให้สัตว์ทั้งหลายเกิดตายออกได้โดยสิ้นเชิง ในปัจฉิมยาของวันเพ็ญเดือนหก ได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาเพราะการพิจารณาเข้าถึงสาเหตุแห่งความเกิดตายของพระองค์และสัตว์ทั้งหลาย ลงที่ดวงใจ ซึ่งบรรจุอวิชชาพาให้เกิดให้ตายในเวลานั้นได้ถอนพรวดขึ้นมาโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ

    นั้นแลเป็นเวลาที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม คือรื้อภพรื้อชาติแห่งความเกิดตายของพระองค์ที่เกิดมากี่กัปกี่กัลป์ออกหมดโดยสิ้นเชิง ความรู้แจ้งแทงทะลุของจิตที่หลุดพ้นไปแล้วจากอวิชชานั้นเรียกว่าตรัสรู้ในคืนวันเดือนหกเพ็ญ จิตใจมีความสว่างไสวครอบโลกธาตุ เรียกว่าโลกวิทูรู้แจ้งโลก โลกนอกโลกใน โลกนรกอเวจี สวรรค์ชั้นพรหมถึงพระนิพพาน รู้รอบขอบชิดไปหมด ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับพระญาณหยั่งทราบของพระองค์เลย นี่เรียกว่าตรัสรู้ คือรู้แจ้งเห็นจริงในแหล่งแห่งสัตว์เกิดตาย คืออะไร พาให้เกิดให้ตาย ก็มาแจ้งชัดที่ตรัสรู้อวิชชาถอนพรวดออกหมด จากพระทัยแล้วก็เป็นอาโลโกอุทปาทิ พระทัยสว่างจ้าครอบโลกธาตุมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เลยไม่มีความสงสัย ถึงได้นำธรรมมาสอนโลก

    ธรรมที่พระองค์นำมาสอนโลกนั้นเป็นธรรมที่ออกจากความรู้แจ้งแทงทะลุ ไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับพอที่จะให้ลูบๆคลำๆ เป็นความรู้แจ้งจากพระทัยที่บริสุทธิ์ล้วนๆ นี่ละธรรมที่พระพุทธเจ้านำมาสอนโลกจึงเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ในนามแห่งธรรมท่านเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีปิดบังลี้ลับ ทรงแสดงในแง่ใดมุมใดเป็นสิ่งที่มีแล้ว มีอยู่แล้ว ประจักษ์พระญาณหยั่งทราบของพระองค์แล้วนำมาสั่งสอนโลก ให้เชื่อตามความจริงที่พระญาณทรงหยั่งทราบไว้แล้วทุกแง่ทุกมุม ดังที่ว่าบาปมี ทรงหยั่งทราบด้วยพระทัยถนัดชัดเจนเรียบร้อยแล้ว ว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี เปรตผีประเภทต่างๆ ทั่วแดนโลกธาตุนี้มี พรหมโลกมี นิพพานมี

    คำที่ว่ามีๆ เหล่านี้เป็นหลักความจริงล้วนๆ จากพระทัยที่ทรงพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงหมดแล้ว จึงมาสั่งสอนสัตว์โลก สิ่งใดที่เป็นฝ่ายต่ำ ฝ่ายเสียหายฝ่ายบาปฝ่ายกรรมมาสอนโลกให้พากันระมัดระวัง อย่าพากันขวนขวาย อย่าพากันพออกพอใจและกระทำในสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายเหล่านั้น สิ่งไม่ดีทั้งหลายเมื่อทำลงไปแล้วก็จะเป็นบาปเป็นกรรมขึ้นมาที่จิตใจ จิตใจจะเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมจากบาปทั้งหลายที่ตนทำมามากน้อยนั้นแล นี่ทรงสอนทรงแนะนำอย่าพากันทำบาป ทางแห่งบาปนี่เป็นทางต่ำเสมอไป จนกระทั่งถึงลงนรกอเวจีได้ เรียกว่าทางต่ำสุดของสัตว์โลกที่สร้างบาปสร้างกรรมมากมายก่ายกอง เพราะไม่หยุดหย่อนในการสร้างความชั่วช้าลามก ตกไปลงนรกอเวจีได้ เพราะมันมากต่อมาก นี่พระองค์ก็ทรงสอนไว้แล้วอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน

    แล้วว่าสวรรค์มีท่านก็สอนให้บำเพ็ญคุณงามความดี อันเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เป็นทางเดินด้วยความราบรื่นดีงามในภพต่างๆ ตั้งแต่ภพมนุษย์ ไปถึงภพเทวดา อินทร์ พรหมตลอดไป ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นทางที่ถูกที่ดีจากการบำเพ็ญคุณงามความดี มีการให้ทานรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ผลที่ทำความดีทั้งหลายเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ใจ และหนุนใจให้ไปเกิดในสถานที่ดี คติที่เหมาะสมทุกภพทุกชาติไป นี่ท่านก็สอนให้รู้อย่างชัดเจนอย่างนี้ บุญกุศลที่เราสร้างมานี้มีมากเท่าไรก็หนุนผู้บำเพ็ญนั้นแล ให้ไปสูงขึ้นโดยลำดับๆ สุดท้ายบุญกุศลพอตัวแล้วก็หนุนขึ้นให้ถึงพระนิพพาน

    เมื่อถึงพระนิพพานแล้วก็เรียกว่าหมดภพหมดชาติ ความเกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์ยากลำบากหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ เพราะการสร้างบุญสร้างกุศลของเราเป็นสิ่งที่ชะล้างสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นให้หมดไป นี่พระองค์ก็ทรงสอนไว้แล้วโดยถูกต้อง เราเป็นลูกชาวพุทธอย่าพากันดื้อด้านหาญทำในสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไว้แล้ว ว่าไม่ให้ทำ อย่าเข้าใจว่าเป็นของดิบของดีแล้วขวนขวายสร้างแต่สิ่งชั่วช้าลามก จะเป็นเคราะห์เป็นกรรมมาสู่ตัวเองนั้นแหละ กรรมดีเราทำแล้วผลดีเป็นของเรา กรรมชั่วเราทำลงไปแล้วผลชั่วก็เป็นของเรา

    จากคุณ : Mr.Terran - [ 25 ก.ค. 50 22:05:59 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม