◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ประกาศ แก่เทพยเจ้าทั้งหลาย อันมีมหหิทธิฤทธิ์ และ ทิพจักขุ ทิพโสตซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศ จงเป็นทิพพยาน"

    พม่ามอญ แตกแก่ไทยใหญ่ โดยไทยใหญ่ทั้งปวง ยกลงไป เมืองพระพิษณุโลก สมเด็จพระนเรศวรทรงให้ม้าเร็วไปบอกแก่หลวงโกษา และ ลูก ขุนอันอยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกว่า ไทยใหญ่หนีมานั้นเกลือกจะไปเมืองอื่นให้แต่ง  พลออกอายัด ด่านเพชรบูรณ์ เมืองนครไทย ชาตการ แสนเซา ให้มั่นคงไว้อย่า ให้ไทย ใหญ่ออกไปรอด หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงก็ปฏิบัติตาม  รับสั่ง เมื่อฝ่ายไทยใหญ่ พาครอบครัวตรงเข้ามาเมืองพระพิษณุโลก ก็รับพิทักษ์รักษาไว้ นันทสู กับราชสังครำ มีหนังสือมาให้ส่งไทยใหญ่ หลวงโกษา กับลูกขุนก็มิได้ส่ง ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร ได้ยกพยุหแสนยากรไปถึงเมืองแครง ณ วันพฤหัสบดีขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ เจ้าเมืองแครง นามซักแซกยกถ่าง ได้ให้ปลัดเมือง ออกไปทูลขอเชิญเสด็จ พักพลอยู่นอกเมืองแครง ก่อน จึงทรงพักพลอยู่ใกล้อารามของพระมหาเถรคันฉ่องแล้วตรัสให้ข่าวไปถึงพระเจ้า หงสาวดีว่า ทรงยกทัพมาถึงเมืองแครงแล้ว พระเจ้าหงสาวดี ทรงสะใจที่แผนการ สมคิด จึงจัดให้กองทัพหมื่นหนึ่งออกไปซุ่มไว้ ต่อทางสมเด็จพระนเรศวร จะเสด็จนำ ทัพขึ้นมาระยะทางไกลเมืองหงสาวดีที่ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันแล้วตรัส ให้พระยา เกียรติ พระยาพระราม ลงไปรับถ้าพระนเรศวรยกล่วงขึ้น มาแล้ว ทัพหงสาวดี จะยก ทัพหลวงออกตีด้านหน้าให้พระยาเกียรติ พระยาพระราม เอากองทัพตี กระหนาบ หลัง จับสมเด็จพระนเรศวรประหารชีวิตให้ จงได้เมืองหงสาวดีจะเป็นอิสรภาพ ไพศาล กว่าพระนครทั้งปวง เมื่อสิ้นผู้กล้าหาญชาญปรีชาเช่นสมเด็จ พระนเรศวรพระองค์นี้ รับพระดำรัสแล้วสอง พระยาก็ยกทัพไปยังเมืองแครง ทูลสมเด็จพระนเรศวรว่า พระเจ้าหงสาวดี ให้มารับเสด็จขึ้นไปทูลเท่านั้นแล้วทั้งสอง ก็ถวายบังคมลาไป นมัสการ พระมหาเถรคันฉ่อง ผู้เป็นอาจารย์แจ้งเรื่องซึ่งพระเจ้าหงสาวดีทำการทั้งปวง เพื่อประหารพระนเรศวรให้พระมหาเถรคันฉ่องทราบทุกประการ พระมหา เถรคันฉ่อง แจ้งดังนั้นให้มีใจกรุณาแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นที่ยิ่งด้วยมิได้ทรงทำผิดใดประกอบ
    กับด้วยพระราชกฤษฏาภินิหารบารมี สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า จะได้บำรุง พระบวร พุทธศาสนา อาณาประชาราษฏรให้ถาวรวัฒนาการสืบไป ทำให้พระมหา เถรคันฉ่อง นำพระยาเกียรติ พระยาพระรามเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรในตอนค่ำ ถวายพระพร "พระยาเกียรติ พระยาพระราม เป็นสานุศิษย์มาบอกว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดการ ประทุษร้ายต่อพระองค์ ทรงวางอุบายให้นำทัพมาเพื่อจับพระองค์ประหารชีวิต จึงขอถวายพระพร ให้ทรงทราบ" สมเด็จพระนเรศวรตรัสถามสองพระยาต่อหน้าพระมหาเถรคันฉ่องถึงเหตุผลของ
    พระเจ้าหงสาวดีทั้งสองก็กราบ ทูลความ ตามพระเจ้าหงสาวดีคิดและสั่งทุกประการ ทำให้พระองค์ทรงน้อยพระทัยตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้าเมตตา บอกเหตุการณ์ แก่ข้าพเจ้าทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ อันพระผู้เป็นเจ้าจะอยู่ใน เมืองมอญนี้พระเจ้า หงสาวดีแจ้งอันตรายก็จะมีเป็นมั่นคง ข้าพเจ้า จะนำพระผู้เป็นเจ้ากับพระยาเกียรติ พระยาพระรามและญาติโยมทั้งปวงลงไปอยู่ ณ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา จะได้ กระทำ ปฏการสนองคุณพระผู้เป็นเจ้า และปลูกเลี้ยงพระยาเกียรติ พระยาพระรามด้วย จะเป็นประการใด" พระมหาเถรคันฉ่อง กับสองพระยา ก็ยินยอมพร้อม โดยพระราช บริหาร  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสแก่มุขมาตยาโยธาหาญทั้งปวง    "เราหาความผิด มิได้ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดร้ายต่อเราก่อนนั้น อันแผ่นดินพระมหานครศรีอยุธยา กับแผ่นดินหงสาวดีขาดจากทางพระราชไมตรีกัน เพราะเป็นอกุศลกรรมนิยม สำหรับ ที่จะให้ สมณพราหมณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อน" แล้วพระหัตถ์ ก็ทรง พระสุวรรณภิคาร หลั่ง อุทกธาราลงเหนือพื้นพสุธาดลออก พระโอษฐ์ตรัส ประกาศ แก่เทพยเจ้าทั้งหลาย อันมีมหหิทธิฤทธิ์ และ ทิพจักขุ ทิพโสตซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศ จงเป็นทิพพยาน"ด้วยพระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่โดย คลองสุจริตมิตรภาพ ขัตติย ประเพณีเสียสามัคคีรสธรรม  ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำภยันตราย แก่เรา ตั้งแต่ วันนี้ไปกรุงพระมหานครศรีอยุธยากับเมืองหงสาวดีมิได้เป็นสุวรรณปัฐพีเดียว  ดุจหนึ่งแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้ไปตราบเท่ากัลปาวสาน"  (เหตุการณครั้งนี้ ใน ประวัติศาสตร์ไทยระบุว่า  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงหลั่งพระสิโนทกประกาศอิสรภาพ มีการสร้าง อนุสาวรีย์ ระหว่างหลั่งพระสิโนทก จากพระสุวรรณภิคารในพระหัตถ์ด้วย)  หลังจากมีพระราชบริหารประกาศเป็นฉินทภาคอุภัยพระมหานครเสร็จแล้วก็มี
    พระราชโองการตรัสสั่ง  ท้าวพระยามุกมนตรีทั้งปวง เป็นการต่อมา "เราจะยกกลับ ไปพระนครครั้งนี้ จะพาพระมหาเถรคันฉ่องและญาติโยมกับพระยา  พระราม พระเกียรติไป แล้วจะตีกวาดตรัวรามัญเมืองรายทางไปด้วย" ครั้นวันศุกร์ แรม ๓ ค่ำเดือน ๖ เพลา ๑๑ ทุ่มให้เอา พระคชาธารเข้าเทียบเกย  บัดดลทอดพระเนตร เห็น บรมสารีริกธาตุเสด็จปาฏิหาริย์เป็นดวงโคมสว่างนวล เท่าผลมะพร้าวปอก แล้ว จากปัจฉิมทิศผ่านพระคชาธารไปทางบุรพทิศ น่าอัศจรรย์ จึงเสด็จพยุหยาตราทัพ ออกจากเมืองแครง พระมหาเถรคันฉ่อง  พระยาเกียรติ และญาติโยม ก็โดยเสด็จ พร้อมพรั่ง ฝ่ายนายทัพนายกองต่าง ๆ แยกย้ายกันตีครัวรายทาง มาได้ประมาณ หมื่นเศษ ครั้นถึงฝั่งแม่น้ำสโตง ก็ให้เที่ยวเก็บเรือ หาไม้ผูกพ่วงแพ เร่งข้ามครอบครัว รี้พลช้างม้าถึงฟากสิ้นแล้วให้เผาเรือทำลายแพจน  หมดไม่เหลือทรากให้ใช้ต่อไปได้ พระเจ้าหงสาวดี พอทราบเรื่องก็ให้พระมหาอุปราชาถือพลแสนหนึ่ง มีสุรกำมา เป็น กองหน้า  ยกตามพระนเรศวรถึงแม่น้ำสโตงฟากหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวร ทรงให้ นายทัพนายกองนำพระมหาเถรคันฉ่องกับครอบครัวรีบ  ยกไปก่อน ส่วนพระองค์กับ ทหารลำลองหมื่นห้าพันรออยู่ริมฝั่ง ทอดพระเนครเห็นสุรกำมาเป็นกองหน้า ใส่เสี้อ แดงยืนช้างอยู่ อีกฝั่ง  สมเด็จพระนเรศวร จึงทรงพระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ เล็งยิงไปต้องสุรกำมา ตายตกจากคอช้าง รี้พล

    จากคุณ : maneomicz - [ 12 ก.ค. 50 11:08:37 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม