◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    --->>> มหาสติปัฏฐานสูตร (๒) : พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

    กัณฑ์ที่ ๔๔
    มหาสติปัฏฐานสูตร
    ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๗


    นโม  ตสฺส  ถควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
    นโม  ตสฺส  ถควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
    นโม  ตสฺส  ถควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ


    กถญฺจ  ภิกฺขเว  ภิกขฺ  จิตฺเต  จิตฺตานุปสฺสี  วิหรติ.  อิธ ภิกฺขเว ภิกขฺ  สราคํ  วา  จิตฺตํ  สราคํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  วีตราคํ วา จิตฺตํ  วีตราคํ  จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สโทสํ  วา  จิตฺตํ  สโทสํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ  วีตโทสํ  วา  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  สโมหํ  วา จิตฺตํ  สโมหํ  จิตฺตนฺติ  ปาชานาติ  วีตโมหํ  วา จิตฺตํ  วีตโมหํ จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  สงฺขิตฺตํ  วา   จิตฺตํ  สงฺขิตฺตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  วิกฺขิตฺตํ  วา  จิตฺตํ  วิกฺขิตฺตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  มหคฺคตํ วา  จิตฺตํ  มหคฺคตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  อมหคฺคตํ วา  จิตฺตํ  อมหคฺคตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  สอุตฺตรํ  วา  จิตฺตํ  สอุตฺตรํ  จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อนุตฺตรํ  วา  จิตฺตํ   อนุตฺตรํ   จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  สมหิตํ  วา  จิตฺตํ  สมาหิตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  อสมาหิตํ  วา  จิตฺตํ   อสมาหิตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  วิมุตฺตํ  วา  จิตฺตํ  วิมุตฺตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  อวิมุตตํ   วา  จิตฺตํ  อวิมุตตํ  จิตฺตนฺติ  ปชานาติ.  อิติ  อชฺฌตฺตํ  วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี  วิหรติ  พหิทฺธา  วา  จิตฺเต  จิตฺตานุปสฺสี  วิหรติ  อชฺฌตฺตพหิทฺธา  วา  จิตฺตานุปสฺสี  วิหรติ.  สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี  วา  จิตฺตสฺมึ  วิหรติ. วยธมฺมานุปสฺสี วาจิตฺตสฺมึ วหรติ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วาจิตฺตสมึ วิหรติ  อตฺถิ  จิตฺตนฺติ วา  ปนฺสส สติ  ปจฺจุปฏฐิตา  โหติ  ยาวเทว  ญาณมตฺตาย  ปติสฺสติมตฺตาย  อนิสฺสิโต  จ วิหรติ  น  จ  กิญฺจิ  โลเก  อุ-ปาทิยติ.  เอวํ  โข  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  จิตฺเต  จิตฺตานุปสฺสี  วิหรตีติ. ฯ




    ณ  บัดนี้  อาตมภาพจักแสดงใน มหาสติปัฏฐานสูตร  ที่แสดงไปแล้วนั้น  โดยอุเทศทวาร  ปฏิเทศทวาร  แสดงในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นอุเทศทวารนั้น  ตามวาระพระบาลีว่า  เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย  แค่นี้ จบอุเทศทวารของมหาสติปัฏฐานสูตร



    แปลภาษาบาลีว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อยํ มคฺโค อันว่าหนทางนี้ เอกายโน  เป็นเอก  เอกายโน อยํ ภิกฺขเว หนทางนี้เป็น หนทางเอก ไม่มีสองแพร่ง เป็นหนทางเดียวแท้ๆ หนทางหนึ่งแท้ๆ


    เอกนะ คือหนึ่ง เอโก ทฺวิ ติ จตุปญฺจ เหล่านี้ เอโก เขาแปลว่า หนึ่ง หนทางนี้เป็นหนึ่งไม่มีสองต่อไป

    สตฺตาน ํวิสุทฺธิยา  ความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย  เพื่อความล่วงเสียซึ่งโศก ความแห้งใจ ความปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ


    ทุกฺขโมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย เพื่ออัสดงคต หมดไปแห่งเหล่าทุกข์โทมนัส ญายสฺสอธิคมาย  


    เพื่อบรรลุซึ่งญาณ นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย  เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่แสดงดังนี้เพียงเท่านี้ เรียกว่า อุเทศทวาร จักได้แสดงเป็นปฏินิเทศทวารสืบต่อไป



    กตเม จตฺตาโร ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา นี้คือ สติปัฏฐานสี่ กตเม จตฺตาโร สติปฺฏฐานา สติปัฏฐาน ๔ นี่คืออะไร


    สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้างล่ะ

    อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี   สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย  โลเก   อภิชฌาโทมนสฺสํ เวทนาสุ  เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี  สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย   โลเก   อภิชฺฌาโทมนสฺสํ   จิตฺเต   จิตฺตานุปสฺสี   วิหรติ  อาตาปี  สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย  โลเก   อภิชฺฌาโทมนสฺสํ  ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี  สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย  โลเก   อภิชฺฌาโทมนสฺสํ สี่อย่างนี้เรียกว่าปฏินิเทศทวาร


    อุเทศทวารแสดงแล้ว อีกสองนี้เป็นปฏินิเทศทวาร อุเทศน่ะแสดงออกเป็นหนึ่งทีเดียว ปฏินิเทศนั้นแสดงออกไปเป็นสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม


    แปลภาษาบาลีว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า เห็นกายในกายเนืองๆ นั้นเป็นไฉนเล่า


    อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้ เห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ อ้ายนี้ต้องคอยจำนะ เห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ ถ้าเห็นเข้าแล้วทำให้ อาตาปี เพียรเทียวเพียรให้เห็นอยู่เสมอนั้นไม่เผลอทีเดียว


    อาตาปี สมฺปชาโน รู้รอบคอบอยู่ เพียรแล้วก็รู้รอบคอบ สติมา มีสติด้วยไม่เผลอ รู้รอบคอบไม่เผลอ วิเนยฺย โลเก โทมนสฺสํ คอยกำจัด อภิชฌา ความเพ่งเฉพาะอยากได้และความโทมนัสเสียใจที่ไม่ได้สมบัติ นำอภิชฌาโทนัสในโลกออกเสีย อย่าเพ่งเฉพาะเสียใจ เพราะอยากได้แล้วไม่สมหวัง มันจะทำกายในกายให้เสื่อมไปเสีย


    อภิฌชา สำคัญนัก เพ่งเฉพาะอยากได้ เมื่อไม่ได้มันก็เสียใจเพราะไม่สมหวัง ไอ้ดีใจเสียใจนี่แหละอย่าให้เล็ดลอดเข้าไปได้ทีเดียว


    -->>  เมื่อเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่แล้ว อาตาปี มีความเพียรเร่งเร้าทีเดียว มีความรู้รอบคอบประกอบด้วยสติมั่น ไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว วิเนยฺย โลเก อภิชฌณาโทมนสฺสํ

    นำอภิชฌา และโทมนัสในโลกออกเสียได้ นี่ข้อต้น



    -->>  ข้อที่สองคือ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสึ เห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆอยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้รอบคอบ มีสติ มั่ นไม่ฟั่นเฟือน

    นำอภิชฺณาโทมนัสในโลกออกเสีย ไม่ให้ลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่ส่วนเวทนา  จิตฺเต   จิตฺตานุปสฺสี   วิหรติ  อาตาปี  สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย  โลเก   อภิชฺฌาโทมนสฺสํ  



    -->>  เห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติไม่พลั้งเผลอ

    นำอภิชฺฌาในโลกนี้ออกเสียได้ อย่าให้ความยินดียินร้ายมันเล็ดลอดเข้าไปได้  นี่เป็นข้อสาม



    -->>  ข้อที่สี่ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี  สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย  โลเก   อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ เมื่อเห็นแล้ว ให้มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือนกำ

    จัดอภิชฺฌาโทมนัสในโลกนี้เสียได้  สี่ข้อนี้แหละเรียกว่า ปฏินิเทศทวาร กาย เวทนา จิต ธรรม เห็นกายในกายอยู่ เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ เห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ เห็นธรรมในธรรมอยู่ นี่ให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสอนต่อไปเป็นลำดับ




    เห็นกายในกาย นี่เห็นอย่างไร เห็นกายในกายนั่นเหมือนกับนอนฝันนั่นแหละ เห็นชัดๆ อย่างนั้นนะ เห็นกายในกายก็เห็นกายมนุษย์ละเอียดเท่ากายมนุษย์นี้แหละ นอนฝันในกายมนุษย์นี่ต่อไป ทำหน้าที่ไป ผู้เห็นกายในกายก็คือกายมนุษย์ละเอียดนั่นเอง


    เห็นเวทนาในเวทนา ล่ะ มนุษย์นี่มันก็มีเวทนาเหมือนกัน  เห็นนี่ ไม่ได้พูดรู้ นี่ เวทนาในเวทนานั่น เป็นอย่างไรล่ะ สุข กายนั้นเป็นสุข ก็เห็นเป็นสุข กายนั้นเป็นทุกข์ ก็กายละเอียดนั่นแหละที่เห็นนั่นแหละ กายนั้นเป็นทุกข์ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ เมื่อกายนั้นไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เห็นว่าไม่สุข ไม่ทุกข์ เห็นชัดๆ อย่างนี้


    เห็นจิตในจิต ล่ะ ลึกนี่เห็นจิตได้หรือ เห็นจิตได้หรือ ไม่ใช่เห็นง่ายๆนี่ จิตเป็นดวง นี่ เท่าดวงตาดำข้างนอกนี่แหละ เท่าดวงตาดำของตัวทุกคนๆ นั่นแหละ ดวงจิต เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ถ้าเห็นอย่างนี้ไม่หลับ เป็นประธาน เห็นกายในกายชัดๆ ก็เห็นกายละเอียดนั่น



    เห็นเวทนาในเวทนา เห็นกายแล้วก็เห็นเวทนา เวทนาเพราะใจกำหนดอยู่ที่จะดูกายเห็นกายนะ ต้องกำหนดอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ เมื่ออยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ละก็นั่นแหละ ตาเห็นกาย ก็เห็นอยู่ในกลางกายมนุษย์นั่นแหละ เห็นเวทนาล่ะ เป็นอย่างไรล่ะ เห็นสุขเป็นดวงกลมใสอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เห็นสุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เห็นชัดๆ เป็นดวง อยู่กลางกายมนุษย์นั้นแหละ เวทนาของกายมนุษย์นี้เป็นเวทนานอก เวทนาของกายมนุษย์ละเอียดเป็นเวทนาของกายมนุษย์ละเอียดละเอียดข้างใน นั่นแหละเวทนาในเวทนา



    เห็นจิตในจิตล่ะ ดวงจิต ก็เห็นดวงจิตของกายละเอียดนั่น เห็นดวงจิตเท่าดวงตาดำข้างนอก เห็นดวงจิตมั่นอยู่ในกลางดวงจิตนี่แหละ อยู่ในกลางดวงจิตมนุษย์หยาบนี่แหละ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดมันก็ไปเห็นดวงจิตของกายมนุษย์ละเอียดนั่น นี่เห็นจิตในจิต



    เห็นธรรมในธรรมล่ะ ดวงธรรม  ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบมันมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนั่น พอไปเห็นกายละเอียด มันก็เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่น ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เป็นธรรมข้างใน ดวงธรรมทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนี่เป็นดวงธรรมข้างนอก เห็นจริงอย่างนี่นะ วัดปากน้ำเขาเห็นกันจริงๆ อย่างนี้ไม่ใช่เห็นเล่นๆ



    นี่ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นจริงๆอย่างนี้ นี่ๆอุเทศทวารแล้วก็เห็นอย่างนี้เรื่อยๆ ขึ้นไป กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม  วัดปากน้ำเห็นเข้าไปตั้ง ๑๘ กายนั่นแน่ะ เห็นเข้าไปอย่างนี้แหละ ๑๘ กายชัดๆ ทีเดียว ชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ใช่พอดีพอร้ายหละ เห็นชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ชัดแต่ว่าเห็นหละ


    ถ้าว่าสนใจจริงๆ ก็เห็นจริงๆเห็นจริงๆอย่างนี้ เมื่อเห็นจริงๆเป็นจริงๆอย่างนี้แล้วละก็ ตำราบอกไว่ตรงๆอย่างนี้แล้วมันก็ถูกตำรับตำราทีเดียว แล้วจะได้แสดง ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ต่อไปอีก คัมภีร์นิเทศทวารต่อไป

     
     

    จากคุณ : สมถะ - [ 21 มิ.ย. 50 09:23:14 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม