◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ธรรม ๒

    ธรรม ๒

         หมวดหนึ่ง คือ
             ๑. รูปธรรม ได้แก่ รูปขันธ์ทั้งหมด
             ๒. อรูปธรรม ได้แก่ นามขันธ์ ๔ และนิพพาน

         อีกหมวดหนึ่ง คือ
             ๑. โลกียธรรม ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก
             ๒. โลกุตตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

         อีกหมวดหนึ่ง คือ
             ๑. สังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด
             ๒. อสังขตธรรม ธรรมที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้แก่ นิพพาน


    อ้างจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
    พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)



    ************************************************************


    อรูปธรรม ได้แก่ นามขันธ์ ๔ และนิพพาน

    อ้างจาก

    [๗๐๕] ธรรมเป็นรูป เป็นไฉน?
                มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นรูป.
                ธรรมไม่เป็นรูป เป็นไฉน?
                เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรม
    ไม่เป็นรูป.


    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔
    พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑
    ธรรมสังคณีปกรณ์


    **************************************************************

    กรณีอ้าง ..........

    [๒๒๗] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๒ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น
    เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล
    พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น การที่
    พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อ
    ความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
    เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรม ๒ เป็นไฉน
    นามและรูป ๑
    อวิชชาและภวตัณหา ๑
    ภวทิฐิและวิภวทิฐิ ๑

    ...............ฯลฯ

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑
    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
    ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
    สังคีติสูตร (๓๓)


    **************************************************************

    อรรถกถา
    ว่าด้วยธรรมหมวด ๒              

                  ครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดหนึ่ง ดังกล่าวมานี้แล้ว บัดนี้ พระเถระได้เริ่มเทศนาต่อไป เพื่อแสดงด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง.
                  ในธรรมหมวดสอง คือ นามรูป นั้น นามได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน ๑.
                  บรรดาธรรมเหล่านี้ ขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป.
                  คำว่า ด้วยอรรถว่าน้อมไป หมายความว่า ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ. เหมือนอย่างว่า พระเจ้ามหาสมมตมีพระนามว่า "มหาสมมต" ก็เพราะมหาชนสมมติ (ยกย่อง, หมายรู้พร้อมกันขึ้น) หรือเหมือนอย่างพ่อแม่ตั้งชื่อให้เป็นที่กำหนดหมายแก่บุตร อย่างนี้ว่า "คนนี้ชื่อดิศ คนนี้ชื่อบุส" หรือเหมือนอย่างชื่อที่ได้มาโดยคุณสมบัติว่า "พระธรรมกถึก พระวินัยธร" ดังนี้ฉันใด ขันธ์ทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นจะได้ชื่อฉันนั้น หามิได้.
                  แท้จริง เวทนาเป็นต้นย่อมมีชื่อของตนเกิดขึ้น (เอง) เหมือนมหาปฐพีเป็นต้น. เมื่อขันธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชื่อของขันธ์เหล่านั้นก็เป็นอันเกิดขึ้นด้วยทีเดียว. เพราะไม่มีใครที่จะมากล่าวกับเวทนาที่เกิดขึ้นว่า "เจ้าจงชื่อว่าเวทนา" และธุระที่จะต้องตั้งชื่อแก่เวทนานั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็หามีไม่.
                  เหมือนอย่างเมื่อแผ่นดินเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า เจ้าจงชื่อแผ่นดิน เมื่อจักรวาล เขาพระสุเมรุ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวนักษัตรเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อจักรวาล ฯลฯ เจ้าจงชื่อนักษัตร" ชื่อเป็นอันเกิดขึ้นทีเดียว ตกลงเป็นบัญญัติที่เกิดขึ้นได้เองฉันใด
                  เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อเวทนา" เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นอันเกิด มีชื่อว่าเวทนาเลยทีเดียวฉันนั้น. แม้สัญญาเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้.
                  เวทนาแม้ในอดีต ก็คงชื่อว่า เวทนา. สัญญา สังขาร วิญญาณ ในอดีต แม้ในอนาคต แม้ในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า สัญญา สังขาร วิญญาณเช่นเดียวกัน.
                  อนึ่ง นิพพาน ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า นิพพาน ทุกเมื่อไปแล.
                  ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ ด้วยประการดังนี้.

                  อนึ่ง ขันธ์ ๔ ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ก็ชื่อว่านาม แม้ด้วยอรรถว่าน้อมไป เพราะขันธ์เหล่านั้นย่อมมุ่งหน้าน้อมไปในอารมณ์. แม้สิ่งทั้งปวงก็ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป. ขันธ์ ๔ ย่อมยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์. นิพพานย่อมยังธรรมอันไม่มีโทษให้น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นใหญ่ในอารมณ์.
                  คำว่า รูป หมายถึง มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔. ทั้งหมดนั้นชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าต้องย่อยยับไป. คำบรรยายโดยละเอียดสำหรับรูปนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคปกรณ์.



    ***************************************************************


    อนึ่ง นิพพาน ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า นิพพาน ทุกเมื่อไปแล.
                  ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ ด้วยประการดังนี้.



    มีหลักฐานจากพระบาลีีดังนี้ .............


    1) สัญญาสูตร

                [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่
    เธอทั้งหลาย ฯลฯ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ
    ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนิจจสัญญาอยู่เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้
    แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนัตตสัญญา
    ฯลฯ จักเจริญอสุภสัญญา ฯลฯ  จักเจริญอาทีนวสัญญา ฯลฯ จักเจริญปหาน-
    *สัญญา ฯลฯ จักเจริญวิราคสัญญา ฯลฯ จักเจริญนิโรธสัญญาอยู่ เพียงใด
    ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และ
    ภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย
    ก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯลฯ


    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓
    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
    อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต


    2) [๖๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนิโรธสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึดถือ
    เหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี เมื่อนิโรธสัญญา อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว
    อย่างไร พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึด
    ถือเหลืออยู่ เป็นพระอานาคามี? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
    อันสหรคตด้วยนิโรธสัญญา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ
    ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยนิโรธสัญญา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
    น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนิโรธสัญญา อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้แล กระทำ
    ให้มากแล้วอย่างนี้ พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือ
    เมื่อยังมีความยึดถือเหลืออยู่ เป็นพระอานาคามี


    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙
    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
    สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

    3) [๓๓๓] สัญญา ๗ อย่าง
                             ๑. อนิจจสัญญา       [กำหนดหมายความไม่เที่ยง]
                             ๒. อนัตตสัญญา     [กำหนดหมายเป็นอนัตตา]
                             ๓. อสุภสัญญา       [กำหนดหมายความไม่งาม]
                             ๔. อาทีนวสัญญา   [กำหนดหมายโทษ]
                             ๕. ปหานสัญญา     [กำหนดหมายเพื่อละ]
                             ๖. วิราคสัญญา       [กำหนดหมายวิราคะ]
                             ๗. นิโรธสัญญา       [กำหนดหมายนิโรธ]


    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑
    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
    ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
    สังคีติสูตร


    4) [๓๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ ย่อมเป็นไปใน
    ส่วนแห่งวิชชา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกข-
    *สัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ปหานสัญญา ๑ วิราคสัญญา ๑ นิโรธสัญญา ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ฯ


    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒
    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
    อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
    วิชชาภาคิยสูตร


    5)  [๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่าง
    นี้ว่า จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยสิ่งสมควรแก่บรรพชา อกุศล
    ธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่รัดรึงจิตตั้งอยู่ จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้
    รับอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยอนัตต
    สัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยอสุภสัญญา จิตของพวกเรา
    จักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยอาทีนวสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตรู้ความ
    ประพฤติชอบ และความประพฤติไม่ชอบของสัตวโลกแล้ว ได้รับอบรมด้วยสัญญา
    นั้น จิตของพวกเราจักเป็นจิตรู้ความเจริญและความเสื่อมของสัตวโลกแล้ว ได้รับ
    อบรมด้วยสัญญานั้น จิตของพวกเราจักเป็นจิตรู้ความเกิดและความดับแห่งสังขาร
    โลกแล้วได้รับอบรมด้วยสัญญานั้น จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วย
    ปหานสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยวิราคสัญญา จิตของ
    พวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยนิโรธสัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้ง
    หลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล จิตของภิกษุเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยสิ่ง
    สมควรแก่บรรพชา อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่รัดรึงจิตตั้งอยู่ จิตได้
    รับอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญา จิตได้รับอบรมแล้วด้วยอนัตตสัญญา จิตได้รับอบรม
    แล้วด้วยอสุภสัญญา จิตได้รับอบรมแล้วด้วยอาทีนวสัญญา จิตรู้ความประพฤติ
    ชอบและความประพฤติไม่ชอบของสัตวโลกแล้ว ได้รับอบรมแล้วด้วยสัญญานั้น
    จิตรู้ความเจริญและความเสื่อมของสัตวโลกแล้ว ได้รับอบรมแล้วด้วยสัญญานั้น
    จิตรู้ความเกิดและความดับแห่งสังขารโลกแล้ว ได้รับอบรมแล้วด้วยสัญญานั้น
    จิตได้รับอบรมด้วยปหานสัญญา จิตได้รับอบรมด้วยวิราคสัญญา และจิตได้รับอบรม
    ด้วยนิโรธสัญญา เมื่อนั้น ภิกษุนั้นพึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
    อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ


    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔
    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
    อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
    ปัพพชิตสูตร


    ************************************************




    ฤทธี

    จากคุณ : Ritti Janson - [ 13 มิ.ย. 50 11:42:51 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม