จากคนธรรมดาสู่พระอนาคามี โดย ส.ทับทิมเทศ

เอามาฝากให้อ่านนะคะ

เป็นเรื่องราวของบุคคลนิรนามคนหนึ่งซึ่งไม่อยากเปิดเผยนาม คัดลอกมาจากหนังสือเทวโลก โดย ส.ทับทิมเทศ

ตอนที่ 1

เรื่องที่ดิฉันจะเขียนเล่าต่อไปนี้ ดิฉันขอน้อมบูชาพระคุณของสมเด็จพระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระมหากรุณาธิคุณแก่มวลสัตว์เหล่าสรรพสัตว์อย่างหาที่เปรียบประมาณมิได้ เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องจริงที่ดิฉันมิอาจที่จะเก็บงำไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ สมควรที่จะได้นำมาบอกกล่าวเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่พระนิพพานให้ได้เห็นว่า แม้ขณะนี้จะเป็นยุคอินเตอร์เนท แต่มรรคผลนิพพานของพระพุทธองค์ก็ยังคงมีอยู่หากตรงบใดผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 แล้ว ผู้ที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล พระสกทาคามีบุคคล พระอนาคามีบุคคล และพระอรหันตบุคคล ก็ยังคงมีอยู่มิได้เลือนหายไปตามยุคสมัยที่โลกเจริญทางเทคโนโลยีตามคำกล่าวลือแต่อย่างใด

ในทางโลกดิฉันมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ระดับ 8 ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง จบปริญญาสาขาวิชาฟิสิกส์เคยไปดูงาน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปมาแล้วหลายประเทศ ได้พบกับผู้คนหลายเชื้อชาติ หลายเผ่าพันธุ์ บัดนี้ได้สละออกจากเรือน ทรัพย์สินเงินทอง ที่อยู่อาศัยตลอดจน ลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วออกบำเพ็ญสมณธรรมตามป่า ตามเขา มาอาศัยอยู่ตามเรือนร้างเพียงลำพังโดยมีคู่มืออันได้แก่ คัมภีร์วิสุทธิมรรคและพระไตรปิฏกพกติดตัว เมื่อนั้นก็เหมือนกับได้อยู่ใกล้กับพระพุทธองค์ เสมือนกับมีพระพุทธองค์มาคอยตอบปัญหาข้อสงสัยในการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง

ดิฉันเกิดในวันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีขาล นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยจุดประกายให้เข้าสู่การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อเคยบวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนามาถึง 7 พรรษา ได้นักธรรมเอกก่อนที่จะมามีครอบครัว ดิฉันจึงได้รับการปลูกฝังข้ออรรถข้อธรรมตั้งแต่ยังเยาว์วัย พ่อจะพาสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกคืน พ่อเน้นมากให้รักษาศีล 5 อีกทั้งยังได้แม่เป็นเสมือนนักปรัชญาเพราะแม่ชอบพูดสัจธรรม พูดเรื่องทุกข์ ทุกข์ในการเกิด ทุกข์ในการพลัดพราก ทุกข์ในการครองเรือน ครั้งนั้นดิฉันได้เห็นปฏิปทาของหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ซึ่งพ่อไปเป็นลูกศิษย์ ดิฉันได้ไปเป็นลูกศิษย์ของท่านด้วย

ครั้นพอมาทำงาน ดิฉันได้มีโอกาสมาฝึกปฏิบัติสมาธิกับหลวงพ่อวิชัยสันโน วัดนาควัชรโสภณ จังหวัดกำแพงเพชร ดิฉันฝึกนั่งสมาธิกับหลวงพ่อทุกเย็นเพราะวัดนี้เป็นวัดป่าสายปฏิบัติ จะมีพระธุดงค์ที่เดินทางมาจากทางภาคอีสานที่จะมุ่งหน้าขึ้นสู่ภาคเหนือจะแวะมาพักปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมาก ดิฉันจึงได้เห็นผ้าย้อมฝาดสีกลักจำนวนมากเสมอๆ ซึ่งแลดูงดงามยิ่งนัก ทำให้นึกถึงวัดพระเชตุวันมหาวิหารของพระพุทธองค์ในครั้งพุทธกาลเสียจริง ดิฉันฝึกสมาธิจนกระทั่งเข้าฌาณได้ ได้ปฐมฌาณอันมีวิตกวิจารณ์ ปิติ สุข เอกคตา ได้ทุติยฌาณอันมี ปิติ สุข เอกคตา ได้ตติยาฌาณอันมี สุข เอกคตา และได้จตุตถฌาณอันมีเอกคตาและอุเบกขา

ต่อจากนั้นก็ฝึกเข้าอรูปฌาณ ดิฉันเคยฝึกแบบพระป่าทั่วไป คือ ใช้อานาปนสติแล้วพิจารณากายอาการ 32 อันได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต หัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ตลอดจนฝึกเพ่งกสิณ เพ่งดิน ปฐวีกสิน เพ่งน้ำ อาโปกสิณ เพ่งลม วาโยกสิณ เพ่งไฟ เตโชกสิณและเพ่งสีได้แก่ เพ่งสีขาว โอฑาตกสิณ เพ่งสีเขียว นีลกสิณ เพ่งสีเหลือง ปีตกสิณ เพ่งสีแดง โลหิตกสิณ จนเกิดความชำนาน ได้ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิและอัปนาสมาธิ ส่วนนิมิตก็ตั้งแต่ บริกรรมนิมิต อุคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต แล้วก็เข้าสู่ฌาณ เรียงตามลำดับฌาณ บางครั้งก็กระโดดข้ามฌาณ บางครั้งก็เข้าฌาณย้อนไปย้อนมาเพื่อให้เกิดความชำนาน ต่อไปก็ฝึกเข้าอรูปฌาณ โดยเข้าอากาสานัญจายตนะ เข้าวิญญานัญจายตนะ เข้าอากิญจัญญายตนะ เข้าแนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธ เมื่อชำนานในการเข้าออกฌาณบางครั้งก็อยากหาความเพลิดเพลินบ้าง ก็อธิษฐานทำอภิญญา ดิฉันจึงได้กายทิพย์ตั้งแต่อายุ 35 ปี ได้หูทิพย์บ้าง ได้ทิพยจักษุบ้าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาตรงนี้ถือว่าเป็นเกมกีฬา มิใช่จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหายแท้จริงอยู่ที่การละกิเลส ขจัดโลภะ โทสะ โมหะ จากจิตใจของเราให้เบาบางลงเพื่อขจัดทุกข์ให้สิ้นไป เพราะคนเราทุกวันนี้ที่มีความทุกข์อยู่ก็ด้วยกิเลส 3 กองนี้

บุคคลใดมีกิเลสมากก็เสมือนถูกไฟเผาไหม้เป็นทุกข์มาก ใครมีกิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย หรือไม่มีกิเลสเลยก็ไม่มีความทุกข์ ก็จะมีแต่ความสุข ความสุขชนิดนี้เรียกว่าบรมสุข คือพระนิพพาน สุขจากความไม่มีอะไร สุขจากไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขจากการไม่มีรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงเป็นนิรามิสุข เป็นสุขที่ไม่อิงอามิส พระนิพพานจึงเป็นอนัตตาดั่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ เมื่อดิฉันเข้าฌาณได้จึงเปิดสอนวิชา "การฝึกสมาธิ" ในสถาบันที่ดิฉันสอนอยู่ สอนมาสิบกว่าปีโดยนักศึกษาสามารถเข้าฌาณได้ทุกคน ขณะเดียวกันดิฉันก็มุ่งปฏิบัติให้ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระเสขะบุคคล เมื่อมีเวลาว่างในช่วงปิดเทอมก็จะหิ้วกระเป๋าขึ้นรถโดยสาร ธุดงค์ไปพักปฏิบัติธรรมตามวัดป่าต่างๆ เพื่อหาประสบการณ์ เช่นทางภาคเหนือก็ไปที่วัดดอยแม่ปั๋ง วัดถ้ำผาปล่อง วัดถ้ำผาจม เป็นต้น ส่วนทางภาคอีสาน ก็ไปพักปฏิบัติธรรมที่วัดภูทอก ภูจ้อก้อ วัดหินหมากเป้ง เป็นต้น ได้สัมผัสพบเห็นปฏิปทาของครูบาอาจารย์มากมาย เพื่อน้อมเป็นกำลังใจในการปฏิบัติให้ก้าวรุดหน้าย่งขึ้น โดยมิได้ยึดติดอยู่กับครูบาอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งแต่ประการใด เพราะหากวันใดวันหนึ่งครูบาอาจารย์ท่านเดินหลงทาง หรือมีอันเป็นไป หากท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ เราก็จะได้ไม่เคว้งคว้าง ที่พึ่งของดิฉันอันได้แก่พระรัตนตรัย ดิฉันมีคำภีร์พระไตรปิฎก ฉบับ 91 เล่มของมหามกุฏอยู่ ดิฉันจึงอุ่นใจได้

จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:36:34 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ตอนที่ 2

ดิฉันได้เห็นปฏิปทา การบรรลุธรรมของพระอริยสาวกของพระพุทธองค์ในครั้งพุทธกาลแล้วก็ให้เกิดความเลื่อมใส ท่านเหล่านั้นล้วนแต่มีความพากเพียรอย่างเอาจริงเอาจังกันทั้งนั้นจึงสามารถบรรลุมรรคผลกันได้ใน 3 วัน 7 วัน 15 วัน เช่นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสปะ พระอานนท์ พระอนุรุทธ เป็นต้น ส่วนพระภิกษุณีที่น่าเลื่อมใสก็มีตั้งมากมาย เช่น พระมหาปชาบดี พระยโสธร พระปฏาจารา พระภัทรา พระกีสาโคตรมีพระอุบลวรรณา และพระเขมาเถรีเป็นต้น

แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ดิฉันมีอายุ 39 ปี ปิดเทอมนั้นไม่ไปไหน หาอาหารมาไว้ให้พอ 7 วันแล้วปิดประตูบ้านแล้วใส่กุญแจคล้องไว้นอกบ้าน ทำเป็นเหมือนว่าไม่อยู่เพื่อจะไม่มีใครมารบกวน แล้วปฏิบัติเข้มอยู่แต่ในบ้าน เดินจงกรม นั่งสมาธิสลับกัน อาหารก็ทานแต่น้อยเพื่อให้กายเบา ปฏิบัติทั้งกลางวัน กลางคืน กำหนดดูกาย ดูอริยาบถที่เคลื่อนไหว รู้เท่าทันความคิด ระวังความคิดไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปหรือที่เรียกว่าอุทธัจจะ พอถึงตอนเย็น 6 โมง ที่นั่งเข้าที่ขัดสมาธิคู้บรรลุงก์ นั่งอาสนะเดียวจนถึง 6 โมงเช้า ขณะอยู่ในฌาณก็พิจารณาไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา ดังเช่นที่พระอัสชิกล่าวแก่พระสารีบุตรเมื่อพบกันครั้งแรกว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงเหตุและความดับไปแห่งธรรมเหล่านั้น

ครั้นพอใกล้รุ่งมรรคผลก็มาประชุมกัน โสดาปัตติมรรคเกิดได้โสดาปัตติผลทันที เป็นพระโสดาบันบุคคล ทำลายสังโยชน์ 3 ได้หมดสิ้น อันได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พร้อมกับสวรรค์สะเทือนเลื่อนลั่น ท้าวจาตุมหาราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ท้าวสักกะเทวราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสุยามะมหาราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา ฯลฯ ท่านมาพร้อมกับบริวาร มาแสดงความยินดีกับดิฉันขณะบรรลุดิฉันอยู่ในจตุถฌาณ จึงได้เห็นเหล่าทวยเทพเทวากันด้วยทิพยจักษุ ดิฉันภูมิใจที่ได้เป็นสาวกของพระพุทธองค์แล้วดิฉันได้เห็นฝั่งพระนิพพานอยู่ข้างหน้าแล้ว ดิฉันเก็บความภูมิใจนี้ไว้เงียบๆ แต่เพียงลำพังผู้เดียวแล้วปฏิบัติเร่งความเพียรให้มากยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อจะได้บรรลุมรรคผลชั้นสูงขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้อายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกมาก


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:36:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ตอนที่ 3

แล้วหลังจากวันนี้ดิฉันก็ได้ไปแสดงธรรมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นครั้งคราว เหล่าทวยเทพในที่ประชุมศาลาสุธรรมา ท่านเรียบร้อยสงบมากขณะฟังธรรม ทวยเทพจำนวน 500 องค์ไม่มีพูดคุยกันแม้แต่องค์เดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากมวลมนุษย์ บางครั้งก็แอบขึ้นไปเที่ยวเฉยๆ ไปแอบอยู่ที่ข้างหลังห้องประชุมแต่ก็หาได้หลบพ้นสายตาของท่านท้าวสักกะเทวราชที่กำลังแสดงธรรมอยู่หน้าห้องประชุมไม่ พอท่านเห็นดิฉันก็เลยต้องรีบหลบกลับลงมา ซึ่งท้าวสักกะท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว ผู้ที่จะมาแสดงธรรมบนนี้ได้ต้องเป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระอนาคามีที่มาจากชั้นพรหมภูมิ

ดิฉันเคยได้รับเชิญให้ไปเป็นประธานเปิดงานบนสวรรค์ ครั้งหนึ่งดิฉันใส่สูทกระโปรงสีขาวขึ้นไปเปิดงานบนเวที โดยวิธีถวายบังคม 3 ครั้งแล้วเปิดกรวยพานพุ่มดอกไม้ ต่อจากนั้นจึงมีการแสดงต่างๆ บนเวที จากนั้นมากลางวันดิฉันก็สอนษมาธิแก่นักศึกษา กลางคืนต้องแสดงธรรมให้แก่เทวดา ส่วนใหญ่จะเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชที่มาฟังธรรมที่บ้าน บางครั้งดิฉันก็ชวนเธอปฏิบัติธรรมเดินจงกรมกัน

ดิฉันเคยไปพักโรงแรมเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด เมื่อเข้าษมาธิก็จะมีเทวดาประเภทภูมิเทวดามาคุยกัน เธอสัมผัสจิตของดิฉันได้ เธอก็จะตามกันว่า คนนี้เขาได้โสดาบันแล้วหรือ อีกคนหนึ่งก็จะตอบว่าใช่เขาได้แล้ว เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้พอดิฉันไปพักอยู่ที่ไหน ก็จะมีเทวดานำอาหารมาให้บ้าง มาไหว้และมาฟังธรรมบ้าง เคยมีมนุษย์จากอุตรกุรุทวีปมาหาดิฉันในสมาธิ เธอมากัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก ลูกอายุประมาณ 7 ขวบ เธอมาลาบอกว่ามาเที่ยวชมพูทวีป จะกลับแล้วอยู่นานไม่ได้เพราะชมพูทวีปอดหยาก คงจะเป็นเพราะมนุษย์ไม่ค่อยรักษาศีล ทำบุญทำทานกัน ไม่เหมือนที่ทวีปของเธอ มนุษย์ทุกคนมีศีล 5 พืชพันธุ์ธันญาหารก็ผุดขึ้นเองตามท้องนา จึงอุดมสมบูรณ์ มนุษย์ในทวีปนี้มีอายุ 1000 ปี พอสิ้นอายุก็ไปเกิดบนสวรรค์ทุกคน

ดิฉันยังเคยขึ้นไปยังสถานที่แห่งหนึ่งไปในษมาธิ ไปโดยมิได้ตั้งใจขึ้นไปบนศาลาที่เขากำลังปฏิบัติธรรมกัน ทุกคนในศาลาสวมชุดขาวกันทั้งหมด แล้วอยู่ๆ ก็มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาในกลุ่มคนเหล่านี้ แล้วชี้มือมาที่ดิฉัน บอกว่า นี่ไง คนนี้ๆ แล้วทุกคนในศาลาต่างก็หันมาไหว้ดิฉันอย่างพร้อมเพรียงกัน ดิฉันรีบนั่งลงไหว้ตอบท่านทั้งหลายเหล่านั้น

หลังจากได้เป็นพระเสขะบุคคลขั้นต้นแล้ว ดิฉันก็ตั้งความปรารถนาที่จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคลต่อไป ดิฉันก็มาพิจารณาว่าพระโสดาบันละสังโยชน์ 3 พระอนาคามีต้องละสังโยชน์ได้อีก 2 คือ กามราคะและปฏิฆะ ดิฉันพิจารณาแล้วว่าอนาคามีต้องเป็นผู้ไม่มีเรือน ไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ ให้รุงรับ นับจากนั้นดิฉันจึงได้นำทรัพย์สมบัติในบ้านออกทำบุญ บริจาคทานหมด เงินเดือนก็ทำบุญหมด ได้พาคุณพ่อ คุณแม่ทำบุญได้อย่างไม่อั้น จนท่านทั้ง 2 ก็ได้ไปสู่สุขติกันหมด สุดท้ายก็ได้สละบ้านเรือนออกบำเพ็ญสมณธรรมตามรุกขมูล


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:37:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ตอนที่ 4

ปี พ.ศ. 2542 คุณแม่ของดิฉันป่วยกระทันหัน คุณแม่ไม่ยอมรับพี่เลี้ยง ดิฉันจึงต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลคุณแม่ ดิฉันอยู่กับคุณแม่ได้ประมาณ 2 ปีเศษท่านก็มาเสีย ตอนที่ท่านจิตจะจุติออกจากร่าง ดิฉันนั่งสมาธิอยู่ที่ข้างเตียงที่โรงพยาบาล ดิฉันสามารถเห็นคุณแม่ยกแขน ยกขาค่อยๆ เคลื่อนออกจากกายเนื้อ ดิฉันเห็นคุณแม่ได้ด้วยทิพยจักษุ แล้วตอนกลางคืนท่านก็มาหาดิฉันที่บ้าน ช่วงนี้ดิฉันนั่งสมาธิอย่างเข้มตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้าทุกวัน พอถึงเวลาตี 5 คุณแม่ในร่างโอปปาติกะจะลงมาทำกิจกรรมร่วมกับดิฉัน โดยคุณแม่จะอยู่ชั้น 2 ดิฉันอยู่ชั่นล่างเหมือนครั้งเมื่อเราอยู่กันปกติ เช่น คุณแม่จะลงมาอาบน้ำ ดิฉันก็จะช่วยอาบน้ำ ช่วยสระผมให้คุณแม่โดยดิฉันใช้กายทิพย์เข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับคุณแม่ ส่วนกายเนื้อนั่งสมาธิอยู่

แต่คุณแม่ตอนที่เป็นโอปปาติกะนี้เก่งกว่าตอนที่เป็นมนุษย์มาก แม่สามารถเดินทะลุประตูห้องน้ำได้โดยไม่ต้องเปิดประตู ส่วนเสื้อผ้าก็เนรมิตสวมใส่ได้เลย คุณแม่เคยมาชวนดู TV แต่ตอนนี้ดิฉันเอา TV ลงกล่องแล้วก็เลยไม่ได้เปิดให้คุณแม่ดู แต่คุณแม่ท่านเก่งมาก ท่านสามารถเนรมิต TV ขึ้นมาดูที่ชั้น 2 แล้วคุณแม่ก็ลงมาชวนดิฉันที่ชั้นล่างให้ขึ้นไปดูด้วยกัน แล้วคุณแม่ก็กดรีโมทเลือกรายการเองได้ด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนดิฉันจะเป็นคนเปิดให้ คุณแม่จะลงมาหาดิฉันทุกวัน สนทนากันแล้วดิฉันจะเดินขึ้นไปส่งคุณแม่ที่ชั้น 2 ที่ท่านเคยนอนอยู่ประจำทุกวันด้วยเช่นกัน

คุณแม่อยู่กับดิฉันประมาณ 2 เดือนครึ่ง จากนั้นคุณแม่ก็หายไปเสียเฉยๆ ไม่ลงมาหาเหมือนทุกวัน ดิฉันเป็นทุกข์คิดถึงคุณแม่มากอยากไปอยู่กับคุณแม่ อีกสองสัปดาห์ต่อมาท่านท้าวสักกะเทวราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาหาดิฉัน ท่านถามว่าคิดถึงคุณแม่ อยากไปอยู่กับท่านมากใช่ไหม ดิฉันตอบว่าแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านก็บอกว่าคุณแม่ไปอยู่สวรรค์ชั้นที่ 3 ชั้นยามา แล้วท่านบอกว่า คุณแม่ไปรออยู่ก่อนที่นั่น ส่วนดิแนเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปอยู่ชั้นพรหม ซึ่งสามารถเที่ยวหาคุณแม่ได้ตลอดเวลา

คืนหนึ่งต่อมาคุณแม่ในร่างใหม่ ในร่างเทพธิดาได้เหาะมาหาดิฉันที่บ้าน คุณแม่คนใหม่นี้อยู่ในวัยสาว อายุประมาณ 16 ปี เอวบางร่างน้อย แต่หน้าตาเหมือนคุณแม่ เสื้อผ้าก็เป็นของคุณแม่ คุณแม่มาจับมือดิฉันซึ่งเป็นช่วงที่ดิฉันเข้าฌาณ 4 อยู่พอดี ซึ่งสามารถทำกายทิพย์ให้เกิดขึ้นได้ แล้วร่างของดิฉันก็ปล้วไปในอากาศพร้อมกับคุณแม่ โดยจูงมือกันเหาะไปทางทิศตะวันตก ซึ่งตรงข้างกับทิศที่ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น เพราะเป็นตอนใกล้รุ่ง คุณแม่พาดิฉันเหาะมาไกลมาก จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เมืองนี้อาคารต่างๆ ทำด้วยแก้วระยิบระยัง ไม่มีดวงอาทิตย์แต่สว่างไสวด้วยรัศมีแก้วและรัศมีเทพ คุณแม่พาดิฉันเหาะเที่ยวชมเมืองเห็นผู้คนประปราย แม่ได้แนะนำให้ดิฉันรู้จักกับบุคคลท่านหนึ่ง ด้วยความเป็นห่วงคุณแม่ ดิฉันจึงถามท่านว่าแม่ทานอาหารอย่างไร ท่านตอบว่า ทานอาหารทิพย์เนรมิตขึ้นมาสัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง

หลังจากวันนั้นแม่ก็มารับดิฉันอีกประมาณ 2 ครั้ง ซึ่งแม่มาตอนที่ดิฉันไม่ได้เข้าฌาณ 4 จึงดูเหมือนตัวจะหนักมาก แม่พยายามดึงแขนของดิฉันจับ 2 มือเลย ดิฉันก็ไม่สามารถไปกับแม่ได้เหมือนครั้งก่อน จากนั้นแม่ก็ไม่มาอีกเลย ด้วยความเป็นห่วงแม่ ดิฉันจึงอธิษฐานฝากแม่ไว้กับท่านสุยามะเทวราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา ฝากท่านให้ช่วยดูแลแม่ให้มีความสุขด้วย วันต่อมาท่านส่งตัวแทนมาบอกว่าท่านรู้จักดิฉันแล้วและขอเชิญดิฉันไปเที่ยวสวรรค์ชั้นยามาเพราะกำลังจะมีงาน


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:37:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ตอนที่ 5
> >
บัดนี้ดิฉันใช้ชีวิตอย่างอนาคาริก คือไม่มีบ้านเรือนที่อยู่จึงไม่แน่นอน แล้วแต่สถานที่ใดเป็นที่สัปปายะก็จะอยู่นานหน่อยดิฉันจะอยู่เรือนร้างที่เหมาะแก่การเจริญสมณธรรม จะไม่อยู่ในที่จอแจ ช่วงนี้ดิฉันปฎิบัติอย่างเข้ม เพื่อดับความทุกข์ที่ต้องสูญเสียคุณแม่ก็มาพิจารณาว่า เพราะอวิชชานั่นเองพาให้มาเกิด
> >
ได้มาอยู่ร่วมกันมีความผูกพันกัน แล้วก็หนีกฎอนิจจังไม่พ้น คือ ต้องพลัดพลากจากกัน ดังเช่นที่พระปัจเจกพุทธท่านเห็นทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากท่านจึงเบื่อหน่าย ประพฤติตนอยู่ลำพังคนเดียว ประดุจนอแรดเมื่อมีการเกิด มีชาติก็มีชรา มรณะ แล้วก็ตามด้วย โสกะ ปริเทวะ ความเศร้าโศก พิไรรำพัน ดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ น้ำตาอันเกิดจากความเศร้าโศกในสังสารวัฎ ยังมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก
> >
ดิฉันต้องหาวิธีกำจัดอวิชชา ความหลงตัวนี้ให้ได้ดิฉันเคยตอบใครๆ ว่า ถ้าจะดับกรรม ก็ต้องดับกิเลส เมื่อดับกิเลสเป็นพระอรหันต์เข้าสู่นิพพาน กรรมก็จะหมดไปทันที
> >
ดิฉันมาพิจารณาบุคคลที่เรารัก ได้พลัดพรากจากเราไปทีละคน คนแล้วคนเล่า ทำให้นึกถึงพระภิกษุณี ปฏาจารา ทุกข์แห่งการพลัดของใครๆก็ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าทุกข์ของท่าน ที่ท่านต้องสูญเสียบุตร 2 คน สามี พี่ชาย และบิดามารดา ในเวลาใกล้เคียงกันแต่ท่านก็เป็นผู้มีบารมีมาก ได้เกิดมาทันได้พบพระผู้มีพระภาค ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ แล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ เข้าสู่พระนิพพาน และท่านได้เป็นพุทธสาวิกาที่สอนธรรมแก่พระภิกษุณี ให้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก
> >
แล้วปี พ.ศ.2544 เดือนพฤศจิกายน ดิฉันก็ได้บรรลุเป็นพระสกทาคามีบุคคล เมื่อทำสังโยชน์ที่เหลือให้เบาบางลง โดยดิฉันปฎิบัติตามคำสอนของพระปฏาจาราท่านสอนให้พระภิกษุณี นั่งสมาธิทำความสงบจาก 6 โมงเย็น ไปถึง 6 โมงเช้า ครั้นพอใกล้รุ่งวิปัสนาญาณ ก็เกิด เบื่อหน่ายในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
> >
กายของเรานี้ เพียงประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกัน ล้วนไม่เที่ยง มีการแปรปรวนไม่คงที่ เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอันควรยึดถือแต่ประการใดการบรรลุ เกิดขึ้นที่จิตที่มีความเบื่อหน่ายอย่างแท้จริง ไม่อยากมาเวียนเกิดเวียนตายอีก มิใช่เพียงแต่คิดๆเอา หรือท่องจำตามตำราดิฉันเคยมีมาหมดแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ปรารถนาอยากได้อะไรก็ได้ บัดนี้ ต่อให้มีคนเอาเงินมากองก็ไม่ปรารถนา เพราะดิฉันได้สละสิ่งเหล่านี้ทิ้งออกไปอย่างไม่ใยดี แล้วจะหวนกลับไปยินดีอีกได้อย่างไร
> >
ขณะบรรลุดิฉันอยู่ในสมาธิขั้นจตุถฌานท่านท้าวจาตุมหาราช ท้าวสักกะเทวราช ท้าวสุยะมะเทวราช ท้าวสันดุสิตเทวราช ทุกท่านมาด้วยเครื่องแต่งกายเต็มยศ เหมือนของพระราชา มาปรากฎเต็มท้องฟ้ายืนอยู่ในอากาศ มาอย่างให้เกียรติดิฉัน มาแสดงความยินดี เจ้าแม่กวนอิมก็มาด้วย มาในชุดนักบวชลอยมาในอากาศ ดิฉันก็โบกมือทัก บาย-บาย ท่านก็โบกมือตอบ


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:38:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ตอนที่ 6

ช่วง 2 ปี มานี้ ดิฉันมีเวลาที่จะศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่ไปกับการปฎิบัติธรรม ดิฉันศึกษาทั้งพระวินัยปิฎก และพระสุตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก อย่างจริงจังช่วงนี้จะมีเสียงมาเตือน เรื่องการปฎิบัติธรรมเสมอๆ เป็นเสียงที่กังวาล มีอำนาจมาก เพราะดิฉันเหลือสังโยชน์อีก 2 ที่ต้องพยายามละให้ได้ อันได้แก่ กามฉันท์ และความพยาบาท ครั้งใดที่ดิฉันชักจะเขวออนอกทางท่านก็มาเตือนโดยถามว่า ไม่แวะเจ้าค่ะ บางครั้งดิฉันก็เผลอเพลินไปยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส ท่านก็จะมาเตือนอีก ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ท่านว่าดิฉันเที่ยวได้ไปชวนคนนั้นคนนี้ ไปนิพพาน

ตัวเองก็ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางอยู่แล้วจะยืดเวลาต่อไปอีกทำไมกัน
แล้ววันที่ 10 กรกฏาคม 2546 ขณะนี้มีอายุ 53 ปี ขณะดิฉันศึกษา พระอภิธรรมถึงปริจเฉทที่ 9 ในเรื่องของวิปัสสนาญาณ 16 ขณะศึกษาอยู่นั่นเองญาณปัญญาที่เกิด อนาคามิมรรคประชุม อนาคามิผลเกิดทันที ทำลายปฎิฆะความผูกโกรธ พยาบาทหมดสิ้นไม่เหลือเป็นพระอนาคามีบุคคล

วันนั้น สวรรค์สะเทือนเลือนลั่นไปถึงชั้นพรหมสุทธาวาส ดิฉันจึงได้รู้จักท่านท้าวมหาพรหมอนาคามีผู้ปกครองพรหมภูมิชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอนาคามี ที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และเข้าสู่พระนิพพานในชั้นนี้ ดิฉันจึงได้มากระจ่างในวันนี้เองที่แท้เป็นท่านนั้นเองที่ได้มาสอนมาแนะนำการปฎิบัติแก่ฉันเสมอ มาคอยเตือนดิฉันให้เร่งทำความเพียรมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว เพราะดิฉันได้ตั้งความปรารถนาไว้ที่พระนิพพาน

ในคืนนี้ขณะอยู่ในสมาธิ ท่านท้าวมหาพรหมอนาคามี ท่านได้มาชมดิฉันว่า ดิฉันเป็นคนมีปัญญาหาวิธีในการที่จะขจัดกิเลสตัวอภิชฌา และโทมนัส ความยินดิและความยินร้ายได้ ท่านบอกดิฉันว่าจะได้ไปเกิดบนพรหมภูมิชั้นสุทธาวาส ที่บนนั้นมีที่ว่างสำหรับดิฉันแล้ว แล้วฉันจะไปนิพพานที่นั่น ไม่เวียนกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป

นับจากนั้นจนถึงวันนี้ ทวยเทพทั้งภาคสวรรค์ และชั้นพรหมต่างก็มาแสดงความยินดีกับดิฉันอยู่เรื่อยๆ เช่น ท่านท้าวจาตุมหาราช (ท้าวเวสสุวรรณ) ท่านนำถ้วยรางวัลมาให้ดิฉัน บอกว่าดิฉันได้เป็นที่ 1 ของฝ่ายหญิง ส่วนที่ 1 ของฝ่ายชายได้แก่พระภิกษุ ท่านผู้นี้มีชีวิตอยู่อย่างสมถะ

วันต่อมาขณะทำสมาธิ ก็มีพระภิกษุสูงอายุรูปหนึ่ง นำธงชัยมาให้ดิฉัน ท่านบอกว่าท่านมาจากต่างภพ ท่านนำดอกไม้มาให้ดิฉันกำใหญ่ มาร่วมแสดงความยินดี ท่านเป็นพระอนาคามี ท่านมาสื่อกับดิฉันโดยใช้ภาษาอังกฤษ

ทุกวันนี้ดิฉันพักอยู่เรือนร้าง ที่เงียบพอสมควรวันหนึ่งคืนหนึ่งอยู่กับการเจริญสติปัฎฐาน กำหนดดูกาย ดูเวทนา ดูจิต และพิจารณาธรรม ไม่ดูTV ไม่ฟังวิทยุ ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่พูดคุยกับใคร นอนน้อย ส่วนใหญ่จะเดินจงกรม นั่งสมาธิกำหนดอริยาบทใหญ่ ยืน เดิน นั่ง นอน และกำหนดอิริยาบทย่อย คู้เหยียด ก้มเงย เหลียวซ้าย แลขวากำหนดทางอายตนะ ภายใน ภายนอก สิ่งที่มากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กำหนดรู้ให้เท่าทัน ที่สำคัญที่สุดคือดูจิต ต้องใช้สติประคับประคองไว้ด้วยความระแวดระวัง เหมือนบุคคลผู้เดินโดยมีถาดน้ำมันที่เต็มเปี่ยมเทินอยู่บนศีรษะ

เวลาของดิฉันที่เหลือ จนกว่าจะสิ้นอายุขัยนี้ดิฉันยังเป็นพระเสขะที่ยังจะต้องศึกษาอยู่ ดิฉันยังมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้สังโยชน์เบื้องสูงที่เหลืออยู่อีก 5 อันได้แก่ รูปราคะ อรูปราคะ อุทธัจจะ มานะ และอวิชชาให้เบาบางลง

เมื่อมาถึงจุดนี้ สัจธรรม ความจริงแท้ย่อมปรากฎทุกวันนี้ดิฉันอยู่อย่างมีความสุข โดยมี “อุเบกขา” เป็นเครื่องอยู่ ร้อนก็ไม่ทุกข์ หนาวก็ไม่ทุกข์ หิวกระหายก็ไม่ทุกข์ ไม่อยากเป็นอะไร ไม่อยากได้อะไร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ทุกอย่างก็จบลงตรงนี้ จึงอยากจะขอกล่าวไว้ล่วงหน้าว่า
“ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่พึงทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว” ซึ่งเป็นคำกล่าวของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:38:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ตอนที่ 7 ประสบการณ์ฌานอภิญญา
ครั้งพุทธกาล พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าส่วนใหญ่จะมีอภิญญากัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับผู้ที่มีฌานสมาบัติ เมื่อเข้าจตุถฌาน หรืออรูปฌานได้ ก็สามารถอธิษฐานทำอภิญญาได้เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิตผู้อื่น ระลึกชาติ ทำกายทิพย์ให้บังเกิดขึ้นได้ อยากจะไปท่องเที่ยวที่ไหน จะเป็นสวรรค์หรือนรก ก็ไปได้ตามที่ต้องการ
เมื่อดิฉันเข้าฌานได้ครั้งแรก ก็อยากลองทำอภิญญาดูเห็นจิตตนเองว่าอยู่ในระดับ ฌาน4 และอรูปฌาน และประคองจิตไว้ เช่นนี้มาหลายวันแล้วจิตมีอารมณ์เป็นเอกคตาและอุเบกขา พอดีช่วงนั้นมีธุระอยากพบเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ซื่งอยู่อีกจังหวัดหนึ่งอยู่ห่างประมาณ 100 กิโลเมตร เลยตั้งจิตอธิษฐานไว้แต่เช้าเลยว่า ถ้าอภิญญามีจริง ก็ขอให้เพื่อนคนนี้มาพบภายในวันนี้ ถ้าไม่มาก็จะเลิกปฏิบัติแล้ว เพราะจิตช่วงนี้สงบมาก เปรียบเสมือนน้ำที่เต็มถังแล้ว ปริ่มที่ขอบถังเลย เมื่อใส่ข้อมูลซ้ำๆ จนกระทั่งถึงเวลาเย็น เวลา 1 ทุ่มแล้วเพื่อนก็ยังไม่มา รู้สึกผิดหวังก็เลยอาบน้ำ เตรียมขึ้นนอนแล้ว คิดว่าคืนนี้จะนอนอย่างเดียว จะไม่ทำสมาธิแล้ว แต่แล้วประมาณ 2 ทุ่มก็มีรถมาบีบแตรที่หน้าบ้าน มากันเต็มคันรถเลย เพื่อนมาจริงๆ ดิฉันจึงดีใจอย่างบอกไม่ถูก ได้เห็นแล้วว่าธรรมะของพระผู้มีพระภาคเป็นของจริง ผู้ปฏิบัติสามารถประสบได้ด้วยตนเอง ตกลงคืนนั้นนั่งสมาธิต่อตลอดทั้งคืนเลย
การที่จะกระทำฌานให้บังเกิด หรือมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นนั้น ต้องประพฤติคนเป็นคนคนเดียวเลิกเอาเพื่อนเอาฝูง ดิฉันโชคดีที่ได้มีบ้าน อยู่คนเดียวเงียบมาก มีพื้นที่กว้างขวาง หลายไร่ มีต้นไม้ล้อมรอบจึงเป็นที่สัปปายะมาก
ช่วงที่ได้กายทิพย์ครั้งแรก คืนนั้นดิฉันได้ไปพักอยู่ที่เรือนร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ดิฉันจึงจุดเทียนวางไว้ข้างหน้า ดิฉันจะนั่งสมาธิจากหัวค่ำไปเรื่อยๆ จนถึงดึกดื่นค่อนคืน ดังนั้นอาหารมื้อเย็นจึงไม่ต้องทานเพราะจะทำให้เกิดนิวรณ์ 5 อันได้แก่ ถีนมิทธะ กามฉันท์ พยาบาท อุทธัจจะกุกกุดจะ และวิจิกิจฉา ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการทำฌาน ครั้นพอจิตสงบนิ่งถึงระดับฌานที่ 4 ขณะนั้นนึกอยากจะไปห้องน้ำ ก็คว้าเทียนไขที่วางอยู่ตรงหน้า ลุกไปห้องน้ำ พอกลับมาได้เห็นตนเองนั่งสมาธิอยู่เลยห็นตัวเอง 2 คน คนหนึ่งนั่งอีกคนหนึ่งยืน แล้วเทียนไขก็มี 2 เล่ม วางอยู่ข้างหน้าคนนั่ง 1 เล่ม อยู่ในมือคนยืน 1 เล่ม สักครู่กายทิพย์กลับเข้าร่างกายเนื้อโดยอัตโนมัติ
เมื่อได้กายทิพย์แล้ว ก็นึกอยากไปเที่ยวไกล ๆ บ้าง หลายวันต่อมาตั้งจิตไว้แต่เช้าเลยว่า คืนนี้จะไปกราบพระเจดีย์ พทุธคยาที่ประเทศอินเดีย พอตกลางคืนโดยมากจะเป็นเวลาหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว ขณะอยู่ในองค์ณาณ กายทิพย์ก็พุ่งออกจากร่าง พุ่งไปเร็วมากดุจลูกธนูหลุดออกจากแล่ง กายทิพย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทะลุต้นไม้ ภูเขาไปหมด ลักษณะเหาะไปจนกระทั่งถึงพระเจดีย์พุทธคยา ดิฉันก็เวียนรอบพระเจดีย์ทำประทักษิณ 3 รอบแล้ว ก็เหาะกลับมาตามทางเดิม
อีกครั้งหนึ่งดิฉันอยากไปเที่ยวหาน้องสาวที่กรุงเทพฯ ดิฉันอยู่จังหวัดกำแพงเพชร ส่วนน้องสาวเพิ่งบรรจุงานใหม่ จึงพักอยู่หอพักใกล้ ๆ ที่ทำงาน ดิฉันก็ทำกายทิพย์พุ่งฉิวตรงไปทันที กายทิพย์ลอยข้ามกำแพงรัวแล้วก็ลอยเข้ามาทางหน้าต่างห้องของน้องสาว เห็นน้องสาวนอนอยู่ ได้ทักทายกันแล้วกายทิพย์เหาะกลับ
การทำอภิญญาให้บังเกิด ต้องควบคู่ไปกับการละกิเลสทำกิเลสให้เบาบาง ความโลภ ราคะ โทสะ โมหะต้องพยายามละ ถ้ากิเลสยังมากอยู่ ความสะดุ้งกลัวยังมีอยู่ การทำอภิญญาให้เกิด จึงเป็นของยากผู้ปฎิบัติกรรม จึงควรทำตัวเป็นคน มักน้อย สันโดษ และพยายามขัดเกลา มุ่งตรงสู่มรรคผลนิพพาน


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:38:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

ตอนที่ 8
ดิฉันได้ทิพย์โสต ครั้งแรก กลางดึกของคืนหนึ่งรู้สึกว่ามีคลื่นพลังงานอย่างหนึ่ง มากระทบที่ข้างหู ดิฉันจึงใช้จิตถามไปว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหน ช่วยทำเป็นเสียงให้ได้ยินด้วย สักครู่คลื่นพลังงานนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียง เป็นเสียงกระซิบที่ข้างหูว่า “ฉันเป็นใครไม่รู้ฉันเพิ่งผ่านมาพบเธอ” เป็นเสียงราบเรียบเหมือนอ่านหนังสือ ท่านก็คือพระอนาคามีที่มาจากพรหมภูมิชั้นสุทธาวาส สัญญา ความจำได้หมายรู้ และสังขาร ความปรุงแต่งของจิต ของท่านเบาบาง ท่านใกล้ที่จะเข้าสู่นิพพานแล้ว

การทำสมาธิ กระทำฌานให้บังเกิด ถือเป็นบุญบารมีที่สูงส่งกว่าบุญใดๆ ในคืนเพ็ญวันตรัสรู้ พระองค์ก็ตรัสรู้ขณะที่อยู่ ในจตุถฌานโดยปฐมยามพระพุทธองค์ ทรงบรรลุถึงอตีตังสญาณ รู้อดีตไม่มีประมาณ มัชฌิมยาม พระพุทธองค์ทรงบรรลุถึงจตูปปาตญาณ รู้การเกิดตายของสัตว์ ไม่มีประมาณและปัจฉิมยาม ทรงบรรลุถึง อาสวักขยญาน ทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไป แม้ในปรินิพพานสูตร ขณะพระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ก็ทรงเข้าฌานโดยปรินิพพาน ในระหว่างฌานที่ 4 กับอรูปฌาน ฉะนั้นฌาน จึงเป็นสิ่งวิเศษ

ดิฉันเคยเห็นแสง ออกจากฝ่ามือข้างซ้ายของตนเอง เป็นนิมิตที่เห็นขณะอยู่ในสมาธิ เป็นลำแสงสีเหลือง พุ่งออกไปไกลมาก ประมาณ 5-6 เมตร และได้เห็นลำแสงที่ออกจากนิ้วชี้ ของมือข้างขวาเป็นลำแสงพุ่งออกไปไกลกว่า 10 เมตร คล้ายกับแสงเลเซอร์ และดิฉันก็ยังได้เห็น แสงที่กายตนเองเป็นแสงสีเหลือง พร้อมกับดิฉันได้ประกาศก้อง อยู่ภายในใจว่า “เราจะทำโลกนี้ให้สงบสุข” มันคงจะเป็นสิ่งที่ยากนะท่าน

ดิฉันได้พบว่า คลื่นพลังงาน ที่ได้มาฌานสมบัติผลสมาบัติ หรือ นิโรสมาบัติ ที่ดิฉันทำมาเกือบ 20 ปี มีมากจริงๆมีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะอยู่ในองค์ฌาน ดิฉินได้เห็มีเคลื่นแผ่ออกจากศีรษะของดิฉัน แผ่ออกเป็นวงคล้ายๆ กับคลื่นน้ำ เมื่อตอนที่เราทิ้งก้อนหินลงไปในน้ำแต่คลื่นที่แผ่ออกจากศีรษะนี้ จะเป็นลักษณะทรงกลมรอบๆศีรษะ แล้วแผ่ขยายใหญ่มากขึ้นๆแผ่กว้างออกไปจนกระทั่งครอบคลุมประเทศไทย ทวีปเอเชีย และก็ครอบคลุมทั้งโลกเลยทีเดียว และนี่ก็คือความอัศจรรย์ของพลังสมาธิ หรือพลังของสมาบัติ

ดิฉันได้พบว่า ภพทั้ง 3 ได้เปิดแก่ดิฉันแล้ว อันได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ เพราะเหล่าทวยเทพได้มาติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแผนที่โลกให้ที่บ้านของดิฉัน เต็มฝาผนังของบ้านมีสายเชื่อมโยงจุดต่างๆบนแผนที่โลก และมีแสงไฟระยิบระยับ ซึ่งภายหลังจึงมีเหล่าทวยเทพ ที่มาจากต่างภพมาติดต่อกับดิฉัน และสื่อสารกันโดยใช้ภาษาอังกฤษ

ดิฉันอยากไปเที่ยวที่ขั้วโลกเหนือมากเลย เพราะดิฉันสอนวิชาดาราศาสตร์อยู่ อยากไปเห็นแสงออโรลา หรือแสงเหนือแสงใต้ ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้เท่านั้น ซึ่งสวยงามมากไปด้วยกายเนื้อหมดสิทธิ์เลย ไปด้วยกายทิพย์ดีกว่าพอมีหวัง แล้วคืนหนึ่งก็ไปได้จริงๆ เมื่อดิฉันทำสมาธิเข้าจตุถฌาน ก็ตั้งจิตทำกายทิพย์ กายทิพย์ของดิฉันก็พุ่งฉิวไปลอยอยู่เหนือผิวโลก สูงมาก สูงประมาณยานอวกาศได้มองเห็นโลกที่เราอาศัยอยู่เป็นลูกกลมขนาดใหญ่ดิฉันจึงพุ่งตรงไปยังขั้วโลกเหนือทันที ได้เห็นแสงออโรลาสวยงามมาก เป็นแสงที่มีหลากสี แผ่เป็นบริเวณกว้างบนท้องฟ้า สวยงามยิ่งเสียกว่าภาพในหนังสือเสียอีก


จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:39:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ลอกมาได้แค่นี้อ่ะค่ะ smile

จากคุณ : dcm - [ 13 พ.ค. 50 16:50:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ท่านผู้เขียนเป็นผู้มีความรู้ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จึงย่อมรู้หลักวิทยาศาสตร์และเชื่อว่าสามารถเรียนรู้หลักข้อเท็จจริงของกายภาพในเอกภพปัจจุบันนี้ได้อย่างมีเหตุผล

แต่เรื่องราวอันเป็นกายภาพแห่งภพอื่นๆ ซึ่งเป็นจริงหรือไม่ ? ควรใช้หลักการคิดเช่นไร ?  เหตุใดท่านจึงขาดตกในหลักพระกาลามสูตรไป กลับกลายเป็นว่าเชื่ออย่างเป็นอาการยึดมั่นชัดเจน ซึ่งนำมาสู่ภวังหรือภาวะจิตที่เป็นปัจจัยสู่อาการเกิดเป็นสิ่งเป็นชื่อบุคคล เป็นอาการบรรลุขั้นนั้นขั้นนี้ ฯลฯ ขึ้นมาในจิตดังที่ท่านได้เขียนบรรยายสื่อออกมา

แต่นับว่าท่านผู้เขียนนั้นน่าเคารพยกย่องในความเป็นพุทธสตรีผู้พยายามฝึกตน  การที่สตรีบุคคลใดตัดสินใจสละอาณาบริเวณหรือสิ่งใดที่เคยยึดถือเป็นของตน เพื่อน้อมศึกษาปฏิบัติอยู่ในแนวทางของพระไตรสิกขาอย่างชัดเจนท่ามกลางโลกธรรมความเชื่อที่เป็นอุปสรรคต่อสตรีเพศ นั้นนับว่าเป็นพุทธสตรีที่หาได้ยากทีเดียว

ส่วนข้อวิจารณ์ต่อความคิดที่ผู้เขียนได้สื่อมานั้น ขอกล่าวว่า เป็นอาการหลงยึดมั่นรีบด่วนเชื่อตามเรื่องที่เล่าเขียนสืบต่อกันมาอยู่บ้าง หากผิดก็ผิดเพียงการใช้หลักคิดที่ผิดที่นำมาสู่อาการอันเป็นภาวะจิต  แต่ในด้านสำคัญคือศีลนั้นหากท่านปฏิบัติเป็นผู้ไม่เป็นโทษต่อสัตว์ต่อบุคคลอย่างชัดเจน ท่านย่อมน่าเคารพยกย่องในสายตาบัณฑิตทั่วไปครับ (แต่ย่อมถูกชาวบ้านชาวบอร์ดนินทาในความสติเฟื่อง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)


จากคุณ : ผู้ศึกษา - [ 13 พ.ค. 50 19:17:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

อ่านแล้วเข้าใจดี ถึงแม้ตัวเองไม่ได้เคร่งปฏิบัติจริงจัง แต่เหมือนมีติดมาเมื่อชาติภพ ที่มีอยู่มันเหมือนตื้นๆไม่ลึก ภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงที่แบกอยู่เลยยังเข้าไม่ถึง และไม่มีอยู่ในหัวเลยว่าจะเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังเมื่อไหร่

จากคุณ : เมธาดา (JinJinJin) - [ 13 พ.ค. 50 19:24:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ลอกมาจากไหนครับ? อยากอ่านอีก

จากคุณ : ผู้ใหม่ - [ 13 พ.ค. 50 20:07:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

คัดมาจากหนังสือเทวโลก เรียบเรียงโดยพระมหา ดร. สุเทพ อกิญฺจโน จังหวัดชลบุรี เขียนโดย ส. ทับทิมเทศ
ค่ะ คห ๑๑


จากคุณ : dcm - [ 14 พ.ค. 50 00:52:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

อยากอ่านอีกเช่นกันครับ

ขอบคุณที่นำมาลงครับ


จากคุณ : Urim - [ 14 พ.ค. 50 15:05:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ผมเคยไปทำบุญในสมัยหลวงพ่อวิชัยยังมีชีวิตอยู่แต่ตอนนั้นผมยังเล็ก ยังทันได้เห็นพระธุดงที่เดินทางขึ้นเหนือแวะพักที่กำแพงเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนั้นผมยังไม่ประสาคิดแล้วเสียดายจังเลยครับ ไม่งั้นผมคงรู้ว่าคุณป้าคนนี้เป็นใคร เดี้ยวนี้วัดของท่านไม่เหมือนเดิมแล้วเสียดายจัง

จากคุณ : ปัญญาประดิษฐ์ - [ 14 พ.ค. 50 18:52:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ผมว่าดีครับ มีสาระ และสนุกมาก อ่านแล้วใจสงบ เกิดฉันทะ มีส่วนที่แปลก ๆ นิดหน่อยเหมือนกัน แต่ไม่คิดมาก
ผมคิดว่า อาจมีส่วนจริงได้ครับ


จากคุณ : จักรแก้ว - [ 14 พ.ค. 50 19:26:18 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

คลิกเพื่อเลือก : โพสไฟล์ประกอบ / วาดภาพประกอบ / โพสคลิปวิดีโอ
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom