ฝากถามคนที่ร่วมทำบุญกับทางวัดธรรมกาย

อยากถามลูกศิษย์ หรือ คนที่แสดงตัวว่าเป็นญาติธรรมของทางวัดธรรมกาย ใน Pantip ว่าเคยบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือวัด พระบาทน้ำพุบ้างหรือไม่
เพราะถ้ามีการเปรียบเทียบกันระหว่างภาพที่ยิ่งใหญ่สวยงาม ชวนให้เคลิบคลิ้ม ไปของวัดธรรมกาย (กระทู้Y5363582) มันเทียบไม่ได้เลยกับภาพของวัดพระบาทน้ำพุ (กระทู้ Y5383220)
เพราะผมมักจะได้รับการบอกบุญ จากลูกศิษย์ หรือ คนที่มีส่วนเกียวข้องกับทางวัดธรรมกาย ให้ไปทำบุญ เพื่อสร้าง สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ หรือทำโครงการณ์ อันนำมาซึ่งชื่อเสียงให้กับทางวัดธรรมกายเท่านั้น
แต่ไม่เคย ได้เห็นการบอกบุญ ที่นำมาซึ่งความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก เหมือนทีวัดพระบาทน้ำพุเลย
ปัจจุบันการดำเนินการณ์ต่างๆ ของทางวัดพระบาทน้ำพุยังขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่มาก ถ้าบรรดาลูศิษย์วัดธรรมกาย ทำบุญ บนเนื้อนาบุญนี้มากๆ เหมือนที่ทำกับวัดธรรมกาย มันน่าจะมีปรโยชน์ และได้บุญหนัก บุญใหญ่กว่าการไปทำบุญเพื่อสร้างอะไรที่มันใหญ่ๆโตๆ นะ

จากคุณ : saeikung - [ 6 พ.ค. 50 23:26:23 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5383220/Y5383220.html

จากคุณ : KK Tay - [ 7 พ.ค. 50 01:39:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

เคย  บ่อยด้วย

จากคุณ : gibge - [ 7 พ.ค. 50 02:26:11 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

เท่าที่ทราบ คนเข้าวัดพระธรรมกายเขาก็ทำบุญตามวัดอื่นๆ ด้วยนี่ครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัดใกล้บ้านเขา ผมอยู่ จ.สงขลา ผมก็เห็นคนวัดพระธรรมกายหลายคนที่ไปทำบุญในวัดต่างๆ ในจังหวัดสงขลา และทำบ่อยๆ

ส่วนเรื่องเนื้อนาบุญ ถวายทานอย่างไรจึงจะได้บุญมาก เคยอ่านผ่านตาจากหนังสือของวัดพระธรรมกายมาบ้าง เขาว่าไวประมาณนี้น่ะครับ

ดูกรคฤหบดี เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพราหมณ์ชื่อเวลามะพราหมณ์ผู้นั้นได้ให้ทานเป็นมหาทานอย่างนี้ คือ ได้ให้ถาดทองเต็มด้วยรูปิยะ ๘๔,๐๐๐ ถาดถาดรูปิยะเต็มด้วยทอง ๘๔,๐๐๐ ถาด ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน ๘๔,๐๐๐ ถาด ให้ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทองให้รถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง ผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทอง ให้
แม่โคนม๘๔,๐๐๐ ตัว มีน้ำนมไหลสะดวก ใช้ภาชนะเงินรองน้ำนม ให้หญิงสาว ๘๔,๐๐๐ คนประดับด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑล ให้บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ที่ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชมด มีเครื่องลาด
เพดาน มีหมอนข้างแดงทั้งสอง ให้ผ้า๘๔,๐๐๐ โกฏิ เป็นผ้าเปลือกไม้ ผ้าแพร ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด จะป่วยกล่าวไปไยถึงข้าว น้ำ ของเคี้ยว ของบริโภค เครื่องลูบไล้ ที่นอน
ไหลไปเหมือนแม่น้ำ ดูกรคฤหบดี ก็ท่านพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า สมัยนั้น ผู้อื่นไม่ใช่เวลามพราหมณ์ผู้ที่ให้ทานเป็นมหาทานนั้น ดูกรคฤหบดี แต่ท่านไม่ควรเห็นอย่างนี้ สมัยนั้น เราเป็นเวลามพราหมณ์ เราได้ให้ทานนั้นเป็นมหาทาน ก็ในทานนั้นไม่มีใครเป็นพระทักขิเณยยบุคคล
ใครๆ ไม่ชำระทักขิณานั้นให้หมดจด

ดูกรคฤหบดี ทานที่บุคคลเชื้อเชิญท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ
ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่เวลามพราหมณ์ให้แล้ว ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิร้อยทานบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิผู้เดียวบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิร้อยท่านบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีร้อยท่านบริโภคมีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระอนาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีร้อยท่านบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญพระอนาคามีร้อยท่านบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญพระอนาคามีผู้เดียวบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระอนาคามีร้อยท่านบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ร้อยท่านบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภคทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริโภคมีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ร้อยรูปบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจก
พุทธเจ้าร้อยรูปบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้าร้อยรูปบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค
มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค การที่บุคคลสร้างวิหาร
ถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คืองดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท มี
ผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ

การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ... และการที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือ มีผลมากกว่าการที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม ฯ
(นวกนิบาต - ปัณณาสก์ - ๒. สีหนาทวรรค - เวลามสูตร)

คงเป็นเพราะจากพระสูตรนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าระบุไว้อย่างชัดเจนว่าในบรรดาบุญทีเ่กิดจากการถวายวัตถุทานนั้น การถวายศาสนสถานเป็นสังฆทานจะได้บุญมากที่สุด คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมังครับคนวัดพระธรรมกายจึงชอบทำบุญด้วยการสร้างศาสนสถาน

ผมว่า ทำตามที่แต่ละคนถนัด พอใจ และศรัทธาดีกว่าน่ะครับ ใครชอบอนุเคราะห์ผู้ป่วยก็ทำให้เต็มที่ ใครชอบทำธรรมทานก็ทำให้เต็มที่ ใครชอบก่อสร้างศาสนสถานก็ทำให้เต็มที่ ยังไงเสียเงินทำบุญก็ดีกว่าเสียเงินให้อบายมุขน่ะครับ


จากคุณ : ละอ่อนการเมือง - [ 7 พ.ค. 50 09:08:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ป.ล. ลืมบอกไปครับ แม่ผมก็เข้าวัดพระธรรมกาย แล้วก็ติดจานดาวเทียมของวัดด้วย ผมเคยเห็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนำเรื่องราวของวัดพระบาทน้ำพุมาฉายให้ดูในช่วงฝันในฝันด้วย เมื่อประมาณต้นปีที่แล้ว แล้วเจ้าอาวาสวัดนี้ก็ยังกล่าวสรรเสริญความีน้ำใจของท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุด้วยน่ะครับ มีการสัมภาษณ์คนป่วยที่อยู่ในวัดด้วย น่าสงสารมากครับ

จากคุณ : ละอ่อนการเมือง - [ 7 พ.ค. 50 09:11:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ผมทำทั้งวัดพระธรรมกายและวัดอื่นๆ

แต่ลึกๆโดยส่วนตัวแล้วผมมักจะเลือกทำให้กับวัดที่ขาดแคลนก่อน


จากคุณ : ด้านมืด - [ 7 พ.ค. 50 09:19:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ใน  ขุ. วิมานวัตถุ ทัททัลลวิมาน ข้อ ๓๔  กล่าวถึง อานิสงส์ของสังฆทานว่า มากกว่า ทานธรรมดา
ดังนี้
นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว  ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวว่า
ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี  ทั้งเป็นผู้เรืองยศ  ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี  
ดิฉันไม่เคยเห็นท่าน  เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้เป็นครั้งแรก  ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน  จึงมาเรียกดิฉันด้วย
ชื่อเดิมว่า  ภัททา  ดังนี้เล่า
นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า
ข้าแต่พี่ภัททา  ฉันชื่อว่าสุภัททา  ในภพก่อนครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่  ดิฉันได้เป็นน้องสาวของพี่  
ทั้งได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่ด้วย   ดิฉันตายจากมนุษย์โลกนั้นมาแล้ว  ได้มาแล้วเกิดเป็นเทพ
ธิดาประจำสวรรค์  ชั้นนิมมานรดี
นางภัททาเทพธิดา  ถามต่อไปว่า
ดูก่อนแม่สุภัททา  ขอเธอได้บอกการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี  ซึ่งเป็นที่  ๆ  
สัตว์ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มากแล้วจึงได้มาบังเกิด  เธอได้มาเกิดในที่นี้  เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้  และใคร
เป็นครูแนะนำสั่งสอนเธอ  เธอเป็นผู้เรืองยศ  และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้  เพราะได้ให้ทานและ
รักษาศีลเช่นไรไว้  ดูก่อนแม่เทพธิดา  ฉันถามเธอแล้ว  นี่เป็นผลของกรรมอะไร  โปรดตอบฉันด้วย
นางสุภัททาเทพธิดา  ตอบว่า
เมื่อชาติก่อน  ดิฉันมีใจเลื่อมใส  ได้ถวายบิณฑบาต  ๘ ที่แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล  ๘ รูป  
ด้วยมือของตน  เพราะบุญกรรมนั้น  ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้  ฯลฯ  และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  เพราะ
บุญกรรมนั้น
นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า
พี่เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย  ผู้สำรวมดี  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์  ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ  
ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ  ครั้นให้ทานมากกว่าเธอแล้ว  ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ  ส่วน
เธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย  อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เหล่าแน่ะแม่เทพธิดา  ฉันถาม
เธอแล้ว  นี่เป็นผลเป็นกรรมอะไร  โปรดตอบฉันด้วย
นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน  ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรมทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่  จึงได้นิมนต์ท่าน
รวม ๘  รูปด้วยกัน  มีพระเรวตเถระเป็นประธาน  ด้วยภัตตาหาร  ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิด
ประโยชน์  อนุเคราะห์แก่ดิฉัน  จึงบอกดิฉันว่าจงถวายสงฆ์เถิด  ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน  ทักขิณา
ของดิฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน  อันดิฉันให้เข้าไปตั้งไว้ในสงฆ์  เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่ามีอยู่
เท่าไร  ส่วนทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสนั้น  เป็นรายบุคคล  จึงมีผลไม่มาก
นางภัททาเทพธิดา  เมื่อจะรับรองความข้อนั้น  จึงกล่าวว่า
พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มีผลมาก  ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็น
ผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ  ปราศจากความตระหนี่ถวายสังฆทาน  และไม่ประมาทเป็นนิตย์
เมื่อสนทนากันแล้ว  นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพวิมานของตนบนสวรรค์ขั้นนิมมานรดี  
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนานั้น   จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า   เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร  
มาสนทนากับเธอ  มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมด

 
 


จากคุณ : ไม่อยากแก่มากมาก - [ 7 พ.ค. 50 10:15:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

นางภัททาเทพธิดา  เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้น้องสาวว่ามีผลมาก     จึงทูลว่า
ขอเดชะ  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ  เทพธิดาผู้นั้นเมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย์โลก  
เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน  และยังได้เคยร่วมสามีเดียวกับหม่อมฉันด้วย  เธอสั่งสมบุญกุศล คือ  
ถวายสังฆทาน  จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้เพคะ
สมเด็จอมรินทราธิราช  เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทานจึงตรัสว่า
ดูก่อนนางภัททา  น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่าเธอ  ก็เพราะเหตุในปางก่อน  คือ  การถวาย
สังฆทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า  ครั้งประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ
ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่ผลมากของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มุ่งบุญ ให้ทานอยู่หรือทำ
บุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย  จะถวายในบุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก
พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า  ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค  ๔
จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้  ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง
ดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล  เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้  หรือทำบุญปรารภ
การเวียนเกิดเวียนตาย  ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก  พระสงฆ์นี้เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่  
ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ๆ ได้  เหมือนทะเลยาก
ที่คาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ฉะนั้น
พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นพระผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรเป็นเยี่ยม
ในหมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง  คือญาณของชาวโลก  ได้แก่  นำเอาแสงสว่าง  คือ  พระสัทธรรมที่
พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง  ปวงชนผู้ใคร่ต่อบุญเหล่าใด  ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์
ทักขิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็น
บูชากรรมที่บูชาแล้วชอบเพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน  มีผลมาก อันพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า
ทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ
ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก  มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้  เกิดปีติโสมนัส  ก็จะกำจัดมลทิน  
คือความตระหนี่ทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ความลังเลในใจ  และความวิปลาสอันเป็นมูลฐานเสียได้  ทั้งจะไม่
เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน  ชนเหล่านั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ที่เป็นแดนสวรรค์


[คลิกเพื่อชมภาพขนาดจริง]
 
 


จากคุณ : ไม่อยากแก่มากมาก - [ 7 พ.ค. 50 10:18:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ขอกลับมาคุยอีกครั้งหนึ่ง
กับเรื่องการทำบุญ กับวัดธรรมกาย ผมเห็นว่าหลายครั้ง มักจะเรี่ยไร่ เงินเป็นจำนวนมากซะจนเกินความจำเป็นในการใช่จ่าย และ ปัจจุบันทางวัดก็ไม่ได้ขัดสนหรือว่า มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอะไรที่จะต้องรับเงินบริจาคมากๆ
และยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับ วัดพระบาทน้ำพุ ด้วยแล้ว ผมยิ่งเห็นว่า ความจำเป็นในการได้รับเงินทุนของวัดพระบาทน้ำพุ น่าจะมากกว่า ด้วยซ้ำไป
ที่มักจะได้เห็นเป็นประจำจากลูกศิษญ์ ของทางวัดธรรมกาย คือ การบอกบุญ, เอาบุญมากฝากในรูปแบบต่างๆ มากมาย ตลอดปี ก็อยากจะฝากให้ลูกศิษย์วัดเหล่านั้น ลองเปลี่ยนไปหาเงินเข้าวัดพระบาทน้ำพุบ้าง น่าจะเกิดประโยชน์ และได้บุญมากกว่า
ส่วนเรื่องที่ คุณไม่อยากแก่มากมาก นำมาบอกว่า การถวายสังฆทาน เป็นทานที่ได้บุญเหนือทานใด ผมก็ขอขอบคุณ สำหรับข้อมูล แต่อยากจะฝากกลับไปว่า การทำสังฆทาน หรือ การทำบุญ ที่จะให้ได้บุญมากๆ ไม่จำเป็นจะต้องจัดงานใหญ่โต และ นำรูปที่ถ่ายอย่างสวยงามออกมาเผยแพร่เพื่อโปรโมท เพราะถ้ายิ่งทำแบบนี้มากเท่าไหร่ก็คงหนีไม่พ้นข้อหาทำไปเพื่อสร้างภาพเท่านั้นเอง
เพราะค่าใช่จ่ายส่วนอื่นที่มากกว่าเงินบริจาคที่ใช่ในการถวายสังฆทาน (ค่ารถ, ค่าเดินทาง, ค่าแรงต่างๆ ) เหล่านี้ มันเป็นค่าใช้จ่ายที่มากเกินความจำเป็นในการทำบุญไปหรือเปล่า ?


จากคุณ : saeikung - [ 7 พ.ค. 50 13:28:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ก็อยากจะฝากให้ลูกศิษย์วัดเหล่านั้น ลองเปลี่ยนไปหาเงินเข้าวัดพระบาทน้ำพุบ้าง น่าจะเกิดประโยชน์ และได้บุญมากกว่า
.............................................

อิอิ ขอตอบตามประสาคนที่มีแม่เข้าวัดพระธรรมกายและแม่ก็เอาดาวเทียมของวัดพระธรรมกายมาติดให้ผมดูน่ะครับ

คือเรื่องวัดพระบาทน้ำพุนี่ทางวัดพระธรรมกายได้ไปถ่ายทำเป็นมินิซีรีส์ มาออกในรายการฝันในฝัน ตั้งแต่ปีก่อนแล้ว มีการสัมภาษณ์เจ้าคุณวัดพระบาทน้ำพุ สัมภาษณ์คนป่วย ถ่ายภาพความเป็นอยู่ของผู้ป่วย และกิจกรรมของวัดพระบาทน้ำพุ แล้วนำมาถ่ายทอดผ่านดาวเทียมของวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปีก่อนแล้วครับ ผมเองยังได้ดูตั้งหลายตอน

ดังนั้น คห นี้ คงให้ความเห็นช้าไปแล้วครับ เพราะวัดพระธรรมกายเขาได้ร่วมบุญกับวัดพระบาทน้ำพุไปก่อนหน้านี้แล้วครับ


จากคุณ : ละอ่อนการเมือง - [ 7 พ.ค. 50 14:04:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

คนใจบุญ  เมื่อเห็นดี    ก็ทำทุกโอกาสแหละครับ
คนใจบาป มองไม่เห็น  แม้ครั้งเดียวก็ไม่ทำ


จากคุณ : adial - [ 7 พ.ค. 50 16:50:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

อยากถามลูกศิษย์ หรือ คนที่แสดงตัวว่าเป็นญาติธรรมของทางวัดธรรมกาย ใน Pantip ว่าเคยบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือวัด พระบาทน้ำพุบ้างหรือไม่


**********************

เคยทำบุญทั้งวัดพระบาทน้ำพุ  ช่วยเหลือวัดภาคใต้ 266 วัด (ทำแทบทุกเดือนตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา)  วัดแถวบ้าน  ร.พ.สงฆ์  ผ้าป่า,กฐินตามวัดต่าง ๆ ซึ่งจะทำทุกครั้งที่เพื่อนๆ มาบอกบุญ   ทำมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังเงินที่มีอยู่  ไม่เคยปฏิเสธบุญเลยซักครั้ง

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ค. 50 15:09:14

จากคุณ : msdu (msdu) - [ 8 พ.ค. 50 13:44:11 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 12

ทำบุญแสนวัดสร้างโบส์แสนหลัง    แต่สั่งสอนให้ต่างจากพระพุทธเจ้าก็เท่านั้น............มีคนมาบอกบุญแม่ผม....สร้างพระ...ประจำวันอะไรสักอย่าง
.......3หมืน..แม่บอกไม่มีตังเค้าบอกว่า..จ่ายก่อน5พันที่เหลือส่งเป็นเดือนๆๆไป.- -"......นี่สร้างพระหรือดาวส์ มอไซด์..เฮ้อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


จากคุณ : @LLTimE - [ 9 พ.ค. 50 12:41:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

คห 12 แม่คุณบุญเก่าดี
แต่ชาตนี้บุญไม่ถึง
จึงโดนมารแทรกละเอียดในธาตธรรมจำคิดรู้
ให้เกิดความตระหนี่เสียดายทรัพย์
และวิจิกิจฉา ลังเล สงสัย
ลาภใหย๋มาถึงแล้วไม่คว้า    น่าสมเพช

 
 


จากคุณ : nameoหงิก - [ 9 พ.ค. 50 23:40:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

อยากถามลูกศิษย์ หรือ คนที่แสดงตัวว่าเป็นญาติธรรมของทางวัดธรรมกาย ใน Pantip ว่าเคยบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือวัด พระบาทน้ำพุบ้างหรือไม

*************************************************************************************

เคยครับ บ่อยด้วย และไม่เฉพาะกับวัดพระบาทน้ำพุ วัดอื่นๆผมก็ทำ


จากคุณ : lucifer777 - [ 10 พ.ค. 50 12:51:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ธรรมกายมาจากไหน?

โดย ยอดธง ทับทิวไม้ 10 พฤษภาคม 2550 16:56 น.

    ประเทศไทยการเอาศาสนามาเป็นที่เคารพบูชากันอย่างทุกวันนี้มาจากศรีลังกา ในสมัยสุโขทัยเป็นพุทธศาสนาที่แยกศาสนาออกเป็นสองชนิดคือ ธรรมยุต มหานิกายที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งการแยกกันออกมาแล้ว ความจริงมันมาจากการเสื่อมของศาสนาพุทธเอง เพราะพุทธศาสนาได้เริ่มเข้ามามีการยอมรับนับถือกันในประเทศไทยและในเอเชียอาคเนย์นั้น ในสมัยสุโขทัยดูว่าทางไทยนำเอาพุทธพจน์และคำสอนต่างๆ ไว้ในประเทศสำหรับคนไทยทั้งหมดแม้แต่คัมภีร์โหราศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็ถูกนำเอามาสร้างความเชื่อถือกันในประเทศไทย เฉพาะอย่างยิ่งในสมัยสุโขทัยด้วย
     
       พุทธศาสนาก็อยู่มาได้โดยไม่มีริ้วรอยเสียหายอะไร ยังมีความหมายที่สำคัญต่อคนศรัทธาและเคารพเชื่อถือกันอยู่อย่างมั่นคง
     
       แต่เมื่อนานวันเข้ามา หรือเมื่อวันเวลาล่วงเลยมานานพอสมควร ศาสนาก็เสื่อมลงเช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะมีพวกมนุษย์[^_^]จำนวนมากที่ไม่มีอาชีพ หรือไม่มีความรู้ในการทำมาหากิน ก็อาศัยแอบแฝงเอาชื่อของพุทธศาสนาหรือความสำคัญของศาสนาสำหรับทำมาหากินกันมากขึ้น เพราะการเอาพุทธศาสนามาทำมาหากินนั้นไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากอ้างอิทธิฤทธิ์อะไรที่จะสามารถโกหกยกเมฆขึ้นมาให้คนเชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันคนโง่ที่พร้อมจะให้โกหกหลอกลวงเป็นเหยื่อนั้นมีมาก เหมือนคนไทยในสมัยนี้ไม่ว่าอะไรที่จะทำให้คนเชื่อถือได้ว่าการกระทำของตัวเองนั้นก็คือการทำและการปฏิบัติตามลัทธิศาสนา เช่น ผู้หญิงที่เข้ามาบวชเป็นแม่ชีจะต้องนุ่งเหลืองห่มเหลืองเช่นเดียวกับพระ และอ้างว่าเป็นพระภิกษุณีในพุทธศาสนาซึ่งอ้างว่าสำเร็จขั้นอรหันต์ซึ่งไม่เคยมีในสมัยพุทธกาล แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือวงการสงฆ์ไทยยอมรับ และชื่นชมกัน และพุทธศาสนาอีกพวกหนึ่งซึ่งในสมัยพุทธกาลไม่เคยมีพวกมนุษย์หน้าด้านพวกนี้เอาสัญลักษณ์พระพุทธเจ้าเข้ามาหุ้มห่อร่างกายเพื่อความสะดวกในการสร้างคุณงามความดีให้แก่ตัวเอง โดยอาศัยการโกหกพกลมเพียงอย่างเดียว หรืออีกพวกหนึ่งซึ่งมีวิธีหลอกลวงและต้มมนุษย์ ได้แก่ พุทธศาสนาลัทธิธรรมกายที่แยกออกมา ลัทธิธรรมยุตและมหานิกายที่กำลังระดมพระธรรมกายที่พวกตนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อหาโอกาสใช้พระอลัชชี และมนุษย์พวกนี้เข้ามาทำหน้าที่แทนพระธรรมยุต และมหานิกาย บางพวกที่ทำมาหากินอยู่แล้วในรูปของรัฐบาลอลัชชีในนามพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องถูกถีบออกไปจากประเทศไทยหลังจากนักการเมืองเดียรัจฉานทั้งหลายของเรายินยอมที่จะปฏิบัติการทำลายพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดตั้งรัฐบาลธรรมกายหรือรัฐบาลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะขึ้นมาบริหารประเทศกันต่อไป
     
       เมื่อคณะสงฆ์นอกพระธรรมวินัยเหล่านี้ตั้งขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องจัดตำแหน่งที่ทำมาหากินขึ้นแบ่งเฉลี่ยกันไปในหมู่พระ และนายทหารที่เป็นหัวหน้าให้มีโอกาสทำมาหากินกันได้ในนามศาสนาในตำแหน่งต่างๆ ในราชการบ้านเมืองก็จะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย รวมทั้งกรมกองที่พระอลัชชีกับพวกนี้จะเข้ามาบริหารก็จะต้องจัดตั้งขึ้นคือ กฎหมายลูกที่จะต้องออกตามรัฐธรรมนูญที่หลอกลวงข่มขู่เอาศาสนาพุทธมาเป็นศาสนาประจำชาติกันต่อไป
     
       เมืองไทยจะไปกันใหญ่ ไม่รู้ว่ารูปไหนแบบไหน?
     
       แต่แน่นอนที่สุดก็คือ พระอลัชชีที่อยู่กับความโลภ โกรธ หลงพวกนี้จะมีอำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหาของประเทศชาติประชาชนแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เราใช้กันมาในรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับ
     
       บรรดานักสังเกตการณ์ทางการเมืองและประชาชนที่รู้เรื่องดีเล่าลือกันว่าจุดประสงค์ของอลัชชีพวกนี้ก็คือ จะตั้งกลุ่มของตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือเป็นรัฐบาลเสียเอง ทำหน้าที่ด้วยการปล้นบ้านกินเมืองบนหลังประชาชนต่อไป
     
       ในความเป็นจริง ภาระหน้าที่ของพระพุทธศาสนาและสาวกของพระสงฆ์มีอย่างเดียวเท่านั้น ที่สั้นและรวบรัดที่สุดก็คือจะต้องไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ หรือพยายามกำจัดกิเลสเหล่านี้ให้หมดไป ความดับทำใจและตั้งตนไว้ในที่ชอบที่จะนำไปสู่ความดับและความหลุดพ้นทั้งตัวเองและการชี้ทางผู้อื่น
     
       เฉพาะอย่างยิ่ง การเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลให้ยอมจำนนต่อการเรียกร้องของพวกปล้นศาสนา โดยการคาดหมายกันว่าเมื่อการเรียกร้องเป็นผลและรัฐธรรมนูญเสร็จลงจนผ่านการเลือกตั้งไปแล้วก็จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาทำเงินกันต่อไป
     
       เป็นการโกหกหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่อีกวิธีหนึ่งของสัตว์นรกพวกนี้
     
       ทั้งๆ ที่บ้านเมืองมีขนบประเพณี และระเบียบวินัยอันดีงาม แต่เดียรถีย์เหล่านี้ก็บังอาจหวังกันว่าพวกเขาจะสามารถทำลายขนบประเพณีที่ได้รับรองกันมาแล้วหลายชั่วอายุคนว่าจะทำได้ง่ายๆ เพียงแค่อาศัย “ความอยาก ความด้าน ความหนา” ของพระเดชพระคุณที่แหวกพระธรรมออกไปหาชื่อเสียงด้วยวิธีง่ายๆ ก็เถอะ!
     
       ที่ผมต้องเขียนก็เพราะว่าไม่อยากให้ใครหลอกลวงใครต่อไปอีก ชีวิตแบบนั้นผมเจอมามากพอ เฉพาะพระที่ไม่กล้าปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ประชาชนเห็นแต่เที่ยวเดินขบวนเรียกร้องบังคับสาธุชนให้ทำในสิ่งที่ไม่มีอยู่ในพระธรรมวินัยหรือตรัสรู้มากไปกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้!
     
       จ้างให้มันเป็นกี่ชาติกี่ชีวิตมันก็เป็นไปไม่ได้!!
     
       และที่บัดซบที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งผมได้พบเห็นมาด้วยตนเองนั่นคือ พุทธศาสนาที่มีนามว่า ธรรมกาย
     
       คำว่าธรรมกายนั้นเป็นเพียงคำที่ภาษาพระหรือภาษาบาลีเรียกว่า บุคลาธิษฐานที่หมายถึงคำเปรียบเทียบรูปร่างหรืออักขระของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นเพียงนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรมที่มีตัวตนเป็นรูปเป็นร่าง เป็นคำที่มีการนำมาใช้น้อยในพระไตรปิฎก เฉพาะอย่างยิ่งในคัมภีร์พระธรรมบททุกๆ ภาคไม่เคยปรากฏว่ามีคำคำนี้อยู่แม้แต่คำเดียว จะเรียกกันอย่างนั้นก็ไม่น่าจะผิด
     
       ผมไม่แน่ใจว่าคำคำนี้จะมีในคัมภีร์ไหนที่เป็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในคัมภีร์พระไตรปิฎกที่พระมหาเปรียญเล่าเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ผมก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามี และนำมาใช้ในพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และค้นพบ
     
       ผมยืนยันได้ว่าธรรมกายไม่ใช่ศาสนาหรือหลักธรรมใดๆ ในพุทธศาสนา แต่เป็นคำบาลีคำหนึ่งที่นำมาใช้อธิบายถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า
     
       เฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือผมรับการอบรมวิชาธรรมกายนี้มาจากหลวงพ่อเจ้าของวิชานี้ด้วยตัวเองและผมก็รับไม่ได้ และหลวงพ่อก็คงเข้าใจว่าผมรับไม่ได้ เมื่อผมบอกว่าผมจะหยุดการเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านก็ตอบผมด้วยการพยักหน้าและมีเสียงลอดออกมาได้ก็คือ “ฮือ” คำเดียว
     
       หลวงพ่อองค์นั้นทุกคนเรียกว่าหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
     
       ท่านเป็นคนสุพรรณบุรี และมาอยู่ที่วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งทำหน้าที่ดูแลปกครองวัดปากน้ำภาษีเจริญด้วย แต่วัดไม่สามารถจะดูแลได้ทั่วถึง ที่ร้ายที่สุดก็คือบริเวณวัดแถบนั้นเป็นดงนักเลงที่ค่อนข้างดุยากที่จะมีใครดูแลได้ บังเอิญว่าหลวงพ่อสดนั้นท่านเป็นคนสุพรรณบุรี ก็มีคนเชื่อว่าท่านจะจัดการกับคนพวกนี้ได้ดีกว่าพระท่านอื่น ทางวัดพระเชตุพนจึงคิดว่าเอาคนสุพรรณบุรีนี่แหละเข้าไปดูแล หลวงพ่อก็ถูกเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
     
       ไม่เพียงแต่นักเลงจะเงียบไปเท่านั้น วัดปากน้ำกลายเป็นวัดที่มีคนอยู่อาศัยมากที่สุด เฉพาะแม่ชีที่จะเข้าไปฝึกวิชาวิปัสสนาที่เรียกว่าใครไม่มีที่อยู่ที่ไปที่ไหนก็เข้าวัดนี้จะอยู่ฟรีนอนฟรีทั้งสิ้น ทางด้านพระเณรก็เช่นเดียวกันมาจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าหากทางวัดรับเอาไว้แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร อาหารทั้งเช้าทั้งเพลทางวัดเลี้ยงหมดฟรีทั้งสิ้น
     
       เป็นวัดๆ เดียวในเมืองไทยสมัยนั้นที่เรียกว่าไม่มีการเบียดเบียนผู้คนหรือสัตว์ใดๆ
     
       พระเณรไม่ต้องออกบิณฑบาต ทางวัดจะมีพวกแม่ชีทำอาหารเช้า-เพลไว้สำหรับเลี้ยงพระเลี้ยงคนอดอยากไม่ว่าจะมาจากที่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งแม่ชีของวัด
     
       หัวหน้าแม่ชีหรือคนที่รับผิดชอบทุกอย่างแทนหลวงพ่อเป็นแม่ชีที่รับผิดชอบจริงๆ ใครๆ ก็เรียกแม่ชีคนนั้นว่า “แม่ชีท้วม” โดยไม่มีใครทราบว่ามีแม่ชีที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจุติมาจากไหนที่มาสร้างวัดธรรมกายใหม่ขึ้นคือ แม่ชีจันทร์ อะไรนั่นแหละ
     
       เมื่อสมัยที่ผมถูกเกณฑ์ให้บวชเป็นสามเณรในระยะเวลาสั้นๆ นั้น ผมถูกฝากไปอยู่กับวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรีซึ่งเป็นวัดธรรมดาวัดหนึ่งในฝั่งธนที่เรียกกันในสมัยนั้น
     
       วัดปากน้ำเป็นวัดเดียวในสมัยนั้นที่ได้ทำการอบรมสั่งสอนหลักพระธรรมที่มีชื่อเสียงอยู่ในวงการผู้เลื่อมใสไม่กว้างขวางนักคือวิชาที่เรียกว่า ธรรมกายที่โด่งดังในสมัยนี้
     
       หลวงพ่อสดเป็นพระที่เป็นพระจริงๆ ที่ผมเคยเห็นในชีวิตเป็นพระที่เต็มไปด้วยความเมตตา ไม่เคยตำหนิติเตียนใครแม้แต่ยามเดินในกุฏิจะไม่มีใครได้ยินเสียงเท้าของท่านแม้แต่แมงมุมในกุฏิก็ไม่เคยตกใจ ไม่เคยแสดงอาการเกรี้ยวกราดกับใคร
     
       วิธีพูดวิธีคิดของท่านมักจะทำให้คนที่ไม่รู้จักท่านดีก็อาจจะแปลกใจว่า ท่านทำไมจะต้องคิดหรือจะต้องทำอย่างนั้น
     
       ไม่ห่างจากกุฏิของท่านมากนัก เป็นกุฏิของหลวงพ่อองค์หนึ่งที่ค่อนข้างเก่าจะพังมิพังแหล่ นอกจากหลวงพ่อเจ้ากุฏิแล้วยังมีสามเณรองค์หนึ่งทุกคนเรียกว่า เณรเสริม แต่หลวงพ่อเรียกว่า ไอ้เสริม เณรองค์นี้เป็นเณรที่ชอบร้องเพลง ทั้งเพลงฉ่อยและลำตัดร้องชนิดเต็มเสียงได้ยินไปไกลจะรำด้วยหรือเปล่าไม่เคยมีใครเห็น วันหนึ่งมีเสียงเพลงดังขึ้นที่กุฏิทางด้านนั้น ท่านให้พระองค์หนึ่งไปเรียกไอ้เสริมของท่านมาพบเดี๋ยวนั้นเป็นการด่วน ไม่กี่นาทีมาถึงกุฏิ หลังจากก้มลงกราบเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็ถามไอ้เสริมขึ้นว่า “ทำไมมรึงต้องร้องเพลงยังงี้ทุกวันวะ”
     
       สามเณรตัวแสบของเราก็ตอบว่า “มันสนุกดีครับ หลวงพ่อ”
     
       “ประเพณีนะเขาห้ามร้องรำทำเพลง มรึงไม่รู้หรือเป็นพระเป็นสงฆ์?”
     
       “ไม่รู้ครับ”สามเณรเสริมตอบชัด
     
       “มรึงรู้จักความดีบ้างไหมว่ามันคืออะไร ไอ้เสริม?”
     
       “ไม่รู้จักครับ หลวงพ่อ”
     
       หลวงพ่อสดพยักหน้า พร้อมกับบอกว่า “เออ, มรึงกลับไปเถอะ!”
     
       ไอ้เสริมของท่านก้มลงกราบแล้วก็เดินออกไปจากกุฏิทันที และที่สำคัญก็คือการที่หลวงพ่อพูดเท่านั้นเพราะอะไร ลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นฆราวาสที่นั่งอยู่ที่นั่นด้วยอ้าปากค้างและอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ทำไมหลวงพ่อพูดเท่านั้นละครับ ยังงี้ต้องสั่งสอนกันให้หนักสักหน่อย”
     
       “สอนมันยังไง มันบอกว่าความดีมันไม่รู้จัก แล้วจะเอาอะไรไปพูดกับมัน?” หลวงพ่อตอบเบาๆ
     
       นั่นคือหลวงพ่อสด และธรรมกายที่ลูกศิษย์วัดปากน้ำได้ศึกษากันในยุคนั้น
     
       ไม่รุกรานชาวบ้าน ไม่ต้มมนุษย์ ไม่ใช่เที่ยววิ่งฮุบที่ดินชาวบ้านขายหรือเอามาสร้างพรรคการเมืองผีบอกอย่างที่ทำกันอยู่!!


จากคุณ : พุทธะ (patarapan) - [ 11 พ.ค. 50 23:15:14 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

คลิกเพื่อเลือก : โพสไฟล์ประกอบ / วาดภาพประกอบ / โพสคลิปวิดีโอ
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom