ท่านเชื่อหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าสามารถอยู่ใด้ตลอดกัลป์ และกัปป์กัลป์แปลว่าอะไรกันแน่?

ผมยกข้อความมาจากหน้า 436 ในหนังสือพระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ ของ แสง จันทร์งาม

ปัญหา -  พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงหรือว่า  ถ้ามีพระประสงค์   พระพุทธองค์อาจจะทรงพระชนม์อยู่ได้เป็นเวลาถึง 1 กัลป์ ?

พุทธดำรัสตอบ  -  ดูก่อนอานนท์  เมืองเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์  อุเทนเจดีย์เป็นที่น่ารื่นรมย์  โคตมกเจดีย์เป็นที่น่ารื่นรมย์  สัตตัมพะเจดีย์เป็นที่น่ารื่นรมย์  พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์   อิทธบาท 4  อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว  สั่งสมแล้ว   กระทำให้มากแล้ว  กระทำให้เป็นยาน   กระทำให้เป็นฐาน  ให้คล่องแคล่วแล้ว   สั่งสมแล้ว   ปรารภดีแล้ว  ผู้นั้นเมื่อปรารถนาอยู่  พึงดำรงอยู่ได้กลป์หนึ่งหรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง


คำถามของผมคือว่า    ท่านเชื่อในอรรถกถาว่ากัปป์เป็นช่วงเวลาอายุขัยของคน  และกัปป์กัลป์ไม่ได้มีความหมายอย่างใด?

จากคุณ : tuenum - [ 22 มี.ค. 50 18:05:08 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

คืองี้ครับ กัลป์ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าใครก็ตามที่เจริญพรหมวิหาร 4 จะเจริญอายุขัยได้ 1 กัลป์ในความหมายของท่านคือ อายุขัยของมนุษย์ยุคนั้นๆ เช่น สมัยพุทธกาล คนอายุขัย 100 ปี สมัยพุทธกาล 1 กัลป์ ก็จะเท่ากับ 100 ปี  สมัยปัจจุบัน อายุขัยคน 74 ปี 1 กัลป์ของปัจจุบันก็คือ 74 ปี เป็นต้น ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อานนท์ ถ้าเธอขออารธนา พระองค์จะอยู่ถึง 100 ปีก็ได้ แต่พระอานนท์ไม่ได้ขอ แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสถามถึงสามครั้งก็ตาม ผมเองก็คิดว่างี้ครับ เพราะนี่ก็ฟังท่านพระอาจารย์ปราโมชมา

แก้ไขเมื่อ 22 มี.ค. 50 18:37:42

จากคุณ : Mr.Terran - [ 22 มี.ค. 50 18:36:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 2

เชื่อ...

แต่กัปล์ในความหมายที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น  น่าจะหมายถึงมหากัปล์  คืออายุของโลก มากกว่าอายุกัปล์(อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้นๆ)

กัปล์ หรือ กัปป์ หรือ กัป หรือกัลป์  มาจากรากศัพท์ว่า  กปฺป   แปลว่า  สำเร็จ หรือ สิ้นสุด


จากคุณ : Ck (Clarke) - [ 22 มี.ค. 50 19:20:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

กระทำให้เป็นยาน   กระทำให้เป็นฐาน  ให้คล่องแคล่วแล้ว   สั่งสมแล้ว   ปรารภดีแล้ว  ผู้นั้นเมื่อปรารถนาอยู่  พึงดำรงอยู่ได้กลป์หนึ่งหรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง


............................
น่าจะหมายถึง พรหม การจุตในภพถูมิที่เรียกว่า รูปพรหม อรูปพรหม มีอายุขัยเกินกว่าการเกิดดับของโลกดวงหนึง


จากคุณ : นายไวรัส - [ 22 มี.ค. 50 19:48:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

คือ  เป็นปริศนาธรรมมากกว่า ครับ
ไม่ถึงขนาดนั้นครับ
เพราะ  พระองค์เองก็รู้
การ  เกิด  แก่  เจ็บ และ ตาย


จากคุณ : เทพพิสดาร - [ 22 มี.ค. 50 19:49:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

"พึงดำรงอยู่ได้กลป์หนึ่งหรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง"


เป็นอายุกัปป์ตามอรรถกถา    อรรถกถานั้น  เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่สืบทอดกันมา  ไม่ใช่การอธิบายเองของพระพุทธโฆษาจารย์



เพราะหากไม่ใช่อายุกัปป์  ก็ควรเป็นมหากัปป์   คือ อายุขัยของโลกใบนี้


หากทรงตรัสว่า  เมื่อพระองค์จำนงค์อยู่  จะทรงอยู่ได้ตลอดกัปป์นั้น  ไม่ใช่อายุกัปป์  แต่เป็นมหากัปป์  จะหมายความว่า



หนึ่ง   "พึงดำรงอยู่ได้กลป์หนึ่งหรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง" =  ทรงอยู่ได้กระทั่งโลกแตกแล้ว  พระองค์ก็ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่  จะทรงประทับอยู่ ณ ที่แห่งใดเล่า  เมื่อเกินกัปป์หนึ่งไปแล้ว  เมื่อโลกแตกไปแล้ว



สอง  หากพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ได้ด้วยอายุกัปป์  และพระอานนท์ทูลอาราธนาให้ทรงอยู่  หากเป็นอย่างนั้น

ในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์  ในภัทรกัปป์นี้  จะมีพระพุทธเจ้าสองพระองค์  

ซึ่งเป็นไปไม่ได้  



ดังนั้น  ความว่ากัปป์นี้  หมายความถึงอายุกัปป์  บัณฑิตรับรองว่าถูกต้องแล้วครับ


จากคุณ : SpiritWithin - [ 22 มี.ค. 50 20:04:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค
๓. มหาปรินิพพานสูตร (๑๖)



           [๙๔] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองเวสาลี ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตแล้ว เวลาปัจฉาภัตเสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า
ดูกรอานนท์ เธอจงถือเอาผ้านิสีทนะไป เราจักเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ เพื่อพักผ่อนตอนกลางวัน

           ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ถือเอาผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ ฯ


          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ครั้นเสด็จเข้าไปแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ท่านพระอานนท์ปูลาดถวาย ฝ่ายท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

          ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกะท่านว่า

          ดูกรอานนท์ เมืองเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ โคตมเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ พหุปุตตเจดีย์ สารันทเจดีย์
ปาวาลเจดีย์ ต่างน่ารื่นรมย์ อิทธิบาททั้ง ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้วปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป


           ดูกรอานนท์ อิทธิบาททั้ง ๔ ตถาคตเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคต
นั้น เมื่อจำนงอยู่ จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป

            แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิตอันหยาบ โอภาสอันหยาบอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน จึงมิได้ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์ของชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายดังนี้ เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ ฯลฯท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน ... เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว ฯ



            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า เธอจงไปเถิดอานนท์ เธอรู้กาลอันควรในบัดนี้ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล ฯ



อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค
มหาปรินิพพานสูตร


อคฺคสาวกนิพฺพานวณฺณนา


บทว่า กปฺปํ ได้แก่อายุกัป. พระตถาคต เมื่อกระทำอายุประมาณของเหล่ามนุษย์ในกาลนั้นๆ ให้บริบูรณ์พึงดำรงอยู่. บทว่า กปฺปาวเสสํ วา ได้แก่ เกินกว่าร้อยปี ที่ตรัสไว้ว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย น้อยกว่าร้อยปีหรือเกินกว่านั้น.



ทีฆนิกาย  มหาวรรค  
มหาปรินิพพานสูตร

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=10&A=1888&Z=3915&pagebreak=0

ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=67&p=2#อคฺคสาวกนิพฺพานวณฺณนา


จากคุณ : SpiritWithin - [ 22 มี.ค. 50 20:19:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

คิดว่าเป็นอายุขัยมากกว่า เหตุผลแรกคืออย่างที่คุณ spirit ว่า
อีกเหตุผลหนึ่งคือ
"ถ้าพระพุทธเจ้า ทรงอยู่เกินอายุคนคนหนึ่ง แล้วจะไปสอนใครได้เล่าว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะสอนได้
อย่างไรว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์ นี่ขัดกับคำสอนพระองค์เอง

เมื่อองค์พระศาสดาไม่ตาย ใครจะเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้ไตรลักษ์เล่า


จากคุณ : 4 (บีโกะ) - [ 22 มี.ค. 50 20:26:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ตามคุณ SpiritWithin    อธิบายไว้ถูกต้องแล้วครับ เจริญ
อิทธิบาท 4   เป็นเรื่องเหนือสติปํญญาที่มนุษยข์จะคิดเอา
เองได้  ปัจจุบันก็มีพระผู้สมเร็จหลายท่าน ยังคงมีพระชนม์
ชีพอยู่ มีอายุหลายร้อยปี เป็นพันปีก็มี เห็นที่พูดถึงก็มีพระ
อุปคุปต์ พระอรหันต์หลังพุทธกาล 500 ปี ยังมีพระชนม์ชีพ
อยู่ครับ ไม่ต้องเชื่อก็ได้ครับ


จากคุณ : วรกร - [ 22 มี.ค. 50 21:18:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ทิวน้ำอธิบายในอีกกระทู้หนึ่งก็มีเหตุผลน่าฟัง  พระอรหันต์อย่างพระครูเทพโลกอุดรครูบาอาจารย์หลายท่านว่าท่านยังมีอายุเกิน 800 ปี  พระอุปคุตต์ ท่านอยู่ใต้บาดาลก็มีอายุเป็นพันปี  พระพุทธองค์เจริญอิทธิบาท 4  มีเจโตวิมุติเป็นฐานแล้ว  เราจะเอาความคิดของคนธรรมดาไปบอกว่ากัปป์หรือกัลป์เท่ากัน 100 ปี 120 ปีได้อย่างไร ผู้ถึงระดับนี้ ถ้าทำได้แค่ยืดอายุแค่ร้อยปี ไม่เรียกพุทธะหรอกครับ ขุนรามอะไรที่ปลุกเสกจตุคามรามเทพ ยังอายุตั้ง 108 ปี ขนาดแกทานว่านนะครับ มีวิชาไม่ถึงพระพุทธเจ้าด้วย
อย่าเอาการตีความโง่และผิดมาจับพระพุทธเจ้าเลย พูดไปขายหน้าเปล่า พพจ ต่ออายุแค่ร้อยปี ตลกและโง่ที่สุด


จากคุณ : มีดบินลี้น้อย - [ 22 มี.ค. 50 21:56:11 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

เห็นคนที่ ไม่ตลกและไม่โง่ที่สุด แล้วรู้สึกน่าเหนื่อยหน่ายใจ ...........



เก่งและเชี่ยวชาญบาลีกว่า พระอรรถกถาจารย์เสียด้วย
คนแถวนี้ มันไม่ธรรมดากันจริงๆ  !!!!!!



หุหุหุ



ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 22 มี.ค. 50 22:28:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

เฮอ เหนื่อยหน่ายใจ ขนาดยกเหตุผลมาอ้างแบบนี้ ก็ไปอ้างบาลี เพิ่งรู้ว่าอิทธิบาทสี่ ทำได้น้อยกว่าวิชาขุนรามจตุรคามรามเทพอีก แต่อ่านไตรปิฎกมาก นึกว่าจะฉลาด แต่กลับทำให้คนทึบ ไม่ได้สอนให้ใครฉลาดเลย กลับโง่จมปลักไม่รู้จักเหตุผล คนแบบนี้นี่แหละทำให้ศาสนาพุทธสูญจากอินเดีย เพราะเถรตรงแบบโง่ๆ กัปป์หนึ่งเท่ากับร้อยปี เลี่ยงบาลีชัดเจน แต่ทะลึ่งบอกรักษาบาลีได้อีก พวกทุมังกุชัดๆ

จากคุณ : มีดบินลี้น้อย - [ 22 มี.ค. 50 23:02:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ที่จริง  น่าจะเอามาจากอรรถกถาเล่มอื่นๆ  นัยะอื่นๆอีก เพราะในอรรถกถา  ดูเหมือนจะไม่ใช่มีแค่ความเห็นเดียว  ยังมีความเห็นอื่นๆอีก  ที่บอกว่า  หมายถึงมีอายุตลอดถึงสิ้นกัปล์เลยนั่นแหละ  ไม่รู้กี่อสงไขยปีนั่นแหละ

  แต่เดาเอาตามความเห็นส่วนตัว  คิดว่าน่าจะหมายถึงอายุไปหลายๆสิบหรือหลายๆแสนอสงไขยปีจนสิ้นกัปล์นั่นแหละ (อย่าไปห่วงว่าสิ้นกัปล์แล้วพระพุทธเจ้าจะไม่มีที่ประทับ  เพราะกัปล์จะโดนทำลายไปถึงแค่อาภัสสราพรหมเท่านั้น  พรหมชั้นสูงๆกว่านั้น ยังคงตั้งอยู่ปกติ  พระองค์จะไปอยู่ชั้นไหนก็ได้  ไม่มีปัญหาสำหรับพระพุทธเจ้า)


จากคุณ : Ck (Clarke) - [ 22 มี.ค. 50 23:24:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

 แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิตอันหยาบ โอภาสอันหยาบอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน จึงมิได้ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์ของชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายดังนี้ เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ ฯลฯท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน ... เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว ฯ


.............................

คุณ SpiritWithin

มารที่เข้าดลใจ นี้  อรรถกถาจารย์ ตีความว่า คืออะไรครับ...  คงไม่ใช่เทพบุตรมารใช่ไหมครับ

แก้ไขเมื่อ 22 มี.ค. 50 23:43:09

แก้ไขเมื่อ 22 มี.ค. 50 23:42:37

แก้ไขเมื่อ 22 มี.ค. 50 23:42:11

แก้ไขเมื่อ 22 มี.ค. 50 23:41:43

จากคุณ : ดีกว่าชีวิต - [ 22 มี.ค. 50 23:41:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 15

มารที่เข้าดลใจนั้น คือพวกเทวปุตตมารนั่นแหละ  ทำนองเดียวกับซาตานของคริสต์นั่นแหละ

จากคุณ : Ck (Clarke) - [ 23 มี.ค. 50 00:18:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

กัป เรื่องนี้ผู้รู้เขาอธิบายไว้หลายท่าน เจ้าคุณ ป.อ.ปยุตโต คุณเสฐียรพงศ์ และครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน

ผมก็จำได้ และมาเล่าต่อเท่านั้น เพราะไม่ได้เป็นผู้รู้ หรือครูบาอาจารย์แต่อย่างใด

เรื่องกัป (เวลา) มีทัศนะใน 3 แบบคือ

1. แบบพราหมณ์ คือ เป็นตามอายุของพรหม เป็นแสนๆปีบ้าง เป็นล้านๆปีบ้างตามแต่ละท่านผู้รู้เขา

2. แบบ กัปของชีวิตมนุษย์ ท่านผู้รู้ก็อธิบายว่า เท่ากับ 1 ช่วงอายุของมนุษย์ คือ 100 ปี

3. กัป แบบคาบเวลา(ช่วงระยะเวลา) ท่านผู้รู้ทางบาลี และพุทธศาสนา ท่านว่า เท่ากับ 10 ปี

เท่าจำได้ จากข้อเขียนท่านผู้รู้ ครูบาอาจารย์ต่างๆ  ท่านให้พิจารณาเอาว่า คำกล่าวข้อความนั้น
ใครพูด มีความเชื่อเช่นไร กำลังกล่าวถึงอะไร

เช่นผู้พูดเป็นพรหมณ์ พูดเรื่องพระพรหม ก็ต้องแบบ 1
หรือ
กล่าวถึงเรื่องอายุโลก ก็ต้องแบบ 1 หากเป็นแบบ 2 หรือ แบบ 3 คงแปลกพิลึก
หรือ
หากพูดถึงอายุคนว่ามีอายุตลอดกัป ก็น่าจะเป็นการกล่าวแบบ 2 ไม่งั้นมันขัดกับหลักความจริง
หรือ
หากพูดเรื่องช่วงเวลา เช่นพระพุทธเจ้าทรงปรารภถึง ว่าหากพระอานนท์ทูลขอท่านสามครั้ง ท่านก็ใช้ อิทธิบาท4
อยู่ต่ออีก1-2 กัป ท่านผู้รู้ท่านอธิบายว่า อยู่อีก 10-20 ปี

หากสงสัยประการใด พึงเสาะแสวงผู้รู้ท่านอื่นๆเทียบเคียง เพราะผมก็จำขี้ปากผู้รู้เขามาเล่าต่อเหมือนกัน


จากคุณ : qazse - [ 23 มี.ค. 50 01:35:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ถ้าเข้าใจปรัชญาเรื่อง นิรมานกาย และ ธรรมกาย ของพุทธเถรวาท
ก็คงไม่ต้องมาถกเถียงกันให้ฟุ้งขนาดนี้ !!!!!!

ที่พูดกันมาทั้งหมดนี้ ......

1) มีใครกล้าบอกบ้างว่า มีความรู้ความเข้าใจ
ในภาษาบาลี ดีกว่าพระอรรถกถาจารย์ เมื่อพันกว่าปีก่อนบ้าง ??????

2) มีใครที่ได้ อภิญญา6 วิชชา3 วิชชา8 จนสามารถใช้คุณวิเศษเหล่านี้
ในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาของกระทู้นี้ได้บ้าง ?????

ถ้าคุณๆทั้งหลาย จะปฏิเสธความเห็นของอรรถกถาจารย์ ย่อมต้องหมายความว่า
คุณจะต้องมี คุณสมบัติที่ดีเด่นอย่างใดอย่างหนึ่งในสองข้อที่ผมกล่าวมานี้

ฉนั้น ใครบ้างล่ะ ที่มีสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังที่ผมกล่าวมา ????????
เพราะถ้าคุณๆไม่มีคุณสมบัติดังที่ว่ามานี่เลย ผมก็ขอถามกลับว่า ......
คุณวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้ โดยใช้อะไรเป็นหลักเกณท์ ?
หรือว่าคุณใช้แต่เพียงแค่ ความคิดเห็นของตนเองเท่านั้น !!!!!!

อย่างนี้ เรียกว่า คิดอย่างมีหลักการ และมาตรฐานได้หรือเปล่าครับ ?



ขอให้ลองตรองดู ก่อนที่จะยืนยันความเห็นใดๆออกมา
การพูดคัดค้านอรรถกถาจารย์ การพูดจาดูหมิ่นอรรถกถาจารย์ นั้นทำง่ายครับ
แค่เป็นคนเลว ไม่รู้คุณครูบาอาจารย์ก็ทำได้แล้ว .........
แต่ปัญหาข้อใหญ่ที่ตามมาก็คือ คุณคิดโดยใช้สิ่งใดเป็นหลักเกณท์ล่ะ ????


อย่าบอกนะว่าใช้ ตัวกูของกู !!!!!!



หุหุหุ





ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 23 มี.ค. 50 06:39:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

กัป, กัลป์ กาลกำหนด, ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน ที่กำหนดว่าโลกคือสกลจักรวาฬประลัยครั้งหนึ่ง (ศาสนาฮินดูว่าเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของพระพรหม)
      ท่านให้เข้าใจด้วยอุปมาว่าเปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูงด้านละ ๑ โยชน์ ทุก ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวนานกว่านั้น;
      กำหนดอายุของโลก;
      กำหนดอายุ เรียกเต็มว่า อายุกัป เช่นว่า อายุกัปของคนยุคนี้ ประมาณ ๑๐๐ ปี

*************************************************

อายุกัป, อายุกัปป์ การกำหนดแห่งอายุ, กำหนดอายุ, ช่วงเวลาแต่เกิดถึงตายตามปกติ หรือที่ควรจะเป็น ของสัตว์ประเภทนั้นๆ ในยุคสมัยนั้นๆ;


*************************************************

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


จากคุณ : Ritti Janson - [ 23 มี.ค. 50 08:49:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

..............ฯลฯ
ครั้นตรัสโดยไม่ชี้ชัดลงไปอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงชี้ชัดลงไปอีกครั้ง จึงตรัสคำว่า ตถาคตสฺส โข ดังนี้เป็นต้น. และในคำเหล่านี้ คำว่า กัป หมายเอาอายุกัป (กำหนดอายุ). ในกาลนั้น อันใดเป็นประมาณอายุของพวกมนุษย์ บุคคลพึงทำประมาณอายุนั้นให้บริบูรณ์ดำรงอยู่.
              คำว่า กปฺปาวเสสํ คือ หรือเกินร้อยปีที่ตรัสว่า กัปหรือเกิน.
              ฝ่ายท่านพระมหาสิวเถระกล่าวว่า สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่มีการคุกคามในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็เหมือนเมื่อทรงข่มเวทนาปางที่แทบจะสิ้นพระชนม์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเวฬุวะ (เวฬุวคาม) ตั้งสิบเดือนนั่นแหละฉันใด ก็ฉันนั้น เมื่อทรงเข้าสมาบัตินั้นบ่อยๆ พึงข่มไว้ได้เป็นสิบเดือน ก็จะพึงทรงดำรงอยู่ได้ตลอดภัทรกัปนี้ทีเดียว.
              ถามว่า ก็ทำไมจึงไม่ทรงดำรงอยู่เล่า.
              ตอบว่า ขึ้นชื่อว่าพระสรีระที่เป็นผลของกรรมที่ถูกกิเลสเข้าไปยึดครองแล้ว ถูกชราทั้งหลายมีพระทนต์หักเป็นต้นจะครอบงำ ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ถึงความเป็นผู้มีพระทนต์หักเป็นต้นเลย ก็ย่อมปรินิพพานในส่วนพระชนมายุที่ ๕ ในเวลาที่ยังทรงเป็นที่รักที่ชื่นใจของคนจำนวนมากนั่นเอง แต่เมื่อเหล่าพระมหาสาวกผู้เป็นพุทธานุพุทธปรินิพพานแล้ว ก็ย่อมเป็นสรีระที่ต้องตั้งอยู่โดดเดี่ยว เหมือนตอไม้. หรือมีภิกษุหนุ่มและสามเณรห้อมล้อมบ้าง แต่นั้นก็จะต้องถึงความเป็นผู้ที่พึงถูกเยาะเย้ยเหยียดหยามว่า โอ้ บริษัทของพวกพุทธ์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ดำรงอยู่. แต่เมื่อตรัสคำเช่นนี้แล้ว มารนั้นก็ชอบใจ.
              คำว่า อายุกัป นี้แหละ ท่านได้ชี้ชัดลงไปในอรรถกถาแล้ว.


อ้างจาก อรรถกถา สังยุตตนิกาย
มหาวารวรรค อิทธิปาทสังยุตต์ ปาวาลวรรคที่ ๑
๑๐. เจติยสูตร


จากคุณ : Ritti Janson - [ 23 มี.ค. 50 08:55:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

คุณ : Ck (Clarke)

งั้นถ้าเป็น เทวบุตรมาร มาดลใจ  แสดงว่ามารอาราธนาให้พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน อะสิ
แล้วพระพุทธเจ้าก็รับคำเชิญนั้นซะด้วย....  

บางคนตีว่าเป็นกิเลสมาร    ขันธมาร...


จากคุณ : ดีกว่าชีวิต - [ 23 มี.ค. 50 09:21:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

อายุปริจฺเฉทวณฺณนา              
             

แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุพเพนิวาส ด้วยสามารถกำหนดกัป โดยนัยเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ไป ดังนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงด้วยสามารถกำหนดชาติเป็นต้นของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าพระวิปัสสี ดังนี้.
              ในบทเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในการกำหนดอายุ.
              บททั้งสองนี้ว่า ปริตฺตํ ลหุกํ เป็นไวพจน์ของอายุน้อยนั่นเอง. ด้วยว่า อายุใดน้อย อายุนั้นย่อมเป็นของนิดหน่อยและเยา.
              บทว่า อปฺปํวา ภิยฺโย คือ อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปีมีน้อย. ครั้นยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ย่อมเป็นอยู่ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี หรือ ๖๐ ปี. แต่คนอายุยืนอย่างนี้หาได้ยากนัก ได้ข่าวว่า คนโน้นอยู่นานอย่างนี้ ควรพากันไปดูในที่นั้นๆ.
              บรรดาคนมีอายุยืนนั้น นางวิสาขาอุบาสิกาอยู่ได้ ๑๒๐ ปี พราหมณ์โปกขรสาติ พราหมณ์พรหมายุ พราหมณ์เสละ พราหมณ์พาวริยะ พระอานนทเถระ พระมหากัสสปเถระก็เหมือนกัน แต่พระอนุรุทธเถระอยู่ถึง ๑๕๐ ปี พระพากุลเถระอยู่ ๑๖๐ ปี ท่านผู้นี้มีอายุยืนกว่าทั้งหมด. แม้ท่านก็อยู่ไม่ถึง ๒๐๐ ปี.
              ก็พระโพธิสัตว์แม้ทั้งปวงมีพระวิปัสสีเป็นต้น ถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ด้วยอสังขาริกจิต สหรคตด้วยโสมนัสและสัมปยุตด้วยญาณ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา. เมื่อถือปฏิสนธิด้วยจิตดวงนั้นจะมีอายุอสงไขยหนึ่ง. ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทั้งปวง จึงมีอายุอสงไขยหนึ่ง.
              ถามว่า เพราะเหตุไร ท่านเหล่านั้นจึงไม่ตั้งอยู่ถึงอสงไขย.
              ตอบว่า เพราะความวิบัติแห่งฤดูและโภชนะ. จริงอยู่ อายุย่อมเสื่อมบ้าง ย่อมเจริญบ้างด้วยอำนาจแห่งฤดูและโภชนะ.
              ในข้อนั้น เมื่อใดพระราชาทั้งหลายไม่เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้นอุปราช เสนาบดี เศรษฐี สกลนคร สกลรัฐ ก็ย่อมไม่ประกอบด้วยธรรมเหมือนกัน. เมื่อเป็นดังนั้น อารักขเทวดาของชนเหล่านั้น ภุมมเทวดาผู้เป็นมิตรของเทวดาเหล่านั้น อากาสัฎฐกเทวดาผู้เป็นมิตรของภุมมเทวดา อุณหวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของอากาสัฎฐกเทวดา อัพภวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของอุณหวลาหกเทวดาเหล่านั้น สีตวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของอัพภวลาหกเทวดาเหล่านั้น วัสสวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของสีตวลาหกเทวดาเหล่านั้น จาตุมมหาราชิกาเทวดาผู้เป็นมิตรของวัสสวลาหกเทวดาเหล่านั้น ดาวดึงสเทวดาผู้เป็นมิตรของจาตุมมหาราชิกาเทวดาเหล่านั้น ยามาเทวดาผู้เป็นมิตรของดาวดึงสเทวดาเหล่านั้นเป็นต้น ตราบเท่าถึงภวัคคพรหม เว้นพระอริยสาวกเทวดาทั้งหมด แม้พรหมบริษัท ก็เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม.
              พระจันทร์พระอาทิตย์ย่อมดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ เพราะเทวดาเหล่านั้นไม่ประกอบด้วยธรรม. ลมย่อมไม่พัดไปตามทางลม. เมื่อลมไม่พัดไปตามทางลม ย่อมทำให้วิมานซึ่งตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน. เมื่อวิมานสะเทือน พวกเทวดาก็ไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา เมื่อเทวดาไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา ฤดูหนาว ฤดูร้อนย่อมไม่เป็นไปตามฤดูกาล. เมื่อฤดูไม่เป็นไปตามฤดูกาล ฝนย่อมไม่ตกโดยชอบ บางครั้งตก บางครั้งไม่ตก ตกในบางท้องที่ ไม่ตกในบางท้องที่ ก็เมื่อตกย่อมตก ขณะหว่าน ขณะแตกหน่อ ขณะแตกก้าน ขณะออกรวง ขณะออกน้ำนมเป็นต้น ย่อมตกโดยประการที่ไม่เป็นอุปการะแก่ข้าวกล้าเลย และแล้งไปนาน ด้วยเหตุนั้น ข้าวกล้าจึงสุกไม่พร้อมกัน ปราศจากสมบัติมีกลิ่นสีและรสเป็นต้น. แม้ในข้าวสารที่ใส่ในภาชนะเดียวกัน ข้าวในส่วนหนึ่งดิบ ส่วนหนึ่งเปียกแฉะ ส่วนหนึ่งไหม้. บริโภคข้าวนั้นเข้าไปย่อมถึงโดยอาการ ๓ อย่างในท้อง. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีโรคมากและมีอายุน้อยด้วยเหตุนั้น. อายุย่อมเสื่อมด้วยอำนาจของฤดูและโภชนะด้วยประการฉะนี้โดยแท้.
              แม้ทวยเทพทั้งปวงตลอดถึงพรหมโลกย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม โดยนัยอันมีในเบื้องต้นว่า ก็เมื่อใดพระราชาเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้นแม้เสนาบดีและอุปราชก็เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมดังนี้. เพราะทวยเทพเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมดำเนินไปโดยสม่ำเสมอ. ลมย่อมพัดไปตามทางของลม ย่อมไม่ทำให้วิมานที่ตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน. เมื่อวิมานไม่สะเทือนพวกเทวดาก็มีแก่ใจเล่นกีฬา. ฤดูย่อมเป็นไปตามกาลอย่างนี้. ฝนย่อมตกโดยชอบเกื้อกูลข้าวกล้าตั้งแต่ขณะหว่าน ตกตามเวลา แล้งไปตามเวลา. ด้วยเหตุนั้น ข้าวกล้าสุกพร้อมกัน มีกลิ่นหอม มีสีงาม มีรสอร่อย มีโอชะ. โภชนะที่ปรุงด้วยข้าวกล้านั้นแม้บริโภคแล้วก็ถึงความย่อยง่าย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีโรคมีอายุยืนด้วยเหตุนั้น. อายุย่อมเจริญด้วยอำนาจฤดูและโภชนะด้วยประการฉะนี้.
              ในบรรดาพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระสิขีทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ ๗๐,๐๐๐ ปี ดังนั้น ท่านกำหนดอายุนี้ไว้ คล้ายกับเสื่อมไปโดยลำดับ แต่ไม่ใช่เสื่อมอย่างนั้น.
              พึงทราบว่าอายุเจริญ เจริญแล้วเสื่อม.
              ถามว่า อย่างไร.
              ตอบว่า ในภัทรกัปนี้ก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี กำหนดอายุไว้ ๕ ส่วน ดำรงอยู่ ๔ ส่วน เมื่อถึงส่วนที่ ๕ ก็ปรินิพพาน. อายุนั้นเสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่ออายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย จากนั้นก็เสื่อมดำรงอยู่ในขณะที่สัตว์มีอายุ ๓๐,๐๐๐ ปี. กาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะทรงอุบัติ. แม้เมื่อพระโกนาคมนะนิพพานแล้วอย่างนั้น อายุนั้นเสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่ออายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย เสื่อมอีกดำรงอยู่ในขณะที่สัตว์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี. กาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะทรงอุบัติ. แม้เมื่อพระกัสสปะนั้นปรินิพพานอย่างนั้นแล้ว อายุนั้นก็เสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขยเสื่อมอีก ถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ ๑๐๐ ปี. ทีนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทรงอุบัติ.
              อายุมิได้เสื่อมลงโดยลำดับอย่างนั้น พึงทราบว่าเจริญ เจริญแล้วจึงเสื่อม. ในข้อนั้นพึงทราบว่า ข้อที่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเจริญ พระพุทธเจ้าย่อมทรงอุบัติ นั้นแลเป็นกำหนดอายุของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.
                             

อ้างจาก สุมังคลวิลาสีนี              
ทีฆนิกาย มหาวรรควรรณนา              
อรรถกถามหาปทานสูตร


จากคุณ : Ritti Janson - [ 23 มี.ค. 50 09:36:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

คุณดีกว่าชีวิต  หลบมาเล่นอยู่ที่นี่เอง

บางทีมาร มันก็หลอกให้คนเปลี่ยนศาสนาเหมือนกันนะ

พอคนหลงร้องเรียก ศาสดา ของศาสนาอื่นให้ช่วย กันผี

มารมันก็ เลยเลิกหลอก  เพราะคนถูกหลอก มันหลอกตัวมันเองได้แล้วครับ

มารมันขำ ใหญ่เลยครับ  ผมว่า

แก้ไขเมื่อ 23 มี.ค. 50 09:42:09

จากคุณ : taken01 - [ 23 มี.ค. 50 09:39:58 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 23

เรื่องอายุ อย่าไปเถียงกันเลยครับ  ...  มันแล้วแต่ช่วงเวลา ถ้าเราไปนับเกิดกันคนละจักรวาล มันเทียบกันไม่ได้

เช่นช่วง พระพุทธเจ้ากกุสันโธ อาจเกิดตอนโลกของท่านเวลาโลกหมุนรอบยังช้ากว่าตอนนี้ก็ได้...  พอเวลาโลกหมุนเร็วขึ้นอายุคนก็น้อยลงมาลงช่วง พระพุทธเจ้าโคตมะพอดี...

แต่ผมว่าหากท่านดำรงสมาบัติ  ก็เอาขันธ์ไปหลบไว้ที่อื่น  ก็อยู่ได้เรื่อย ๆ เป็นพัน ๆ ปีเพราะเวลาที่อื่นแต่ละภพก็ต่างไปอีก  เห็นจากตอนที่พระพุทธเจ้าไปเยือนชั้นดาวดึงส์แค่แป๊ปเดียว แต่กลับเวลาบนโลกนานไปพอควร.....

ดังนั้น หากพระพุทธเจ้า จะอยู่เป็นพัน ๆ  ปี ทางฌานก็น่าจะอยู่ได้ แล้วค่อยต่อขันธ์ขึ้นมาใหม่อีก....  จริงไหมเพราะฌานวิสัยเป็นเรื่อง อจินไตย.......


จากคุณ : ดีกว่าชีวิต - [ 23 มี.ค. 50 09:51:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

จริงไหมเพราะฌานวิสัยเป็นเรื่อง อจินไตย.......

จากคุณ : ดีกว่าชีวิต  - [ 23 มี.ค. 50 09:51:19 ]
********************************************

ครับ คิดเรื่องอจินไตยมากๆ ก็เปลี่ยนศาสนา ให้มีผู้สร้าง ขับไล่ผี ให้สารพัดอำนาจไปเลยดีก่า

จะได้หมดเรื่องไปเลยจริงไหมครับ คุณดีกว่าชีวิต


จากคุณ : taken01 - [ 23 มี.ค. 50 10:57:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

ใครมีปัญหาเรื่องนี้ก็พิสูจน์ไปเลยสิครับว่าอิทธิบาท 4 ทำให้อยู่ได้นานแค่ไหน
ถ้าซัก150แล้วยังไม่ตายค่อยมาคุยกันต่อว่าน่าจะอยู่ได้นานถึงแค่ไหน


จากคุณ : Pongkm (Pongkm) - [ 23 มี.ค. 50 11:53:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

คุณฤทธีครับ



คุณอ้างพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)   ก็เลิกแล้วล่ะครับ   ท่านไม่ได้เป็นพระวิปัสสนา   แต่เป็นนักวิชาการ  อะไรๆที่ผิดวิสัยที่สมองของท่านคิด   ท่านจะต้องตีความลงไปให้เท่ากับความคิดของมนุษย์ปถุชน กัปป์จึงกลายเป็น 100 ปีบ้าง 120 ปีบ้าง


คุณ : taken01 ครับ



ทำไมคุณชอบไปกัดคุณดีกว่าชีวิตครับ    เขามาศึกษาหาความจริงโดยไม่มีจิตใจทิฏฐิในศาสนาที่เขานับถือ   ถือว่าเป็นบุญของเขาแล้ว   อย่าพยายามทำตัวเป็นมารดีกว่าครับ   คุณจะกัดก็มากัดผมได้   ผมไม่สนคุณอยู่แล้ว  กัดมาผมก็กัดตอบ  เอาวิบากกรรมอันนั้นส่งคืนคุณไป



คุณ : ดีกว่าชีวิต ครับ



ผมคิดว่าอีก 3 สัปดาห์ผมจะลงเรื่องที่ท้าทายพญามารและมาร   คือเรื่อง การสร้างจักรวาล   และทำไมพระพุทธเจ้าเรียกพระเจ้าว่าอาทิพุทธเจ้าหรือพระสยัมภูพุทธเจ้า   ไม่เรียกว่า พระเจ้าเหมือนที่ชาวโลกเขาเรียกกัน   ผมลงเรื่องตอนนี้ไม่ได้   เพราะมารมีเต็มไปหมด   ลงไปตอนนี้ก็ไม่มีใครได้ประโยชน์  ด่าว่าอย่างเดียว   เพราะวิสัยมารเขาย่อมสิงใจใครก็ได้   แม้แต่พระอานนท์ก็ยังถูกมารสิงไม่ใช่หรือครับ


จากคุณ : tuenum - [ 23 มี.ค. 50 14:39:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

มารมาอีกตัว อิอิ

จากคุณ : JitZungkabuai - [ 23 มี.ค. 50 15:17:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

1) มีใครกล้าบอกบ้างว่า มีความรู้ความเข้าใจ
ในภาษาบาลี ดีกว่าพระอรรถกถาจารย์ เมื่อพันกว่าปีก่อนบ้าง ??????

2) มีใครที่ได้ อภิญญา6 วิชชา3 วิชชา8 จนสามารถใช้คุณวิเศษเหล่านี้
ในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาของกระทู้นี้ได้บ้าง ?????


*************************************************

คนที่เป็นโรคจิตเภท จะอ่านหนังสือไม่ออกด้วยหรืออย่างไร ????

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านก็อ้างอิงมาจาก อรรถกถา
เช่นนั้นแล้ว ก็จาบจ้วง อรรถกถาจารย์เสียด้วยเลยสิ ของถนัดมิใช่หรือ ?




ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 23 มี.ค. 50 15:51:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

รายงานตัว อีก 1 มารครับ

บอกตรงๆ ผมแค่หมั่นไส้คุณในเรื่องการตี2หน้า  กับดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น แล้วก็การแถแบบหน้าด้านๆของคุณ อ่ะ คุณทิวนำ    แต่ผมไม่เกลียดคุณนะ    เอาเป็นว่า  คิดว่าผมเป็นบททดสอบจากพระเจ้า(ของคุณ) ในการเผยแพร่มติสวรรค์ก็แล้วกัน   55555+


จากคุณ : mamarine - [ 23 มี.ค. 50 17:51:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

เห็นด้วยกับ คห.5 ที่คุณ SpiritWithin อธิบายค่ะ เพราะถ้าเป็นมหากัปป์ (อยู่จนภัทรกัปป์นี้แตกทำลาย)  

ก็จะเท่ากับว่า
ในยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย์  ในภัทรกัปป์นี้  จะมีพระพุทธเจ้าสองพระองค์  

ซึ่งเป็นไปไม่ได้   ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกจะไม่มีพระพุทธเจ้าพร้อมกันสององค์


จากคุณ : Together In 80s Dream - [ 23 มี.ค. 50 19:01:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

คุณ : mamarine ครับ



ผมไม่เคยเอาดีใส่ตัว  เอาชั่วใส่คนอื่น    ส่วนใหญ่ผมจะถูกคนอื่นเอาชั่วมาใส่ให้ผม   ถ้าคุณคิดว่า  คุณเป็นบททดสอบจากพระเจ้า ในการเผยแพร่มติสวรรค์ก็เป็นความคิดที่แย่ครับ   ปลอบใจตัวเองเปล่าๆ

คุณหมั่นไส้ผม   และกล่าวใส่ร้ายป้ายสีผมว่า  ผมตี2หน้า  เอาดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น นั่นมันไม่ใช่ "บาป" หรือครับคุณพี่

แก้ไขเมื่อ 23 มี.ค. 50 19:48:32

จากคุณ : tuenum - [ 23 มี.ค. 50 19:43:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 32

คุณฤทธีครับ



อรรถกถานั้นไม่ได้มาจากพระนักปฏิบัติ  แต่มาจากอรรถกถาจารย์ที่เป็นพระที่มีตำแหน่งใหญ่ในหมู่สงฆ์เท่านั้น  อรรถกถานั้นถูกปฏิเสทโดยพระนักปฏิบัติทุกท่านแหละครับ   คุณจะนับถือก็นับถือไป   แต่ผมไม่เอากับคุณหรอกครับ    พระพวกนี้นึกว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งนั้น  พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น   พวกมือไม่ถึงขั้นไปพูดเอง  เออออเอง  แล้วเอาไปใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า


จากคุณ : tuenum - [ 23 มี.ค. 50 19:58:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

ก็คงใช่มั้ง    แล้วไงหรือครับ     บาปก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ  ชั่วชีวิตผม ไม่ได้มุ่งสวรรค์ซะหน่อย  แค่ ทำให้คนวิปล....อุ้ย  ขอโทษครับ  หลง  เส้นกระตุกนี่ คงตกนรกไม่กี่ ร้อยปีหรอกมั๊ง       เอ้อ....กิเลส 15%เริ่มแทรกเข้ามาแล้วหรือครับ   แค่ผมยั่วคุณ  คุณก็ปล่อยวางยังไม่ได้   อริยะศาสนาไหนนี่

ผมปลอบใจคุณนะข้อนั้นน่ะ

ตกลงข้าไม่ผิด เอ็งผิดเท่านั้นหรือนี่

ข้อความที่พิมพ์น่ะเอาออกเถอะครับ  คนอื่นจะหัวเราะคุณปล่าวๆ      เค้าเห็นกันในกระทู้ก่อนหน้าหมดแล้วววว

อย่าสนใจผมเลยครับ  ไม่งั้นผมก็ยั่วคุณอย่างนี้ไปเรื่อยแหละ   หรือไม่สนใจผมก็ยั่ว    จะกระทุ้งกิเลสคุณออกมาให้หมดเลย   ดูสิใครจะหลุดก่อนกัน



แต่ถ้าท่านอื่นรำคาญผมจะหยุดครับ


จากคุณ : mamarine - [ 23 มี.ค. 50 20:15:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

แต่มาจากอรรถกถาจารย์ที่เป็นพระที่มีตำแหน่งใหญ่ในหมู่สงฆ์เท่านั้น  อรรถกถานั้นถูกปฏิเสทโดยพระนักปฏิบัติทุกท่านแหละครับ   คุณจะนับถือก็นับถือไป   แต่ผมไม่เอากับคุณหรอกครับ    พระพวกนี้นึกว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งนั้น  พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น   พวกมือไม่ถึงขั้นไปพูดเอง  เออออเอง  แล้วเอาไปใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

จากคุณ : tuenum  


เป็นไปได้ครับเพราะพระนักปริยัติท่านเองต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย ในการบริหารสงฆ์     ต่างจากพระนักปฏิบัติที่เข้าป่า หาความจริงก่อน....  ไม่ต้องแบกภาระการบริหารสงฆ์ เลยมีเวลาฝึกมากกว่า

นักทฤษฏี  กับ นักปฏิบัติ  บางครั้งการตีความมีการใส่ความคิดเห็นเองเข้าไป


จากคุณ : ดีกว่าชีวิต - [ 23 มี.ค. 50 20:23:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

จากคห.32  

ความคิดเห็นที่ 32  

คุณฤทธีครับ



อรรถกถานั้นไม่ได้มาจากพระนักปฏิบัติ  แต่มาจากอรรถกถาจารย์ที่เป็นพระที่มีตำแหน่งใหญ่ในหมู่สงฆ์เท่านั้น  อรรถกถานั้นถูกปฏิเสทโดยพระนักปฏิบัติทุกท่านแหละครับ   คุณจะนับถือก็นับถือไป   แต่ผมไม่เอากับคุณหรอกครับ    พระพวกนี้นึกว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งนั้น  พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น   พวกมือไม่ถึงขั้นไปพูดเอง  เออออเอง  แล้วเอาไปใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

จากคุณ : tuenum  


..............................................................................................

แล้วคุณล่ะครับ   ไม่ได้นึกว่าตัวเองเก่งกว่าพระไตรปิฎกหรือ   ที่เขียนทฤษฎี ความลับแห่งฟ้า(โอ้ว)  ซะจนสะเทือนไปทั้งดวงดาว อย่างนี้    

หลักฐานอะไรก็ไม่มี  นอกจากบอกข้ารู้ ข้าเห็น(โอ้วว) แล้วยังจะแถ หาว่าคนอื่นมั่วทั้งที่ๆของตนเองไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำลาย และขี้ฟัน


จากคุณ : mamarine - [ 23 มี.ค. 50 20:23:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

อรรถกถานั้นไม่ได้มาจากพระนักปฏิบัติ  
แต่มาจากอรรถกถาจารย์ที่เป็นพระที่มีตำแหน่งใหญ่ในหมู่สงฆ์เท่านั้น  
อรรถกถานั้นถูกปฏิเสทโดยพระนักปฏิบัติทุกท่านแหละครับ

จากคุณ : tuenum


*************************************************

มีหลักฐานหรือเปล่า ที่ไปกล่าวหาพระอรรถกถาจารย์ อย่างนั้น ?????
แต่คาดว่าคงจะไม่มีหรอก นี่คงพูดไปด้วยสันดานปากพล่อย !!!!!!

หา ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร 16/109-112  เจอหรือยังล่ะ ????

คงยังหาไม่เจออีกล่ะสิ ......
ผมคาดว่า ในโลกนี้คงไม่มีสิ่งที่อริยะกำมะลออย่างคุณอ้างอิงถึงเป็นแน่ !!!!

อริยบุคคลนี่สามารถอ้างอิงพระบาลีแบบมั่วๆได้ด้วยหรือ อยากจะพูดอะไร
อยากจะอวดโอ้สอนใคร มั่วไปมั่วมา ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอย่างนั้นหรือ ????

น่าจะสำรวจดูตัวเองบ้างนะ ว่ามีอะไรไปเทียบอรรถกถาจารย์ได้บ้าง ?
พวกคนบ้าจิตเภทก็มักจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ........

คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญของโลก มาเปิดเผยความลับฟ้าดิน
ในขณะเดียวกัน ก็อิจฉาริษยา บุคคลสำคัญที่มีผู้คนให้ความนับถือมาก
วันๆก็คิดแต่จะจาบจ้วงใส่ร้าย บุคคลเหล่านั้น ........

การที่ทิวน้ำไม่นับถืออรรถกถาจารย์ อันนี้ผมก็ไม่เห็นว่าแปลก
เพราะสังเกตดูจากภูมิรู้ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎกก็พอจะทราบได้แล้วว่า
คุณอ่อนหัดในปริยัติเป็นอย่างมาก มากถึงมากที่สุด !!!!!!

ส่วนในประเด็นที่ อ้างว่า อรรถกถานั้นถูกปฏิเสทโดยพระนักปฏิบัติทุกท่าน

อันนี้น่าขำ !!!!!

ถ้านักปฏิบัติ ปฏิเสธอรรถกถาเสียแล้ว ผมขอถามหน่อยเถิดว่า
ท่านเหล่านั้นที่คุณแอบอ้างถึงน่ะ เอาอะไรมาปฏิบัติหรือครับ ?

ขอดูหลักฐานหน่อยเถิดว่า นักปฏิบัติที่คุณอ้างถึงนั้นคือใคร
และปฏิเสธอรรถกถา ว่าอย่างไร ?




เอาแบบง่ายๆเลยนะ ............

ถ้านักปฏิบัติปฏิเสธอรรถกถาแล้วล่ะก็
ท่านเหล่านั้น เอากรรมฐาน40 มาจากไหนมาใช้ในการปฏิบัติ ?????

ตอบหน่อยนะ ผมจะรอฟัง !!!!!!!

แต่ขอให้ตอบแบบตรงประเด็นหน่อย เพราะผมเป็นคนขี้รำคาญ
ไม่ชอบคนโง่ที่พล่ามมากๆ แต่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ?



ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 23 มี.ค. 50 21:04:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

อรรถกถานั้นไม่ได้มาจากพระนักปฏิบัติ  แต่มาจากอรรถกถาจารย์ที่เป็นพระที่มีตำแหน่งใหญ่ในหมู่สงฆ์เท่านั้น  อรรถกถานั้นถูกปฏิเสทโดยพระนักปฏิบัติทุกท่านแหละครับ   คุณจะนับถือก็นับถือไป   แต่ผมไม่เอากับคุณหรอกครับ    พระพวกนี้นึกว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งนั้น  พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น   พวกมือไม่ถึงขั้นไปพูดเอง  เออออเอง  แล้วเอาไปใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

จากคุณ : tuenum  - [ 23 มี.ค. 50 19:58:26 ]



คำเริ่มต้นของอรรถกถา  มีว่า


       อรรถกถาใดอันพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์สังคายนา
                        แล้วแต่ต้น
และสังคายนาต่อมา เพื่อประกาศเนื้อความ
                        ของทีฆนิกาย ซึ่งกำหนดหมายไว้ด้วยสูตรขนาดยาว
                        ละเอียดลออ ประเสริฐกว่านิกายอื่น ที่พระพุทธเจ้า และ
                        พระสาวกสังวรรณนาไว้ มีคุณค่าในการปลูกฝังศรัทธา
                        แต่ภายหลัง พระมหินทเถระนำมาเกาะสีหล ต่อมาได้
                        เรียบเรียงด้วยภาษาสีหล เพื่อประโยชน์แก่ชาวสีหล
                        ทั้งหลาย.


                                  ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจึงแปลภาษาสีหลเป็นภาษา
                        มคธ ถูกต้องตามหลักภาษา ไม่ผิดเพี้ยนอักขรสมัยของ
                        พระเถระคณะมหาวิหาร ผู้เป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ที่
                        วินิจฉัยไว้ละเอียดลออ จะตัดข้อความที่ซ้ำซากออกแล้ว
                        ประกาศข้อความ เพื่อความชื่นชมยินดีของสาธุชนและ
                        เพื่อความยั่งยืนของพระธรรม.


อรรถกถา   มีมาแล้ว  ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล  

ประวัติพระไตรปิฎก  ใน
อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
พรหมชาลสูตร
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=1&p=1#คนฺถารมฺภกถา


จากคุณ : SpiritWithin - [ 23 มี.ค. 50 22:05:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ผมก็อ่อนหัดในปริยัติเช่นกัน แต่เห็นด้วยกับท่านฤทธี อาจารย์ปู่หมอท่านหันมาปฏิบัติตอนอายุมากแล้ว สิ่งที่เป็นหลักยึดของท่านก็คือพระไตรปิฎก ท่านเป็นนักเรียนแพทย์รุ่นแรกแรก ชื่อของท่านเป็นชื่อตึกหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราช(ไม่ใช่ความต้องการของท่าน) ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เท่าที่จำได้คือ 1.ท่านไม่เคยฝัน ไม่รู้จักว่านอนหลับแล้วฝันเป็นอย่างไร 2.อ่านหนังสือเที่ยวเดียวจำได้หมด เข้าใจว่าเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรกแรกของเมืองไทย 3.ท่านถอดกายทิพย์ไป2ครั้ง ท่านกล่าวว่าถ้าครั้งที่3คือตาย 4.แม้ว่าท่านได้อภิญญาหลายอย่างแต่สิ่งที่เป็นหลักยึดไม่ให้ผิดทิศทางก็คือพระไตรปิฎกครับ สำหรับผมลูกศิษย์ปลายแถว ถามท่านทีไร ท่านตอบประโยคเดียวเสมอคือ "นั่งต่อไป" ผมจึงต้องทำตามที่ท่านสั่ง ทุกวันนี้ผมรู้แต่เรื่องของตนเองจัดการกับตนเองก็สนุกดี มันดื้อจริงจริงขอบอก (ขออิจฉาท่านแสงที่รู้แม้กระทั่งความลับฟ้าดิน ท่านรอบรู้จริงจริง)

จากคุณ : ศิษย์ปู่หมอ - [ 23 มี.ค. 50 22:28:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

สงครามพลังจิตที่ยาวนานมาร่วมเดือน

^ ^


จากคุณ : ทำเป็นทำ - [ 24 มี.ค. 50 00:38:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

นี่ยังน้อย ครับ   ตอนที่แกชื่อแสงธรรม  นานกว่านี้เยอะ  แต่สุดท้ายแพ้ภัยตัวเอง แบบโต้งๆ

ป่วนแกสนุกดี   ท่านไหนรำคาญแจ้งได้นะครับผมจะหยุดยกเว้น ล็อคอินที่น่าสงสัย


จากคุณ : mamarine - [ 24 มี.ค. 50 01:36:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

แบ่งเป็น2กรณีก่อน

1.คือ"พระองค์ทรงทำได้หรือไม่"
2.คือ"พระองค์จะทรงทำหรือไม่ และถ้าทำ จะทำแบบใด"

เหมือนบรรดาท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย จะพูดในประเด็นที่ว่า ทำได้หรือไม่
ส่วนท่านที่นำพระบาลีมายืนยัน จะพูดในประเด็นที่ว่า ทำหรือไม่

ในกรณีแรก ผมคิดว่าเห็นตรงกัน
การที่พระองค์จะทรงยืดเวลาสังขารไปเป็นกัลป์นั้น ไม่น่าอยู่นอกเหนือความสามารถ ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นมีใครแย้งเรื่องนี้

จึงมาในกรณีที่2 ว่าแล้วจะทรงทำหรือไม่
นี่ก็มีหลายๆท่านกล่าวแล้ว ว่าจะไม่ทรงทำ เพราะการยืดเวลาออกไปเป็นกัลป์ เท่ากับทำให้เกิดการทับซ้อนกับพระศรีอาริยเมตไตร
ดังนั้น ปัญหาเรื่องกัปที่ทรงกล่าวนั้น ย่อมควรจะเป็นกัปของมนุษย์(คือ100-120ปี)มากกว่า

เรื่องมารดลใจพระอานนท์ ผมเห็นว่าเป็นกิเลสมารเสียมากกว่า
เป็นความอาดูรในพุทธองค์ ที่บดบังความเฉียบแหลมของท่านไป เพราะในเวลานั้น ท่านก็ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
แต่นี่ก็แค่ความเห็นส่วนตัว อย่าเอาไปเป็นจริงเป็นจัง

เรื่องทฤษฎีกับปฏิบัติ ผมเบื่อเต็มทน
ทำตัวเป็นพวกClassical Physicไปได้

ความเชื่อที่ว่า คนรู้ทฤษฎีไม่มีทางทำได้ เพราะไม่เคยปฏิบัติ มันก็ไม่ได้เรื่องพอๆกับความเชื่อที่ว่าคนที่ปฏิบัติไม่มีทางรู้ถึงความจริงเท่าคนที่รู้ทฤษฎีได้นั่นแหละ

พระพุทธเจ้ายังทรงตรัสไว้ว่าต้องมี3 ทำไมต้องมีคนเก่งมาบอกว่ามีแค่1ก็พอเสมอเลยนะ

ยังจำกันได้ไหม ปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิเวช

เรื่องคุยข่มว่าปฏิบัติเจ๋ง ทฤษฎีไม่ต้องนี่ พอกันทีเถอะ


จากคุณ : YF-01 - [ 24 มี.ค. 50 01:38:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

เมือกเขาอยากจะลบปมด้อยของตนเอง ที่ไม่รู้พระไตรปิฎกเลย
ด้วยการ พยายามที่จะบอกว่า นักปฏิบัติไม่ต้องรู้พระบาลีก็ได้
โดยเขาไม่รู้สักนิดเลยว่า นักปฏิบัติทั้งหลาย ก็ต้องอาศัยพระบาลีและอรรถกถา
เป็นแนวทางในการศึกษากลวิธีในการปฏิบัติ
อีกทั้งยังต้องใช้เป็นหลักในการตรวจสอบผลของการปฏิบัติของตนด้วย

ที่สำคัญก็คือ
ไม่มีนักปฏิบัติคนไหน เอาผลการปฏิบัติของตน(ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม)
มาคุยโม้โอ้อวดในที่สาธารณะอย่างที่คนๆนี้กำลังทำอยู่หรอก !!!!!!


ฉนั้น คนๆนี้ ประพฤติตัว ผิดไปจากธรรมเนียมของ
นักปริยัติและนักปฏิบัติโดยทั่วไป ..............
จึงไม่จำเป็นต้องไปถามหา ปฏิเวธ จากคนๆนี้ให้เสียเวล่ำเวลา !!!!!!!





ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 24 มี.ค. 50 08:14:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 43

คุณ : SpiritWithin ครับ



อรรถกถาที่มีจากปฐมสังคายนานั้นถูกต้อง   แต่อรรถกถาที่เราใช้ๆกันอยู่นี่   มันไม่ได้มาจากปฐมสังคายนา   มันได้ถูกดัดแปลงมาจากการสังคายนาครั้งอื่นๆที่เขี่ยพระอรหันต์ขีณาสพออกไป   เอาพวกพระมือสมัครเล่น  บ้าตำแหน่งมาทำอรรถกถารับรองกันเอง


จากคุณ : tuenum - [ 24 มี.ค. 50 11:26:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

คุณ : YF-01 ครับ



ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติทางจิต  ดังนั้น   คนรู้ทฤษฎี  ไม่เคยปฏิบัติ   จะไปมีปัญญาทางธรรมได้อย่างไรครับ   แต่คนปฏิบัติโดยไม่รู้ทฤษฎีเป็นพระอรหันต์มาแล้วมากมาย


จากคุณ : tuenum - [ 24 มี.ค. 50 11:30:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

ชักสงสัยใน IQ ของแสงธรรมซะแล้ว หรือไม่อย่างนั้นก็ยังเป็นโรคหลงผิดคิดอะไรคับแคบ มองแค่ว่าบุคคลมีสองจำพวก คือ ปริยัติ กับ ปฏิบัติ

ทำไมไม่เฉลียวใจบ้างว่าลางท่านก็ปฏิบัติไปด้วยพร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีจนแตกฉานไปด้วย


จากคุณ : razzmatazz - [ 24 มี.ค. 50 12:51:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

ควรยอมรับตามความเป็นจริงว่า

นักปริยัติ อาจจะไม่ใช่ นักปฏิบัติ
แต่นักปฏิบัติ จะต้องเป็นนักปริยัติเสมอ .......

เพราะถ้าไม่รู้ปริยัติ ก็ไม่รู้วิธีปฏิบัติ นี่คือข้อเท็จจริง !!!!!

แต่ถ้าคนบางคน ต้องยอมรับความจริงข้อนี้
เขาก็จะกลายเป็นเพียงขี้กองหนึ่งเท่านั้น

ฉนั้น ตรรกะแปลกๆ ประเภท นักปริยัติไม่เคยปฏิบัติ
จึงหลุดออกมาจากสมองเน่าๆ ของคนประเภทนี้อยู่เป็นเนืองนิตย์ ......

ไม่รู้ปริยัติแล้วสามารถบรรลุธรรมได้ ก็มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น
คนผู้นี้คงเข้าใจผิดไปว่า พระป่าไม่รู้ปริยัติ !!!!!

อันนี้ก็นับได้ว่าอ่อนด้อยจริงๆ ที่คิดอย่างนี้พูดอย่างนี้
เพราะนี่คือการพูดอย่างคนที่ไม่รู้จริง

คงต้องอธิบายให้ฟังสักเล็กน้อย ............


************************************************

คำสอนที่อุปัชฌาย์หรือกรรมวาจาจารย์บอกแก่ภิกษุใหม่ ในเวลาอุปสมบทเสร็จ
ประกอบด้วย นิสสัย ๔ และ อกรณียกิจ ๔

นิสสัย คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต มี ๔ อย่าง ได้แก่
          ๑. เที่ยวบิณฑบาต
          ๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
          ๓. อยู่โคนไม้
          ๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
          (ท่านบอกไว้เป็นทางแสวงหาปัจจัย ๔ พร้อมทั้งอติเรกลาภของภิกษุ)


[๑๔๓] ทันใดนั้นแหละ พึงวัดเงา พึงบอกประมาณแห่งฤดู พึงบอกส่วนแห่งวัน
พึงบอกสังคีติ พึงบอกนิสสัย ๔ ว่าดังนี้:-
            ๑. บรรพชาอาศัยโภชนะ คือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง เธอพึงทำอุตสาหะ
ในข้อนั้นจนตลอดชีวิต. อติเรกลาภ คือภัตถวายสงฆ์ ภัตเฉพาะสงฆ์ การนิมนต์ ภัตถวายตาม
สลาก ภัตถวายในปักษ์ ภัตถวายในวันอุโบสถ ภัตถวายในวันปาฏิบท.
            ๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสาหะในข้อนั้นจนตลอดชีวิต. อติเรกลาภ
คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าแกมกัน.
            ๓. บรรพชาอาศัยโคนต้นไม้เป็นเสนาสนะ เธอพึงอุตสาหะในข้อนั้นจนตลอดชีวิต.
อติเรกลาภ คือวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น ถ้ำ.
            ๔. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำอุตสาหะในข้อนั้นจนตลอดชีวิต. อติเรกลาภ
คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑



อกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ หมายถึง กิจที่บรรพชิตทำไม่ได้ มี ๔ อย่าง ได้แก่
          ๑. เสพเมถุน
          ๒. ลักของเขา
          ๓. ฆ่าสัตว์ (ที่ให้ขาดจากความเป็นภิกษุ หมายเอาฆ่ามนุษย์)
          ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน


[๑๔๔] ............ฯลฯ
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้
อุปสมบทแล้วให้ภิกษุอยู่เป็นเพื่อน และให้บอกอกรณียกิจ ๔ ดังต่อไปนี้:-
            ๑. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย.
ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร. เปรียบเหมือนบุรุษ
ถูกตัดศีรษะแล้ว ไม่อาจจะมีสรีระคุมกันนั้นเป็นอยู่ ภิกษุก็เหมือนกัน  เสพเมถุนธรรมแล้ว
ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร. การนั้น เธอไม่พึงทำตลอดชีวิต.
            ๒. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงถือเอาของอันเขาไม่ได้ให้ เป็นส่วนขโมย โดยที่
สุดหมายเอาถึงเส้นหญ้า. ภิกษุใดถือเอาของอันเขาไม่ได้ให้ เป็นส่วนขโมย ได้ราคาบาทหนึ่งก็ดี
ควรแก่ราคาบาทหนึ่งก็ดี เกิดบาทหนึ่งก็ดี ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร.
เปรียบเหมือนใบไม้เหลืองหล่นจากขั้วแล้วไม่อาจจะเป็นของเขียวสด. ภิกษุก็เหมือนกัน ถือเอา
ของอันเขาไม่ได้ให้ เป็นส่วนขโมย ได้ราคาบาทหนึ่งก็ดี ควรแก่ราคาบาทหนึ่งก็ดี เกินบาทหนึ่ง
ก็ดี ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร. การนั้น เธอไม่พึงทำตลอดชีวิต.
            ๓. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงแกล้งพรากสัตว์จากชีวิต โดยที่สุดหมายเอาถึง
มดดำมดแดง. ภิกษุใดแกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิต โดยที่สุดหมายเอาถึงยังครรภ์ให้ตก
ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร. เปรียบเหมือนศิลาหนาแตกสองเสี่ยงแล้ว
เป็นของกลับต่อกันไม่ได้. ภิกษุก็เหมือนกัน แกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิตแล้ว ไม่เป็นสมณะ
ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร. การนั้น เธอไม่พึงทำตลอดชีวิต.
            ๔. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงพูดอวดอุตตริมนุสสธรรม โดยที่สุดว่า เรายินดียิ่ง
ในเรือนว่างเปล่า. ภิกษุใดมีความปรารถนาลามก  อันความปรารถนาลามกครอบงำแล้ว พูดอวด
อุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ อันไม่จริง คือฌานก็ดี วิโมกข์ก็ดี สมาธิก็ดี สมาบัติก็ดี
มรรคก็ดี ผลก็ดี ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร. เปรียบเหมือนต้นตาลมียอดด้วน
แล้ว ไม่อาจจะงอกอีก ภิกษุก็เหมือนกัน มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาลามกครอบงำ
แล้ว พูดอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริง ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสาย
พระศากยบุตร. การนั้น เธอไม่พึงทำตลอดชีวิต.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค  ภาค ๑



พระอุปัชฌาย์เองก็มีหน้าที่หรือข้อควรปฏิบัติอันอุปัชฌาย์
จะพึงกระทำแก่สัทธิวิหาริก คือ

๑. เอาธุระในการศึกษา

๒. สงเคราะห์ด้วยบาตร จีวร และบริขารอื่นๆ

๓. ขวนขวาย ป้องกัน หรือระงับความเสื่อมเสีย เช่น ระงับความคิดจะสึก เปลื้องความเห็นผิด ฯลฯ

๔. พยาบาลเมื่ออาพาธ


[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะพึงประพฤติชอบในสัทธิวิหาริก.
            วิธีประพฤติชอบในสัทธิวิหาริกนั้น มีดังต่อไปนี้:-
            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะพึงสงเคราะห์ อนุเคราะห์ สัทธิวิหาริก ด้วยสอนบาลี
และอรรถกถา
ด้วยให้โอวาทและอนุศาสนี.

            ถ้าอุปัชฌายะมีบาตร สัทธิวิหาริกไม่มีบาตร อุปัชฌายะพึงให้บาตรแก่สัทธิวิหาริก หรือ
พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตรพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก
            ถ้าอุปัชฌายะมีจีวร สัทธิวิหาริกไม่มีจีวร อุปัชฌายะพึงให้จีวรแก่สัทธิวิหาริก หรือ
พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก
            ถ้าอุปัชฌายะมีบริขาร สัทธิวิหาริกไม่มีบริขาร อุปัชฌายะ พึงให้บริขารแก่สัทธิวิหาริก
หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริขารพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก.
            ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ อุปัชฌายะพึงลุกแต่เช้าตรู่ แล้วให้ไม้ชำระฟัน ให้น้ำล้างหน้า
ปูอาสนะไว้


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑



ที่เรียกว่าสัทธิวิหาริกนั้น เพราะพระวินัยกำหนดไว้ว่า
ภิกษุผู้บวชใหม่จะต้องถือนิสสัยโดยอยู่กับพระอุปัชฌาย์อย่างน้อย ๕ ปี
เพื่อให้อุปัชฌาย์อบรมแนะนำสั่งสอน เหมือนบิดาสอนบุตร
ภิกษุผู้มีพรรษาพ้น ๕ แล้ว ไม่ต้องถือนิสสัยต่อไป
เรียกภิกษุนั้นว่า นิสสัยมุตตกะ(ผู้พ้นนิสสัยแล้ว)


องค์ ๖ แห่งภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
            ๑. ไม่รู้จักอาบัติ
            ๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
            ๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
            ๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
            ๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ด้วยดี ไม่คล่องแคล่วดี
วินิจฉัยไม่เรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ
และ
            ๖. มีพรรษาหย่อน ๕
            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้.
องค์ ๖ แห่งภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
            ๑. รู้จักอาบัติ
            ๒. รู้จักอนาบัติ
            ๓. รู้จักอาบัติเบา
            ๔. รู้จักอาบัติหนัก
            ๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อย
โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ
และ
            ๖. มีพรรษาได้ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑


*************************************************

ฉนั้น เมื่อกล่าวสำหรับพระป่า ซึ่งพระอุปัชฌาย์ ท่านอบรมศิษย์ของท่าน
อย่างเข้มงวดกวดขัน ตามพระวินัยแล้ว

ท่านย่อมต้องอบรมสั่งสอน สัทธิวิหาริกหรืออันเตวาสิก ของท่าน
จนรู้อย่างชำนิชำนาญ ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี
ก่อนที่จะปล่อยให้ศิษย์ของท่านเหล่านั้น ปลีกตัวออกไปอยู่ตามลำพังได้
อย่างน้อยที่สุด สัทธิวิหาริกหรืออันเตวาสิก ก็ต้องอยู่เรียนรู้ศึกษาพระธรรมวินัย
กับ อุปัชฌาย์ อาจารย์ของตนเป็นเวลาถึง5ปี จึงจะถือว่าเป็นผู้พ้นนิสสัยแล้ว

การกล่าวว่า  คนปฏิบัติโดยไม่รู้ทฤษฎีเป็นพระอรหันต์มาแล้วมากมาย

จึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย ในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้


หวังว่าจะเข้าใจได้ตามสมควร !!!!!!!





ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 24 มี.ค. 50 15:04:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

คุณ : taken01 ครับ

ทำไมคุณชอบไปกัดคุณดีกว่าชีวิตครับ    เขามาศึกษาหาความจริงโดยไม่มีจิตใจทิฏฐิในศาสนาที่เขานับถือ   ถือว่าเป็นบุญของเขาแล้ว   อย่าพยายามทำตัวเป็นมารดีกว่าครับ   คุณจะกัดก็มากัดผมได้   ผมไม่สนคุณอยู่แล้ว  กัดมาผมก็กัดตอบ  เอาวิบากกรรมอันนั้นส่งคืนคุณไป

จากคุณ : tuenum
**************************************************


นี่คุณทิวน้ำ  คุณดีกว่าชีวิต เขาเผ่นจีวรปลิว จากพุทธไปเป็นคริสต์ชนตั้งนานแล้ว

การห่วงหาอาวร  ตะคองกอดกัน ของพลศักดิ์ บุตรของพระเจ้า กับผู้รับใช้ เป็นภาพที่ผมรอชมอยู่นี่แหละ ได้ชมซักที



ก๊ากๆๆๆๆๆ          ก๊ากๆๆๆๆๆๆ


อินเลฟชนแก้ว


จากคุณ : taken01 - [ 24 มี.ค. 50 21:53:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

คุณ : ดีกว่าชีวิต ครับ

ผมคิดว่าอีก 3 สัปดาห์ผมจะลงเรื่องที่ท้าทายพญามารและมาร   คือเรื่อง การสร้างจักรวาล   และทำไมพระพุทธเจ้าเรียกพระเจ้าว่าอาทิพุทธเจ้าหรือพระสยัมภูพุทธเจ้า   ไม่เรียกว่า พระเจ้าเหมือนที่ชาวโลกเขาเรียกกัน   ผมลงเรื่องตอนนี้ไม่ได้   เพราะมารมีเต็มไปหมด   ลงไปตอนนี้ก็ไม่มีใครได้ประโยชน์  ด่าว่าอย่างเดียว   เพราะวิสัยมารเขาย่อมสิงใจใครก็ได้   แม้แต่พระอานนท์ก็ยังถูกมารสิงไม่ใช่หรือครับ

จากคุณ : tuenum  - [ 23 มี.ค. 50 14:39:36 ]  
*************************************************  

 
โอว    รู้เรื่องการสร้างจักรวาลด้วย  พวกเรื่องผู้สร้าง  บวกให้อำนาจสารพัดเนี่ย

คุณดีกว่าชีวิต เขาชอบ และถนัดอยู่แล้ว  

จัดเรื่อง ตรงใจกันแบบนี้  


คู่หู....อินเลิฟ


ฮิฮิ


จากคุณ : taken01 - [ 24 มี.ค. 50 22:03:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

ผมคิดว่าอีก 3 สัปดาห์ผมจะลงเรื่องที่ท้าทายพญามารและมาร

จากคุณ : tuenum
************************************************


ต้องใช้เวลา 3 สัปดาห์ เชียวหรือ?????????


สงสัยจะท้าทายจริงๆ  


ทายซิว่า  ไก่  เล้าไหนจะถูกปล่อย



กระต๊าก   กระต๊าก  ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


ฮิฮิ


จากคุณ : taken01 - [ 24 มี.ค. 50 23:36:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

อรรถกถาที่มีจากปฐมสังคายนานั้นถูกต้อง   แต่อรรถกถาที่เราใช้ๆกันอยู่นี่   มันไม่ได้มาจากปฐมสังคายนา   มันได้ถูกดัดแปลงมาจากการสังคายนาครั้งอื่นๆที่เขี่ยพระอรหันต์ขีณาสพออกไป   เอาพวกพระมือสมัครเล่น  บ้าตำแหน่งมาทำอรรถกถารับรองกันเอง

จากคุณ : tuenum  - [ 24 มี.ค. 50 11:26:42 ]
**************************************************


โอว  สุดยอด ทิพยจักขุ!!!!!!!!!!!!



เห็นแต่น้องฟ้า ในฝันจนเบลอ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!



มั่วบรรลัยเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!



อุ๊ย!!   เดี๋ยวอาการบางคนกำเริบ


โอ๋    เลิฟ    เลิฟ


กระต๊าก  ๆๆ


จากคุณ : taken01 - [ 24 มี.ค. 50 23:42:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 51

คุณ : taken01 ครับ



ไม่ขอตอบโต้คนใจพาลที่เข้ามาหาเรื่อง  ไม่ได้เข้ามาหาธรรม


จากคุณ : tuenum - [ 25 มี.ค. 50 00:20:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

เมือก จาม่าย ตอบโต้ ...........


เพราะคุณแม่ ขอร้องงงงงงงงงงงงงง !!!!!!!!!


ฮา ......

 
 


จากคุณ : Ritti Janson - [ 25 มี.ค. 50 08:33:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

การกล่าวว่า  คนปฏิบัติโดยไม่รู้ทฤษฎีเป็นพระอรหันต์มาแล้วมากมาย

จึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย ในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้

จากคุณ : Ritti Janson
........................................................................

สมัยพุทธกาลมีคนนึงครับ ที่ปัญญาทึบมาก  แต่พระพุทธเจ้าท่านแก้ให้โดย นั่งเช็ดกระจก ด้วยผ้าขาว
ทำไปทำ แกก็บรรลุอรหันต์ครับ  ผมจำไม่ได้

อีกท่านนึงเป็นเอตทัคคะ ทาง มโนมยิทธี  ก็เป็นคนที่โดนพี่ชายว่าโง่อยู่บ่อย
แต่พอสำเร็จอรหันต์  ก็ไม่ได้ต้องรู้ธรรมก่อน

คนบางคนก็ปฏิบัติเลยทันที ที่ฟังพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุกันมากมาย ไม่ต้องรู้ทฤษฏีก่อนนะครับ คุณฤทธี


จากคุณ : ดีกว่าชีวิต - [ 26 มี.ค. 50 11:48:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

ดีกว่าชีวิต ........

กรุณา อย่ามาเสนอหน้าโง่ๆแบบนี้อีก !!!!!!


คนบางคนก็ปฏิบัติเลยทันที ที่ฟังพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุกันมากมาย
ไม่ต้องรู้ทฤษฏีก่อนนะครับ

อ้างจาก ดีกว่าชีวิต



จากที่คุณพูดมานั่นน่ะ เรียกว่า สุตตะ ใช่หรือไม่ ?????
และสุตตะ ที่ว่านี่ ก็คือ พระสูตร ในพระไตรปิฎกใช่หรือไม่ ?

ฉนั้น คุณอย่ามาพูดจาแบบนี้อีก ผมบอกตามตรง ว่าไม่ชอบใจ !!!!!






ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 26 มี.ค. 50 13:02:12 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

คลิกเพื่อเลือก : โพสไฟล์ประกอบ / วาดภาพประกอบ / โพสคลิปวิดีโอ
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom