◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ( Case Study .๕๓ ) ............. " โจร ฆ่าตัดคอ ๒ ศพ ที่ บ้านปายอ จ.ปัตตานี " ..............

    บทนำ Case Study




    ......หากมีคนตาบอด  มาบอกเราว่า  พวกเขา...ไม่เชื่อหรอกว่า  บนโลกใบนี้จะมีความสว่าง
    เพราะสิ่งที่เขาเห็นมาทั้งชีวิต  มีเพียงความมืดมิด ....พวกเขาไม่เคยเห็น  แม้กระทั่งดวงอาทิตย์
    ที่ผู้คนต่างบอกถึงพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ และทรงพลัง

        สิ่งที่ไม่เห็น  ไม่ได้หมายความว่า  สิ่งนั้นไม่มี  แต่หากถามว่าคนตาบอดกลุ่มนี้ผิดหรือ..?
    เราคงไม่บอกว่าเขาผิด เพียงแต่ความรู้ที่เขามีนั้น  ยังเป็นความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งถ้าพวกเขาตา
    ดีเป็นปกติ  หรือมีวิธีการแนะนำให้ความรู้ที่ถูกต้องเพิ่มเติม  พวกเขาก็คงมีข้อสรุปที่ดีขึ้น...

          เช่นกันยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับชีวิตของเราอีกตั้งมากมายที่เรายังไม่รู้  ซึ่งเรา
    ก็ไม่ควรปฎิเสธก่อน  ว่าสิ่งนั้นไม่มี  เพราะถ้าปฎิเสธก่อน  นั่นหมายถึงเราปิดกั้นทางมาของ
    ปัญญาของเราเองโดยไม่รู้ตัว  ด้วยเหตุนี้  จึงทำให้เกิดสัจธรรมของผู้มีปัญญาข้อหนึ่งว่า  ผู้มี
    ปัญญาเขาไม่เคยปิดกั้นโอกาสในการรับรู้ของตัวเองเลย   สิ่งใดที่ยังไม่เห็นหรือยังสัมผัสไม่ได้
    ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี  แต่จะต้องหาทางพิสูจน์ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง  แล้วจึงค่อยเชื่อ

          เรื่องราวที่จะนำมาเล่าในหนังสือเล่มนี้  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุคปัจจุบัน  ซึ่งเล่า
    ถึงชีวิตหลังความตาย  กฎแห่งกรรม  การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ  ที่คณะผู้จัดทำได้รับ
    การถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดนี้มาจากครูบาอาจารย์  ผู้ปฎิบัติสมาธิวิชชาธรรมกาย   แล้วมาพ้อง
    ตรงกันกับเรื่องราวในพระไตรปิฎกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล  เรื่อง
    ราวทำนองนี้ในสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด  จนฺทสโร)  ยังมีชีวิตอยู่  จะได้ยินได้ฟัง
    บ่อยมาก  เพื่อเป็นอุทาหรณ์สั่งสอนเหล่าศิษยานุศิษย์ของท่านมาโดยตลอด

          วัตถุประสงค์ที่เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ  โดยได้รับอนุญาตจากบุคคลที่เป็นเจ้าของเรื่องราว
    ให้เป็นกรณีศึกษา (Case Study) เพื่อ

          ๑. ให้รู้ถึงแนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง  ก็เพราะมีคนอีกจำนวนมาก  ที่ไม่รู้ว่าจะต้อง
    ดำเนินชีวิตอย่างไร  เพราะความไม่รู้นั้นทำให้พลาด  แล้วดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความประมาท
    ชะล่าใจ  แล้วต้องไปใช้วิบากกรรมที่ทรมานอย่างต่อเนื่องและยาวนาน  เรื่องนรกสวรรค์  การ
    เวียนว่ายตายเกิด  หรือกฎแห่งกรรม  เป็นสิ่งที่มีสอนในพระพุทธศาสนามายาวนานกว่า ๒,๕๐๐ ปี
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องเหล่านี้ไว้มากมาย  มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายแห่ง
    เพื่อให้เป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิตและเป็นข้อคิดเตือนใจให้ชาวโลกทั้งหลายทำแต่ความ
    ดี  ละเว้นการทำความชั่วอันเป็นบาปอกุศล  เมื่อละจากโลกมนุษย์นี้แล้วจะได้เสวยสุขอยู่ในสุคติ
    โลกสวรรค์  รอดพ้นจากทุคติภูมิ  ไม่ต้องไปเสวยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในภายหลัง

          ๒. ให้มีกำลังใจในการสร้างความดี  เพื่อให้ผู้ที่เชื่อเกิดกำลังใจในการทำความดี  ให้มีจิตใจ
    ผ่องใสอยู่เสมอ  และเกิดความเกรงกลัว  ละเว้นสิ่งที่เป็นบาปอกุศล  ไม่ว่าจะทำโดยเจตนาหรือ
    รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม  ผู้ที่ยังลังเลสงสัยไม่เชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซนต์  เพราะยังพิสูจน์ด้วยตนเองไม่ได้
    ก็ขอให้มุ่งทำแต่ความดี  หากนรกสวรรค์มีจริง  ตายแล้วจะได้เสวยสุขอยู่ในสุคติ  ไม่ต้องไปรับทุกข์
    ทรมานแสนสาหัสอยู่ในทุคติ  ซึ่งมีระยะเวลาอันยาวนานกว่าในเมืองมนุษย์หลายล้านเท่า หาก
    ไม่มีจริง  การทำความดีหรือรักษาจิตให้ผ่องใสไว้ก็ไม่สูญเปล่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองใน
    ชาตินี้อย่างเห็นได้ชัดเพราะทำให้ได้รับความสบายใจในเบื้องต้น  สุขใจทุกครั้งที่ระลึกถึง
    ไม่มีเรื่องให้ร้อนใจในภายหลัง  การไม่ทำบาปอกุศล  ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น  ก็ไม่ต้อง
    มีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา  หรือต้องรับโทษทัณฑ์ในชาตินี้

          ๓. ให้เข้าใจว่า  เราไม่มีทางเลือกอื่นใดที่จะไม่ไปปรโลก  เราไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย  ที่จะ
    ไม่ไปปรโลก  ซึ่งตอนที่เรามีชีวิตอยู่  เราไม่อยากไปที่ไหน  เราก็เลี่ยงที่จะไม่ไปที่นั้นได้ แต่ปรโลก
    ....แม้ไม่อยากไปเราก็ต้องไป  ซึ่งปรโลกเราแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย  คือ  ฝ่ายสุคติกับฝ่ายทุคติ  เพราะ
    ฉะนั้นความรู้ตรงนี้เป็นความจริงที่ต้องรู้  ซึ่งความรู้บางอย่างเราไม่รู้  ไม่เป็นไร...  อย่างเราไม่รู้
    วิธีทำยานอวกาศไปดาวอังคารก็ไม่มีปัญหาอะไร  แต่บางอย่างไม่รู้ไม่ได้  เพราะไม่รู้แล้วไม่ปลอดภัย
    ไม่รู้แล้วอันตราย  ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นเราก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเราเอง

          ๔. ให้เข้าใจว่าผู้ที่ละโลกไปแล้วนั้น  ต่างรอคอยผลบุญที่ผู้ยังมีชีวิตอยู่อุทิศไปให้  ดังนั้น
    การสื่อถึงกันระหว่างผู้ละโลกกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  จึงมีทางเดียวเท่านั้น  คือ  การทำบุญด้วยการ
    ทำทาน  รักษาศีล  และเจริญภาวนา  แล้วอุทิศผลบุญไปให้  เพื่อชีวิตในปรโลกจะได้พ้นจาก
    ความทุกข์  หรือที่มีความสุขอยู่แล้วก็จะได้เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

          สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  Case Study  จะเป็นแนวทางที่ดีในการให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึง
    วิธีการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง  ไม่หลงไปทำบาปกรรม  โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  เพราะกรรมบาง
    อย่าง  บางทีเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า  เป็นบาป  เราจึงหลงไปทำ  หรือไม่เชื่อ...  เลยทำ  ถ้าไม่
    เชื่อของแนะนำว่า  ให้เผื่อไว้ก็ดี  ดีกว่าไม่เผื่อไว้  ถ้าสิ่งเหล่านี้มีจริง  ตัวเราเองนั่นแหละจะต้อง
    เป็นผู้รับผิดชอบ  ผลของการกระทำนั้นด้วยตัวเอง.....

                                     ยํ  กมฺมํ  กริสฺสนฺติ  กลฺยาณํ  วา  ปาปกํ  วา
                                                  ตสฺส  ทายาทา  ภวิสฺสนฺติ

                                           ใครทำกรรมใดไว้  ดีหรือชั่วก็ตาม
                                          ตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

     
     

    จากคุณ : foox - [ 21 ธ.ค. 49 09:28:36 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม