◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ฯลฯ ไม่ทราบผมเข้าใจอย่างนี้ ถูกต้องหรือเปล่าครับ

    คือแต่ก่อนผมก็สงสัยมานาน  ได้ยินได้ฟังแต่คำสอนที่ว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ฯลฯ ก็ไม่เคยเข้าใจสักที  ก็เห็นเป็นตัวคนนั่งอยู่ข้างหน้านี่นา  ตัวเป็นๆ เลย จับต้องได้ สัมผัสได้ แล้วจะว่าไม่มีตัวตนได้อย่างไร  โต๊ะ เตียง ม้านั่ง คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็เห็นกันอยู่ชัดๆ มีมิติ กว้าง * ยาว * ลึก มีน้ำหนัก สัมผัสจับต้องได้ชัดๆ แล้วจะว่าไม่มีตัวตนได้อย่างไร




    แต่เมื่อวานได้ลองฟังเทปบรรยายธรรมของท่านอาจารย์สุจินต์อีกที  ก็พอจับเค้าลางๆ ได้บ้างว่าความหมายก็คือสิ่งที่เห็นทางตา มากระทบจักขุประสาท ก็เป็นแต่เพียงสีสันต่างๆ ที่ธาตุรู้เกิดขึ้นเพื่อทำกิจรับรู้แล้วก็ดับไป มีเจตสิกเกิดพร้อมเพื่อทำกิจปรุงแต่งแล้วก็ดับไป  สัมผัสอ่อนแข็งที่กระทบกาย ก็เกิดธาตุรู้ (จิต) ขึ้นทำกิจการงาน แล้วก็ดับไป มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพื่อทำกิจปรุงแต่งแล้วก็ดับไป  คลื่นเสียงที่แหวกอากาศมากระทบโสตประสาท ก็เกิดธาตุรู้หรือจิต ขึ้นทำกิจรับรู้แล้วก็ดับไป มีเจตสิกเกิดขึ้นร่วมด้วยเพื่อทำกิจปรุงแต่ง แล้วก็ดับไป  ความนึกคิดที่ขึ้นมากระทบมโนทวาร มีธาตุรู้เกิดขึ้น มีเจตสิกเกิดขึ้น แลวก็ดับไป  ทุกขณะๆ รวดเร็วแสนเร็ว สืบเนื่องต่อกันไม่ขาดสาย  มีสภาพอนิจจัง คือไม่เที่ยง  ทุกข์ คือทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ อนัตตา คือสภาพบังคับบัญชาไม่ได้ หมายความว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิด ก็ต้องเกิด จะไปบังคับไม่ให้ไม่เกิดไม่ได้ และเมื่อเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว ก็ต้องดับไป จะไปห้ามไม่ให้ดับไม่ได้  และเรียกร้องสิ่งที่ดับไปแล้วให้กลับคืนมาไม่ได้เลย เมื่อดับแล้วก็ต้องดับ ส่วนที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิด ก็ต้องเกิด นี่จึงเรียกว่าสภาพที่บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา




    ผมว่าถ้าเราลองปรับเปลี่ยนมามองโลกแบบนี้บ้างให้ได้แทบทุกขณะ ให้รู้เท่าทัน มองโลกตามความเป็นจริง รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง รูปธรรมกระทบนามธรรม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป   เกิดดับๆๆๆ  ให้ทันปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆ  มายาที่เคยหลอกลวงเราก็จะค่อยๆ หายไป  มายาที่เคยหลอกให้เรารัก ชอบ เกลียด โกรธ หลง พอใจ ไม่พอใจ ถือตัว อิจฉา ริษยา ราคะ ฯลฯ ก็จะค่อยๆ หมดไป  เมื่อเรารู้เท่าทันมายาเสียแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะหลอกลวงเราได้อีกต่อไป   มายาตัวนี้ก็เหมือนกับภาพลวงตาในขณะที่เราเดินอยู่กลางทะเลทรายแล้วเห็นบ่อน้ำอยู่ข้างหน้าลิบๆ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ความจริงว่าไม่ใช่




    อุปมาเหมือนม้วนฟิล์มภาพยนต์ที่จะมีภาพปรากฏอยู่ในแต่ละเฟรมต่อเนื่องกันไปจนจบม้วน  เมื่อเราดูเฉพาะเฟรมใดเฟรมหนึ่ง ถึงแม้จะเห็นป็นภาพของตัวละคร มีนางเอก พระเอก นางอิจฉา ผู้ร้าย  แต่เราก็ยังไม่รู้สึกกระไรนัก  ยังไม่รู้สึกชอบ เกลียด โกรธ พอใจ สนุก ขำ หัวเราะ ฮาเฮ เศร้าใจ ร้องไห้ หรือรู้สึกอยากให้ตัวร้ายได้รับโทษทัณฑ์ให้สาสม  แต่เมื่อเอาม้วนฟิล์มนั้นขึ้นเครื่องฉาย ทำให้เฟรมนั้นเคลื่อนต่อเนื่องติดต่อไม่ขาดสายด้วยอัตรานาทีละ 24 เฟรม  ก็จะปรากฏเป็นภาพผู้คนโลดแล่นอยู่บนจอหนัง ราวกับมีชีวิต  เกิดเป็นมายาหลอกเราให้หลงสนุกไปกับมัน มีทั้งหัวเราะ ร้องไห้ น้ำตาไหล ชอบใจ ปลื้มใจ โกรธ เกลียด หรือนึกอยากให้ตัวร้ายถูกยิงตายไปเสียจะได้สาสมกับความผิดที่มันกระทำกับครอบครัวของพระเอกแสนดีของเรา ฯลฯ  ในระหว่างดูหนัง  จิตเราจะเกิดอกุศลสะสมมากมายซักเท่าไหร่  



    แม้หนังจะฉายจบม้วนไปแล้ว  แต่สำหรับบางคน  ความรู้สึกนั้นยังติดค้างอยู่  บางคนเก็บเอามานอนนึกคิดต่อด้วยความรู้สึกประทับใจ  บางคนนึกอยากจะเอาทุเรียนไปปาใส่หน้านางอิจฉา ฯลฯ   จะมีสักกี่คนที่นั่งดูด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่เกิดอารมณ์อย่างใดๆ เลย เว้นแต่พวกที่ดูด้วยการกำกับตัวเองในใจตลอดว่านั่นแค่ละคร นั่นแค่ภาพยนต์  (ผมเองก็จะคอยกำชับตัวเองเวลาที่ดูหนังโหดร้ายทารุณทรมาน เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกสงสารคนที่โดนทำร้าย  ผมจะคอยบอกว่าเค้าไม่ได้โดนทำร้ายจริงหรอก นั่นแค่การแสดง เลือดที่เห็นนั่นไม่ใช่ของจริง)

    แก้ไขเมื่อ 02 พ.ย. 49 01:01:47

    จากคุณ : Mr. Reasonable Doubt - [ 1 พ.ย. 49 19:04:25 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม