◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ธุรกิจลุ้นหนัก กำลังซื้อเหือด เตือนรับสภาพปัญหา ศก.ลากยาว

    ริ่มปรากฏภาพที่ชัดเจนเป็นลำดับแล้วว่าอานุภาพของความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาของค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งหวั่นใจกันว่าจะส่งผลต่อภาคการส่งออกในระยะยาว รวมไปถึงความไม่สงบในภาคใต้ได้สะท้อนผลในเชิง "จิตวิทยา" ต่อการจับจ่ายใช้สอยอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแล้ว

    การใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาตกอยู่ในสภาพฝืดสนิท

    เป็นภาวะฝืดสนิทที่เกิดขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า

    ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค แม้สินค้ากลุ่มนี้จะเป็นสินค้าจำเป็นต้องกินต้องใช้ ทั้งสินค้าในกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าอาภรณ์ สินค้าในกลุ่มอำนวยความสะดวก อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

    เช่นเดียวกับสินค้าในกลุ่มที่มีราคาค่างวดจำพวกที่อยู่อาศัย รถยนต์ ซึ่งโดยปกติผู้บริโภคต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจนานกว่าปกติ และต้องใช้เวลาไตร่ตรองนานกว่าปกติ

    ภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับนายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ประธาน บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ที่ให้ภาพอย่างชัดเจนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ภาวะการจับจ่ายยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับคืนสู่ภาวะปกติ

    ประธาน บริษัทดีทแฮล์ม ซึ่งถือเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ภาวะการเดิน (ห้าง) แต่ไม่ซื้อยังปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งไฮเปอร์มาร์เก็ตซึ่งโดยปกติยอดขายจะเติบโตเสมอมาและเน้นหนักไปที่สินค้าจำเป็นต้องกินต้องใช้ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันและไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ

    บทสรุปของนายกสมาคมการตลาดฯชี้ให้เห็นด้วยว่า ภาวะกระอักกระอ่วนที่ภาคธุรกิจกำลังประสบอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองที่ยังคงอึมครึมและเปลี่ยนแปลงไปทุกเดือน ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับแผนอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถวางแผนระยะยาวตลอดทั้งปี

    เช่นเดียวกับการประท้วงต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น

    หากยอดขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ลดลงจะสะท้อนถึงภาวะการจับจ่ายของคนชั้นกลางและล่าง ภาวะการจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัลก็น่าจะสะท้อนถึงภาวะการจับจ่ายของชั้นกลางที่ไล่ไปถึงระดับบนได้เช่นเดียวกัน

    น่าสนใจที่ว่าเป็นครั้งแรกๆ ในรอบหลายๆ ปีที่ห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเซ็นทรัลออกมายอมรับว่า ยอดขายในไตรมาสแรกไม่มีการเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    น่าสนใจที่ว่ายอดขายที่ทำได้เพียง "เสมอตัว" ดังกล่าวเกิดจากการทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่ในมืออย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักโปรโมชั่น เพิ่มความถี่ในโปรโมชั่นให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดศักยภาพการทำงานจากพนักงานทุกๆ คน

    ภาวะที่เกิดขึ้นกับห้างเซ็นทรัลยังสอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เป็นจำนวนมาก

    ทั้งยังสอดคล้องกับตัวเลขการจับจ่ายด้วยบัตรเครดิตที่ลดต่ำลงเป็นลำดับ แม้จำนวนบัตรใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการใช้จ่ายในเดือนกุมภาพันธ์กลับลดฮวบลงถึง 9,664 ล้านบาท จากเดิมที่มีปริมาณการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 64,432 ล้านบาท ลดลงถึง 13.04% !!!

    ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า การชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลจากความไม่มั่นใจในปัจจัยการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้า หรือระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    ถามต่อไปว่าภาวะดังกล่าวจะทอดยาวอีกมากน้อยเพียงใด

    หากเป็นภาครัฐ หากเป็นการสุ้มเสียงของเหล่ารัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ บุคคลเหล่านี้พยายามชี้ให้เห็นว่า ภาวะที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยยังไม่ถือว่าเลวร้ายจนเกินไป เพราะประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคการส่งออกในไตรมาสที่ผ่านมายังคงสดใสอย่างต่อเนื่อง และมีตัวเลขที่ยังเกินดุลการค้าอยู่

    เช่นเดียวกับตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้

    แต่หากโยนคำถามเดียวกันนี้ไปสู่ภาคเอกชน คำตอบย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    คำตอบข้างต้นของนายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ซึ่งมีบทบาทเป็นนายกสมาคมการตลาดฯ น่าจะสะท้อนภาพได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง

    ไม่ต้องพูดถึงนักวิชาการชื่อดังอย่างนายศุภวุฒิ สายเชื้อ จากค่ายภัทร ที่เอ่ยปากทำนายทายทักไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ผลกระทบในไตรมาสแรกที่ว่าหนักหนาสาหัสแล้วยังไม่เท่ากับไตรมาส 2 และ 3 ที่กำลังคืบคลานเข้ามาก

    หรือกับผู้บริหารในซีกสหพัฒน์ กลุ่มธุรกิจลำดับต้นๆ ของประเทศที่มีความเห็นไม่แตกต่างกัน

    แอ็กชั่นของสหพัฒน์ นอกจากจะพยายามเพิ่มยอดขายในทุกๆ ด้านที่มีความเป็นไปได้ อีกด้านหนึ่งยังมีนโยบายให้ลดการลงทุนทุกๆ ด้านลง

    เป็นท่วงท่าของการเพลย์เซฟเอาไว้ก่อน

    ขณะที่ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศรายหนึ่งเปิดฉากวิเคราะห์กับ "ประชาชาติธุรกิจ" อย่างตรงไปตรงมา ว่า ถ้าการเมืองไม่นิ่งอยู่อย่างนี้ เงินบาทยังแข็งอยู่แบบนี้ ภาคธุรกิจคงไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะมองไม่เห็นถึงภาวการณ์ในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร

    "เมื่อบ้านเมืองมีความไม่แน่นอน ธุรกิจย่อมหยุดรอดูสถานการณ์ ไม่มีใครกล้าลงทุนใหม่ๆ ผลที่ตามมาก็คือ เด็กใหม่ๆ ที่เพิ่งจบการศึกษาออกมาจะไม่มีงานทำไปด้วย"

    ผู้บริหารรายนี้มองไกลไปถึงขนาดว่า ปีนี้ว่าแย่ๆ แล้ว แต่ปีหน้าจะลำบากยากเข็นยิ่งขึ้น เพราะ กงล้อเศรษฐกิจมักมีแรงเหวี่ยงเสมอ

    "ปัญหาทั้งหมดจะลากไปถึงปีหน้า และจะหนักยิ่งขึ้นหากการเมืองไม่ได้รับการแก้ไข"

    ประมวลถึงภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงที่ผ่านมา บทสรุปดังกล่าวนับว่าน่าหวาดวิตกเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าใครต่างสามารถสัมผัสได้เป็นอย่างดีว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้มีแต่จะเพิ่มความตึงเครียดหนักขึ้นทุกวัน

    เช่นเดียวกับความจริงที่ว่า ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าข่าวร้ายๆ ต่างๆ จะสร่างซาลงเมื่อไร

    นั่นทำให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีภาคธุรกิจยังคงต้องลุ้นกันหนักต่อไป


    ที่มา : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar01160450&day=2007/04/16&sectionid=0207

    จากคุณ : Mars2005 - [ 18 เม.ย. 50 16:10:11 A:222.123.61.115 X: ]

 
 

กระทู้ยอดนิยม