◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เปิดข้อเท็จจริงไทยคม ถอดรหัสสมบัติชาติ กับดาวเทียมเชิงพาณิชย์

    เปิดข้อเท็จจริงไทยคม ถอดรหัสสมบัติชาติ กับดาวเทียมเชิงพาณิชย์ [26 ก.พ. 50 - 17:34]

    ทัน ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศว่า จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อทวงดาวเทียม ไทยคมซึ่งถือเสมือนเป็นสมบัติของชาติคืนจากอภิมหากองทุนยักษ์แห่งสิงคโปร์

    เลือดรักชาติของคนไทยก็พลุ่งพล่านขึ้น พร้อมๆกับส่งเสียงขานรับที่ดังกระหึ่มเมือง

    หลายคนโจมตีว่า การขายหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวที่พ่วงเอาดาวเทียมไทยคม และกิจการในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยไปด้วย เป็นเรื่องน่าอดสูใจที่คนเป็นถึง นายกรัฐมนตรีของประเทศจะแอบดอดเอาสมบัติชาติไปขายเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ แก่ตน และคนในครอบครัว

    บ้างก็สร้างภาพเสียน่ากลัวว่า ป่านนี้รัฐบาลสิงคโปร์คงจะล้วงตับ ล้วงความลับทางการทหาร และความลับของประเทศไทยไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว จากการจารกรรมข้อมูลผ่านดาวเทียมไทยคมนี่เอง

    ในขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงพาณิชย์ พยายามพลิกตำราหาช่องทางกฎหมายเสนอให้รัฐบาลทำการยึดสัมปทานคืนทันที เมื่อได้พิสูจน์แล้วว่า มีการจัดตั้งบริษัทหนึ่งบริษัทใดขึ้นมาทำหน้าที่เป็นนอมินีแทนต่างชาติเพื่อ ให้สามารถถือหุ้น หรือมีสิทธิออกเสียงในกิจการที่ควรสงวนไว้ให้เป็นของคนไทยได้

    แต่ไม่ว่ากระแสการรักชาติหรือความเป็นชาตินิยมจะรุนแรงเพียงใด และนำพาคนไทยไปในทิศทางใดก็ตาม

    ทีมเศรษฐกิจ ขอให้คนไทยตั้งสติพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบก่อนจะตีโพยตีพายไปจนเสียการ ว่า ประเทศไทยได้สูญเสียสมบัติชาติไปให้กลุ่มทุนสิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว จริงหรือไม่

    พร้อมกับขอใช้พื้นที่นี้ ส่องกล้องไปดูที่มาที่ไปของดาวเทียมไทยคม ตลอดจนเส้นทางการผ่องถ่ายสัมปทานเจ้าปัญหาสู่กองทุนเทมาเสกที่ว่า ก่อนจะไปถึง คำตอบที่ว่า

    เราควรจะทวงคืนดาวเทียมไทยคมกลับมาหรือไม่?!

    ปูมหลัง และจุดเริ่มต้นปัญหา

    บมจ.ชิน แซทเทลไลท์ หรือ SATTEL ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 โดย บริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ SHIN เพื่อดำเนินโครงการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ ภายใต้สัมปทานของกระทรวงคมนาคม ก่อนที่จะมีการแยกอำนาจการกำกับดูแลไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ในปัจจุบัน โดยมีอายุสัมปทานรวม 30 ปี สิ้นสุดปี พ.ศ.2564

    ภายใต้สัญญาสัมปทานนี้ ชินคอร์ปจะต้องถือหุ้นในชินแซทไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เพื่อเป็นหลักประกันแก่คู่สัญญา หากมีการปฏิบัติผิดสัญญาไม่ว่ากรณีใด ผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในการกระทำนั้นๆ ขณะที่รัฐบาลโดยกระทรวงที่รับ ผิดชอบจะเป็นผู้จัดหาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมให้แก่ผู้รับสัมปทาน ซึ่งก็คือผู้จัดสร้างดาวเทียมและยิงดาวเทียมขึ้น สู่วงโคจรในตำแหน่งที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรจากองค์การโทรคมนาคมระหว่าง ประเทศ (ไอทียู)

    สำหรับตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรมีทั้งสิ้น 3 ตำแหน่ง คือ 120.0 องศาตะวันออก, 78.5 องศาตะวันออก และ 50.5 องศาตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดาวเทียมไทยคมทั้ง 5 ดวง ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

    ชินแซท เริ่มยิงดาวเทียมดวงแรกซึ่งได้รับพระราชทานชื่อ “ไทยคม 1” เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีดาวเทียมเป็นของตนเอง เพื่อให้บริการภายในประเทศ และครอบคลุมถึงประเทศต่างๆในภูมิภาค จาก ที่ต้องเช่าใช้ดาวเทียมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้บริการแพร่ภาพสถานีโทรทัศน์ ตลอดจนบริการสื่อสารโทรคมนาคมอื่นๆ

    หลังจากดำเนินกิจการมาร่วม 16 ปี ชินแซทก็เป็นที่รู้จักของคนไทย รวมถึงบริษัทคู่ค้าผู้ดำเนินธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม และสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกในฐานะผู้ให้บริการ ดาวเทียมรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย กระทั่งเป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคมทั้งสิ้น 5 ดวง ได้แก่ ไทยคม 1, ไทยคม 2, ไทยคม 3, ไทยคม 4 หรือ “ไอพีสตาร์” ซึ่งเป็นดาวเทียมสื่อสารดวงใหญ่ที่สุดในโลก และดวงล่าสุด คือ ไทยคม 5

    มี สินทรัพย์ ณ สิ้นปี 2548 คิดเป็นมูลค่า 33,000 ล้านบาท บริษัทยังคงมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง จากแผนการยิงดาวเทียมไทยคม 6 ในอีก 2 ปีข้างหน้า และดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งจะเป็นดาวเทียมสื่อสารที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับไอพีสตาร์

    ก่อนที่ชินแซทจะตกไปอยู่ในมือของกองทุนเทมาเสกจากสิงคโปร์นั้น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เคยประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนของชินแซทต่อนักลงทุนทั่วไปและสถาบันเพื่อระดม ทุนกว่า 3,182 ล้านบาทไปใช้ในการสร้าง และยิงดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์มาแล้วในเดือนมิถุนายน ปี 2548

    โดยการขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว ชินคอร์ปในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้ขอใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน จึงทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของตนลดลงมาเหลืออยู่เพียง 41.32%

    แต่ในอีก 2 ปีให้หลัง ชินแซทได้ถูกขายพ่วงไปกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AD VANCE (เอไอเอส) และไอทีวี (ITV) เมื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ในชินคอร์ป อย่าง ชินวัตร และดามาพงศ์ ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ให้แก่ กลุ่มบริษัท เทมาเสก โฮลดิ้ง จำกัด จากสิงคโปร์ ในสัดส่วน 49.59%

    คำถามมากมายผุดขึ้นพร้อมๆกับความไม่พอใจของผู้คนในสังคมที่เริ่ม คุกรุ่นขึ้น เมื่อการซื้อขายหุ้นครั้ง ประวัติศาสตร์ระหว่างเทมาเสกกับครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ในมูลค่ารวมกว่า 73,000 ล้านบาท ถูกเปิดเผยขึ้น

    และด้วยเหตุผลนี้นี่เอง ที่ทำให้ชีวิตทางการเมืองและธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวต้องขาดสะบั้นลง และท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งการประกาศไล่ล่าล้างบางทั้งเทมาเสก นอมินี และคนในครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์

    จนกระทั่งถึงการทวงสัมปทานดาวเทียมที่ถือกันว่าเป็นสมบัติของชาติกลับคืนมา

    ดาวเทียมพาณิชย์ กับ จารกรรม

    สิ่ง ที่ทุกฝ่ายกังขาก็คือ กิจการดาวเทียมที่เป็นสมบัติชาติถูกขายออกไปให้กลุ่มทุนต่างชาติได้อย่างไร ทั้งที่สัมปทานเป็นกิจการเพื่อความมั่นคง ยิ่งกว่านั้น การปล่อยให้ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้ ก็เท่ากับ “เปิดประตู” ให้ต่างชาติล้วงตับ และความลับทางด้านความมั่นคงของชาติไปเรียบวุธใช่หรือไม่

    หากพิจารณาข้อมูลอย่างถ่องแท้ จะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไทยคมทุกดวง เป็นดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์ ไม่สามารถนำไปใช้งานด้านจารกรรม หรือใช้ติดตามสอดแนมพื้นผิวโลกได้ เพราะไม่มีการติดตั้งกล้อง และยังเป็นดาวเทียมแบบค้างฟ้า ซึ่งลอยอยู่เหนือผิวโลกสูงถึง 36,000 กิโลเมตร ขณะที่ดาวเทียมสายลับ จะอยู่เหนือผิวโลกเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้งานสูงสุด

    ในทางเทคนิค ดาวเทียมแต่ละดวง จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์จึงไม่สามารถนำมาใช้งานด้านจารกรรมสายลับได้

    ที่สำคัญก่อนที่ดาวเทียมจะถูกนำมาใช้งาน จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคโนโลยีก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น ขั้นตอนการตรวจสอบต้องผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคจากกระทรวงไอซีที ว่าจะนำไปใช้งานด้านใด

    นอกจากนั้น ยังต้องผ่านการตรวจสอบจากรัฐบาลของประเทศผู้ผลิตดาวเทียมด้วย เช่นกรณีดาวเทียมไทยคม 1 และ 2 ผลิตโดยบริษัทโบอิ้ง และดาวเทียมไทยคม 4 ผลิตโดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส์ ลอเรล แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ (Export License) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคโนโลยีเพื่อใช้เชิงพาณิชย์เท่านั้น

    เช่นเดียวกับดาวเทียมไทยคม 3 และ 5 ที่ผลิตโดยบริษัทอัลคาเทล อัลลิเนีย สเปซ แห่งประเทศฝรั่งเศส ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลฝรั่งเศสในรูปแบบเดียวกัน

    หาก จะพิจารณากันในแง่ของการรับส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมนั้น เนื่องจากไทยคมเป็นดาวเทียมระบบเปิด สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินใดๆก็สามารถรับส่งข้อมูลได้ ไทยคมจึงเปรียบเสมือนให้บริการท่อรับ-ส่งข้อมูล มีลูกค้าที่เป็นสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกกว่า 150 สถานี ใน 40 ประเทศ นอกเหนือจากลูกค้าที่ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม รับส่งข้อมูลและอินเตอร์เน็ตทั้งในและต่างประเทศเกือบ 40 ราย

    ตามมาตรฐานของดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์ ลูกค้าจะต้องเป็นผู้รักษาข้อมูลที่ส่งขึ้น-ลงผ่านดาวเทียม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีเข้ารหัส-ถอดรหัส อย่างกรณีของสถานีโทรทัศน์ หากเป็นระบบบอกรับสมาชิก ก็จะเข้ารหัสแพร่ภาพสำหรับลูกค้าเท่านั้น ใครที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ไม่สามารถดูรายการของสถานีโทรทัศน์ช่องนั้นๆได้ หรืออย่างกรณีที่เป็นข้อมูลด้านการเงิน เช่น ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ การเข้ารหัส-ถอดรหัสข้อมูลที่ส่งผ่านดาวเทียม เป็นส่วนที่ลูกค้าจะต้องดำเนินการเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอ่อนไหว เหล่านั้น

    ผู้ให้บริการดาวเทียมเป็นเพียงท่อส่งข้อมูลให้เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปดึงข้อมูลที่มีการเข้ารหัสซับซ้อนเหล่านั้นได้

    เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการ ทหารสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันเป็นลูกค้าไทยคมอยู่หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอวกาศของอินเดีย (DOS) กระทรวงไปรษณีย์ และโทรคมนาคม และกระทรวงดูแลงานโทรทัศน์ของประเทศพม่า หน่วยงานทหารสื่อสารแห่งกองทัพไทย ซึ่งปัจจุบันเช่าใช้ช่องสัญญาณผ่านกระทรวงไอซีที โดยได้รับการจัดสรรให้ที่ 1 ช่องสัญญาณ (ทรานสพอนเดอร์) อันเป็นสัดส่วนที่จัดสรรให้หน่วยงานราชการไปแบ่งกันใช้บริการ

    หน่วยงานราชการเหล่านี้ ย่อมต้องมีกลไกรักษาความปลอดภัยสูงสุดต่อข้อมูลที่ส่งผ่านดาวเทียม ขณะเดียวกัน กิจการด้านทหารยังมีย่านความถี่ที่ Xband ซึ่งจัดสรรสำหรับการใช้โดยเฉพาะเพื่อความปลอด ภัยสูงสุดที่หน่วยงานอื่นๆไม่ สามารถใช้งานได้อีกด้วย

    จากคุณ : mcca_kop - [ 26 ก.พ. 50 12:43:20 A:192.25.42.225 X: ]

 
 

กระทู้ยอดนิยม