◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    สำนึก

    สำนึก ที่ไม่เคยมีและไม่คิดว่าจะมี

    สำนึก คำว่า "สำนึก" ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง รู้สึกซาบซึ้ง ส่วนคำว่า "สามัญสำนึก" หมายถึง ความสำนึกหรือความเฉลียวใจที่คนปกติธรรมดาทั่วไปควรจะต้องรู้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำสั่งสอน

    คำนี้เองได้แค่เพียงบัญญัติไว้ ถูกสร้างขึ้นมาเพียงอุปโลกน์ให้รับรู้กันว่ามันมีอยู่เพียงเท่านั้น แต่หาได้มีอยู่จริงไม่ มันเคยมีอยู่หรือไม่ หรือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาลืมตาดูประเทศนี้เลย  

    อันที่จริงคำนี้มันง่ายต่อความเข้าใจ และ มีนัยความหมายในตัวมันเองโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมแต่อย่างใด ด้วยความสั้นๆคำนี้ว่ามันเกิดขึ้นมา หลายๆอย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั้นคงไม่เป็นอย่างที่เป็น และคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันขาดหาย ไม่รู้ว่ามันตกหล่นไปตอนไหนและอย่างไร

    สำนึกของผู้คนที่แทบจะหากันไม่เจอ ยกเว้นในกรณีที่คนๆนั้นมีชื่อว่าสำนึกก็คงเป็นคนที่มี(ชื่อ)สำนึก แต่ถ้าไม่เช่นนั้นก็คงหากันไม่ได้ง่ายๆ เพราะความปราศจากสำนึกที่กลายเป้นความคุ้นชินกับความไม่มีสำนึก ราวกับว่าขาดสำนึกนั้นเป็นเรื่องปกติสุข

    สำนึกที่เห็นได้ง่าย คือ เรื่องของการใช้ท้องถนน จะเห็นได้ว่า การใช้ท้องถนนนั้นเต็มไปด้วยความไร้ซึ่งสำนึกในการขับขี่ของเหล่าผู้ขับขี่ยานพาหนะ
    ฝ่าไฟแดง เลี้ยวในจุดห้ามเลี้ยว กลับรถในจุดห้ามกลับ จ่อคิวเลี้ยวเลนสอง  หยุดในเส้นเหลือง จอดในที่ห้ามจอด ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ฯลฯ นี่คือเรื่องง่ายๆที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน และนี่เองคือสิ่งที่เรียกว่าไม่มีสำนึก วินัยบนท้องถนนเกิดจากเรื่องของสำนึก ซึ่งมันไม่เคยมีเคย หลายๆครั้งคนกระทำฝ่าฝืนกฎและวินัยเพียงเพราะว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุม เป็นการขาดซึ่งสำนึกที่มีในตนเองเพียงเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่จับกุม ก็เลือกที่จะกระทำผิด โดยไม่ได้มีความคิดอะไรเลย นี่เป็นเรื่องของสำนึกที่หาไม่ได้เลยบนท้องถนน ซึ่งสำนึกการใช้ท้องถนนนั้นไม่ได้มีแต่เพียงผู้ขับขี่ แต่มันมีผู้คนเดินเท้าด้วยที่ไร้ซึ่งสำนึกในการเดินเท้าบนท้องถนน หลายๆครั้ง มักจะวิ่งข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอย(ซึ่งอาจมีเรื่องสาเหตุการปล้น ฆ่าบางครั้ง) หรือเห็นรถโล่งๆก็วิ่งข้าม หรือแม้กระทั่งรีบร้อนวิ่งตัดหน้ารถ ฯลฯ นี่คือส่วนที่สำนึกของผู้คนเดินถนนไม่มีเช่นกัน

    สำนึกเรื่องของการแข่งขันทางสังคม ซึ่งทุกอย่างอยู่บนการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย หรือกิจกรรมทางสังคมอะไรก็ตาม หากแต่สำนึกส่วนที่ขาดหายไปก็คือเรื่องของความมีน้ำใจนักกีฬาที่จะยอมรับกฎกติกาต่างๆที่สังคมนั้นๆกำหนด และยอมรับความชนะ ความพ่ายแพ้เมื่อประสบกับมัน แต่ทว่ากลายเป็นการกำหนดกติกูขึ้นมาใหม่มากกว่า รวมไปถึงการหาช่องว่างช่องโหว่ทางกฎกติกา เพื่อให้ตนเองได้เปรียบในการแข่งขัยทางสังคมนั้น นี่เองคือเรื่องของสำนึกที่ต้องมีแต่ไม่มี และนับวันจะยิ่งไม่มีกันมากขึ้นเพราะการแข่งขันทางสังคมที่รุนแรงขึ้น ทำให้สำนึกยิ่งลดน้อยถอยลง ต่างคนต่างหาทางเอาตนเองให้รอดมากกว่าที่จะมานั่งมีจิตสำนึก เพราะใครๆก็ไม่มีจิตสำนึกตนเองจะมีทำไม ความคิดมักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้แพร่หลายไปทั่ว และเป็นที่ยอมรับกันกลายๆด้วยซ้ำไปว่าเป็นเรื่องที่ถูกที่ควร อีกทั้งเมื่อชนะแล้วผู้คนจะนับหน้าถือตา ยกย่อง ทั้งๆที่ไม่น่าเป็นเช่นนั้นตามสำนึก

    จะให้ทันสมัยก็ต้องเรื่องของสำนึกรักชาติ ที่พยายามพูดกันว่าปลุกจิตสำนึกรักชาติ จะปลุกยังไงในเมื่อมันไม่ได้หลับอยู่แต่ว่ามันไม่มี การเปิดเพลงปลุกใจที่หน่วยงานรัฐพยายามทำ และการระดมปลุกใจผ่านสื่อ มันคงได้แค่สำนึกในเรื่องของความฮีกเหิม เหิมเกริมและตามกระแสเกลียดชังทางการเมืองที่พุ่งเป้าไปยังศัตรูทางการเมืองมากกว่า มันเรียกว่าสำนึกรักชาติตรงไหน ในเมื่อแท้ที่จริงแล้วสำนึกนั้นๆ ถ้าปลุกขึ้นได้จริงเหล่าผู้มีอำนาจก็จะเดือดร้อนกันไปตามๆกันเพราะเหล่าผู้มีอำนาจต่างก็เข้ามากอบโกยและข่มเหงประเทศไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย  ก่อนที่จะปลุกให้ประชาชนอันที่จริงแล้วเหล่าผู้มีอำนาจควรจะปลุกให้ตนเองก่อนมากกว่า  เพราะว่าถ้ามีสำนึกรักชาติกันจริงๆ คงไม่แย่งกันกระทำชำเราชาติกันขนาดนี้

    สำนึกประชาธิปไตยเป็นสำนึกที่สำคัญมากๆ แต่ก็ไม่มีอยู่มากด้วยเช่นกัน เพราะมันจะต้องประกอบด้วยหลายๆองค์ประกอบที่ยังขาดหายไปจากสังคมไทย องค์ประกอบที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า สำนึกของประชาธิปไตยแบบที่บ้านเมืองอื่นๆมีกัน และบ้านเมืองเราขาดหาย องค์ความรู้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีเคยมีวี่แววจะให้เกิดขึ้นมาเลย การศึกษาที่ยังคงเป็นเพียงการสร้างผลผลิตซ้ำเพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงาน ที่เหล่านายทุนรัฐและนายทุนเอกชน รวมหัวกันปู้ยี่ปู้ยำระบบการศึกษาให้เป็นไปอย่างที่ตนเองพอใจ ไม่ได้ทำให้เกิดการเจริญเติบโตที่แท้จริงต่อระบบการศึกษา ด้วยความอ่อนแอตรงส่วนนี้เป็นส่วนประกอบหลักที่ทำให้สำนึกแห่งประชาธิปไตยเกิดไม่ได้ เพราะว่าชาวบ้านทั้งหลายยังโดนเหล่ารัฐและนายทุนคอยหลอกหลวงพวกเขาอยู่ และกลายสภาพเป็นเครื่องมือให้กับทั้งนายทุนและรัฐ  เพราะการที่ผู้คนขาดความรู้ ก็จะทำให้เกิดสภาพที่ขาดความคิดตามมา และทำให้ไม่เกิดความเข้าใจต่อ เรื่องต่างๆ สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ กลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ เข้าใจเพียงส่วนที่เหล่าผู้มีอำนาจอยากให้เข้าใจ แต่ไม่อาจเข้าใจส่วนที่ต้องเข้าใจ พอเป็นเช่นนี้สำนึกของประชาธิปไตยจะไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้เลย เตราบที่คนยังไม่เข้าใจ สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพที่ตนพึงมีพึงได้ ตามหลักของประชาธิปไตย สำนึกต่างๆก็จะเป็นเพียงสำนึกเผด็จการทางความคิด ที่ตนเองจะต้องถูกต้อง เป็นได้เพียงเท่านั้น เพราะไม่อาจจะเข้าใจในหลักประชาธิปไตยได้ อีกทั้งตัวเหล่าผู้มีอำนาจเองก็มักที่จะไม่มีสำนึกประชาธิปไตย เพราะเหล่าผู้ครอบครองอำนาจก็มักจะปฏิบัติเหมือนๆกันคือไม่เห็นหัวประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดๆก็ตาม มักจะเป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจ ซึ่งไม่ใช่อำนาจประชาธิปไตยเลย อำนาจประชาธิปไตยไม่เคยได้ตกถึงมือของเหล่าประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจจริงตามหลักประชาธิปไตย เป็น เมื่อไม่เคยมีในส่วนนั้นจะมีเรื่องของส่วนที่เป็นสำนึกได้อย่างไรเพราะว่า ไม่เคยมีโอกาสที่จะทำให้สำนึกเจริญเติบโตได้

    สำนึกในอินเทอเน็ต เป็นเรื่องที่น่าจะพูดถึง เพราะว่ายังมีอีกมากที่ไร้ซึ่งสำนึก กระดานสนทนาเป็นส่วนที่ชัดเจนในเรื่องของความขาดสำนึกในการใช้ ซึ่งจริงๆแล้วสำนึกตรงนี้เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพตามที่ แต่ละคนพึงมีในการรับรู้และการแสดงออกผ่านสื่ออินเทอเน็ต แต่ผู้คนก็มักจะใช้ สิทธิ เสรีภาพเหล่านั้นเกินเลยไป เพียงเพราะมันคือสื่อเสรี การไร้ซึ่งภาวะแสดงตนไม่เหมือนในสังคมจริง โลกเสมือนจึงเป็นทางออกของหลายๆคนที่เข้ามาสู่โลกเสมือนเพื่อการแสดงออกทางความคิดความเห็นของตนเอง ที่ในบางครั้งบนสังคมจริงมิอาจทำเช่นนั้นๆได้  เหล่าเกรียนทั้งหลายต่างก็ใช้เวทีเพื่อการแสดงออกนั้นๆ ชาวเกรียนที่ขาดซึ่งสำนึกในการใช้สื่อเสรีนี้เองที่ทำให้เกิดภาวการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อกระดานสนทนาต่างๆ เพราะรังแต่จะสร้างความน่าเบื่อต่อผู้คนทั่วไปที่จะต้องมานั่งทนเห็นความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรรค์ไร้ซึ่งสำนึกในการแสดงออก สักแต่ว่าคิดว่าตนเองถูกจนไม่มีความยอมรับความเห็นของคนอื่น  ทั้งๆที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจและใช้จุดนี้แต่คนกลุ่มหนึ่งนั้นกลับไม่เข้าใจและก็ไม่พยายามที่จะเข้าใจ การคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติของสังคม แต่การยอมรับความคิดเป็นเรื่องของสำนึกที่สำคัญกว่ามากและมันขาดหายไปในโลกไซเบอร์
    และด้วยความเป็นสื่อเสรีที่ทุกคนสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ มันเลยกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับเหล่าอำนาจที่ครอบงำสื่อส่วนนี้ไป จนในทีสุดสื่อเสรีก็จะกลายสภาพเป็นสื่อไม่เสรี และการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นก็จะถูกปิดกั้นไป จนสำนึกที่มีก็จะถูกปิดกั้นไปตามๆกัน

    ยังมีอีกมากที่เป็นเรื่องราวของคำว่าสำนึก ซึ่งกลายเป็นความไร้สำนึกไปทุกวัน สำนึกในเรื่องราวต่างๆที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยหากว่าเรายังขาดปัจจัยต่างๆที่จะเป็นองค์ประกอบให้เกิดสำนึก แบบนี้ และปัจจัยทั้งหลายก็ไม่มีท่าทางที่จะเกิดขึ้นมาได้เลย  ด้วยความมืดมนต่อคำว่าสำนึกนี้เอง


    อย่างน้อยตอนนี้ตัวผู้เขียนก็อยากที่จะมีสำนึกต่อสิ่งที่เขียนมาเป็นอย่างน้อย

    และก็หวังให้ผู้อ่านที่อ่านมีสำนึกในการอ่าน และเกิดสำนึกอื่นๆหลังจากการอ่านนี้

    จากคุณ : KongMing - [ 15 พ.ค. 50 18:27:33 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม