◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ความสัมพันธ์ พระราชวงศ์ไทย ลาว

    ความสัมพันธ์ พระราชวงศ์ไทย ลาว

    เนื่องด้วยวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๕๙ นี้ สมเด็จพระเทพฯ จะได้เสด็นพระราชดำเนินเปิดสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่สาม ผมขอฉลองสิริราชวโรกาสนี้นำเรื่องความสัมพันธ์สองราชวงศ์มา ณ ที่นี่
    ๑. เจ้าจอมแว่น ในรัชการที่ ๑
    (aka เจ้านางแก้วฟ้า. เจ้านางคำแว่น. เจ้าจอมแว่น. เจ้าคุณข้างใน. คุณเสือ. เจ้านางเขียวค้อม. เจ้าน้อยเขียว)
    เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชดำรงพระยศเจ้าพระยาจักรีได้ไปตีกรุงเวียงจันทน์ ได้เชิญเสด็จพระราชบุตรในพระเจ้าศิริบุญสาร (องค์บุญ) มายังสยาม โดยประกอบด้วย เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ แต่ เจ้าพรหมวงศ์ พระอนุชา ได้หลบหนีไปเมืองอื่นเสีย ในการเดียวกันนี้ยังได้รับเจ้านางแก้วฟ้า(พระธิดาคำแว่น) เป็นชายาในเวลาเดียวกันนั้น
    คุณสมบัติพิเศษของเจ้านางแก้วฟ้าไม่มีใครเหมือน คือมีความกล้าหาญและศิลปะในการเพ็ดทูลเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่มีผู้ใดกล้าจะกราบทูล ถ้าท่านเห็นว่าเป็นสิ่งสมควรและถูกต้องแล้ว ก็จะกราบทูลทันทีมิได้เกรงกลัวพระราชอาญา ความจงรักภักดีและสุจริตใจของเจ้าจอมแว่นนี้ รัชกาลที่ 1 จึงไม่ทรงพิโรธ มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ทูลขอพระราชสวามีมิให้ทำลายเมืองพานพร้าว ศรีเชียงใหม่ (สกลนคร) และได้รับตามพระปรงสงค์ ชาวเมืองได้ยกย่องท่านเป็น เจ้านางเขียวค้อม ตามชื่อเรียกสตรีผู้งามพร้อมดังอุดมคติ (คล้ายกับนางนพมาศในพงศาวดารภาคกลาง) และยังได้ตั้ง วัดนางเขียวค้อมเพื่อเป็นอนุสรณ์จนถึงปัจจุบัน
    เมื่อครั้งเสด็จผ่านพิภพขึ้นเป็นปฐมวงศ์จักรี เจ้านางแก้วฟ้า จึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็นที่ เจ้าจอม(แว่น) พระสนมเอก และโปรดให้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทจนชาววังยกย่องเป็น เจ้าคุณข้างใน (เจ้าคุณองค์แรกในจักรีวงศ์) ความกล้าหาญของท่านยังเป็นที่ประจักษ์ต่อไปเมื่อ เมื่อ พ.ศ. 2339 พระบาทสมเด็จพระเจ้าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกหาราช จากการว่าราชการเมืองพระองค์คงจะเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ขณะหลับก็เกิดละเมอขึ้น(พระสุบิน) ทำให้ข้าราชบริพานตกใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรขณะนั้นเจ้าจอมแว่นใช้ความหาญกล้า ตัดสินใจกัดนิ้วพระบาท จนพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกพระองค์และตื่นบรรทม เจ้าจอมแว่นได้รับความดีความชอบและเป็นที่โปรดปราณของพระองค์
    นอกจากนั้น ความเด็ดขาดของพระองค์ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอ ให้สมญาว่า "คุณเสือ" สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าว่า


    "...เพราะเหตุที่เธออยู่ประจำพระองค์เสมอ เวลาพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์ขึ้นเฝ้า จึงอยู่ในความดูแลของเธอ บางทีก็เห็นจะขู่ลู่เจ้านายเล็กเหล่านั้นพากันเกรงกลัว จึงเรียกกันว่า...คุณเสือ"

    ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระอมรินทราฯ พระอัครมเหสีในรัชการที่ ๑ ไม่เสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวัง แน่นอนว่าคุณฉิม (รัชการที่ ๒) ซึ่งได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร จึงอยู่ในความดูแลของเจ้าจอมแว่น แม้ว่าเจ้าจอมแว่นจะมีอุปนิสัยเข้มงวดจริงจังปานใดก็ตาม แต่ความจงรักภักดีอย่างจริงใจเป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อพระองค์ใดทรงมีปัญหาสำคัญ แก้ไขไม่ได้ด้วยพระองค์เอง มักจะขอร้องให้เจ้าจอมแว่นช่วย ซึ่งทุกพระองค์ก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มใจเสมอ จึงเป็นที่เกรงกลัวและนับถือของทุกพระองค์
    และบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณเสือที่มีต่อรัชกาลที่ 2 ก็คือ เรื่องเจ้าฟ้าบุญรอดพระธิดาใน สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อยของรัชกาลที่ 1 พระบิดาคือ เจ้าขรัวเงิน จึงนับเป็นพระประยูรญาติสนิทกันทีเดียว
    รัชกาลที่ 2 ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงพบรักกับเจ้าฟ้าบุญรอด เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ทรงพระประชวรและเสด็จทิวงคต ซึ่งทำให้ทั้งสองพระองค์มีโอกาสพบกัน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสัมพันธภาพที่งอกงามต่อมาถึงขั้น "...ถ้อยทีมีพระทัยรักใคร่กัน" แต่ความรักของทั้งสองมีอุปสรรคขวางกั้น เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่เห็นด้วย
    "...พี่น้องเขายังอยู่เป็นก่ายเป็นกอง เขาไม่รู้ก็จะว่ากูสมรู้ร่วมคิดเป็นใจให้ลูกมากุมเหงเขาหนึ่งทำดูถูกเทวดารั้ววังไม่มีความเกรงกลัว" พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 1 ที่ตรัสแก่เจ้าจอมแว่น ผู้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ให้ฟัง และกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเชษฐาเจ้าฟ้าบุญรอด ตรัสด้วยความไม่เห็นชอบว่า

    "ลูกเมียของพ่อฉิมก็มีอยู่มาก เกรงว่านานไปจะเกิดวิวาทกันก็จะต้องร้องไห้กลับมาหาพี่ จะได้รับความอัปยศแก่คนทั้งหลาย"
    ทั้งสองพระองค์จึงต้องลักลอบพบปะกันโดยมิให้ผู้ใหญ่รู้เห็น

    ทั้งสองรักใคร่กันชนิด "สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง" จนเจ้าฟ้าบุญรอดตั้งพระครรภ์ เมื่อเห็นว่าปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรจึงทรงขอร้องให้คุณเสือช่วย เจ้าจอมแว่นได้ใช้ความกล้าและศิลปะในการเพ็ดทูล ทำให้รัชกาลที่ 1 ไม่ทรงพิโรธและทรงยอมพระราชทานอภัยโทษในที่สุด ทั้งสองพระองค์จึงสมรักสมปรารถนา เจ้าฟ้าบุญรอดพระองค์นี้ ต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตหรือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎ(รัชกาลที่ 4) และ สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุธามณี
    เจ้าจอมแว่นยังให้ความนับถือพุทธศาสนาอย่างแม้จริง โดยพระราชทานเงินส่วนพระองค์ในการบูรณะวัดสังข์จาย ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานพระวิสุงคามสีสาจากรัชการที่ ๑ และได้รับพระราชทานนามตามพระสังข์จายที่ขุดพบพร้อมหอยสังข์ เป็นเรื่องแปลกนักที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะวัดนี้ คือ นายสังข์ และนางจาย อีกด้วย นอกจากนั้นวัดนี้ยังเป็นที่ให้กำเนิด มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก อีกด้วย เพราะเมื่อครั้ง สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีเอกของไทยได้ทรงนิพนธ์มหาชาติร่ายยาวนั้น ได้รจนากัณฑ์อื่นๆเป็นอันมากยกเว้นกัณฑ์นี้ เนื่องจากเห็นว่ามิสามารถนิพนธ์สู้ของเก่าได้

    นอกจากความปราดเปรื่อง และความเข้มงวดแล้ว เจ้าจอมแว่นยังมีความสามารถในการปรุงอากหารยิ่งนัก ดังปรากฏเป็นตำนานว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นั้นโปรดเสวยไข่เหี้ อยู่มาวันหนึ่งก็โปรดจะเสวย แต่ไม่มีใครสามารถหาได้เลย เพราะไม่ใช่ฤดูกาลเหี้วางไข่ เจ้าจอมแว่น จึงประดิษฐ์ "ขนมไข่เหี้" ขึ้นตั้งเครื่องถวายแทนต่อมาหลายท่านเรียกขนมไข่เหี้ด้วยชื่อใหม่ที่ฟังดูหรูหราว่า"ขนมไข่หงส์" เมื่อมื่อครั้งทำาบุญใหญ่ฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัชกาลที่ 1 ได้ทรงโปรดให้เลิกข้าวทาขนมจีนเลี้ยงพระสงฆ์นับพันรูปถึงวันละเกวียน โดยเจ้าจอมแว่นผู้มีชื่อเสียงในการปรุงน้ำยาที่สุดในสมันนั้น ได้เป็นผู้ปรุงถวายพระในการเลี้ยงนี้เอง

    เจ้าคุณเสือ ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบมาจวบจนวาระสุดท้ายในสมัชรัชการที่ ๒ โดยมิได้มีพระหน่อไว้ ดังปรารถนา โดยมีหลักฐานในพระวิหารพระโลกนาถด้านหลังพระโลกนาถ วัดพระเชตุพนฯ ที่มีรูปสลักเป็นรูปเด็กและโคลงจารึกว่า
    "คุณเสือแสวงบุตร"

    .....รจนาสุดารัตนแก้ว..............กุมารี หนึ่งฤา
    เสนออธิบายบุตรี....................ลาภไซ้
    บูชิตเชษฐชินศรี.....................เฉลาฉลัก หินแฮ
    บุญส่งจงลุได้.........................เสร็จด้วยดั่งถวิล ฯ
    .....กุมารหนึ่งพึงฉลักตั้ง............ติดผนัง
    สถิตย์อยู่เบื้องหลัง...................พระไว้
    "คุณเสือ" สวาดิหวัง..................แสวงบุตร ชายแฮ
    เฉลยเหตุธิเบศร์ให้................สฤษดิแสร้งแต่งผล ฯ

    โคลงจารึกไว้กับรูปกุมารกุมารีทั้ง ๒ บทนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพทรงพระวินิจฉัยไว้ว่า โคลงจารึกไว้กับภาพกุมารในวิหารพระโลกนาถนั้น มักเข้าใจกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูเห็นเป็นแน่ว่า เปนพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส จึงสันนิษฐานว่า ในรัชชกาลที่ ๑ เมื่อเจ้าจอมแว่นพระสนมเอก ซึ่งเรียกกันว่าคุณเสือ กราบทูลความปรารถนาใคร่จะอธิษฐานขอบุตรนั้น โปรดฯ ให้ทำแต่รูปกุมารติดไว้เรื่องเดิมของรูปกุมารเป็นแต่บอกเล่ารู้กันมา ชรอยพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงพระราชดำริเกรงคนทั้งหลายภายหลังเห็นว่า รูปกุมารไม่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา จะรื้อทำลายเสีย จึงอาราธนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ ให้ทรงพระนิพนธ์โคลงบอกเรื่องของภาพกุมารไว้ เห็นเป็นในคราวเดียวกับเมื่อทรงขนานนามพระพุทธรูปในพระวิหารทิศ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ จึงทรงใช้นามในโคลงว่าคุณเสือ ตามซึ่งพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเรียกก่อน แล้วคนทั้งหลายเรียกตามจนชินปากต่อมา ถ้าเป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็จะหาทรงใช้นามว่าคุณเสือเช่นนั้นไม่ อันนี้เป็นหลักสำคัญในข้อวินิจฉัย

    จากคุณ : สายพัวพัน - [ 6 ธ.ค. 49 07:15:40 A:212.1.157.159 X: TicketID:059092 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม