รวมพิรุธ...ศิลาจารึกหลักที่ ๑

ก่อนอื่นผมขอเอาคำพูดของนักเขียน นักวิชาการ มาลงก่อนครับ

ศิลาจารึกหลักที่1 เป็นการบรรยายของกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงโดยเฉพาะในสมัยพ่อขุนรามคำแหง
จารึกนี้ทั้งหลักสร้างขึ้นหลังรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงแล้ว... เพื่อโอ้อวดหรือแสวงความสำคัญของกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง...เป็นการข่มทับหรือขัดแย้งกับจารึกหลักที่2 เป็นปัญหาทางการเมือง...ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม

+++

  ใครบอกผมว่าศิลาจารึกหลักที่1เป็นเอกสารในสมัยพ่อขุนฯในคริสต์ศตวรรษที่13 ผมเห็นใจ, แต่เห็นด้วยไม่ได้เพราะจารึกหลักนี้มีพิรุธผิดกาลสมัยทุกอย่าง...
  จารึกหลักที่ 1 นำสระเข้าแนวเดียวกันกับพยัญชนะ ซึ่งไม่เคยมีที่ใดในอินเดีย ลังกา หรืออุษาคเนย์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชปัจจุบัน...ไมเคิล ไรท์

+++

แล้วมันเป็นความผิดหรอครับ ที่ผมมีความคิดแบบเดียวกับท่านพิริยะ ไกรฤกษ์ และการที่ผมเอาข้อพิรุธต่างๆมาลง มันเป็นความผิดหรอครับ แล้วทำไมไม่คิดละว่า ร.4 ท่านอาจจะให้เป็นวรรณกรรมชิ้นหนึ่งก็ได้ครับ

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 18:29:50

 
 

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 6 พ.ย. 49 10:33:06 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

"...แม่gooชื่อนางเสือง..."
อ๋อเหรอครับ พระมารดาของพ่อขุนรามคำแหง เป็นสามัญชน? เลยใช้คำว่านาง ไม่มีคำว่า พระนาง หรือคำลงท้าย เช่น มหาเทวี อะไรแบบนี้
...

ชื่อสถานที่ บอกแค่ลอยๆ ไม่มีการบอกว่าใครสร้าง คนนั้นสร้าง คนนี้สร้าง สร้างเพื่อ? สร้างให้ใคร?

เนื้อความในศิลาจารึกตั้งแต่บรรทัดที่11-17 "เมื่อชั่วพ่อgoo gooบำเรอแก่พ่อgoo gooบำเรอแก่แม่goo gooได้ตัวเนื้อตัวปลา gooเอามาแก่พ่อgoo gooกูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี gooเอามาแก่พ่อgoo...ดั่งบำเรอแก่พ่อgoo" ลองนึกถึงคัมภีร์ไบเบิ้ลสิ พระเจ้าสร้างฉัน ฉันต้องเคารพพระเจ้า บูชาพระเจ้า ถ้าคิดเล่น คือการล้อเลียนไบเบิ้ลครับ แบบว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างฉัน พ่อแม่ต่างหากที่สร้างฉัน ฉันจึงต้องดูแลพ่อแม่ ไม่ใช่พระเจ้า

...

อักษรในศิลาจารึก ถ้าสังเกตดีๆ สระจะอยู่ข้างหน้าพยัญชนะ ซึ่งจะแตกต่างกับอักขระโรมัน ซึ่งจะเอาสระไว้ข้างหลัง และการเขียนแบบนี้ พบเฉพาะในศิลาจารึกหลัก1 และอักษรอริยกะที่ร.4ประสงค์ให้ใช้จารึกภาษาบาลี คิดเล่นๆว่าท่านต้องการล้อภาษาตะวันตก และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีเครื่องพิมพ์ดีดก่อนประเทศเพื่อนบ้าน ร.4ท่านอยากได้มากครับ เลยสร้างจารึกอันนี้ เพื่อให้ใช้กับจารึกได้

...

ระบบการค้า จะเป็นแบบการค้าเสรี จะบอกว่าเสรีมากๆ เสรีเกินไปครับ"...จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า..."

"จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย" จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย(ขายอะไรครับ? ขายของ? ขายม้า?) สำนวนนี้ ตรงกับข้อความในจารึกนครชุมว่า "ไพร่ฟ้าข้าไท ขี่เรือไปค้า ขี่ม้าไปขาย"

...
พระแท่นมนังคศิลาบาตร
"...1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาไลสุโขไทนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ ได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟันขดารหิน(กระดานหิน)ตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับเดือนออกแปดวัน เดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน เถรมหาเถรขึ้นนั่งเหมือนขดารหินสูดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าสเมืองศรีสัชชนาไลสุโขไท ขึ้นนั่งเหนือขดารหิน..."

พระแท่นกษัตริย์ ถือเป็นของสูง ทำไมกลับมาเป็นที่ให้พระภิกษุสงฆ์มานั่งเทศนาได้

คำว่า "มนังคศิลาบาตร" แปลตรงๆว่า หินมีใจ หรือ ใจในหิน แล้วแต่จะแปลครับ ลองคิดเล่นๆว่า เรามีหินตามใจนึก เราอยากไปญี่ปุ่น เราขึ้นนั่งแท่นมนังคศิลาบาตร ลองนึกถึงพรหมวิเศษสิครับ หรือไม่ก็ขี่อาสนะลอยได้แบบในหนังจักรๆวงศ์ๆ

พระแท่นมนังคศิลาบาตร เป็นศิลปะแบบลพบุรีครับ

...
การเผาเทียนเล่นไฟ
สำนวนนี้ดูทันสมัยมากครับ เราจะนึกถึงการเล่นประทัด พลุ ใช่รึเปล่า สมัยสุโขทัยยังไม่มีดินปืน การเผาเทียนเล่นไฟ เราอ้างมาจากเอกสาร 2 ที่ คือ เรื่องนางนพมาศ กับ ศิลาจารึกหลัก1 เรื่องนางนพมาศ ก็เป็นแค่วรรณกรรมสมัย ร.3 ส่วนเรื่องศิลาจารึกหลัก1 คงไม่ต้องบอก
การเผาเทียนเล่นไฟ ปรากฎในเรื่องพิธีจองเปรียง ในเรื่องนางนพมาศครับ เผาเทียน คือ การจุดธูปเทียนทั่วๆไป เล่นไฟ คือ การนำเอาโคมไฟไปชักไว้บนเสา

"...เที้ยนญ่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ..."
พิธีกษัตริย์ เป็นลักษณะของความเป็นส่วนบุคคล และสูง ไม่ใช่ใครอยากดูก็ดูได้ ถ้าสมัยอยุธยา เวลาเข้าเฝ้า ต้องก้มให้ต่ำที่สุด ยิ่งต่ำยิ่งดี อย่ามองแม้แต่เท้า พอมาสมัยรัตนโกสินทร์ เวลามีขบวนเสด็จ ใครแอบมองดู จะถูกกระสุนปืนยิงดวงตาโดยไม่รู้ตัวครับ ร.4ท่านเป็นผู้ยกเลิกกฎนี้ เวลาเข้าเฝ้าให้มองพระพักตร์ได้ เพื่อจะบอกกับต่างชาติว่าเราเป็นผู้มีอารยธรรม ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ท่านเลยอ้างพ่อขุนรามคำแหงอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาดูการเผาเทียนเล่นไฟ

...

"...เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่..."ภาษีผ่านด่าน เรียกง่ายๆว่าภาษีจังกอบ ไม่ปรากฏว่ามีในสมัยสุโขทัยครับ

...

"...รอบเมืองสุกโขไทนี้ ตรีบูรได้3400วา..."
3400วา คือพื้นที่อะไร ถ้าผมจำไม่ผิด 3400วา มันกำแพงชั้นนอกสุด และไม่ได้สร้างในสมัยสุโขทัยด้วย

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 18:26:05

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 09:13:07

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ย. 49 16:46:24

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 6 พ.ย. 49 11:24:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 2

"...1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาไลสุโขไทนี้ ปลูกไม้ตาลนี้..."
พ่อขุนฯท่านให้ความสำคัญกับการปลูกต้นตาล มากกว่าการบ การขึ้นครองราช หรอครับ ไม่ตาลมีความสำคัญอะไร เป็นพืชเศรษฐกิจ หรือเป็นพืชที่ปรากฎในคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์-พุทธ?

...

...เสียงพาด(พาทย์)เสียงพีน(พิณ)...
ไม่พบในจารึกหลักอื่น นอกจากในไตรภูมิกถา
พาทย์ น่าจะหมายถึง ระนาด(เทียบคำว่า ปัตตละ เป็นภาษาพม่า แปลว่า ระนาด)
พีน เทียบภาษาสันสกฤตคือ วีณา แปลว่า พิณ

...
"จาริกอันณื่งมีในเมืองชเลียง -สถาบก-ไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จาริกอันณื่งมีในถ้ำชื่อถ้ำพระราม อยู่ฝั่งน้ำสำพาย จาริกอันณื่งมีในถ้ำรัตนธาร..."
จารึก 3 อันที่กล่าว คือจารึกอะไร
จารึกวัดศรีชุม?
จารึกนคีรชุม?
จารึกวัดป่ามะม่วง?

คำว่า สถาบก ไม่พบในหลักอื่น

...

"...อันใดกินอร่อยกินดี..."
สำนวนภาษาค่อนข้างสมัยใหม่"อร่อย"นะครับ

...

"...1207 ศก ปีกุร ให้ขุดเอาพระธาตุออก..."
มหาศักราช 1207 คือปีระกา เรื่องนี้จะโทษใครดี คนจารึก หรืออาลักษณ์ ศักราชคลาดเคลื่อน

---

"...1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาไลสุโขไทนี้ ปลูกไม้ตาลนี้" ลองมาดูอีกประโยค"...ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว..." ธรรมดาไม้ตาล มักนิยมปลูกกันในที่แล้ง และร้อนชื้นครับ ไม่สอดคล้องกับคำว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว

...

พ่อขุนรามฯท่านให้ความสำคัญกับการปลูกไม้ตาล การใส่(ขอใช้คำว่า ใส่ ไม่ใช่ประดิษฐ์)ลายสือ การขุดเอาพระธาตุ ถึงขนาดบอกศักราช แต่ปีเกิด การรบ ขึ้นครองราช ไม่จารึกศักราช

...
"เมืองม่าน เมืองน...เมืองพลัว"
เมืองม่าน ก็ไม่พบในจารึกหลักอื่นๆเช่นกัน และไม่ทราบได้ว่าคือเมืองอะไร พม่า? ส่วนเมืองน...เมืองพลัว มีนักประวัติศาสตร์ท่านว่าน่าจะเป็น"เมืองน่านเมืองพลัว" คำนี้ปรากฎในจารึกหลักที่ 8 ด้าน3 บรรทัดที20

...

"...เมื่อgooขึ้นใหญ่ได้สีบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด(ปัจจุบันคือ แม่สอด) มาท่เมืองตาก..."ขุนสามชนไม่รู้คือใครครับ ก็ไม่พบในหลักอื่นๆ จะมีตัวตนจริงๆรึเปล่าไม่รู้ อาจจะมีก็ได้ แต่ใช้ชื่ออื่นแทน

...

"...ฝูงท่วยมีสรธา(ศรัทธา)ในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่องพรรษา..."
ทำไมต้องมีคำว่า ใน ด้วยครับ ใช้คำว่า ศรัทธาพระพุทธศาสนา ไม่ได้หรอ มันเป็นสำนวนภาษาอังกฤษครับ

แล้ว ทรงสีล(ศีล) หมายถึงใคร กษัตริย์ สามัญชน หรือภิกษุสงฆ์ ทรง เป็นราชาศัพท์ครับ

เกือบลืม
...ฝูงท่วย"มี"ศรัทธา"ใน"พระพุทธศาสนา...
..."have" region "in" buddhism...

คำว่า พระพุทธศาสนา ก็ไม่พบในหลักอื่น และสมัยก่อนไม่นิยมใช้คำที่สวยหรูแบบนี้ ดร.พิริยะ บอกว่า แต่ก่อนจะเรียกศาสนาพุทธว่า
พระศาสนา
ศาสนาพระเจ้า
ศาสนาพุทธ
ศาสนาพระพุทธ
ศาสนาพระพุทธเป็นพระเจ้า
...............

เรื่องการค้าแบบเสรี จนถึงขนาดที่ว่า"เจ้าเมืองบ่เอาจกอบ"มันดูเสรีเกินไปครับ เพราะในนั้นว่า"...เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใครค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า..." ถ้าไม่มีการเก็บภาษี จะเอารายได้ที่ไหนพัฒนาประเทศ

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 09:13:45

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 09:09:34

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ย. 49 12:36:49

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 6 พ.ย. 49 21:07:59 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 3

น่าเก็บไว้อ่าน
ขอบคุณค่ะ


จากคุณ : p (pimon) - [ 6 พ.ย. 49 22:51:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

หรือครับ

น่าสนุกจังเลยนะครับ

ระวังนะครับ ถ้าข้อมูลคุณกว้างกว่านี้จะเลยเถิดไปถึงสุโขทัยไม่มีจริง

ของบางอย่างต้องคัดกรองนะครับ


จากคุณ : p (ปลาทองสยองเมือง) - [ 7 พ.ย. 49 11:17:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

แน่ใจหรอคัยว่าไม่ได้เอาความคิดเล่นๆมาใช้กับความจริง เหตุผลดูจะขุ่นๆมัวไปซะทุกข้อเลยนะ แบบวาจะให้เด็กมัธยมแก้แทนยังตอบได้หมดอย่างง่ายๆเลย

จากคุณ : เมธัส (เพชรน้อย) - [ 7 พ.ย. 49 11:45:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ศิลาจารึก ด้านที่ ๑

พ่อกูชื่สรีอินทราทีตย แม่กูชื่นางเสือง พี่กูชื่บานเมือง
ตูมีพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง พี่เผือ
ผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ญังเลก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้
สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบ
ขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสาม
ชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพายจแจ้-
น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อ
ช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง ขุนสามชนตัวชื่
มาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึ่งขึ้นชื่กู
ชื่พระรามคำแหง เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน เมื่-
อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัว
เนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวา-
น อันใดอันกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตี-
หนังวงงช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมื-
อง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นางได้เงือนได้ทอง กูเอา
มาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่
กู ฎั่งบำเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้ง
(ก)ลม เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขไทนี้ดี ในน้ำ
มีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่-
อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใคร
จักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส
ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อ
เสื้อคำมัน ช้างขอลูกเมียเยียเข้า ไพร่ฟ้าข้าไท ป่า
หมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้า
ลูกเจ้าลูกขุน ผิแล้ผิดแผกแสกว้างกัน สวนดู
แท้แล จึ่งแล่งความแก่ขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักนักมัก
ผู้ซ่อน เหนข้าวท่านบ่ใคร่พีน เหนสินท่านบ่ใคร่เดือ-
ด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่อยเหนือเฟื้อ
กู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือ-
นบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเปนบ้านเปนเมือ-
ง ได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก่ดี บ่ข้าบ่ตี ใน
ปากปตูมีกดิ่งอันณึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้า
ปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจบท้อง
ข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นก-
ดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำํแหงเจ้าเมืองได้


จากคุณ : เพ็ญชมพู - [ 7 พ.ย. 49 14:35:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

ศิลาจารึก ด้านที่ ๒

ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ใน
เมืองสุโขไทนี้จึ่งชม สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมือ-
งนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก่หลายในเมืองนี้ ป่าลาง
ก่หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก่หลายในเมืองนี้
หมากขามก่หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน
กลางเมืองสุโขมัยนี้ มีน้ำตระพังโพยสีใสกินดี
…ฎั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง รอบเมืองสุโขไทนี้ตรี-
บูรได้สามพันสี่ร้อยวา คนในเมืองสุโขไทนี้
มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหง
เจ้าเมืองสุโขไทนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนา-
ง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้ญีง
ฝูงท่วยมีสรธาในพระพุทธศาสนทรงสีลเมื่อพรร
ษาทุกคน เมื่อโอกพรรษากรานกถิน เดือนณึ่งจิ่-
งแล้ว เมื่อกรานกถินมีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มี
พนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกถินโอ-
ยทานแล้ปีแล้ญิบล้านไปสูตญัติกฐินเถืงอ-
รญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงแต่อร-
ญญิกพู้นเท่าหัวลานดํบงคํด้วยเสียงพาดเสียงพี-
นเสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเหล้นเหล้น ใครจก-
กมักหัว หัวใครจักมักเลื้อน เลื้อน เมืองสุ-
โขไทนี้มีสี่ปากปตูหลวง เที้ยนญ่อมคนเสียดกัน
เข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเหล้นไฟ เมืองสุโขไทนี้
มีฎั่งจักแตก กลางเมืองสุโขไทนี้มีพิหาร มี
พระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป
มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอัน
ราม มีพิหารอันใหญ่มีพิหารอันราม มีปู่
ครูนิสัยมุตก์ มีเถร มีมหาเถรเบื้องตะวันตก
เมืองสุโขไทนี้มีอไรญิก พ่อขุนรามคำแหงกทำ
โอยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิดกไตร
หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองสรีธ-
รรมราชมา ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันณึ่งมน
ใหญ่ สูงงามแก่กํ มีพระอฏฐารศอันณึ่งลุกยื-
น เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขไทนี้มีพิหารมีปู่ครู
มีทเลหลวงมีป่าหมากป่าพลูมีไร่มีนามีถิ่นถ้าน
มีบ้านใหญ่บ้านเลก มีป่าม่วงมีป่าขาม ดูงามฎั่งแกล้


จากคุณ : เพ็ญชมพู - [ 7 พ.ย. 49 14:36:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ศิลาจารึก ด้านที่ ๓

(งแฏ่)ง เบื้องตีนนอนเมืองสุโขไทนี้มีตลาดป-
สาน มีพระอจนะ มีปราสาท มีป่าหมาก
พร้าว ป่าหมากลาง มีไร่มีนา มีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้-
องหัวนอนเมืองสุโขไทนี้ มีกุฎีพิหารปู่ครู
อยู่ มีสรีดภงส(ศรีตระพังสระ???) มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขาม
มีน้ำโคกมีพระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น
เปนใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถืเมือง
สุโขไทนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง
เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่
คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย ๑๒๑๔ สก ปีมโรง พ่อขุนรามคำ-
แหงเจ้าเมืองศรีสัชนาไลสุโขไทปลูกไม้ตา-
นนี้ได้สิบสี่เข้าจึ่งให้ช่างฟันขดารหินตั้งหว่าง
กลางไม้ตานนี้ วันเดือนดับเดือนโอกแปดวัน วั-
นเดือนเตม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถร มหาเถ-
ร ขึ้นณั่งเหนือขดาน(he)นสูดธรรมแก่อูบาสกฝู-
งท่วยจำสีล ผิใช่วันสูดดธรรมพ่อขุนรามคำแหง
เจ้าเมืองศรีสัชนาไลสุโขไทขึ้นณั่งเหนือขดา-
ร(he)น ให้ฝูงลูกเจ้าขุน ฝูงท่วยถืบ้านถื
เมือง ครั้นวันเดือนดับเดือนเตม ท่านแฏ่งช้างเผื-
อกกรพัดลยางเที้ยนญ่อมทองงา...ขวา ชื่รูจาครี
พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ....(เถิง)อรัญญิกแล้-
วเข้ามา, จารึกอันณึ่ง มีในเมืองเชลียงสถาบกไว้
ด้วยพระศรีรตนธาตุ จารึกอันณึ่งมีในถ้ำชื่ถ้ำ
พระราม อยู่ฝั่งน้ำสํพาย จารึกอันณึ่งมีในถ้ำ
รตนธารในกลวงป่าตานนี้ มีษาลาสองอัน อันณึ่งชื่
ษาลาพระมาส อันณึ่งชื่พุทธษาลา ขดาร(he)นนี้ชื่ม-
นังษีลาบาตร สถาบกไว้หนี้(จึ่ง)ทังหลายเหน

หมายเหตุ  :  (he)น  =  ห หีบ  สระอี  น หนู


จากคุณ : เพ็ญชมพู - [ 7 พ.ย. 49 14:45:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ศิลาจารึก ด้านที่ ๔

พ่อขุนรามคำแหงลูกพ่อขุนษรีอินทราทีตยเป-
นขุนในเมืองสรีสัชนาไลสุโขไท ทังมากาวลาว
แลเมืองไทเมืองใต้หล้าฟ้าฏ…ไทชาวอูชาวของมาออ-
ก ๑๒๐๗ สก ปีกุรให้ขุด(เอา)พระธาตุออกทังหลาย
เหน กทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่-
งเอาลงฝังในกลางเมืองสรีสัชนาลัยก่พระเจ-
ดีเหนือหกเข้าจึ่งแล้วตั้งเวียงล้อมพระม-
หาธาตุสามเข้าจึ่งแล้ว เมื่อก่อนลายสือนี้บ่
มี ๑๒๐๕ สกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ
ในใจ แลใส่ลายสืไทนี้ลายสืนี้จึ่งมีเพื่-
อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามคำแหงนั้นหา
เปนท้าวเปนพรญาแก่ไททังหลายหาเปน
ครูอาจารยสั่งสอนไททังหลายให้รู้
บุนรู้ธรรมแท้แต่คนอันมีในเมืองไทด้วย
รู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาน ด้วยแคะ
ด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้า-
เสิก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตวันอ-
อกรอดสรลวง สองแคว ลมบาจาย สคาเท้าฝั่งข-
องเถีงเวียงจันเวียงคำเปนที่แล้ว เบื้องหัว
นอนรอดคนที พระบาง แพรก สุพรณณภู-
มิ ราชบูรี เพช(บู)รี ศรีธรรมราช ฝั่งทเล
สมุทรเปนที่แล้ว เบื้องตวันตกรอดเมือ-
งฉอด เมือง…น หงศาพดี สมุทรหาเป-
นแดน, เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมื-
องม่าน เมืองน…เมืองพลัวพ้นฝั่งของ
เมืองชวาเปนที่แล้ว , ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้า-
นลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน


จากคุณ : เพ็ญชมพู - [ 7 พ.ย. 49 14:46:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

เอ่อ...เจ้าของกระทู้...น่าจะศึกษาดี ๆ ก่อนตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ...โดยเฉพาะเรื่องภาษาบาลีกับเมืองไทยเราน่ะ...อย่างที่ว่า มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา...ไม่เห็นแปลก ที่แปลกคือ...คุณไม่รู้เลยหรือว่า คนไทย(โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าขุนมูลนายสมัยก่อน ผ่านการบวชเรียน(บาลี) มาแล้วเกือบ  90% แล้วมาบอกว่า เหมือนภาษาอังกฤษ..เง็ง..เลย...ถ้าคุณมีความรู้ด้านภาษาบาลีคงไม่มีข้อสังเกตแบบเด็กๆ อย่างนี้...คำว่า "ใน" อยู่ในวิภัตตินามเบื้องต้นของบาลีเลย...เรียกว่า สัตตมีวิภัตติ
บาลี =  สมึ - สุ  (แปลว่า ... ใน, ใกล้, ที่, ครั้นเมื่อ, ในเพราะ, เหนือ, บน) ... มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เขาเรียกว่า พูดแบบมีคำเชื่อมหรือคำต่อ (อายตนิบาต ของบาลี) มันฟังเพราะกว่า มีศรัทธาพระพุทธศาสนา...ต่างกันลิบลับครับ...ขอบอก
        เห็นด้วยกับ คห ๕ ครับ...เหมือนความคิดเด็ก ๆ มากเลย..


จากคุณ : คนไกลบ้าน (superJ) - [ 7 พ.ย. 49 15:12:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ขอให้คุณเจ้าของกระทู้เก็บความแค้นจากการเยาะเย้ย
ถากถางของคนในพันทิพเปลี่ยนเป็นพลังใจ ไปศึกษา
เล่าเรียนวิชาโบราณคดี และโตขึ้นเป็นนักโบราณคดี
มุ่งมั่นพิสูจน์ให้ได้ว่าหลักศิลานี่เป็นของปลอมครับ


จากคุณ : เชษฐา - [ 8 พ.ย. 49 08:23:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้ครับ ผมมีความคิดแนวเดียวกับเจ้าของกระทู้ครับ แต่ไม่สามารถแย้งกับสิ่งที่ผู้คนเชื่อถือและร่ำเรียน มาอย่างช้านานได้ นับถือเจ้าของกระทู้ครับ

จากคุณ : ปอมปอม มิยาโตวิช - [ 8 พ.ย. 49 11:14:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ความเห็นแย้งเป็นบ่อเกิดหนึ่งของการพัฒนา  การแสดงความเห็นแย้งจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจหรือน่าเยาะหยัน  แต่ความเห็นแย้งที่มีคุณค่าก็ควรที่จะต้องมีเหตุผลรองรับความเห็นที่หนักแน่น  มีถ้อยความที่ไม่ยั่วยุให้เกิดการโต้เถียงด้วยอารมณ์  มีการแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้องตามกาลเทศะ  มิใช่ทู่ซี้ส่งความเห็นเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก  โดยไม่มีประเด็นใหม่ ๆ มากไปกว่าประเด็นที่ได้รับการอรรถาธิบายโต้แย้งไปแล้ว  ดังนี้จึงไม่น่าแปลกใจถ้ากระทู้ความเห็นแย้งนี้ดูเหมือนจะถูกคว่ำบาตรจากบรรดาผู้รู้  อันที่จริงผมก็ไม่สามารถล่วงรู้เจตนารมณ์ในการโพสกระทู้นี้ของคุณ  คุณอาจเพียงลองยั่วยุผู้อ่านเพื่อความสนุก  ทำขึ้นเพื่อทดสอบสมมติฐานบางอย่าง  สร้างกระแสสนใจในประเด็นนี้เพื่อประโยชน์ด้านอื่น  หรืออาจเป็นเพราะเหตุผลอื่นใด  แต่ถ้าคุณมิได้มีเจตนาอื่นเคลือบแฝงแล้ว  ผมเห็นว่าคุณเป็นบุคคลที่มีความสนใจศึกษาค้นคว้าในงานด้านประวัติศาสตร์  และมีความกล้าพอที่จะท้าทายความเชื่อที่ยึดถือมา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี  เพียงแต่ถ้าคุณลองปรับปรุงวิธีการในการแสดงความคิดเห็นแล้ว  ก็จะทำให้สิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้วในตัวคุณ  ส่งผลดีต่อทั้งตัวคุณและส่วนรวมมากยิ่งขึ้น

จากคุณ : รู้บ้างไม่รู้บ้าง - [ 8 พ.ย. 49 12:03:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ที่พูดมาน่ะ..ไม่ใช่เยาะเย้ยถากถาง พูดซะ.... แต่เพราะสิ่งที่เจ้าของกระทู้ตั้งข้อสังเกตน่ะ...มันเหมือนการพูดโคมลอย...ซึ้งดูเหมือนจะไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว..มาตั้งประเด็นให้คนแย้ง...อย่างกรณีที่ผมแย้งไปน่ะ...และอีกหลาย ๆ ประเด็นที่ไม่ได้แย้งด้วย... เรื่องหลักศิลาจารึกนี่..ผมก็อยู่กลาง ๆ ไม่ได้ปักใจยังไง...ใครเสนอความคิดมาแบบมีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุน...ก็เต็มใจอ่านและรับความคิดเห็นครับ...ไม่ใช่เด็ก ๆ อย่างนี้

จากคุณ : คนไกลบ้าน (superJ) - [ 8 พ.ย. 49 17:51:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ถ้างั้นช่วยตอบด้วยว่า "ตรีบูรได้3400วา" 3400คือพื้นที่อะไร กำแพงชั้นไหนกันแน่ อย่างอ้างว่ากำแพงที่ดีเลิศเลยครับ มันไม่ได้มีแค่ตรีบูรคำเดียวโดดๆ

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 18:33:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

ชื่อหนังสือ : ศึกศิลาจารึก
 หมวด : ศิลปวัฒนธรรม -- ประวัติศาสตร์
             
 ผู้แต่ง : สุจิตต์ วงษ์เทศ
 จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
 พิมด์ครั้งที่ ๑ : สำนักพิมพ์มติชน พฤศจิกายน ๒๕๔๖
 กระดาษปอนด์ขาว
 ปกอ่อน
 จำนวนหน้า : 280 หน้า
 ขนาดหนังสือ : 14.6 cm. x 25 cm.
 ISBN : 974-323-035-1

รวมบทความวิชาการ "จับพิรุธ" จารึกพ่อขุนรามคำแหง โดยสามนักประวัติศาสตร์แห่งยุค ...นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม,พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และ ไมเคิล ไรต์


รายละเอียด

วรรณกรรมการเมืองเรื่อง "อานุภาพพ่อขุนอุปถัมภ์"
ศึกศิลาจารึก ที่พ่อขุนรามคำแหงไม่ได้แต่งยุคสุโขทัย
รวมบทความวิชาการ "จับพิรุธ" จารึกพ่อขุนรามคำแหงโดย
นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ - ศรีศักร วัลลิโภดม - พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ - ไมเคิล ไรท์
สุจิตต์ วงศ์เทศ บรรณาธิการ
พร้อมด้วยประวัติความเป็นมา การค้นพบ
และคำอ่านจารึกพ่อขุนรามคำแหง ฉบับหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นการบรรยายเรื่องราวของกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง โดยเฉพาะในสมัยพ่อขุนรามคำแหง
จารึกนี้ทั้งหลักสร้างขึ้นหลังรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงลงมาแล้ว... เพื่อโอ้อวดหรือแสดงความสำคัญของกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง... เป็นการข่มทับหรือขัดแย้งกับจารึกหลักที่ 2 เป็นปัญหาทางการเมือง

ศรีศักร วัลลิโภดม

http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=470426104356

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 18:33:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ชื่อหนังสือ : จารึกพ่อขุนรามคำแหง(ปรับปรุงใหม่)
 หมวด : ศิลปวัฒนธรรม -- ประวัติศาสตร์
             
 ผู้แต่ง : พิริยะ ไกรฤกษ์,รศ.ดร.
 จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
 พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สำนักพิมพ์มติชน มีนาคม ๒๕๔๗
 กระดาษปอนด์เหลือง
 ปกอ่อน
 จำนวนหน้า : 399 หน้า
 ขนาดหนังสือ : 14.6 cm. x 25 cm.
 ISBN : 974-323-034-3

วรรณคดีประวัติศาสตร์การเมืองแห่งกรุงสยาม


รายละเอียด
ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหรือศิลาจารึกหลักที่ ๑ นั้น มิได้แต่งขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓) ดังที่อ้างไว้ในจารึกหลักดังกล่าว
        โบราณวัตถุสถานที่กล่าวถึงในศิลาจารึก ตลอดจนการใช้คำและเนื้อหาของศิลาจารึกหลักนี้ ไม่สอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในศิลาจรรึกหลักอื่น ๆ ของสุโขทัยที่จารึกขึ้นตั้งแต่ประมาณพุทธศักราช ๑๘๗๓ (ค.ศ.๑๓๓๐) หรือพุทธศักราช ๑๘๘๓ (ค.ศ.๑๓๔๐) (ศิลาจารึกหลักที่ ๒) ถึงพุทธศักราช ๑๙๕๕ (ค.ศ. ๑๔๑๒)(ศิลาจารึกหลักที่ ๔๙)
        ผลจากการศึกษาและวิจัยพบว่า "พระจอมเกล้า" ทรงทำจารึกพ่อขุนรามคำแหงด้วยเหตุผลทางการเมืองกับยุโรปในยุคล่าเมืองขึ้น
        โดยทรงใช้ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นกุศโลบายสำคัญในการปรับเปลี่ยนขนบประเพณีโบราณของไทย ให้คนรุ่นเก่าที่ต่อต้านและคัดค้านความเปลี่ยนแปลงเห็นว่ามิได้ทรง "ดัดจริตผิดโบราณ" แต่ดำเนินตามรอยพระบาทของพ่อขุนรามคำแหง
รายละเอียดเพิ่มเติม
พิมพ์ครั้งที่ ๑ : สำนักพิมพ์มติชน ๒๕๓๒

http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=470426104520

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 18:36:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ชื่อหนังสือ : ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทงสมัยสุโขทัย
 หมวด : ศิลปวัฒนธรรม -- ประวัติศาสตร์
             
 ผู้แต่ง : สุจิตต์ วงษ์เทศ
 จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
 พิมพ์ครั้งที่ ๓ : ตุลาคม ๒๕๔๕
 กระดาษปอนด์ขาว
 ปกอ่อน
 จำนวนหน้า : 280 หน้า
 ขนาดหนังสือ : 14.6 cm. x 25 cm.
 ISBN : 974-322-765-2

เรื่องนางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สำนวนสมัยรัตนโกสินทร์
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมคำนำ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
อ่าน บทวิเคราะห์ ของกรงศิลปากร โลกของนางนพมาศ โดย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นางนพมาศเรื่องจริงหรืออิงนิยาย? โดย สุพจน์ แจ้งเร็ว

รายละเอียด


"...เป็นหนังสือแต่งในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่งในระหว่างรัชกาลที่ ๒ กับที่ ๓ ไม่ก่อนนั้นขึ้นไป..."
"หนังสือเรื่องนางนพมาศซึ่งฉันเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์..."
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

"...ไม่มีหลักฐานและเหตุผลใดๆ ที่จะคิดไปได้ว่าหนังสือเรื่องนี้มีร่องรอยอันใดของเอกสารสมัยสุโขทัยแทรกอยู่...และพึงพิจารณานางนพมาศในฐานะที่เป็นวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์โดยแท้..."
ศาสตร์จารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=470426103055

ปัจจุบัน หนังสือ 3 เล่มนี้ หาซื้อยากครับ ผมหาซื้อเท่าไรก็ไม่เจอ ผมเลยขอยืมเพื่อนมาอ่านครับ

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 18:38:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ทำไมคำว่า สุโขทัย ในจารึก เขียนได้ถึง 3 คำ
สุโขไท สุกโขไท และ ษุโขไท


...
"...ท่านแฏ่งช้างเผือก กรพัดลยาง เที้ยนญ่อมทองงา ซ้าย ขวา ชื่อ-รูจาครี-..."

การเรียกเรียกชื่อช้างแบบนี้ ปรากฎในวรรณกรรม วรรณคดีรัตนโกสินทร์ และวรรณคดีบาลีครับ เช่น นาฬาคิรี(เป็นช้างที่ดุร้าย ที่พระเจ้าอชาตศัตรูปล่อยมาเหยียบพระพุทธเจ้า) คิริเมขลา(ช้างในพุทธประวัติตอนมารผจญ เป็นช้าง3เศียร)(ครี เป็นภาษาสันสกฤต คิรี เป็นภาษาบาลี) คำนี้มีในคัมภีร์โลกบัญญัติครับ แต่งโดยพระชาวมอญ มาจากคำว่า"รุจาคิรี" เป็นช้างในตระกูลฉัททันต์ครับ

แต่ช้างทรงของพระญาลิไท ชื่อว่า "eแดงพุเลิง" ภาษาคนละยุคสมัยเลยครับ
...
"...1205สกปีมะแม ข่อขุนรามฯหาใคร่ใจในใจ แลใศ่ลายสือไทนี้..."
ถามหน่อยว่า อักษรจีน ใครประดิษฐ์ อักษรจื๋อโนม(อักษรจีนแบบเวียดนาม)ใครประดิษฐ์ อักษรพราหมีใครประดิษฐ์...จะใครประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องสำคัญครับ เพราะสมัยก่อนมีสาเหตุที่ประดิษแค่ 2 ประการคือ
1.ให้มีอักษรใช้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ
2.เพื่อปลดแอกจากชาตินั้นๆ

เรื่องใส่ลายสือไท ดร.ประเสริฐ ท่านกล่าวว่า ใส่ หมายถึง แก้ไข

อันนี้ก็โอเคครับ เพราะเรื่องแก้ไขอักษร หรือใส่ลายสืออะไรนั่น มีในหนังสือจินดามณีสมัยพระเจ้าบรมโกศครับ
"แม่หนังสือแต่ ก กา กน ฯลฯ ถึงเกอย ขอมก็แต่งมีอยู่แล้ว เหนว่าพรญารอง(ร่วง)เจ้าจ่แต่งแต่รูปอักษรไทยฯ"
ก็ไม่มีคำไหนที่บอกว่า สร้าง หรือประดิษฐ์

อาจจะแก้ไขจริง แต่ผมว่าไม่ได้แก้ไขแบบนี้แน่ครับ มันเกินไป

...
"...ครูอาจารยสังสอนไททั้งหลายให้รู้บุนรู้ธรรมแท แตคนอันมีในเมีองไทด้วย..."
เสียงวรรณยุกต์เริ่มเพี้ยน ผมคิดว่าคนที่จารึกไม่ก็จารึกมากจนเบลอๆ หรืออะไรไม่แน่ใจครับ

"สังสอนไททั้งหลายให้รู้บุนรู้ธรรม" ประโยคนี้ น่าจะCopyมาจากไตรภูมิกถา "...สมเด็จมหาจักรพรรดิราชนั้น ธ รู้บุญรู้ธรรม ธ รู้สั่งสอนคนทั้งหลายให้รู้ในธรรม..."
โดยเปลี่ยนคำว่า"คน"เป็น"ไท"

...............

แก้ไขเมื่อ 09 พ.ย. 49 14:48:04

แก้ไขเมื่อ 09 พ.ย. 49 14:45:43

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 19:11:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ก ข

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 19:12:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

.

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 19:19:24

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 19:14:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ก ของพ่อขุนรามฯ

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 19:15:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

กรรม วาดผิด

ตัวที่ 2 ของพ่อขุนรามฯ
ตัวสุดท้าย ของพญาลิไทครับ

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 19:18:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

ก ของพญาลไท
ก ของพ่อขุนราม

พ่อมายุคหลังๆ คนกลับใช้ตัวของพญาลิไทครับ


#25
#25 แล้วที่ว่า"...รอบเมืองสุโขไทนี้ ตรีบูรได้ 3400 วา..."มันคืออะไรครับ อะไร3400วา? มันเป็นการบอกพื้นที่ด้วย

ก็"...รอบเมืองสุโขไทนี้ ตรีบูรได้3400วา..."มันไม่ได้มีแค่ ตรีบูร โดดๆ

ตรีบูร ตรี เทียบภาษาสันสกฤตว่า "ศรี" ภาษาทมิฬว่า"ติริ" "ตรี" แปลว่า ดีเลิศ ประเสริฐ ที่ดี ฯลฯ

จะอ้างอะไรก็แล้วแต่ ช่วยบอกด้วยว่า "3400วา" มันเลขอะไรครับ หรือเป็นการใบ้หวยของผู้จารึก?

แก้ไขเมื่อ 09 พ.ย. 49 14:51:35

แก้ไขเมื่อ 08 พ.ย. 49 19:21:27

 
 


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 พ.ย. 49 19:21:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

คุณรัชมังค์ครับ...

เรื่องตรีบูรนี่ พูดกันจบไปแล้วนะครับ...ไม่ได้เกี่ยวกับคันดิน 3 ชั้น 7 ชั้นอะไรนะครับ...ในวรรณกรรมอินเดียโบราณก็มีคำอธิบายเรื่องนี้แล้ว "ปักษีปกรณัม" อ่ะครับระบุไว้แล้ว...รู้สึกจะมีวิทยานิพนธ์ที่จุฬาด้วยนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด...ลองศึกษาข้อมูลให้รอบด้านนะครับ

การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นความงอกงามทางความคิดครับ...แต่ถ้าเป็นเรื่องซ้ำๆข้อมูลเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่...มันก็ไม่ต่างจากการพายเรือในอ่างนะครับ...


จากคุณ : ออกญาศรีราชเดโชชัย (NMkrung) - [ 9 พ.ย. 49 12:50:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

คุณ เหงามาก
ยังขังตัวเองอยู่ใน "ตรีบูร" อีกหรือครับ
ประตูทางออกอยู่ทางนี้ครับ
ภูมิสถานกรุงสุโขทัย
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/10/K4757416/K4757416.html
กำแพงชั้นนอกชั้นกลางสร้างสมัยหลังเมื่อใช้ปืนใหญ่รบกันแล้ว
"ตรีบูร" ไม่เกี่ยวกับเลข ๓  อย่างท่านออกญาศรีฯกล่าวไว้แล้ว



"เที่ยวเมืองพระร่วง"
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่
ไม่เพียงแต่จะทรงตีความหมายจากหลักศิลาเท่านั้น  
ยังทรงหักร้างถางพงเพื่อทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง
ว่าสิ่งที่อยู่ในศิลามีอยู่จริงอย่างนั้นหรือไม่



มีบางคนกล่าวว่า
พระองค์(ร.๔)ทรงสร้างหลักศิลาต่างๆขึ้นแล้วเอาไปซ่อนไว้
จากนั้นพระองค์ก็ทรงสร้างเมืองโบราณแล้วเอาไปซ่อนไว้


เข้าใจครับ การเหมือนคนอื่นมันไม่ค่อยเท่ห์เท่าไร
ซ้ำยังอาจถูกมองว่าแก่  งมงาย  เงอะงะ อีก...ครับ

แก้ไขเมื่อ 11 พ.ย. 49 17:04:12

 
 


จากคุณ : กัมม์ - [ 11 พ.ย. 49 09:42:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

"ตรีบูร" ไม่เกี่ยวกับ ๓

 
 


จากคุณ : กัมม์ - [ 11 พ.ย. 49 09:49:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

"ตรีบูร" ไม่เกี่ยวกับ ๓
ส่วนอธิบายเพิ่มเติม ท้ายตอน

 
 


จากคุณ : กัมม์ - [ 11 พ.ย. 49 09:52:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

เห็นคำถามนี้มาหลายกระทู้แล้วนะครับ

 
 


จากคุณ : กัมม์ - [ 11 พ.ย. 49 09:56:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

หลักฐานที่ค้นพบ ..
ก็ได้แต่เอามาศึกษาความเป็นมาเป็นไปด้านศาสตร์ต่าง ๆ แค่นั้น



ตราบเท่าที่ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงอะไรได้ ..
เถียงกันทำไม ?


จากคุณ : Sally Van Dyk ! - [ 12 พ.ย. 49 03:17:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

มีเพื่อนผมคนหนึ่งเล่าเป็นเรื่องสมมติขำๆว่า

กา - ชัย..ชัย  เมื่อคืนพวกไอ้กัมม์มันโง่ฉิบ-
      นั่งตีรัมมี่กันจนสว่าง  ได้ตังค์ 5 บาท
      เป็นกู กูไม่เล่นให้ตาตุ่มด้านหร้อก
ชัย - เอ้อ กูก็ว่าอย่างนั้น  เล่นจนสว่างได้เสียกัน 5 บาท
      แล้วแกรู้ได้ยังไงว่ะ โม้เปล่า
กา - อ่ะ  ก็กูนั่งดูอยู่ข้างหลังมัน จนสว่าง  ...ไม่ได้โม้...

      เอ้อ....

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 49 12:14:18

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 49 10:42:01

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 49 08:25:27

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 49 08:24:21

จากคุณ : กัมม์ - [ 13 พ.ย. 49 08:23:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 32

เรื่อง"นางเสือง"ผมพูดบ่อยกว่าเรื่องตรีบูรอีก แต่กลับไม่มีใครสังเกต

แก้ไขเมื่อ 13 พ.ย. 49 17:59:16

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 13 พ.ย. 49 14:24:15 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 33

น้องเหงามาก..  เห็นหลายกระทู้แล้วไม่อยากจะสนใจ

แม้ว่าเรื่องราวที่เอามาน่าสนใจ  แต่ติดขัดที่ถ้อยคำนำเสนอของน้องเอง


เรื่อง ตรีบูร  และ นางเสือง   เท่าที่อ่านผ่านๆ มานั้น  พี่ๆ ในนี้ เขาก็อธิบายชัดเจนแล้วนะคะ  น้องน่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก  ถ้าไม่ทิฐิเกิน    

ตรีบูร   มี 2  ความเชื่อ  น้องจะเชื่อแบบไหนเรื่องของน้อง   เขาตอบมาแล้ว  น้องไม่เชื่อ  พยายามถามต่อ   คำตอบมันก็ออกมาเหมือนเดิม  เพราะ นั่นคือความเชื่ออีกฝั่งหนึ่ง   ก็ไม่รู้ว่า จะต้องถามซ้ำถามซากทำไม

มันชวนให้คิดว่า  น้องไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาตอบเลย และพยายามตะแบงในสิ่งที่น้องเชื่อ


ส่วนเรื่องนางเสือง -  พี่ๆ หลายคน ก็บอกอยู่แล้วว่า  เป็นคำถามเด็กๆ

ก็เมื่อ คนจารจารึก  ยังเขียน คำว่า กรู ได้  ทำไม นางเสือง จะเขียนไม่ได้    


มันจะไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ ที่ ใช้คำแทนตัวว่า กรู แต่ใช้ทำเรียกคนอื่นว่า  พระนาง - เทวี

ภาษาในสมัยนั้น ก็คือสมัยนั้น  อย่าเอาความรู้สึกนึกคิดในปัจจุบันไปจับเลยค่ะ


ข้อสังเกตุที่มีอยู่ ในจารึกนั้น  น่าสนใจ  อย่าทำให้หมดความน่าสนใจ  จากถ้อยคำที่ดูเหมือนท้าทาย ของน้องเลยค่ะ


จากคุณ : กระจ้อน - [ 25 พ.ย. 49 10:20:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

เหงาเอ๊ย...นึกว่าจะเลิกไปแล้วซะอีก ไอ้เรื่องเนี๊ย ขอเถอะ ถ้าอยากจะเถียง ก็เอาเรื่องใหม่ๆขึ้นมาเถียงสิ รำคาญจัง -*-

จากคุณ : กลับมาแล้วคนดี - [ 28 พ.ย. 49 01:51:56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

แถมๆ ใครเชื่อสุจิตต์ วงษ์เทศ คนนั้นก็บ้าแล้วครับ 55555+ ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า

จากคุณ : กลับมาแล้วคนดี - [ 28 พ.ย. 49 16:25:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

แถมๆ ใครเชื่อสุจิตต์ วงษ์เทศ คนนั้นก็บ้าแล้วครับ........เขาเป็นนักประวัติศาสตร์เชียวนะคุณ ถ้าผมเชื่อก็บ้าด้วยสิ กรรม ผมเป็นบ้า 555555555

พี่จ้อน แล้วนางเสืองเป็นใคร เป็นพระธิดากษัตริย์เขมรนะครับ ทำไมไม่ใช้พระนางละ แต่กับท้าวศรีจุฬาลักษณ์มหาเทวี มเหสีของพ่อขุนรามกลับมีคำว่า "ท้าว"นำหน้า และ "มหาเทวี"ต่อท้าย แปลกดี ให้ความสำคัญกับแม่น้อยกว่าเมีย น่าขำครับ การเรียกนางนั่น นางนี่ มักปรากฎในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ วรรณคดีเรื่องพระลอ เขาก็ไม่ได้เรียกว่านางเพื่อนนางแพง แต่นำหน้าว่า"พระ" รามเกียรติ์ สมัยอยุธยาก็ใช้คำว่า"สีดา"โดดๆ หรือพระแม่สีดา เท่าที่เคยอ่านเจอมา

ส่วนเรื่องgoo หนะนะ ทำไมปรากฎแค่ด้านเดียวในจารึก? และเมื่อชั่วพ่อขุนรามฯ เป็นสรรพนามบุรุษที่3 เป็นการอ้างถึง


จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 14 ธ.ค. 49 17:53:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

หึหึหึ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หึหึหึ

แก้ไขเมื่อ 15 ธ.ค. 49 11:46:16

จากคุณ : กัมม์ - [ 15 ธ.ค. 49 11:43:27 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)

วาดภาพประกอบ : คลิกเพื่อวาดภาพประกอบ
(ข้อควรระวัง : ต้องทำก่อนขั้นตอนอื่น มิฉะนั้นข้อความที่พิมพ์ไว้ และค่าที่เลือกจะหายไป - ใช้ได้เฉพาะสมาชิก)

แตกประเด็น : ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom