◀ Previous Next ▶ Up ▲


    เกษตรรับลูกขยายโควตานำเข้านมผงรองรับแปรรูปส่งออก

    ..........เกษตรฯรับลูกครม.ไฟเขียว ขยายโควตานำเข้านมผงพร่องมันเนย 7.5 พันตัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อการส่งออก “ธีระ” เชื่อไม่กระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ พร้อมเสนอปรับเพิ่มราคารับซื้อนมดิบหนุนเกษตรกรรับภาระต้นทุนสูง

             นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้อนุมัติในหลักการให้ยกเว้นรายการสินค้านมและผลิตภัณฑ์ ออกจากประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 8 และอนุมัติให้เปิดตลาดนำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2549 เพิ่มเติม จำนวน 7,500 ตัน อัตราภาษีร้อยละ 5 และขยายระยะเวลาการนำเข้าให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 มีนาคม 2550 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กระทรวงเกษตรฯ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ต่อไป

               ทั้งนี้เหตุผลในการขอเปิดตลาดนำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2549 เพิ่มเติม เนื่องจากผงขาดมันเนยเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารนม เช่น ไอศกรีม เครื่องดื่ม รสนม กาแฟ ขนมเค้ก คุกกี้ ขนมปัง เวเฟอร์ ลูกอม และอื่น ๆ เพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออก ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศกว่าหมื่นล้านบาท

               เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภายในประเทศ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกับตลาดน้ำนมดิบ สำหรับข้อมูลการนำเข้านมผงขาดมันเนยในปี 2548 มีจำนวน 67,200 ตัน จัดสรรให้กับกลุ่มผู้ผลิตนมข้น 22,362.269 ตัน กลุ่มผู้ผลิตนมเปรี้ยว 9,945.569 ตัน และผู้ประกอบการแปรรูปอาหารนมอื่น 24,892.163 ตัน โดยที่ไม่ได้มีการจัดสรรให้กลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตนมพร้อมดื่ม

                ทั้งนี้ได้มีการเปิดโควตาเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการจากข้อผูกพัน WTO และ TAFTA จำนวน 10,000 ตัน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการนมผงขาดมันเนยในการผลิตมากกว่าจำนวนที่ผูกพันไว้ ส่วนการเปิดตลาดนำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2549 ได้มีข้อผูกพันการเปิดตลาดตาม WTO จำนวน 55,000 ตัน และตามความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) จำนวน 2,200 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 5 และ นอกโควตาร้อยละ 216

               นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯได้เสนอขอปรับราคาสินค้านมและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับราคาสูงขึ้น และส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์ วัตถุดิบในการเลี้ยงโคนมและค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงโคนมและน้ำนมสูงขึ้น ขณะที่ราคารับซื้อน้ำนมดิบที่หน้าโรงงานยังคงกำหนดเป็นราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบกิโลกรัมละ 12.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2541

                โดยต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบขณะนั้นอยู่ที่ 7.72 บาท/กิโลกรัม แต่จากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2548 พบว่าต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยกิโลกรัมละ 9.03 บาท โดยที่ปี 2549 (มกราคม-พฤศจิกายน 2549) ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบเป็นกิโลกรัมละ 10.25 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1.22 บาท แต่ส่วนราคารับซื้อจะปรับขึ้นเท่าไหร่นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาโคนม และผลิตภัณฑ์นม ประกอบด้วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการและเกษตรกร เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณา ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์ทั้งระบบและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การพัฒนาการผลิตและการตลาดโคนมและผลิตภัณฑ์ทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                รวมทั้งได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาวิจัยโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์ โดยจะร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อทำหน้าที่พิจารณา และให้ข้อเสนอแนะโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์แก่คณะกรรมการอีกด้วย

    ที่มา http://www.phtnet.org/content.asp?mod=news&action=view&id=850

    จากคุณ : ญี่ปุ่น35 - [ 15 ธ.ค. 49 12:43:22 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม