◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ผลการสะกดจิตด้วยเทปหรือการพูดหรือการใช้ยาต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กสมาธิสั้นและซนผิดป{แตกประเด็นจาก N5921345}

    กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก N5921345

    พยายาลภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มีลูกเป็นสมาธิสั้น ใช้เวลารักษาลูกด้วยวิธีการเดิมๆนานหลายปี จนลูกสิบกว่าขวบแล้ว
    จึงลองหาวิธีใหม่บ้าง ได้ไปใช้วิธีการต่างๆทั้งไสยศาสตร์ และแพทย์ทางเลือกต่างๆ เช่น พลังจักรวาล ฯลฯ

    ทั้งหมดไม่ได้ช่วยให้ลูกมีอาการดีขึ้น
    จึงครั้งสุดท้าย ได้มาอบรมการสะกดจิตกับอ.ชนาธิป ศิริปัญญาวงศ์ แล้วเอาการสะกดจิตไปใช้กับลูกของตัวเอง

    ปรากฎว่าภายใน 2 เดือนลูกดีขึ้นเหมือนเด็กปกติโดยไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป

    กระทั่งนพ.ชาญวิทย์ เงินศรีตระกูล หน.ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ หัวหน้าของพยาบาลท่านนี้ตรวจและยอมรับว่าเด็กคนนี้อาการดีขึ้นจริงด้วยการสะกดจิต

    จึงเชิญอ.ชนาธิป ศิริปัญญาวงศ์ไปบรรยายให้แพทย์และพยาบาลฟังถึงวิธีการสะกดจิตที่ ม.สงขลานครินทร์เมื่อหลายปีก่อน

    พยาบาลท่านี้ยังได้ทำวิจัยเรื่องนี้ขึ้นมาอีกด้วย ตามเนื้อหาดังนี้ครับ

    ผลการสะกดจิตด้วยเทปหรือการพูดหรือการใช้ยาต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ


    ผลการสะกดจิตด้วยเทปหรือการพูดหรือการใช้ยาต่อการ
    เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ

    (The Effect of Ordering to Subconcious Mind by Speaking or Using
    Tape or Medicine and Changing Behavior in Attention-Deficit
    and Hyperactivity Disorders Children)

    Key words : ADHD, hypnosis, brain, behavior, physiological, body and
    mind, auditory, sleep

    บทคัดย่อ
    การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงทดลองมุ่งศึกษาเปรียบเทียบ ผลของการสะกดจิตด้วยเทปและคำพูดและการใช้ยาต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 100 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่า เป็นเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมารับการบำบัดที่ชมรมสะกดจิตบำบัดแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ โดยแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มย่อย 5 กลุ่มคือ 1. ใช้ยานาน 3 เดือน หยุด 1 เดือน แล้วบำบัดด้วยการฟังเทปสะกดจิตวันละ 1 ครั้ง นาน 3 เดือน 2. ฟังเทปวันละ 1 ครั้ง นาน 2 เดือน 3. ฟังเทปวันละ 1 ครั้ง นาน 1 เดือน 4. ฟังเทปอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยปรับเฉพาะพฤติกรรมอย่างเดียว 3 เดือน แล้วสั่งแก้ไขสมองและความสมดุลย์ของสารสื่อประสาทที่เป็นสาเหตุของโรคร่วมด้วยอีก 3 เดือน 5. ใช้คำพูดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

    โดยปรับเฉพาะพฤติกรรมอย่างเดียว 3 เดือน แล้วสั่งแก้ไขสมองและความสมดุลย์ของสารสื่อประสาทที่เป็นสาเหตุของโรคร่วมด้วยอีก 3 เดือน โดยพ่อแม่ของเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทุกรายยินยอมให้เด็กเข้าร่วมโครงการวิจัยดังกล่าว เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กโดยใช้แบบวัดพฤติกรรมของคอนเนอร์ และติดตามผลเป็นระยะ ๆ นาน 9 เดือน

    ผลการวิจัยพบว่า :
    1. การสะกดจิตด้วยเทปและคำพูดอย่างต่อเนื่องทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ ในเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติหมดไปได้ และจะได้ผลเมื่อมีการสั่งแก้ไขสมองและความสมดุลย์ของสารสื่อประสาทที่เป็นสาเหตุของโรค ร่วมกับการสั่งปรับพฤติกรรม

    2. การสะกดจิตด้วยเทปและคำพูดสามารถบำบัดรักษาได้ครอบคลุมทุก ๆ ด้านในเด็กแต่ละคน ทั้งในด้านพฤติกรรม จิตใจ อารมณ์ และสังคม

    3. การสะกดจิตด้วยเทป ถ้าฟังวันละ 1 ครั้ง นาน 2 เดือน หรือมากกว่า นอกจากทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ ในเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติหมดไปได้แล้ว ยังก่อให้เกิดความถาวรของพฤติกรรม นั่นคือ ไม่มีพฤติกรรมกลับมาอีกหลังหยุดฟังเทป

    4. ผลของยาที่ใช้บำบัด ให้ประสิทธิผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กได้ในระยะเวลาหนึ่งและทำให้พฤติกรรมบางพฤติกรรมเท่านั้นลดลง และลดลงเพียงระดับหนึ่ง ไม่ได้ทำให้หมดไป นอกจากนี้ยังพบว่าพฤติกรรมด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม มีความรุนแรงขึ้นระหว่างการใช้ยา

    Abstract
    This experimental research was aimed to study the effect of ordering to subconcious mind by speaking or using tape or medicine and changing behavior in attention deficit and hyperactivity disorders children. The samples consisted of 100 of the attention deficit and hyperactivity disorders children from every provinces in Thailand. The instrument was employed in the study consisted of Conner?s questionnaires which was translated in Thai by department of psychiatric health and interview.

    The findings of this study revealed that the effect of the ordering to subconcious mind both speaking and using tape could terminate all behavior in attention deficit and hyperactivity disorders children and cure holistic person if ordered to improve brain and balance of neurotransmitter and behavior altogether. If used tape once a day for 2 months or more than could terminate all behavior and recovery of behavior in attention deficit and hyperactivity disorders children after stopped using tape. The effect of medicine couldn?t terminate behavior but only improved some behaviors for a time. In addition, between using medicine mood, mind and social behavior became worse.

    ความเป็นมาของการวิจัย :
    ปัจจุบันเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติในวัยเรียนมีจำนวนมาก ประมาณ 3-5 % (นงพงา, 2542 : 21) เฉลี่ยแล้วในแต่ละห้องเรียนมีเด็กที่เป็นโรคนี้อยู่ 1-2 คน ซึ่งผลที่ติดตามมาจากการเป็นโรคนี้ ก่อให้เกิดปัญหาทั้งในด้านการเรียน, พฤติกรรม, อารมณ์, บุคลิกภาพ และปัญหาทางสังคม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต ต่อความสามารถในการศึกษาต่อ ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และต่อครอบครัวของเขาต่อไปในอนาคต รวมทั้งครอบครัวในปัจจุบันด้วย การรักษาส่วนใหญ่ที่ได้รับคือ การใช้ยากระตุ้นหรือยาเกือบทุกกลุ่มทางจิตเวช (นงพงา, 2542 : 124) ซึ่งต้องมีการทดลองใช้ยาหลายตัวเพื่อเลือกให้ผลที่ดีที่สุดกับเด็ก และค่อยเพิ่มขนาดยาจนได้ผลดีที่สุดหรือเริ่มมีอาการข้างเคียง ถ้ามีฤทธิ์ข้างเคียงแล้วยังไม่ได้ผลดีในการควบคุมอาการ ให้เปลี่ยนยาและแนะนำพ่อแม่ว่า ไม่ควรคาดหวังว่ายาจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

    ยาเพียงแต่ทำให้แก้ปัญหาง่ายขึ้นเท่านั้นและเด็กอาจเกิดการดื้อยาที่ใช้บำบัดได้ (นงพงา, 2542 : 124) เหล่านี้เป็นหลักของบำบัดด้วยยาในเด็กเหล่านี้ ซึ่งไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของเด็กเหล่านี้ได้อย่างจริงจังและครอบคลุมทุก ๆ ด้านในเด็กแต่ละคนให้หมดสิ้นไปได้ ส่วนการสะกดจิตนั้น จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในเด็กเหล่านี้ได้ในทุก ๆ ด้าน ทั้งปัญหาทางด้านการเรียน, พฤติกรรม อารมณ์, บุคลิกภาพ, จิตใจ และปัญหาทางสังคมได้ เพราะจิตใต้สำนึกคือ ศูนย์บัญชาการชีวิตมนุษย์และศูนย์ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ เพราะเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมนุษย์ทางจิตสำนึกคือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น และผิวหนัง แล้วถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกของแต่ละคน ทำให้พฤติกรรมของแต่ละคนแตกต่างกัน (เกียรติวรรณ, 2542 : 62-63) และจิตใต้สำนึกออกคำสั่งไปควบคุมทั้งหัวใจ, หลอดเลือด, ฮอร์โมน, ภูมิต้านทานของร่างกาย (บรรจบ, 2543 : 29)

    และที่สำคัญคือ การควบคุมสมองเพราะ การจะทำกระทำการใด ๆ ก็ตาม จะมีพลังจากจิตไปกระตุ้นสมอง 1 ส่วน และมีพลังจากสมองเองไปกระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ 100 ส่วน (เฉก, 2540 : 78) ซึ่งตรงกับคำกล่าวในพระพุทธศาสนา ?จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว? พระพุทธเจ้าทรงเรียกร่างกายมนุษย์ว่า สรีรยนต์ ซึ่งประกอบด้วยกายและจิต โดยจิตสั่งงานสมองและสมองทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย (วิจิตร, 2544 : 61) ดังนั้นการอบรมแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ นั้น ต้องแก้ไขให้ถึงต้นเหตุคือ ต้องอบรมแก้ไขให้ถึงจิตใจ จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ (เฉก, 2540 : 72) เพราะจิตมีสมองเป็นที่ทำงาน สมองเปรียบเหมือนกับที่เก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ และจิตเปรียบเสมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถโปรแกรมสมองให้ทำงานได้ (เฉก, 2540 : 83) แต่การเข้าถึงจิตใต้สำนึกนั้นมีหลายวิธีด้วยกันคือ การนั่งสมาธิ, โยคะ, การสะกดจิตตัวเอง, การให้ผู้อื่นสะกดจิตให้, การนอนหลับ (เฉก, 2540 : 107-115 ; ชินโอสถ, 2541 : 90-108 ; ปราโมทย์, 2526 : 8)

    จากคุณ : thaihypn - [ 24 ต.ค. 50 11:32:45 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม