◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    การแก้ปัญหาสันติภาพแนวพุทธ แบบพระเจ้าอโศก มหาราช

    ที่ว่าภาครัฐมีกำลังใหญ่ และถ้ามีความรอบรู้พอ จึงจะสามารถแก้ปัญหา ใช้ประโยชน์จากพุทธศาสนา เพื่อสันติสุขของสังคมส่วนรวม ได้เร็ว

    เช่น สมัยพระเจ้าอโศก ทรงเลิกเรื่องสงคราม หันมาศึกษาและส่งเสริมศาสนาพุทธทั่วอินเดีย
    และศรีลังกา พม่า ไทย พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย นับว่าประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าอโศก มากมาย (ถ้าเป็นภาคประชาชน ก็ทำไม่ได้อย่างพระเจ้าอโศก)

    ต่อมาก็ขยายไปทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แต่ไม่ได้ขยายเพราะบังคับหรือด้วยสงคราม) ก็เพราะภาครัฐ เป็นหลักหนุนนำฯ

    เช่นอินโดเนเซีย ที่มีมรดกโลกที่ยิ่งใหญ่ “บรมพุทโธ”
    –ยังดีที่อินโดเนเซียไม่เขลาแบบตาลีบัน ที่นับถือศาสนาจนเกินสมควร

    จากพลังของภาครัฐ ทำให้ทรงสามารถสร้างมหาวิหาร(วัด) 84,000 แห่ง ให้พระภิกษุสงฆ์เล่าเรียนพระธรรมวินัย บำเพ็ญสมณธรรมและสั่งสอนประชาชน
    ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 3 (ศาสนาต่างๆ ก็ควรทำบ้าง)

    และทรงส่งพระสงฆ์ไปประกาศศาสนาในแว่นแคว้นต่างๆ รวมทั้งในเอเชียตะวันออก - จะเห็นว่าถ้าไม่ใช่ภาครัฐ ก็ไม่อาจทำให้เกิดสันติประโยชน์กว้างขวางเช่นนั้นได้

    พระเจ้าอโศก ทรงเคยก่อสงคราม คนตายนับแสน ทรงสลดพระทัยในความโหดร้ายทารุณของสงคราม เป็นเหตุให้ทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา

    และทรงทะนุบำรุงพระราชอาณาจักรตามนโยบาย “ธรรมวิชัย” (คือ “ชนะด้วยธรรม” ไม่ใช่ชนะด้วยสงคราม) สันติจึงเกิดทั่วอินเดีย

    (ยุคนั้นปากีสถานและบังคลาเทศ เป็นของอินเดีย –ถ้ายุคนี้คนอินเดียที่เป็นพราหมณ์ ฮินดู จะไปเอาคืนแบบรัฐปัตตานี ก็ลองคิดดูว่าจะยุ่งขนาดไหน)

    จากเดิมที่ทรงได้พระนามว่า “จัณฑาโศก” แปลว่า “อโศกผู้ดุร้าย”

    แต่เมื่อทรงเปลี่ยนมาดำเนินนโยบาย “ธรรมวิชัย” แล้ว ได้รับขนานพระนามใหม่ว่า “ธรรมาโศก” แปลว่า “อโศกผู้ทรงธรรม”
    (กรุณาดู “จารึกอโศก” โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต,2547)

    ทรงให้ทำศิลาจารึกหลักการบริหารประเทศโดยธรรม ไว้ทั่วจักรวรรดิอันไพศาลของพระองค์ ซึ่งในหนังสือจารึกอโศก สรุปไว้ว่า

    ก. เรื่องการปกครอง
    1. การปกครองแบบบิดากับบุตรโดยมีข้าราชการเป็นพี่เลี้ยงของประชาชน

    2. การถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด เน้นความยุติธรรมและความฉับไวในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ( ก็คือหลักธรรมภิบาล ที่รัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาลชุดนี้ ที่ว่า “จะ” ทำ? แต่ยังไม่ได้ทำ?)

    3. การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ในการสั่งสอนธรรม คอยดูแลแนะนำประชาชนในทางความประพฤติ และการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง และวางระบบข้าราชการควบคุมกันเป็นชั้นๆ

    4. การจัดบริการสาธารณประโยชน์ และสังคมสงเคราะห์ เช่น บ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง ปลูกสวน สวนป่า ตั้งโอสถศาลา สถานพยาบาล สำหรับคนและสัตว์

    ข. การปฏิบัติธรรม
    1. เน้นทาน คือ การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันด้วยทรัพย์ และสิ่งของ แต่ย้ำธรรมทาน คือ การช่วยเหลือด้วยการแนะนำประชาชนในทางความประพฤติ และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ว่าเป็นกิจสำคัญที่สุด

    2. การคุ้มครองสัตว์ งดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ โดยเฉพาะให้เลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญอย่างเด็ดขาด

    3. ให้ระงับการสนุกสนานบันเทิงแบบมัวเมา มั่วสุม รื่นเริง หันมาไผ่ในการปฏิบัติธรรมและเจริญปัญญา

    -เริ่มแต่องค์พระมหากษัตริย์เอง เลิกเสด็จเที่ยวหาความสำราญโดยการล่าสัตว์เป็นต้น
    -เปลี่ยนมาเป็นธรรมยาตรา เสด็จไปนมัสการปูชนียสถาน เยี่ยมเยียนชาวชนบท
    -และแนะนำประชาชนให้ปฏิบัติธรรม แทนการประกอบพิธีมงคลต่างๆ

    4. ย้ำการปฏิบัติธรรมที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม เช่น การเชื่อฟังบิดามารดา การเคารพนับถือครูบาอาจารย์ การปฏิบัติต่อทาส กรรมกร เป็นต้น

    5. เสรีภาพในการนับถือศาสนา และความสามัคคีปรองดอง เอื้อเฟื้อนับถือกัน ระหว่างชนต่างลัทธิศาสนา

    เป็นอย่างไรครับ น่าอัศจรรย์ น่าชื่นชม พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งได้รับการยกย่อง เป็น 1 ใน 6 ของอัครมหาบุรุษ แห่งประวัติศาสตร์โลก (ในหนังสือ Outline of Histry โดย H.G. Wells)

    แต่ของดีๆมีประโยชน์ต่อสันติสุขที่ชอบธรรมอย่างนี้ ที่เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีพลังช่วยจากภาครัฐ ทำไม่ได้หรอกครับ

    - รัฐธรรมนูญจึงสำคัญ ระบุหลักการไว้ให้ชัดหน่อยก็จะดีฯ

    จากคุณ : ไทย - [ 13 มิ.ย. 50 08:19:11 A:158.108.208.92 X: TicketID:116973 ]
    ---------------------------------

    จากคุณ : ไทย - [ 13 มิ.ย. 50 08:59:34 A:158.108.208.92 X: TicketID:116973 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม