◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ประกาศภาวะฉุกเฉิน ? เชียงใหม่หายใจไม่สะดวก (มาก)

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมืองเชียงใหม่และภาคเหนือที่ได้เกิดค่าฝุ่นละเอียดในเมือง สูงเกินมาตรฐานต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 วัน และเป็นค่าที่สูงในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพและค่าใกล้จุดที่ในหลายๆ ประเทศประกาศภาวะฉุกเฉินด้านมลพิษ
    เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นกับเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นเมืองซึ่งเคยร่วมกันเฝ้าระวังกับปัญหานี้ จนสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับแล้ว แต่กลับย่ำแย่ลงในปีนี้และเข้าขั้นวิกฤติ จนถึงขั้นอาจต้องชงเรื่องขอประกาศภาวะฉุกเฉิน ปัญหาอากาศเชียงใหม่ต้องยกระดับเป็นวาระของจังหวัด ที่จะต้องอยู่เหนือความวิตกจะกระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไปแล้ว และต้องร่วมกันหาทางแก้ไขด้วยความกระตือรือล้นของประชาชน และกลไกการทำงานของจังหวัดที่ต้องมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

    ......................


    ค่าฝุ่นเชียงใหม่สูงต่อเนื่อง
    ประกาศเตือนกระทบสุขภาพ
    ปัญหาอากาศเสียที่เชียงใหม่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยหนักหน่วงถึงกับเข้าเป็นมติคณะรัฐมนตรีให้แก้ไขเร่งด่วนมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว แต่เรื่องก็ซาลงไป กลับมาเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศในปีนี้ ด้วยค่าฝุ่นละเอียดที่สูงเกินมาตรฐานแตะระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว และมาวิกฤตในต้นเดือนมีนาคมด้วยปริมาณสูงต่อเนื่องกันถึง 6 วันซ้อน นับเป็นครั้งแรกของเชียงใหม่ และครั้งแรกของประเทศไทยด้วย เพราะผลกระทบจากไฟป่าจากอินโดนีเซียที่ภาคใต้เผชิญ อย่าเก่งค่าฝุ่นละเอียดสูงต่อกันหลัก 100 และต่อเนื่องกันราว 4 วันก็คลี่คลาย
    นายเจนจบ สุขสด นักวิชาการจากสำนักงานจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ควันไฟป่าจากอินโดนีเซียที่มายังภูเก็ต หาดใหญ่ แต่ละปีจะมีค่าฝุ่นละเอียดราว 100 กว่าไมคอนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ต่อเนื่องราว 4 วันก็สลายไป สำหรับปีนี้สถานการณ์ของภาคเหนือรุนแรงขึ้นเนื่องจากความแห้งแล้ว เชื้อเพลงสะสมของไฟป่า และการเผากิ่งไม้ วัสดุเพื่อการเกษตรของประชาชน ซึ่งอยู่ในระดับส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหอบหืด ดังนั้นเมื่อค่าฝุ่นละเอียดเพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้จะต้องร่วมมือกันงดเผาเพื่อให้ลดปัญหา มิเช่นนั้นอาจต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยดำเนินการมาก่อน แต่บางประเทศเช่น มาเลเซียเคยใช้ คือจะมีการอพยพ มีวิธีจัดการคน เตรียมอุปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือ แจกหน้ากากและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

    ลั่นใช้มาตรา9 กฎอัยการศึกสิ่งแวดล้อม
    นายอภิวัฒน์ คุณารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 กล่าวว่ากำลังหารือกับกระทรวงพิจารณาว่า หากมีความจำเป็นคือค่ามลพิษสูงเกิน 300 ไมคอนติดต่อกัน ก็อาจต้องเสนอให้ใช้มาตรา 9 พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน อันเหมือนกฏอัยการศึกทางสิ่งแวดล้อม โดยการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีออกเป็นคำสั่งให้เจ้าพนักงานสิ่งแวดล้อมเข้าปฏิบัติการได้เช่น เข้าดับไฟในพื้นที่ของผู้ก่อมลพิษที่เป็นเอกชน มีอำนาจในการพิจารณาโทษปรับหรือจำคุกที่เด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายรุนแรงกับสุขภาพประชาชน อย่างไรก็ตามจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าส่งผลกระทบจริงๆ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลอยู่ โดยมาตรานี้ได้เคยประกาศใช้กับการห้ามเลี้ยงกุ้งในนาข้าวมาแล้ว แต่สำหรับอากาศยังไม่เคยมีที่ไหนประกาศให้ดำเนินการ ซึ่งไม่อยากให้เกิดเช่นนั้นในพื้นที่เชียงใหม่

    ผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่ม
    นางมลวิภา ศิริโหราชัย นักวิชาการสาธารณสุข 7 รายงานยอดผู้ป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจของจังหวัดเชียงใหม่ ในโรงพยาบาลนครพิงค์ว่า ในเดือนมกราคม 2549 มีจำนวนผู้ป่วย 1,852 คน แต่ปี 2550 กลับเพิ่มสูงเป็น 2,354 คน ส่วนผู้ป่วยจากโรงพยาบาลหางดง มียอดในเดือนมกราคม 2549 จำนวน 952 คน แต่เพิ่มเป็น 1,297 คนในปีนี้ ซึ่งบ่งชี้ถึงผลกระทบ ทั้งนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้ประกาศเตือนและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคาร หรือเมื่อต้องออกให้ใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการออกกำลังการในที่โล่งขณะที่มีหมอกควันหนาเพราะจะทำให้ฝุ่นขนาดเล็กถูกหายใจเข้าสู่ถุงลมในปอดได้ ใช้น้ำกลั้วคอแล้วบ้วนทิ้ง ภายในบ้านให้ใช้พัดลดเป่าผ่านน้ำจะลดปริมาณฝุ่นละออกในอากาศได้ เป็นต้น

    เผย 5 จุดเผาซ้ำซาก
    ศูนย์รับแจ้งเหตุมลพิษทางอากาศจังหวัดเชียงใหม่ รายงานผลการดำเนินงาน 3 สัปดาห์ ตั้งแต่ 19 ก.พ.-6 มี.ค. 2550 ว่า มีผู้โทรมาแจ้งเหตุมลพิษอากาศที่หมายเลข 083-890000 รวม 47 ราย เป็นพื้นที่ อ.เมืองมากที่สุด 33 ราย รองลงมาคือ อ.สารภี 4 ราย อ.สันกำแพง 3 ราย อ.ม่ริม 3 ราย อ.ดอยสะเก็ต 2 ราย โดยเป็นการเผาขยะและเศษใบไม้ 31 ราย ไฟป่า 5 ราย ควันจากไฟไหม้ป่า 5 ราย กลิ่นจากการเผายางรถยนต์ 2 ราย เผาพลาสติก 1 ราย ปิ้งย่าง 1 ราย และฝุ่นควันจากการถมถนน 1 ราย
    การดำเนินงานสามารถประสานให้ระงับเหตุได้ 44 ราย หรือร้อยละ 92.19 ที่ไม่ได้ทำการแก้ไข 3 ราย เนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ หาสถานที่ไม่พบ ไม่พบการเผาในที่ได้รับแจ้งเหตุและเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้ทำการเผาไหม้เสร็จไปแล้ว ทั้งนี้สภาพปัญหาที่พบคือ มีการเกี่ยงพื้นที่กัน ทำให้เสียเวลาในการประสานงานแก้ไขปัญหา และไม่สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ได้ ต้องติดต่อ 191 เพื่อประสานงานให้ไปแทน
    ทั้งนี้บริเวณที่พบว่ามีการเผาขยะซ้ำซาก 5 จุด คือ เผาไม้มะม่วงทำเครื่องเรือนตลอด 24 ชั่วโมง ท้องที่ อำเภอสันกำแพง เผาขยะหน้าหมู่บ้านรวมโชค ซอยสันผีเสื้อ อ.เมือง เผาขยะข้างทางที่ หมู่ 2 ห้วยเมาะ ถนน เชียงใหม่ - ดอยสะเก็ต เผาขยะที่สุสวนข่วงสิงห์ ต.ช้างเผือก และเผาขยะ บริเวณร้านเดอะรีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    ขันเกลียวท้องถิ่นคุมเผาทุกชนิด
    จังหวัดเชียงใหม่ออกประกาศ ถึงสถานการณ์มลพิษอากาศ ในวันที่ 6 มีนาคม มีสาระคือ ให้หน่วยราชการทุกหน่วยเป็นตัวอย่างงดการเผาทุกชนิด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ควบคุมการเผาทุกชนิด ทุกพื้นที่โดยให้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน ให้ อปท.และหน่วยงานที่มีการอนุญาตก่อสร้าง ควบคุมฝุ่นละออกจากการขนส่งก่อสร้าง ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านประชาสัมพันธ์ประชาชนงดการเผาทุกชนิด กำจัดขยะด้วยการใช้หลุม ทำปุ๋ยแทนการเผา รวมทั้งเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคาร
    นายอภิวัฒน์กล่าวว่า นอกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจะต้องควบคุมการเผาอย่างเด็ดขาดแล้ว และให้หน่วยปฏิบัติงานในแต่ละท้องที่เข้าดำเนินการให้เด็ดขาด ขณะที่จังหวัดได้ตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุผู้ก่อมลพิษ และจะเข้าตรวจสอบซ้ำในพื้นที่ต่างๆ ด้วย โดยได้ชี้ให้เห็นถึงกฏหมายที่เกี่ยวข้องที่ท้องถิ่นจะสามารถดำเนินการได้ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ที่สามารถแจ้งเหตุเดือดร้อน รำคาญ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการ ถ้าฝ่าฝืนจะจับและแจ้งฟ้องศาลเพื่อปรับได้ นอกจากนั้นยังมีประมวลกฎหมายอาญา ที่เมื่อเผาแล้วมีเหตุจะไปทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นไหม้ด้วย สามารถแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เป็นต้น

    ต้องปรับกลไกทำงานรับสถานการณ์ให้ทัน
    อย่างไรก็ตาม การออกประกาศของจังหวัดที่ล่วงเลยมาถึงวันที่ 6 มีนาคม 2550 นับว่าล่าช้าจากสถานการณ์ที่กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือนมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 ก็ได้รายงานจังหวัดและเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เปิดศูนย์รับแจ้งเหตุ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุผลสำคัญของการต้องมีการลงนามเปิดศูนย์เนื่องจาการประสานการปฏิบัติงานของทีมระงับเหตุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องผ่านกลไกจากผู้ว่าฯ สำนักงานสิ่งแวดล้อมไม่สามารถสั่งการตรงได้ นอกจากนั้นการเปิดศูนย์จำเป็นจะต้องมีบุคลากรมาเสริมเพื่อการทำงาน 24 ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายในการประสานงาน แต่ขณะนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคได้ดำเนินการเป็นเจ้าภาพเป็นการชั่วคราวไปก่อน เนื่องจากเกิดภาวะวิกฤตของสถานการณ์แล้ว
    ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ศูนย์ที่ก่อตั้งขึ้นมาก่อนล่วงหน้า จึงประสบปัญหาในการทำงานช่วงแรกที่เปิดรับสายเฉพาะเวลาทำการ และเมื่อประสานไปยังพื้นที่มักจะเกิดการเกี่ยงการรับผิดชอบ หรือการแจ้งห้ามการเผาไปตามเสียงตามสาย จึงมีเพียง 1 – 2 ครั้งและเงียบหายไปเท่านั้น
    “อยากให้ปัญหานี้คลี่คลายก็ต้องร่วมมือกัน ท้องถิ่นมีทีมปฏิบัติการระงับเหตุปัญหาแล้ว ทีมของศูนย์จะเข้าไปดำเนินการในจุดที่มีการแจ้งซ้ำซากอีกที ที่ผ่านมามีการร้องเรียนว่า แจ้งแล้วท้องที่ไม่ให้ความร่วมมือเข้าดำเนินการเหมือนกัน ซึ่งตามหน้าที่เราก็ต้องบันทึกรายงานถึงผู้ว่า ฯตามมาตรการปกครองตามระเบียบ และเตรียมจะเสนอมาตรการจูงใจว่าพื้นที่ใดมีการแจ้งเหตุมลพิษน้อย หรือแจ้งแล้วดำเนินการได้รวดเร็วก็ควรจะได้รับการชมเชย”
    ตัวชี้วัดคุณภาพอากาศเมืองเชียงใหม่เคยกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่ให้เกิดวันที่ค่ามลพิษทางอากาศสูงเกินมาตรฐานในจำนวน 10 วันต่อปี ซึ่งในปี 2547 อันเป็นที่มาของการกำหนดตัวชี้วัด ได้มีวันที่ค่ามลพิษสูงถึง 18 วันแล้ว จึงเริ่มรณรงค์กันเข้มข้น ทำให้ปี 2548 มีจำนวนวัดลดลงเหลือ 7 วัน และปี 2549 ลดลงอีกเหลือ 4 วัน แต่ในปี 2550 เกิดค่ามลพิษสูงเกินมาตรฐานเดือนมีนาคม ติดต่อกัน 6 วันแล้ว
    สถิติตลอดทั้งปีจะเกินตัวชี้วัดหรือไม่ หรือจะรุนแรงไปจนถึงขั้นต้องเสนอนายกรัฐมนตรีใช้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็อยู่ที่ประสิทธิภาพของการจัดการอย่างเด็ดขาด และการเอาจริงของทุกฝ่ายในพื้นที่เท่านั้น !

    .......
    จาก http://www.northerncitizen.org/index.htm

    จากคุณ : อ๊าดบ๊องส์ - [ 13 มี.ค. 50 14:05:26 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม