ชาญ อัศวโชค คัมแบ็ค - สานฝัน "ซิลิคอนวัลเลย์เมืองไทย"

มติชนรายสัปดาห์ http://www.matichon.co.th/weekly/
6-12กันยายน2545
บสท. ไฟเขียว
แผนฟื้น'ซับไมครอน'
'ชาญ อัศวโชค'ฟื้นตาม


เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ได้มีมติปรับโครงสร้างหนี้ บริษัท ซับไมครอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ของ นายชาญ อัศวโชค หรือ มิสเตอร์ชิป ในอดีต

เป็นการปรับโครงสร้างท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐมนตรีในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนายชาญได้เคยขอเข้าพบก่อนหน้านี้ประมาณ 3 เดือน รวมถึง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งออกปากก่อน ร.ต.ยอดชาย ชูศรี จะลาออกจากกรรมการผู้จัดการ บสท. ว่าหลักการการบริหารหนี้ บสท. คือต้องกล้าที่จะลดหนี้ให้ลูกหนี้ที่อยู่ใน บสท. เพื่อให้กิจการเดินไปได้ และลดภาระภาษีของประชาชน

ซึ่งปรากฏว่า แผนการปรับโครงสร้างหนี้ บสท. จะมีการลดหนี้ (แฮร์คัต) ให้ 7-8 พันล้านบาท จากหนี้ที่รับโอนมา 14,000 ล้านบาท คิดเป็นหนี้เงินต้น 8,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีก 6,000 ล้านบาท รวมทั้งมีการแปลงหนี้ให้เป็นทุนอีกจำนวนหนึ่งประมาณ 4,000 ล้านบาท ทำให้ บสท. เข้าถือหุ้นใน บริษัท บี สแควร์ ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อรับโอนสินทรัพย์ทั้งหมดของซับไมครอนมาดำเนินการต่อในสัดส่วน 18% ของทุนจดทะเบียน

การปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ช่วยพลิกกิจการของซับไมครอนให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และชุบชีวิตให้นายชาญอยู่ในวงการธุรกิจได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาต้องสูญเสีย บริษัท อัลฟาเทค อิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ไป เพราะถูกคำสั่งศาลให้เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งทำให้เจ้าหนี้สถาบันการเงินเข้ายึดด้วยการแปลงหนี้ไปเป็นทุนเรียบร้อยไปแล้ว ขณะเดียวกัน ตัวนายชาญเองก็ถูกคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลาย ในฐานะที่ค้ำประกันหนี้อัลฟาเทค

'ชาญ อัศวโชค' หรือ มิสเตอร์ชิป เริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักเมื่อก่อตั้ง บริษัท อัลฟาเทค อิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นเมื่อปี 2531 ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาท แต่หลังจากที่หุ้นอัลฟาเทคเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และราคาหุ้นได้พุ่งขึ้นจากราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท เป็น 600 บาท 'ชาญ อัศวโชค' ก็กลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกไปทันที และยิ่งได้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังบูมสุดขีดในช่วงนั้นเข้าเสริมด้วย โครงการลงทุนนับเป็นหมื่นๆ ล้านบาทในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ก็เริ่มขึ้น ภายใต้บริษัทลูกมากมาย ทั้ง อัลฟ่า-ไอที, อัลฟ่า-เมมโมรี่, อัลฟาซอร์ส รวมทั้งซับไมครอนด้วย

แต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ กิจการต่างๆ ของนายชาญ เริ่มซวดเซ หนำซ้ำ บริษัท เท็กซัส อินทรูเม้นท์ ที่เคยเป็นผู้ร่วมทุนรายใหญ่ในเกือบทุกกิจการของนายชาญ รวมถึงซับไมครอน ก็ขอถอนตัวออกไป เพราะปัญหาภายใน

เพื่อความอยู่รอด นายชาญ อัศวโชค ต้องพยายามวิ่งเต้นด้วยการเข้าหานักการเมืองในรัฐบาลชุดต่างๆ ในช่วงนั้น เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาร่วมทุนให้ได้ โดยหวังว่าหากรัฐบาลเข้าร่วมทุนแล้ว จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรต่างประเทศที่เขาไปชักชวนตัดสินใจที่จะร่วมทุนด้วย โดยนายชาญตั้งเป้าไปที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เข้าร่วมทุน 10%

ความพยายามของเขาเกือบสำเร็จ เมื่อ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อปี 2542 มีการตั้งคณะทำงานพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยแผนที่ศึกษาได้ระบุว่าไทยยังขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ แฟบฯ ที่ซับไมครอนจะดำเนินการอยู่ด้วย แผนยังแนะนำให้รัฐบาลร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว เพราะนอกจากจะสร้างรายได้จากการส่งออกปีละ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ยังเป็นโครงการที่สร้างงานเป็นแสนคน และทดแทนการนำเข้าได้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน เจ้าหนี้สถาบันการเงิน โดยเฉพาะของไทย ที่ธนาคากรุงเทพเป็นหัวเรือใหญ่ ก็ลุ้นให้รัฐบาลเข้าร่วมทุนด้วย มีการขอขยายระยะเวลาศาลล้มละลายในการพิจารณาโครงการดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้หนี้ที่ปล่อยไปเป็นหมื่นล้านบาทกลายเป็นหนี้สูญไป

แต่สุดท้ายความหวังของนายชาญและสถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็พังทลาย เมื่อรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ขณะนั้นตัดสินใจไม่ร่วมโครงการดังกล่าว เพราะหวั่นเกรงข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกฉบับหนึ่งที่ออกมาค้านกับการศึกษาของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยระบุว่าโครงการผลิตเวเฟอร์ แฟบฯ ขนาด 0.25 ไมครอนของซับไมครอนนั้น ค่อนข้างมีความเสี่ยง เพราะเทคโนโลยีการผลิตเวเฟอร์ แฟบฯ ในโลกนั้นพัฒนาเร็วมาก ขณะที่โครงการดังกล่าวต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีกว่าจะเริ่มผลิตได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเทคโนโลยีการผลิตก็เปลี่ยนแปลงไป สินค้าอาจจะขายไม่ได้ และไม่คุ้มต่อการลงทุน

นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกจิปาถะ เช่น น้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมต้องเป็นน้ำที่สะอาดจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เครื่อจักรที่ใช้ในการผลิตเกิดปัญหาได้ ขณะเดียวกันไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงานต้องไม่สะดุดเลย ซึ่งก็ต้องใช้เงินลงทุนพอสมควร

สุดท้าย หนี้ในโครงการผลิตเวเฟอร์ แฟบฯ ของซับไมครอนกว่า 19,000 ล้านบาท ก็เหลือมูลค่าเพียง 1,000 กว่าล้านบาทตามมูลค่าหลักประกันที่เหลืออยู่ คือตัวโรงงานและที่ดิน ขณะที่เครื่องจักรมูลค่า 4,000 กว่าล้านบาทถูกตีค่าเท่ากับศูนย์ เพราะไม่สามารถนำไปทำการผลิตอะไรได้นอกจากเวเฟอร์ แฟบฯ

และหลังจากที่รัฐบาลก่อตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ขึ้น ธนาคารเจ้าหนี้ 6 แห่งจากทั้งหมด 23 แห่ง ก็ตัดสินใจโอนหนี้ซับไมครอนที่ตัวเองปล่อยกู้อยู่รวม 8,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6,000 ล้านบาทไปให้ บสท. ในราคาเท่ากับมูลค่าหลักประกัน หรือประมาณ 544 ล้านบาท หรือเท่ากับหนี้สูญไปกว่า 13,000 ล้านบาท

ซึ่งถ้าหากไม่สามารถฟื้นฟูกิจการนี้ขึ้นมาได้ และต้องยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ซึ่งก็น่าจะได้เท่ากับมูลค่าหลักประกันคือ 1,000 กว่าล้านบาท มาเฉลี่ยกันระหว่างเจ้าหนี้ 23 ราย

สำหรับนายชาญเอง แม้เจ้าหนี้บางส่วนจะมีการโอนหนี้ไป บสท. แล้ว ก็ยังไม่ละความพยายาม เขาได้ติดต่อกับ บริษัท อินฟินิออน เจ้าของเทคโนโลยีการผลิตเวเฟอร์ แฟบฯ เพื่อชักชวนให้มาลงทุนใหม่ ซึ่งปรากฏว่าอินฟินิออนให้ความสนใจอย่างมาก ถึงขั้นลงทุนมาเจรจากับ บสท. เอง และยอมที่จะสานต่อโครงการนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ขณะนี้การแข่งขันเรื่องชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์มีอยู่สูงมาก ขณะที่โครงการผลิตเวเฟอร์ แฟบฯ นั้นมีความพร้อมเรื่องที่ดิน โรงงาน และเครื่องจักรอยู่แล้ว ใช้เวลาเพียง 6 เดือน - 1 ปี ก็สามารถเริ่มผลิตได้เมื่อเทียบกับการไปลงทุนที่อื่นที่ใช้เวลามากว่า 2 ปีกว่าจะเริ่มผลิตได้ อินฟินิออนจึงตัดสินใจลงทุนด้วย 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท และขอตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บี-สแควร์ มารับโอนสินทรัพย์จากซับไมครอนทั้งหมดแทน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ก็มีเงื่อนไขให้เจ้าหนี้ ซึ่งรวมถึง บสท. ด้วย ต้องตัดลดหนี้ให้ พร้อมทั้งแปลงหนี้เป็นทุน ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวนอกจากอินฟินิออนแล้ว ยังมีเยอรมัน คอนโซเทรียม เข้าถือหุ้น 300 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ ยังดึงนักลงทุนสิงคโปร์มาลงขันด้วยอีก 180 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเงินลงทุนประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 24,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ก็ปล่อยกู้ส่วนของเครื่องจักรทั้งซ่อมแซมของเดิมและซื้อใหม่อีก 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 24,000 ล้านบาท

เรียกว่าเป็นบิ๊กโปรเจ็กต์ทีเดียว เพราะมูลค่าโครงการเฉียดแสนล้านบาท และจากการติดต่อนานกว่า 3 เดือน คณะกรรมการ บสท. ก็ตัดสินใจอนุมัติโครงการดังกล่าว โดยอ้างว่าแค่เริ่มผลิตปีแรกก็จะทำรายได้เข้าประเทศกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามฝันของ บสท. หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือมิสเตอร์ชิป อย่าง 'ชาญ อัศวโชค' คงจะเฟื่องฟูได้อีกครั้ง เพราะปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่เขาจะพ้นจากภาวะล้มละลายตามกฎหมายล้มละลายฉบับใหม่ ที่กำหนดระยะเวลาล้มละลายไว้เพียง 3 ปี

และแม้จะเหลือหุ้นใน 'บี สแควร์' บริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นแทนซับไมครอนเพียง 1% ของเงินลงทุน 24,000 ล้านบาท แต่เมื่อคิดมูลค่าแล้วก็สูงถึง 240 ล้านบาท

เรียกว่าฟื้น 'ซับไมครอน'

'ชาญ อัศวโชค' ก็ฟื้นตาม !!!


จากคุณ : tae3000 [9 ก.ย. 2545 - 23:36:22]





>

ชื่อ / e-mail :   ตรวจสอบสถานะ member ที่นี่
รูปประกอบ : ( ไม่เกิน 50 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้ )
รายละเอียด :
แจ้งทาง mail เมื่อมีผู้ตอบ : ไม่ต้องแจ้ง แจ้ง (E-mail ในกรณีต้องการให้แจ้ง)