CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom

Go to http://Saijai.net


    เสี่ยวเหลียงจือ วีรบุรุษพเนจร [บทที่ 1 : หุบผาสันโดษเร้นเมฆา]

    วรรณกรรมกำลังภายในสำหรับเยาวชน

    บทที่ ๑
    หุบผาสันโดษเร้นเมฆา

    เมฆผืนใหญ่ลอยล่องบนท้องนภา เคลื่อนตัวลงมาปกคลุมยอดบรรพตไท่ซานอย่างแช่มช้า ยามเมื่อแสงอรุณสาดส่องต้องกระทบผืนเมฆ ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพงดงามจับตา นับเป็นองค์ประกอบแห่งศิลปะอันยอดเยี่ยมที่ธรรมชาติเป็นผู้แต่งแต้มความงามให้กันและกันอย่างกลมกลืน

    ลึกเข้าไปในหุบผาเร้นลับหลายแห่งในเทือกเขาไท่ซาน ล้วนเป็นที่พักพิงเร้นกายของหมู่นักปราชญ์บัณฑิตผู้คงแก่เรียนทุกยุคทุกสมัย แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ ประวัติศาสตร์ยาวนาน บ้านป่าดงดอยแวดล้อมด้วยธรรมชาติสุขสงบเช่นนี้ กลับเป็นสถานที่ฝึกอบรมยอดบัณฑิตให้แก่แผ่นดินจีนมาทุกยุคทุกสมัยอย่างมากมายนับไม่ถ้วน

    ยามนี้ เมื่อแหวกม่านหมู่ไม้เข้าไป ย่อมแลเห็นกระท่อมชาวชนบทหลังหนึ่ง ปลูกสร้างด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ลำไผ่ที่ผูกมัดประกอบเป็นฝาบ้านได้รับการคัดสรรขนาดเท่ากัน จัดเรียงอย่างพิถีพิถันเป็นระเบียบ  

    หน้ากระท่อมไม้ไผ่เป็นลานดินกว้างใหญ่เป็นพิเศษ กวาดไว้สะอาดสะอ้าน ฉากหลังกระท่อมเป็นป่าไม้รื่นรมขึ้นแซมสลับด้วยกอไผ่เขียวขจี แสงแดดยามเช้าส่องเป็นลำแสงผ่านเรือนยอดของแมกไม้ลงกระทบพื้น ยิ่งขับเน้นบรรยากาศเรียบง่าย สงบ สันโดษของบ้านหลังนี้ให้โดดเด่นกลางป่าเขายิ่งนัก แม้ธรรมชาติจะไม่มีปากพูดเจรจาเช่นมนุษย์เรา แต่คล้ายสามารถบ่งบอกให้รู้ได้ว่า ผู้เป็นเจ้าของกระท่อมหลังนี้ ต้องเป็นบัณฑิตคงแก่เรียนซ่อนเร้นกายในป่าเขาอย่างแน่นอน

    บนลานดินกว้าง มีเด็กชายอายุราวห้าขวบกำลังใช้กิ่งไม้ร่ายรำเพลงกระบี่ชุดหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ทุกกระบวนท่ายามร่ายรำปราศจากแนวคิดฆ่าฟันโดยสิ้นเชิง

    กระบวนท่าที่เด็กน้อยใช้ก็แปลกตายิ่งนัก ไม่เคยพบเห็นยอดวิชาชุดนี้ในยุทธภพมาก่อน ยิ่งมองดูเด็กน้อยร่ายรำนานเท่าไหร่ เพลงกระบี่กลับคล้ายดั่งขีดเขียนออกมาทีละตัวอักษร เป็นบทกลอนเปล่ากลางอากาศที่หากคัดลงบนกระดาษจะเห็นเป็นลายมือสวยงามที่บรรจงประณีต พลิ้วไหว ทรงพลังหนักแน่น เป็นระเบียบ บ่งบอกถึงการฝึกฝนนานนับแรมปี

    ………………………………………………………………………

    “ชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศ ที่ปรารถนา
    หากได้มาจากความทุกข์ยากของประชาชน
    หาใช่สิ่งหอมหวนยวนใจไม่

    ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นานย่อมจริงแท้แน่นอน
    บาปกรรมชั่วช้าที่ท่านทำไว้บนชีวิตผู้อื่น
    ทุกค่ำคืนย่อมตามหลอกหลอนข่มตานอนไม่ลง

    หากยิ่งใหญ่ต้องยิ่งใหญ่ด้วยความดี
    ชื่อเสียงย่อมปรากฏชั่วฟ้าดินสลาย
    ลูกหลานย่อมกราบไหว้สรรเสริญบรรพชน

    หากร่ำรวยต้องร่ำรวยด้วยการช่วยเหลือผู้คน
    มีเมตตาต่อราษฎรให้พ้นจากความทุกข์ยาก
    และสั่งสอนบุตรหลานเป็นคนดีมีใจกตัญญู

    ยามมีชีวิตอยู่ย่อมอยู่อย่างผู้กล้าวีรชนทุกค่ำเช้า
    แม้ไม่มีผู้อวยยศให้ยิ่งใหญ่ด้วยลาภยศ ฐานะ เงินทอง
    แต่ทุกย่างก้าวล้วนแปรเปลี่ยนโลกเป็นทองคำ”

    ………………………………………………………………………

    อักษรกระบี่ชุดนี้  เป็นบทกลอนเปล่ามีชื่อว่า “จุดโคมใต้ดวงอาทิตย์” ที่ประพันธ์โดยหลิวจื่อหยวน อดีตจอหงวนผู้เบื่อหน่ายในการแก่งแย่งชิงดี ใส่ร้ายป้ายสี เล่นพรรคเล่นพวกในราชสำนัก จึงออกท่องยุทธภพ ผ่านเรื่องราวมากมาย กลับมิอาจหลุดพ้นวังวนแบบเดียวกับในราชสำนัก ภายหลังพบสัจธรรมจึงออกมาใช้ชีวิตสันโดษในป่าเขาห่างไกล

    แก่นแท้ของบทโคลง คือ การมีชีวิตต้องอยู่อย่างผู้กล้าทำความดี สัตย์ซื่อด้วยคุณธรรม เห็นความดีมีคุณค่าเหนือกว่าลาภ ยศ ชื่อเสียง เงินทอง มุ่งมั่นฝึกฝนตนเอง ใช้ความรู้ ความสามารถที่มีอุทิศตนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้พ้นภัย  ยามเงยหน้ามิอายฟ้า ก้มหน้ามิอายดิน ตนเองตำหนิตนเองไม่ได้ ยามละสังขารไป ย่อมเป็นต้นแบบให้วีรบุรุษเยาว์วัยได้ยึดถือเป็นแบบอย่างดำเนินตาม

    นับเป็นการผสานความลึกล้ำสุดยอดทั้งสายบุ๋นและสายบู๊อย่างกลมกลืนยอดเยี่ยม ดังคำกล่าวที่ว่า “ในบทโคลงมีกระบี่ และในกระบี่มีบทโคลง”

    สิ่งที่น่าตระหนกก็คือ หากเพลงกระบี่ที่ปราศจากรังสีฆ่าฟันชุดนี้ถูกใช้โดยจอมยุทธผู้เปี่ยมด้วยลมปราณภายในชั้นเลิศ ลงมือด้วยกระบวนท่ากลืมกลมตามธรรมชาติ คาดว่ามีเพียงยอดฝีมืออาวุโสแห่งยุค ๕ คนเท่านั้นที่รับมือกับเพลงกระบี่ชุดนี้ได้

    แต่ในความเป็นจริง สำหรับเด็กน้อยผู้นี้แล้ว การร่ายรำอักษรกระบี่ชุดนี้ กลับเป็นแค่เพียงการละเล่นฝึกเขียนอักษรโดยไม่สิ้นเปลืองกระดาษเท่านั้น อาศัยกิ่งไม้ต่างปากกา ส่วนกระบวนท่าต่างๆ เป็นลีลาขีดเขียนให้เกิดความสนุกสนานคลายเหงายามเล่นคนเดียว

    เรื่องน่าคิดก็คือ ในชนบทป่าเขาห่างไกลบ้านเมือง เหตุใดกลับมีสุดยอดเพลงกระบี่ในบทโคลงที่ถูกร่ายรำด้วยเด็กชายคนหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ราวกับบัณฑิตคงแก่เรียนชำนาญการสะบัดพู่กันเช่นนี้

    ...............................................................................................

    ในม่านป่าห่างจากกระท่อมไม้ไผ่ไปร้อยหลา บนยอดไม้พุ่มหนาปรากฏขอทานชราวัยห้าสิบเศษผู้หนึ่ง แต่งกายคล้ายผู้เฒ่าระดับสูงของพรรคกระยาจก กำลังนอนเล่นบนคาคบไม้ แต่สายตาคู่นั้น ล้วนจับจ้องมองมาที่เด็กน้อย เห็นการวาดมือวาดไม้ของเด็กน้อยถนัดชัดตา แววตาเจิดจ้ากว่าเดิม ทั้งยินดีและสงสัย ยินดีที่ได้พบอัจฉริยะอายุเยาว์ และสงสัยว่าใครเป็นอาจารย์  รำพึงเบาๆ กับตนเองว่า

    “เด็กน้อยเอย หากเจ้าเติบโตกว่านี้ คิดใช้เพลงกระบี่อันยอดเยี่ยมชุดนี้พิสูจน์ฝีมือกับข้า เหตุการณ์ย่อมกลายเป็นผู้เยาว์รังแกขอทานเฒ่าพรรคกระยาจกแล้ว อาจารย์ผู้ซ่อนอยู่ในกระท่อมของเจ้าเป็นใครกันแน่”

    ...............................................................................................

    กระท่อมไม้ไผ่หลังนี้ปลูกสร้างด้วยรูปทรงเหมือนกับบ้านของชาวชนบททั่วไป แต่มีขนาดกว้างใหญ่กว่าหลายเท่า พื้นที่ภายในแบ่งสัดส่วนเป็นระเบียบชัดเจน ด้านหน้าเป็นห้องโถงรับแขก หลังฉากกั้นห้องรับแขกออกแบบเป็นทางเดินตรงกลางเพื่อแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองข้าง ด้านซ้ายเป็นห้องนอนและห้องหนังสือเล็ก ด้านขวาเป็นห้องหนังสือใหญ่ ห้องครัวเป็นอาคารเล็กๆ แยกตัวออกไปอยู่ด้านหลังสุด เลยหลังห้องครัวออกไปเป็นแปลงผักสวนครัว

    การตกแต่งห้องโถงเรียบง่ายเป็นระเบียบ กลางห้องจัดเรียงเก้าอี้ไม้ไผ่สำหรับรับรองแขกเหรื่อได้เจ็ดแปดคน ปัดกวาดเช็ดถูอย่างสะอาดสะอ้าน ด้านหลังเป็นฉากไม้ไผ่กั้น แขวนไว้ด้วยแผ่นผ้าที่เขียนอักษรใหญ่โตว่า “สงบสันโดษ”

    เดินอ้อมหลังฉากไม้ไผ่ไปตามทางตรงกลาง ห้องนอนมีแคร่ไม้ไผ่สองแคร่ใช้เป็นเตียงนอน จัดวางอยู่ตรงข้ามกันคนละมุมห้อง ระหว่างกลางมีโต๊ะหนังสือวางติดอยู่ริมหน้าต่าง ผนังห้องสองด้านแขวนไว้ด้วยภาพเดียวกันเป็นภาพลายเส้นร่างกายมนุษย์แสดงจุดสำคัญต่างๆ บนร่างกาย คล้ายแผ่นภาพของผู้เรียนวิชาแพทย์ฝังเข็ม

    ห้องหนังสือมีพื้นที่มากที่สุดในบ้าน แบ่งเป็นห้องหนังสือเล็กกับห้องหนังสือใหญ่ ห้องหนังสือเล็กอยู่ติดกับห้องนอนใช้สำหรับอ่านหนังสือท่องตำรา ห้องหนังสือใหญ่อยู่ด้านตรงข้ามมีขนาดเท่ากับพื้นที่ของห้องนอนกับห้องหนังสือเล็กรวมกัน ใช้สำหรับเป็นห้องสมุดจัดเก็บผลงานตำราของเจ้าของบ้าน บนชั้นหนังสือเรียงรายด้วยตำรามากมายนับรวมได้พันกว่าเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นลายมืองดงามของคนๆ เดียว

    ห้องครัวเล็กกระทัดรัดเป็นอาคารหลังเล็กแยกตัวอยู่ท้ายสุดของบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นอาหารมาติดตำราในห้องหนังสือ พื้นที่ห้องครัวแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็นส่วนหุงต้มประกอบอาหาร มีเตาเล็กสองเตาตั้งคู่กัน มีแผงหน้าต่างทำจากไม้ไผ่สาน เปิดปิดโดยใช้ไม้ค้ำยันเพื่อระบายควันหุงต้ม มุมห้องมีตู้ใส่กับข้าวทำจากไม้ไผ่ ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นมุมรับประทานอาหาร จัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่ชุดหนึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เป็นมุมรับประทานอาหารที่ปลอดโปร่งสบายใจ มองออกหน้าต่างห้องครัว เห็นเป็นแปลงผักกาดขาวลำต้นอวบอ้วน แปลงถั่วเหลืองต้นโต นำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง

    การออกแบบตกแต่งพื้นที่ภายในกระท่อม บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่คงความสุนทรีย์เอาไว้อย่างยิ่ง ทำให้ทราบชัดเจนว่า ผู้อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังนี้ต้องเป็นยอดนักปราชญ์เร้นกายในป่าเขาอย่างแน่นอน สมกับคำว่า “สงบสันโดษ” ที่เขียนไว้ในห้องโถงรับแขกยิ่งนัก

    ……………………………………………………………………………

    ขณะที่เด็กน้อยร่ายรำอักษรกระบี่ตัวสุดท้ายจบลงพอดี เสียงชายชราผู้หนึ่งเล็ดรอดจากในบ้าน เรียกหาเด็กน้อยเข้าไปในห้องครัว

    “เหลียงจือ เข้ามาช่วยปู่จัดโต๊ะอาหารได้แล้ว”

    “ครับ ท่านปู่”

    เด็กน้อยขานรับเสียงท่านปู่ แล้ววิ่งจากลานกว้างเข้าไปในบ้าน แขวนกิ่งไม้แท่งกลมที่ใช้ต่างกระบี่ไว้ยังที่ประจำข้างฝาในห้องหนังสือเล็ก แล้วรีบก้าวยาวๆ ออกไปหลังบ้าน ตักน้ำในตุ่มล้างมือก่อน แล้วช่วยยกชามกับข้าวสองอย่างและถ้วยข้าวสองถ้วยมาที่โต๊ะอาหาร

    กระท่อมหลังนี้อาศัยอยู่เพียงหนึ่งผู้อาวุโสวัยห้าสิบเศษและหนึ่งผู้เยาว์วัยสิบขวบ สองคนปู่หลานเท่านั้น
    ท่านปู่ของเด็กน้อย แม้ว่าผมเผ้าหนวดเคราจะเริ่มขาวแล้ว แต่แววตาเจิดจ้า เค้าหน้าเด็ดเดี่ยว บุคลิกงามสง่าเหมือนนักปราชญ์บัณฑิตผู้คงแก่เรียน แฝงไว้ด้วยความองอาจ มีอำนาจ บ่งบอกถึงความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา

    อาหารมือนี้เป็นกับข้าวสองอย่างเพิ่งทำเสร็จจากเตา กำลังร้อนกรุ่นหอมหวนชวนรับประทาน ชามหนึ่งใส่ผัดผักกาดขาว อีกชามใส่ผัดถั่วงอก ไอควันหอมกรุ่นยิ่งนัก แม้จะเป็นอาหารธรรมดาสามัญ แต่เมื่อผัดอย่างได้ส่วนย่อมมีรสชาติ ในบรรดานักชิมอาหารเลิศรสทั้งหลาย สุดท้ายสูงสุดคืนสู่สามัญ หลายท่านกลับชมชอบรับประทานอาหารเรียบง่ายเช่นนี้เพราะมีผลดีต่อสุขภาพ

    เสี่ยวเหลียงจือปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ พนมมือระลึกนึกถึงคุณของข้าวปลาอาหารตามที่ท่านปู่เคยสอนไว้ แล้วกล่าวว่า “เรารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เรามีชีวิตอยู่เพื่อใฝ่หาความรู้และใฝ่ทำความดี จงประพฤติตนให้เป็นคนเลี้ยงง่าย”

    การที่ท่านปู่สอนให้เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องการให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ วัวควายเลี้ยงดูด้วยฟางหญ้า ชาวนายังได้ใช้ไถนา สุนัขเลี้ยงดูด้วยเศษอาหาร เจ้าของยังได้อาศัยเป็นยามเฝ้าบ้าน คนเรานั้นแม้มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี แต่หากอยู่อย่างปราศจากความรู้และความดี ข้าวปลาอาหารที่กินลงท้องไปในแต่ละวัน นับว่าสิ้นเปลืองเปล่า กลายเป็นคนหายใจทิ้งไปวันๆ

    แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 23:39:01

    แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 01:00:34

    จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 25 เม.ย. 49 00:57:38 ]


 
 


>


[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)

Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี

วาดภาพประกอบ : คลิกเพื่อวาดภาพประกอบ
(ข้อควรระวัง : ต้องทำก่อนขั้นตอนอื่น มิฉะนั้นข้อความที่พิมพ์ไว้ และค่าที่เลือกจะหายไป - ใช้ได้เฉพาะสมาชิก)

แตกประเด็น : ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป