เสี่ยวเหลียงจือ วีรบุรุษพเนจร [บทที่ 1 : หุบผาสันโดษเร้นเมฆา]

วรรณกรรมกำลังภายในสำหรับเยาวชน

บทที่ ๑
หุบผาสันโดษเร้นเมฆา

เมฆผืนใหญ่ลอยล่องบนท้องนภา เคลื่อนตัวลงมาปกคลุมยอดบรรพตไท่ซานอย่างแช่มช้า ยามเมื่อแสงอรุณสาดส่องต้องกระทบผืนเมฆ ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพงดงามจับตา นับเป็นองค์ประกอบแห่งศิลปะอันยอดเยี่ยมที่ธรรมชาติเป็นผู้แต่งแต้มความงามให้กันและกันอย่างกลมกลืน

ลึกเข้าไปในหุบผาเร้นลับหลายแห่งในเทือกเขาไท่ซาน ล้วนเป็นที่พักพิงเร้นกายของหมู่นักปราชญ์บัณฑิตผู้คงแก่เรียนทุกยุคทุกสมัย แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ ประวัติศาสตร์ยาวนาน บ้านป่าดงดอยแวดล้อมด้วยธรรมชาติสุขสงบเช่นนี้ กลับเป็นสถานที่ฝึกอบรมยอดบัณฑิตให้แก่แผ่นดินจีนมาทุกยุคทุกสมัยอย่างมากมายนับไม่ถ้วน

ยามนี้ เมื่อแหวกม่านหมู่ไม้เข้าไป ย่อมแลเห็นกระท่อมชาวชนบทหลังหนึ่ง ปลูกสร้างด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ลำไผ่ที่ผูกมัดประกอบเป็นฝาบ้านได้รับการคัดสรรขนาดเท่ากัน จัดเรียงอย่างพิถีพิถันเป็นระเบียบ  

หน้ากระท่อมไม้ไผ่เป็นลานดินกว้างใหญ่เป็นพิเศษ กวาดไว้สะอาดสะอ้าน ฉากหลังกระท่อมเป็นป่าไม้รื่นรมขึ้นแซมสลับด้วยกอไผ่เขียวขจี แสงแดดยามเช้าส่องเป็นลำแสงผ่านเรือนยอดของแมกไม้ลงกระทบพื้น ยิ่งขับเน้นบรรยากาศเรียบง่าย สงบ สันโดษของบ้านหลังนี้ให้โดดเด่นกลางป่าเขายิ่งนัก แม้ธรรมชาติจะไม่มีปากพูดเจรจาเช่นมนุษย์เรา แต่คล้ายสามารถบ่งบอกให้รู้ได้ว่า ผู้เป็นเจ้าของกระท่อมหลังนี้ ต้องเป็นบัณฑิตคงแก่เรียนซ่อนเร้นกายในป่าเขาอย่างแน่นอน

บนลานดินกว้าง มีเด็กชายอายุราวห้าขวบกำลังใช้กิ่งไม้ร่ายรำเพลงกระบี่ชุดหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ทุกกระบวนท่ายามร่ายรำปราศจากแนวคิดฆ่าฟันโดยสิ้นเชิง

กระบวนท่าที่เด็กน้อยใช้ก็แปลกตายิ่งนัก ไม่เคยพบเห็นยอดวิชาชุดนี้ในยุทธภพมาก่อน ยิ่งมองดูเด็กน้อยร่ายรำนานเท่าไหร่ เพลงกระบี่กลับคล้ายดั่งขีดเขียนออกมาทีละตัวอักษร เป็นบทกลอนเปล่ากลางอากาศที่หากคัดลงบนกระดาษจะเห็นเป็นลายมือสวยงามที่บรรจงประณีต พลิ้วไหว ทรงพลังหนักแน่น เป็นระเบียบ บ่งบอกถึงการฝึกฝนนานนับแรมปี

………………………………………………………………………

“ชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศ ที่ปรารถนา
หากได้มาจากความทุกข์ยากของประชาชน
หาใช่สิ่งหอมหวนยวนใจไม่

ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นานย่อมจริงแท้แน่นอน
บาปกรรมชั่วช้าที่ท่านทำไว้บนชีวิตผู้อื่น
ทุกค่ำคืนย่อมตามหลอกหลอนข่มตานอนไม่ลง

หากยิ่งใหญ่ต้องยิ่งใหญ่ด้วยความดี
ชื่อเสียงย่อมปรากฏชั่วฟ้าดินสลาย
ลูกหลานย่อมกราบไหว้สรรเสริญบรรพชน

หากร่ำรวยต้องร่ำรวยด้วยการช่วยเหลือผู้คน
มีเมตตาต่อราษฎรให้พ้นจากความทุกข์ยาก
และสั่งสอนบุตรหลานเป็นคนดีมีใจกตัญญู

ยามมีชีวิตอยู่ย่อมอยู่อย่างผู้กล้าวีรชนทุกค่ำเช้า
แม้ไม่มีผู้อวยยศให้ยิ่งใหญ่ด้วยลาภยศ ฐานะ เงินทอง
แต่ทุกย่างก้าวล้วนแปรเปลี่ยนโลกเป็นทองคำ”

………………………………………………………………………

อักษรกระบี่ชุดนี้  เป็นบทกลอนเปล่ามีชื่อว่า “จุดโคมใต้ดวงอาทิตย์” ที่ประพันธ์โดยหลิวจื่อหยวน อดีตจอหงวนผู้เบื่อหน่ายในการแก่งแย่งชิงดี ใส่ร้ายป้ายสี เล่นพรรคเล่นพวกในราชสำนัก จึงออกท่องยุทธภพ ผ่านเรื่องราวมากมาย กลับมิอาจหลุดพ้นวังวนแบบเดียวกับในราชสำนัก ภายหลังพบสัจธรรมจึงออกมาใช้ชีวิตสันโดษในป่าเขาห่างไกล

แก่นแท้ของบทโคลง คือ การมีชีวิตต้องอยู่อย่างผู้กล้าทำความดี สัตย์ซื่อด้วยคุณธรรม เห็นความดีมีคุณค่าเหนือกว่าลาภ ยศ ชื่อเสียง เงินทอง มุ่งมั่นฝึกฝนตนเอง ใช้ความรู้ ความสามารถที่มีอุทิศตนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้พ้นภัย  ยามเงยหน้ามิอายฟ้า ก้มหน้ามิอายดิน ตนเองตำหนิตนเองไม่ได้ ยามละสังขารไป ย่อมเป็นต้นแบบให้วีรบุรุษเยาว์วัยได้ยึดถือเป็นแบบอย่างดำเนินตาม

นับเป็นการผสานความลึกล้ำสุดยอดทั้งสายบุ๋นและสายบู๊อย่างกลมกลืนยอดเยี่ยม ดังคำกล่าวที่ว่า “ในบทโคลงมีกระบี่ และในกระบี่มีบทโคลง”

สิ่งที่น่าตระหนกก็คือ หากเพลงกระบี่ที่ปราศจากรังสีฆ่าฟันชุดนี้ถูกใช้โดยจอมยุทธผู้เปี่ยมด้วยลมปราณภายในชั้นเลิศ ลงมือด้วยกระบวนท่ากลืมกลมตามธรรมชาติ คาดว่ามีเพียงยอดฝีมืออาวุโสแห่งยุค ๕ คนเท่านั้นที่รับมือกับเพลงกระบี่ชุดนี้ได้

แต่ในความเป็นจริง สำหรับเด็กน้อยผู้นี้แล้ว การร่ายรำอักษรกระบี่ชุดนี้ กลับเป็นแค่เพียงการละเล่นฝึกเขียนอักษรโดยไม่สิ้นเปลืองกระดาษเท่านั้น อาศัยกิ่งไม้ต่างปากกา ส่วนกระบวนท่าต่างๆ เป็นลีลาขีดเขียนให้เกิดความสนุกสนานคลายเหงายามเล่นคนเดียว

เรื่องน่าคิดก็คือ ในชนบทป่าเขาห่างไกลบ้านเมือง เหตุใดกลับมีสุดยอดเพลงกระบี่ในบทโคลงที่ถูกร่ายรำด้วยเด็กชายคนหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ราวกับบัณฑิตคงแก่เรียนชำนาญการสะบัดพู่กันเช่นนี้

...............................................................................................

ในม่านป่าห่างจากกระท่อมไม้ไผ่ไปร้อยหลา บนยอดไม้พุ่มหนาปรากฏขอทานชราวัยห้าสิบเศษผู้หนึ่ง แต่งกายคล้ายผู้เฒ่าระดับสูงของพรรคกระยาจก กำลังนอนเล่นบนคาคบไม้ แต่สายตาคู่นั้น ล้วนจับจ้องมองมาที่เด็กน้อย เห็นการวาดมือวาดไม้ของเด็กน้อยถนัดชัดตา แววตาเจิดจ้ากว่าเดิม ทั้งยินดีและสงสัย ยินดีที่ได้พบอัจฉริยะอายุเยาว์ และสงสัยว่าใครเป็นอาจารย์  รำพึงเบาๆ กับตนเองว่า

“เด็กน้อยเอย หากเจ้าเติบโตกว่านี้ คิดใช้เพลงกระบี่อันยอดเยี่ยมชุดนี้พิสูจน์ฝีมือกับข้า เหตุการณ์ย่อมกลายเป็นผู้เยาว์รังแกขอทานเฒ่าพรรคกระยาจกแล้ว อาจารย์ผู้ซ่อนอยู่ในกระท่อมของเจ้าเป็นใครกันแน่”

...............................................................................................

กระท่อมไม้ไผ่หลังนี้ปลูกสร้างด้วยรูปทรงเหมือนกับบ้านของชาวชนบททั่วไป แต่มีขนาดกว้างใหญ่กว่าหลายเท่า พื้นที่ภายในแบ่งสัดส่วนเป็นระเบียบชัดเจน ด้านหน้าเป็นห้องโถงรับแขก หลังฉากกั้นห้องรับแขกออกแบบเป็นทางเดินตรงกลางเพื่อแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองข้าง ด้านซ้ายเป็นห้องนอนและห้องหนังสือเล็ก ด้านขวาเป็นห้องหนังสือใหญ่ ห้องครัวเป็นอาคารเล็กๆ แยกตัวออกไปอยู่ด้านหลังสุด เลยหลังห้องครัวออกไปเป็นแปลงผักสวนครัว

การตกแต่งห้องโถงเรียบง่ายเป็นระเบียบ กลางห้องจัดเรียงเก้าอี้ไม้ไผ่สำหรับรับรองแขกเหรื่อได้เจ็ดแปดคน ปัดกวาดเช็ดถูอย่างสะอาดสะอ้าน ด้านหลังเป็นฉากไม้ไผ่กั้น แขวนไว้ด้วยแผ่นผ้าที่เขียนอักษรใหญ่โตว่า “สงบสันโดษ”

เดินอ้อมหลังฉากไม้ไผ่ไปตามทางตรงกลาง ห้องนอนมีแคร่ไม้ไผ่สองแคร่ใช้เป็นเตียงนอน จัดวางอยู่ตรงข้ามกันคนละมุมห้อง ระหว่างกลางมีโต๊ะหนังสือวางติดอยู่ริมหน้าต่าง ผนังห้องสองด้านแขวนไว้ด้วยภาพเดียวกันเป็นภาพลายเส้นร่างกายมนุษย์แสดงจุดสำคัญต่างๆ บนร่างกาย คล้ายแผ่นภาพของผู้เรียนวิชาแพทย์ฝังเข็ม

ห้องหนังสือมีพื้นที่มากที่สุดในบ้าน แบ่งเป็นห้องหนังสือเล็กกับห้องหนังสือใหญ่ ห้องหนังสือเล็กอยู่ติดกับห้องนอนใช้สำหรับอ่านหนังสือท่องตำรา ห้องหนังสือใหญ่อยู่ด้านตรงข้ามมีขนาดเท่ากับพื้นที่ของห้องนอนกับห้องหนังสือเล็กรวมกัน ใช้สำหรับเป็นห้องสมุดจัดเก็บผลงานตำราของเจ้าของบ้าน บนชั้นหนังสือเรียงรายด้วยตำรามากมายนับรวมได้พันกว่าเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นลายมืองดงามของคนๆ เดียว

ห้องครัวเล็กกระทัดรัดเป็นอาคารหลังเล็กแยกตัวอยู่ท้ายสุดของบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นอาหารมาติดตำราในห้องหนังสือ พื้นที่ห้องครัวแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็นส่วนหุงต้มประกอบอาหาร มีเตาเล็กสองเตาตั้งคู่กัน มีแผงหน้าต่างทำจากไม้ไผ่สาน เปิดปิดโดยใช้ไม้ค้ำยันเพื่อระบายควันหุงต้ม มุมห้องมีตู้ใส่กับข้าวทำจากไม้ไผ่ ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นมุมรับประทานอาหาร จัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่ชุดหนึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เป็นมุมรับประทานอาหารที่ปลอดโปร่งสบายใจ มองออกหน้าต่างห้องครัว เห็นเป็นแปลงผักกาดขาวลำต้นอวบอ้วน แปลงถั่วเหลืองต้นโต นำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง

การออกแบบตกแต่งพื้นที่ภายในกระท่อม บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่คงความสุนทรีย์เอาไว้อย่างยิ่ง ทำให้ทราบชัดเจนว่า ผู้อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังนี้ต้องเป็นยอดนักปราชญ์เร้นกายในป่าเขาอย่างแน่นอน สมกับคำว่า “สงบสันโดษ” ที่เขียนไว้ในห้องโถงรับแขกยิ่งนัก

……………………………………………………………………………

ขณะที่เด็กน้อยร่ายรำอักษรกระบี่ตัวสุดท้ายจบลงพอดี เสียงชายชราผู้หนึ่งเล็ดรอดจากในบ้าน เรียกหาเด็กน้อยเข้าไปในห้องครัว

“เหลียงจือ เข้ามาช่วยปู่จัดโต๊ะอาหารได้แล้ว”

“ครับ ท่านปู่”

เด็กน้อยขานรับเสียงท่านปู่ แล้ววิ่งจากลานกว้างเข้าไปในบ้าน แขวนกิ่งไม้แท่งกลมที่ใช้ต่างกระบี่ไว้ยังที่ประจำข้างฝาในห้องหนังสือเล็ก แล้วรีบก้าวยาวๆ ออกไปหลังบ้าน ตักน้ำในตุ่มล้างมือก่อน แล้วช่วยยกชามกับข้าวสองอย่างและถ้วยข้าวสองถ้วยมาที่โต๊ะอาหาร

กระท่อมหลังนี้อาศัยอยู่เพียงหนึ่งผู้อาวุโสวัยห้าสิบเศษและหนึ่งผู้เยาว์วัยสิบขวบ สองคนปู่หลานเท่านั้น
ท่านปู่ของเด็กน้อย แม้ว่าผมเผ้าหนวดเคราจะเริ่มขาวแล้ว แต่แววตาเจิดจ้า เค้าหน้าเด็ดเดี่ยว บุคลิกงามสง่าเหมือนนักปราชญ์บัณฑิตผู้คงแก่เรียน แฝงไว้ด้วยความองอาจ มีอำนาจ บ่งบอกถึงความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา

อาหารมือนี้เป็นกับข้าวสองอย่างเพิ่งทำเสร็จจากเตา กำลังร้อนกรุ่นหอมหวนชวนรับประทาน ชามหนึ่งใส่ผัดผักกาดขาว อีกชามใส่ผัดถั่วงอก ไอควันหอมกรุ่นยิ่งนัก แม้จะเป็นอาหารธรรมดาสามัญ แต่เมื่อผัดอย่างได้ส่วนย่อมมีรสชาติ ในบรรดานักชิมอาหารเลิศรสทั้งหลาย สุดท้ายสูงสุดคืนสู่สามัญ หลายท่านกลับชมชอบรับประทานอาหารเรียบง่ายเช่นนี้เพราะมีผลดีต่อสุขภาพ

เสี่ยวเหลียงจือปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ พนมมือระลึกนึกถึงคุณของข้าวปลาอาหารตามที่ท่านปู่เคยสอนไว้ แล้วกล่าวว่า “เรารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เรามีชีวิตอยู่เพื่อใฝ่หาความรู้และใฝ่ทำความดี จงประพฤติตนให้เป็นคนเลี้ยงง่าย”

การที่ท่านปู่สอนให้เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องการให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ วัวควายเลี้ยงดูด้วยฟางหญ้า ชาวนายังได้ใช้ไถนา สุนัขเลี้ยงดูด้วยเศษอาหาร เจ้าของยังได้อาศัยเป็นยามเฝ้าบ้าน คนเรานั้นแม้มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี แต่หากอยู่อย่างปราศจากความรู้และความดี ข้าวปลาอาหารที่กินลงท้องไปในแต่ละวัน นับว่าสิ้นเปลืองเปล่า กลายเป็นคนหายใจทิ้งไปวันๆ

แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 23:39:01

แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 01:00:34

จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 25 เม.ย. 49 00:57:38 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

เมื่อเสี่ยวเหลียงจือกล่าวระลึกถึงคุณของข้าวปลาอาหารจบลง ก็ใช้มือน้อยหยิบตะเกียบคีบผัดผักกาดขาวผัดร้อนกรุ่นใส่ชามข้าวของตน แล้วพุ้ยข้าวกินด้วยสีหน้ามีความสุข  เอร็ดอร่อย แววตาไร้เดียงสาคู่นั้นเปล่งประกายใสซื่อบริสุทธิ์จนเห็นได้ชัด

ทานอาหารไปได้ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยปากชื่นชมรสชาติอาหารฝีมือท่านปู่ว่า

“ท่านปู่ สอนข้าทำอาหารได้บ้างหรือไม่ มีแค่ผัดหนวดมังกร (ผัดถั่วงอก) กับผัดเนื้อกิเลน (ผัดผักกาดขาว) เท่านี้ ข้ากินข้าวได้เยอะทุกวันไม่มีเบื่อ” กล่าวจบ พุ้ยข้าวต่อไปอีก

“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กน้อย เจ้ากลับตั้งชื่ออาหารของปู่ได้ไม่เลวนัก ไม่เพียงสองชนิดนี้เท่านั้น ปู่จะเริ่มสอนให้เจ้าทำอาหารง่ายๆ อีกสักหลายอย่าง เจ้าเตรียมตั้งชื่ออาหารให้ถูกใจปู่แล้วกัน”

พึงทราบว่าภัตตาคารหลายแห่งสามารถทำกำไรค้าขายได้มากมาย หาใช่เพียงอาศัยฝีมือพ่อครัวอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งมาจากศิลปะการตั้งชื่ออาหารให้ฟังดูวิเศษเลิศลอยราวกับลูกค้าได้รับประทานอาหารฮ่องเต้ การที่ท่านปู่สอนให้เสี่ยวเหลียงจือตั้งชื่ออาหารให้ตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ เพราะต้องการฝึกให้เขามีจิตนาการทางภาษา และบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดอย่างเป็นธรรมชาติ โดยพลิกแพลงจากสิ่งรอบตัวมาเป็นอุปกรณ์ฝึกฝนภาษา นับเป็นการบ่มเพาะความเจ้าปัญญาให้หลานชายอย่างแยบคายยิ่งนัก    

................................................................................................................................


หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว สองปู่หลานก็เดินออกไปตามเส้นทางเล็กที่ทอดยาวจากหลังบ้านหายลับเข้าไปในป่าเขา ทั้งสองเดินไปหนึ่งในสี่ชั่วยามก็มองเห็นอารามพุทธอันเงียบสงบ  เห็นหมู่ตึกสีขาวตระหง่านอยู่กลางดงไม้เบื้องหน้า

ทั้งสองเดินไปตามเส้นทางเล็กนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกครู่หนึ่ง เส้นทางก็มาหยุดลงตรงซุ้มประตูรั้วด้านหน้ากระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่ง รอบๆ กระท่อมมีหมู่แมกไม้ขึ้นหนาแน่น เรือนยอดเหมือนร่มสีเขียวกันแดดร้อนได้อย่างดี โคนต้นโปร่งตาไม่กิ่งใบเกะกะ สร้างบรรยากาศวิเวกสงัดยิ่งนัก เมื่อมองดูรวมๆ แล้ว กระท่อมหลังนี้คล้ายกับเป็นกุฏิบำเพ็ญภาวนาของพระมหาเถระรูปหนึ่ง
ป้ายหินบริเวณรั้วหน้ากระท่อม สลักลายมืองดงามว่า “นิรทุกข์” ทุกตัวอักษรเป็นระเบียบ สงบ มั่นคง แม้แต่ลายมือบนป้ายหินก็เสริมสร้างบรรยากาศสงบวิเวกได้ดีเหลือเกิน
กระท่อมนิรทุกข์นี้ ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของอารามสันโดษเร้นเมฆา ซึ่งตั้งอยู่บนหุบผาสันโดษแห่งเขาไท่ซาน เป็นสถานที่บำเพ็ญจิตที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อไต้ซือกั่วหลาง (แสงสว่างแผ่ไพศาล) โดยเฉพาะ

ไต้ซือกั่วหลางมีนามเดิมว่า “ลิ้มเจี่ยเพ้ง” ก่อนบวชเคยเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดฝีมือสูงสุดของยุทธภพ เป็นศิษย์เอกของผู้เฒ่ามังกรฟ้า ฝึกฝนจนบรรลุยอดวิชาฝ่ามือมังกรพิโรธกระบวนท่าสุดท้าย ฝีมือไร้เทียมทาน แต่เพราะเห็นสภาพยุทธภพที่ชาวยุทธจ้องทำลายกันเองแล้ว จึงเกิดความเบื่อหน่ายโลกีย์วิสัย  จึงออกบวชแสวงหาโมกขธรรมตั้งแต่วัยหนุ่ม ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ บำเพ็ญกรรมฐานทุกเช้าค่ำ ปัจจุบันผ่านเวลาได้ ๒๕ พรรษาแล้ว
   
สองปู่หลานยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ประสานมือกล่าวแสดงตนมาเยือนกับผู้ทรงศีลในกระท่อมด้วยท่าทีเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง

“คาวะท่านไต้ซือ ผู้น้อย หลิวจื่อหยวน กับหลานชายเสี่ยวเหลียงจือ เดินทางมาขอเรียนธรรมะจากท่านครับ”
“ประสก ตามสบายเถิด เชิญเข้ามาด้านในก่อน” ไต้ซือกั่วหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาดังกังวาลออกมาจากในกระท่อม

หลิวจื่อหยวนเปิดประตูเข้าไปในกระท่อม พบเห็นมหาสมณะร่างใหญ่กำยำผู้หนึ่ง ใบหน้าอมเลือดฝาดสีชมพูบ่งบอกถึงสุขภาพพลานามัยที่ยอดเยี่ยม เค้าหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตา ยามเห็นแล้วน่าเลื่อมใสศรัทธา อยากเข้าไปกราบสนทนาขอความรู้ธรรมะด้วย  

“วันนี้ ประสกหลิวจำได้หรือไม่ว่าเป็นวันที่เท่าไหร่” ไต้ซือกั่วหลางเอ่ยถาม
“วันนี้ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ครบรอบ ๒๕ ปีที่ท่านไต้ซือออกบวช วันเวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก”
“ประสกกับอาตมาเร้นกายอยู่ในหุบผาสันโดษ ปล่อยวางเรื่องราวในยุทธภพมานาน คาดว่าอีกไม่นานคงมีเรื่องยุ่งยากมาถึงอารามสุขสงบแห่งนี้แล้ว” ไต้ซือกั่วหลางกล่าวอย่างมีความนัย
หลิวจื่อหยวนย่อมรับรู้ความนัยของท่าน พลันกล่าวดังๆ ว่า “สหายที่ด้านนอก เมื่อมาถึงแล้ว จะไม่เข้ามาเรียนธรรมด้วยกันก่อนรึ”
ที่ด้านนอกกระท่อมมีเสียงหัวเราะฮาฮาดังขึ้น เห็นเงาท่าร่างคนผู้หนึ่งพลิ้วลงจากยอดไม้สู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยม อาคันตุกะผู้มาเยือนเป็นขอทานชราคนหนึ่ง ก้าวยาวๆ เปิดประตูกระท่อมเข้ามาด้วยท่าทีปลอดโปร่ง
หลิวจื่อหยวนและไต้ซือกั่วหลางเห็นถนัดชัดตาว่าผู้มาเป็นใคร สีหน้าต้องแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ไต้ซือกั่วหลางยิ้มขึ้นเล็กน้อย แต่หลิวจื่อหยวนพลันอุทานออกมาว่า “เตียปังโฮ้ว! เป็นท่านหรือนี่”
คนทั้งสามสบตากัน เปล่งเสียงหัวเราะฮาฮาออกมาพร้อมกันด้วยความยินดี หลิวจื่อหยวนเชื้อเชิญให้อาคันตุกะจากแดนไกลนั่งบนเก้าอี้ไม้ด้านซ้ายมือของไต้ซือกั่วหลาง ตนเองนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เสี่ยวเหลียงจือหายเข้าไปด้านในครู่หนึ่ง ก็ออกมาพร้อมกับถ้วยน้ำชาอุ่นๆ นำมาตั้งไว้ที่โต๊ะเคียงของทั้งสามท่าน แล้วกลับไปยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังท่านปู่

สำหรับสหายที่เคยผ่านความเป็นตายร่วมกันมาก่อน ยามจากกันไปนาน จนยากเกินกว่าบอกได้ว่าตลอดชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พบกันอีกเมื่อไหร่ แต่ยามนี้กลับได้พบกันอย่างไม่คาดคิด ย่อมปีติยินดีเอ่อล้นอย่างบอกไม่ถูก

ขอทานชราผู้มาเยือนกล่าวหยอกล้อขึ้นก่อนว่า
“พวกท่าน หนึ่งจอหงวน หนึ่งหลวงจีนใช้ชีวิตสุขสบายกลางป่าเขา ปล่อยให้เราขอท่านเฒ่าตกระกำลำบากอยู่ในยุทธภพอย่างโดดเดี่ยว วันนี้พานพบโดยบังเอิญ ต้องคิดบัญชีเก่าก่อนเป็นอาหารวิเศษหลายมื้อแล้ว”
หลิวจื่อหยวนพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้มว่า
“ท่านพี่เตียคิดรับประทานอาหารวิเศษกลางป่าเขา นับว่าสร้างความลำบากแก่ผู้น้องแล้ว กลางป่าเขามีเพียงอาหารจากผักหญ้า รสชาติเหมือนเคี้ยวสมุนไพร เกรงว่าจะกินไม่ลง”
“ผิดแล้วๆ ท่านยิ่งชรายิ่งเหลวไหล เมื่อเช้านี้ เรายังได้ยินเสียงท่านกับหลานชายพูดคุยกันถึงผัดหนวดมังกร ผัดเนื้อกิเลนอะไรนั่น นี่ไม่ใช่อาหารวิเศษแล้วจะเรียกว่าอะไร”

เสี่ยวเหลียงจือพอได้ฟังเตียปังโฮ้วพูดถึงชื่ออาหารที่ตนตั้งขึ้น อดภูมิใจไม่ได้ และรู้สึกเลื่อมใสในวิชายุทธของขอทานชรายิ่งนัก จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านผู้เฒ่า นั่นเป็นเพียงผัดผักกาดขาว กับผัดถั่วงอกเท่านั้น ข้าเป็นคนตั้งชื่อขึ้นมาเอง ท่านปู่บอกว่าถ้าตั้งชื่ออาหารให้แปลกหู จะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารหลายเท่า”

เตียปังโฮ้วฟังแล้วหัวเราะฮาฮาด้วยความเอ็นดู กล่าวว่า
“หลานชาย เจ้าประเสริฐนัก ชื่ออาหารของเจ้า ทำเราเข้าใจว่าในบ้านของเจ้ามีพ่อครัวจากในวังมาทำอาหารฮ่องเต้ให้รับประทาน เราอยู่บนยอดไม้ได้ยินสองปู่หลานกินอาหารฮ่องเต้ รู้สึกโหยหิวยิ่งนัก พอพวกเจ้าจากไปไกลแล้ว เราได้แต่บุกปล้นอาหารวิเศษในครัวของเจ้าสองปู่หลานแล้ว”
เสี่ยวเหลียงจือยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา แต่รู้สึกไม่ถูกต้องกับการบุกเข้าไปในบ้านตอนเจ้าของบ้านไม่อยู่ ยามกึ่งยิ้ม กึ่งงุนงงสงสัย จึงหันหน้าไปมองท่านปู่ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี

หลิวจื่อหยวนอย่างยิ้มแย้มแทนเสี่ยวเหลียงจือว่า
“นี่เป็นบทฝึกเก่าแก่ในตระกูลของข้า พี่เตียอย่าได้ถือสา”

ไต้ซือกั่วหลางทราบความคิดของเด็กน้อย กล่าวขึ้นกับขอทานชราว่า
“ขอทานเฒ่า ท่านอายุมากแล้ว ยังไม่เลิกแอบเข้าบ้านผู้คนโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกรึ หากของมีค่าหายไป ท่านต้องถูกปักปรำว่าเป็นขโมยอย่างแน่นอน”

เตียปังโฮ้วหน้าแดงวูบ แต่ด้วยไหวพริบก็เข้าใจเจตนาของไต้ซือกั่วหลาง ท่านกริ่งเกรงเด็กน้อยคิดว่าการแอบเข้าบ้านผู้คนเป็นสิ่งถูกต้อง จึงกล่าวด้วยท่าทีอ่อนน้อมตอบไปว่า
“ขออภัยไต้ซือ เรื่องนี้นับว่าไม่ถูกต้องจริงๆ หากถูกปรักปรำว่าเป็นขโมยก็ย่ำแย่แล้ว ขอบคุณที่ชี้แนะ
“ความจริงแล้วที่ข้ามาถึงที่นี่ เพราะติดตามสะกดรอยคนๆ หนึ่งมา หลายปีมานี้ ข้าตามสืบข่าวสองประการ
“ประการแรก เป็นข่าวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นอย่างลึกลับของสี่พรรคใหม่ในยุทธภพ ซึ่งครอบคลุมกิจการค้าทั่วแผ่นดิน มีสายสัมพันธ์ในราชสำนักของทุกแว่นแคว้น
“ประการที่สอง เป็นข่าวลือเรื่องคัมภีร์ลมปราณเมฆาพิสุทธิ์ ของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งวังบุปผาโลหิต ชาวยุทธใฝ่ฝันอยากได้ครอบครอง เกิดความปั่นป่วนทั่วยุทธภพ ผู้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร้อนมากมายเพราะคัมภีร์เล่มนี้
“จากการสืบข่าว ในความเห็นของข้า แต่ทั้งสองเรื่องนี้ กลับสอดรับกันเกินไป คล้ายมีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ปัญหาก็คือ ขณะนี้มีกระแสชี้นำเกิดขึ้นสองกระแส กระแสแรกมีการชี้นำชนชั้นผู้นำยุทธภพว่า พี่หลิวกับท่านไต้ซืออยู่เบื้องหลังการก่อตั้งสี่พรรคใหญ่ ส่วนกระแสที่สอง มีการชี้นำชาวยุทธว่า คัมภีร์เล่มนั้นต้องตกอยู่ที่ท่านทั้งสองอย่างแน่นอน”

ไต้ซือกั่วหลางกับหลิวจื่อหยวนได้ยินเตียปังโฮ้วพูดเช่นนั้น สีหน้าแปรเปลี่ยนงงงันวูบ หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง
เตียปังโฮ้วถอนใจเฮือกใหญ่ สลายบรรยากาศยินดีเมื่อครู่ไปหมดสิ้น กล่าวต่อไปว่า
“พี่หลิว ในยอดฝีมือรุ่นเดียวกับพวกเรานี่ หลังจากท่านกับท่านไต้ซือถอนตัวจากยุทธภพไปแล้ว ก็หลงเหลือเพียงอีกสองคนเท่านั้นที่มีฝีมือเทียบเคียงกัน หนึ่งคือเล่าตงเทียนแห่งตำหนักหมื่นพิษ สองคือหลี่เจิ้นฟงแห่งห้าขุนเขาพยัคฆ์ แต่ทั้งสองคนล้วนมีอุดมการณ์แตกต่างจากข้าอย่างชัดเจน สองคนนั้นมุ่งความเป็นใหญ่ ข้ามุ่งความสงบของยุทธภพ สิบปีมานี้ ลำพังพรรคกระยาจกกับวัดเส้าหลินรับมือกับขุมกำลังของพวกเขาทั้งสอง ก็หนักแรงมากแล้ว แต่ยามนี้กลับมีเรื่องสองประการนี้เพิ่มขึ้นมาอีก ดูท่าทางยุทธภพจะหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ใหญ่ได้ยากเสียแล้ว”  

หลิวจื่อหยวนได้ยินเตียปังโฮ้วกล่าวเช่นนั้น รู้ว่าเขามีความหนักใจใหญ่หลวง แต่เพื่อขจัดข้อระแวงที่เกิดขึ้นกับตน จึงกล่าวขึ้นว่า
“พี่เตีย ท่านย่อมทราบนิสัยใจคอของข้ากับท่านไต้ซือดี ข้าออกจากวังหลวงก็เพราะเรื่องทำนองนี้ ไต้ซือออกบวชก็เพราะเบื่อหน่ายเรื่องซ้ำซากเหล่านี้เช่นกัน บอกท่านตามตรง ข้ากับท่านไต้ซือเร้นกายอยู่ในป่าเขานานหลายสิบปี เรื่องสี่พรรคใหม่กับคัมภีร์ของวังบุปผาโลหิต ย่อมเป็นผู้อื่นอยู่เบื้องหลัง”

เตียปังโฮ้วได้ฟังแล้ว ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า
“ข้าทราบอัธยาศัยของพี่หลิวกับท่านไต้ซือดี สิบปีมานี้ถึงได้ออกตามหาท่านมาถึงที่นี่ นับเป็นวาสนาที่ได้พบโดยบังเอิญ หนึ่งเพื่อเตือนภัย สองเพื่อขอความคิดจากท่าน จากข้อมูลที่ข้ามีทั้งหมด คาดว่าสองเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากการศึกบนผาเสียดฟ้าเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนอย่างแน่นอน”

หลิวจื่อหยวนได้ยินคำผาเสียดฟ้า สีหน้าต้องแปรเปลี่ยนอีกรอบ หันมามองไต้ซือกั่วหลางอีกครั้ง เห็นท่านหลับตาพริ้มสงบนิ่งอยู่ จึงหยุดคิดเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้อาจมีบางคนนำเหตุการณ์บางจุดในอดีตมาผูกโยงจนเกิดความเข้าใจผิดขึ้น จำเป็นต้องฟังรายละเอียดให้มาก จึงกล่าวขึ้นว่า
“ในเมื่อพี่เตียคิดว่าเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากการศึกบนผาเสียดฟ้า คงต้องรบกวนพี่เตียช่วยกล่าวรายละเอียดของสองเรื่องนี้ให้มากแล้ว”
“ข้าเองก็ตั้งใจออกตามหาท่าน เพื่อแจ้งรายละเอียดเรื่องเช่นกัน จะได้ช่วยกันคิดหาทางรับมือกับเหตุร้ายนี้ได้ทันการณ์”

นับตั้งแต่เตียปังโฮ้วมาถึงกระท่อมนิรทุกข์ ก็นำพาบรรยากาศของมิตรสหายที่น่าปลื้มใจมาด้วย แต่ก็นำพาข่าวยุ่งยากใจมากด้วยเช่นกัน ข่าวสารจากสหายที่มาจากกันไปนานมักเป็นเช่นนี้เสมอ จึงมีคำกล่าวว่า สหายบางคนไม่พบกันเมื่อยามร่วมสุข แต่พบกันเมื่อยามร่วมทุกข์ เขาคงเป็นสหายประเภทนี้เอง

แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 01:02:39

จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 25 เม.ย. 49 00:59:24 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 2

เสี่ยวเหลียงจือที่ยืนอยู่ด้านหลังท่านปู่ ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่เข้าใจอยู่หลายประโยค แต่ก็อดมีสีหน้าไม่สบายใจกับเรื่องราวของคนทั้งสามไปด้วยไม่ได้

เตียปังโฮ้วสังเกตเห็นสีหน้าของเสี่ยวเหลียงจือที่ด้านหลังหลิวจื่อหยวน ก็เกิดความในใจหนักอึ้งขึ้นมาทันที รู้สึกลำบากใจยากจะกล่าว และมองเห็นเงาเภทภัยบางอย่างที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเด็กน้อยผู้นี้แล้ว  

หลิวจื่อหยวนเห็นสีหน้าของเตียปังโฮ้วคล้ายลังเลจะกล่าวออกมาก็รู้ได้ทันทีว่า เขากริ่งเกรงเสี่ยวเหลียงจือจะประสบความยากลำบากในอนาคต จึงกล่าวขึ้นว่า

“พี่เตียอย่าได้กังวลใจใดๆ หลายปีมานี้ข้าเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้ให้เด็กน้อยผู้นี้มาระดับหนึ่ง หากวันข้างหน้าหากมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องกล้าเผชิญความจริง และแก้ไขผ่านไปให้ได้ ”

เตียปังโฮ้วเห็นหลิวจื่อหยวนพูดถึงหลานชายด้วยวาจาหนักแน่นเช่นนี้ ค่อยวางใจ จึงกล่าวกับเด็กน้อยว่า

“ เด็กน้อย เจ้าชื่อเสี่ยวเหลียงจือใช่หรือไม่”

เสี่ยวเหลียงจือก้าวยาวๆ ออกมาด้านหน้า ขานรับว่า

“ครับ ท่านผู้เฒ่า”

“ปีนี้เจ้าอายุกี่ขวบแล้ว”

“สิบขวบครับ”

“เด็กน้อย เจ้าเล่าประวัติของท่านปู่ให้ข้าฟังได้หรือไม่”

เสี่ยวเหลียงจือมีสีหน้าลังเล หันมามองท่านปู่ เห็นท่านปู่ยิ้มเล็กน้อย จึงกล่าวตอบว่า

“ข้ารู้แต่ว่าท่านปู่เป็นอดีตจอหงวนผู้มีชื่อเสียงดีงาม แต่เพราะชอบชีวิตเรียบง่ายในป่าเขา เบื่อปัญหาของผู้คนในวังหลวง เลยออกมาอยู่กลางป่าเขาหาความสุขสันโดษยามบั้นปลายชีวิต และเลี้ยงดูข้าตั้งแต่เป็นทารก ตั้งชื่อข้าว่า “เหลียงจือ”  เพราะหวังให้ข้าเติบโตเป็นคนดีมีคุณธรรมช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ยาก สอนให้ข้ามีความรู้มากมาย แถมยังคิดการละเล่นแก้เหงาให้แก่ข้าชุดหนึ่ง นั่นคือการเขียนหนังสือกลางอากาศ ทุกวันข้าต้องเขียนโคลงบทนั้นให้จบหนึ่งเที่ยวไม่ผิดเพี้ยน จึงค่อยรับประทานอาหารได้”  

เตียปังโฮ้วเอ็นดูกับคำตอบยืดยาวแต่ฉลาดรัดกุมของเสี่ยวเหลียงจือสมกับเป็นเชื้อสายของบัณฑิตนักปราชญ์ ถามขึ้นอีกประโยคว่า

“เด็กน้อย แล้วเจ้าเล่าเรื่องท่านไต้ซือให้ข้าฟังได้หรือไม่”
เสี่ยวเหลียงจือยังคงลังเลเล็กน้อย หันไปทางไต้ซือกั่วหลาง เห็นท่านยังคงหลับตาพริ้ม มุมปากยิ้มเล็กน้อย จึงกล่าวตอบไปอีกว่า

“สำหรับท่านไต้ซือแล้ว ข้าเคารพประดุจอาจารย์ของท่านปู่ ทุกวันหลังรับประทานอาหารเช้า ข้าจะต้องมาฟังท่านเล่าเรื่องราวของพระพุทธองค์มากมาย ทำให้ข้าพอนึกภาพความทุกข์สุขของผู้คนในยามเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ในความเห็นของข้า ท่านไต้ซือเป็นมหาสมณะผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ใครสามารถออกบวชเป็นสมณะได้ตลอดชีวิต ถือเป็นเรื่องประเสริฐสุดของคนเรา”

เตียปังโฮ้วฟังความคิดเห็นเกินอายุของเด็กน้อยแล้ว ใบหน้าอมยิ้ม แต่ในใจเงียบงันไปครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวขึ้นว่า
“ดีมาก เด็กน้อยเจ้าตอบได้ดี ข้าหวังว่าเจ้าจะจดจำคำพูดวันนี้ไปถึงตอนโต”

เตียปังโฮ้วกล่าวจบ หันไปพูดกับหลิวจื่อหยวนว่า
“พี่หลิว ดูท่าวันนี้ ข้าคงหลีกเลี่ยงการบอกเล่าวีรกรรมการศึกบนผาเสียดฟ้า ให้หลานชายทราบไม่ได้แล้ว ต้องขออภัยล่วงหน้าหากบางเรื่องพาดพิงอดีตที่ไม่ควรกล่าวถึง”

“อามิตพุทธ บุคคลทำสิ่งใดไว้ในอดีต อดีตย่อมเป็นความจริงอยู่วันยันค่ำ ตลอดชีวิตของอาตมา ไม่เคยหลบหนีความจริงที่ตนกระทำแม้แต่ครั้งเดียว เชิญประสกเตียกล่าวได้เต็มที่ หลังจากวันนี้ไปแล้วหากเกิดเรื่องราวใด ล้วนไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัวว่าจะแก้ไขไม่ได้”

ไต้ซือกั่วหลางเป็นคนมีบุคลิกองอาจ ท่าทีสง่าเปิดเผย ทุกถ้อยคำล้วนหนักแน่นจริงจัง การกล่าวเช่นนี้ ย่อมสร้างความปลอดโปร่งให้แก่เตียปังโฮ้วในการบอกกล่าวเรื่องราวยิ่งขึ้น

หลิวจื่อหยวนได้ฟังไต้ซือกั่วหลางกล่าวเช่นนั้น ในใจพลันระอุอุ่นด้วยความทระนงในวีรกรรมเก่าก่อนของตน จึงเอ่ยขึ้นสบทบว่า

“พี่เตีย เชิญกล่าวได้เต็มที่ วันนี้ครบรอบยี่สิบห้าปีพอดี หากมีสิ่งใดที่หลานชายข้าไม่เข้าใจ เขาจะได้สอบถามให้กระจ่าง ดีกว่าวันหน้าเขาไปรู้อย่างตกหล่นจากผู้อื่น”
เตียปังโฮ้วได้ยินสองผู้เยี่ยมยุทธกล่าวหนักแน่นเช่นนั้น จึงกล่าวอย่างหนักแน่นเช่นกันว่า

“พี่หลิว ท่านไต้ซือ หากวันหน้ามีเหตุการณ์แปรเปลี่ยน ข้าขอเป็นอีกแรงที่ปกป้องดูแลเขาให้ปลอดภัย”

เสี่ยวเหลียงจือได้ยินผู้เฒ่าทั้งสามกล่าววาจาหนักแน่นกันอย่างนี้ ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวต่อจากนี้ไป ต้องเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงเกี่ยวพันกับความเป็นความตายของบุคคลทั้งสามและตนเองในอนาคตอย่างแน่นอน ได้แต่ยืนสงบนิ่งรอฟังด้วยความตั้งใจ

เตียปังโฮ้วกล่าวขึ้นว่า

“เมื่อสิบปีที่แล้ว หลังจากพี่หลิวถอนตัวจากยุทธภพได้สองเดือน หน่วยข่าวกรองของพรรคเราเพิ่งสืบได้เบาะแสลึกลับของสี่พรรคใหม่

“พรรคแรกคือพรรคดาราจรัส แผ่อิทธิพลอยู่ทางภาคเหนือ เบื้องหน้ามีกิจการคุ้มภัยกับร้านแลกเปลี่ยนเงิน เปิดครอบคลุมอยู่ทุกหัวเมืองใหญ่ แต่เบื้องหลังกลับเป็นการรวบรวมบัญชีรายการทรัพย์สินและรายชื่อของมหาเศรษฐีทั่วแผ่นดินอย่างแยบคาย

“พรรคที่สองคือพรรคอัคคีโลหิต แผ่อิทธิพลอยู่ทางภาคตะวันตกครอบคลุมไปตลอดเส้นทางสายแพรไหมไปถึงเปอร์เซีย รับงานคุ้มครองคาราวานสินค้าที่เดินทางออกจากเมืองฉางอานไปถึงแดนตะวันตก เบื้องหลังเป็นหน่วยมือสังหาร สร้างคดีอุกฉกรรจ์ลึกลับขึ้นมากมาย  

“พรรคที่สามคือพรรคภูษาวายุ แผ่อิทธิพลอยู่ทางแดนใต้ มีกิจการทอผ้าและการผลิตยาสมุนไพรอยู่ทางแดนใต้ ผ้าทุกชนิดและยาสมุนภัยทุกชนิด ครึ่งหนึ่งจะถูกส่งมาขายตามร้านสาขาในเมืองใหญ่ และครึ่งหนึ่งจะส่งไปขายที่เปอร์เซียและดินแดนตะวันตก  ในช่วงสิบกว่าปีมานี้

“พรรคที่สี่คือพรรควารีทิพย์ แผ่อิทธิพลอยู่ทางแดนตะวันออก มีกิจการหอนางโลมชื่อว่า หอวารีทิพย์ เปิดบังหน้า เบื้องหลังเป็นขบวนการค้าประเวณี ฉุดคร่าสตรีดีงาม บังคับให้นางกลืนกินยาคลั่งราคะ สตรีใดที่ไม่มีฝีมือติดตัวมาก่อน ทุกสามวันฤทธิ์ยาจะบังคับให้นางต้องออกไปรับแขกในหอนางโลม สตรีใดที่มีพื้นฐานฝีมืออยู่บ้าง เพื่อแลกกับยาระงับพิษราคะในตัว นางจะถูกส่งเข้าไปฝึกหัดเป็นมือสังหารสตรี กลายเป็นหน่วยสังหารที่ซ่อนอยู่ในคราบหอนางโลม บางนางถูกตกแต่งไปเป็นภรรยาน้อยให้แก่ขุนนางผู้ใหญ่ แต่ภายหลังกลับติดในรสของยาขจัดพิษ ยอมตนเป็นสายลับซ่อนตัวอยู่ในจวนขุนนาง สืบข่าวความเคลื่อนไหวในราชสำนักให้พวกมัน

“ความจริงแล้ว การค้าทำนองนี้ก็มีทั้งขาวและดำปนอยู่ในยุทธภพเป็นเรื่องปกติ แต่ทั้งสี่พรรคนี้อยู่กันคนละภูมิภาค ดูผิวเผินไม่น่าเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่นานมานี้ สายสืบของพรรคเราเห็นพวกมันทั้งสี่ปรากฏตัวพร้อมกันที่สถานที่รกร้างด้านหลังวังบุปผาโลหิต ข้าจึงรีบรุดไปสังเกตการณ์ เมื่อไปถึง เรื่องที่ข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองก็คือ ประมุขของสี่พรรคกลับเป็น สี่องครักษ์วังบุปผาโลหิต ที่หายสาบสูญไปยี่สิบห้าปีแล้ว”

คำสี่องครักษ์วังบุปผาโลหิตพอหลุดจากปาก หลิวจื่อหยวนกับไต้ซือกั่วหลางถึงกับตกตะลึง เรื่องนี้นับว่าคาดไม่ถึงจริงๆ

หลิวจื่อหยวนกล่าวขึ้นว่า
“สี่องครักษ์วังปุบผาโลหิตยังมีชีวิตอยู่หรือนี่ เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของข้ามาก เหตุการณ์เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน วังบุปผาโลหิตต้องล่มสลายลงอย่างไร้ความผิด ชาวยุทธทั่วแผ่นดินบุกเข่นฆ่าพวกเขาอย่างไร้สติ ทุบทำลายอาคารสถานที่ต่างๆ อย่างคุ้มคลั่ง ทัศนียภาพงดงามกว่าสองร้อยปีถูกเผาทำลายในคืนเดียว สุดท้ายบีบคั้นองรักษ์ทั้งสี่ทำอัตวินิบาตกรรม กระโดดลงหน้าผาฆ่าตัวตาย ผ่านมาอีกสิบห้าปีให้หลัง ชาวยุทธทั่วแผ่นดินค่อยรู้ว่าตนเองทำร้ายคนผิด ยิ่งนึกยิ่งละอายใจ นับเป็นเรื่องสลดใจที่สุดและเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่สุดของชาวยุทธ”

เตียปังโฮ้วทอดถอนใจกล่าวว่า
“โศกนาฏกรรมวังบุปผาโลหิตเป็นบทเรียนใหญ่หลวงของชาวยุทธ ทุกวันนี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ผู้ฆ่าล้างชีวิตตระกูลเล่า ตระกูลโจว ตระกูลอี่ คือสี่องครักษ์วังบุปผาโลหิต กลยุทธข่าวลือยืมมีดฆ่าผู้บริสุทธิ์ ถึงเป็นลูกไม้เก่าๆ แต่ก็ได้ผล แม้ผ่านไปอีกพันปีเรื่องแบบนี้ก็คงไม่หมดไปจากโลก”

หลิวจื่อหยวนได้ยินเช่นนั้น นึกถึงบรรยากาศหนักอึ้งในอดีต ทอดถอนใจอีกคน กล่าวว่า

“เพราะเหตุนี้ ข้าถึงเบื่อหน่ายการฆ่าล้างกันเองอย่างไร้เหตุผลของชาวยุทธ ฆ่ากันไปฆ่ากันมา ไม่มีใครได้อะไร มีแต่สูญเสียญาติพี่น้องคนรักเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่าย วันนี้ ข้าคิดเร้นกายหาความสงบสันโดษในบั้นปลายชีวิต เลี้ยงดูหลานชายของข้าให้เป็นคนดี ไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับบุญคุณความแค้นในยุทธภพอีก มิคิดว่าเร้นกายอยู่ที่นี้ โลกภายนอกยังจะมีเรื่องร้อนใจเข้ามาข้องเกี่ยวชีวิตบั้นปลายของข้ากับท่านไต้ซืออีก”

ไต้ซือกั่วหลางเห็นหลิวจื่อหยวนหนักใจ กล่าวขึ้นว่า

“ประสกหลิวประกอบด้วยเมตตาธรรม หากว่าไม่ได้ท่านแล้ว วังบุปผาเมฆาพิสุทธิ์คงไม่สามารถพ้นมลทินใหญ่หลวงได้ อาตมาเองเสียอีก ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย นึกแล้วน่าละอายใจยิ่งนัก”

วังบุปผาโลหิตมีชื่อเดิมว่า วังบุปผาเมฆาพิสุทธิ์ ภายหลังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมืออำมหิต สังหารหกร้อยชีวิต ล้มล้างสามตระกูลใหญ่ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าและอิทธิพลทางการเมืองของพวกตน ชาวยุทธจึงเปลี่ยนชื่อเรียกว่า วังบุปผาโลหิต ไต้ซือกั่วหลางเรียกชื่อเดิมขึ้นมา เท่ากับเป็นการคืนภาพลักษณ์ดีงามให้แก่วังบุปผาเมฆาพิสุทธิ์

หลิวจื่อหยวนได้ยินไต้ซือกั่วหลางตำหนิตนเองเช่นนั้น รีบกล่าวว่า

“ท่านไต้ซืออย่าได้ตำหนิตนเอง คืนวันที่ชาวยุทธบุกทลายวังบุปผาโลหิต บีบคั้นสี่องครักษ์ถึงริมหน้าผา หากไม่ได้ไต้ซือพยายามพูดทักท้วงหลายครั้งให้ได้คิดมากมาย ข้าคงเป็นหนึ่งในชาวยุทธที่บุกสังหารผู้บริสุทธิ์เช่นกัน แต่ในยามคับขันยากจะอธิบายให้ชาวยุทธทั้งหมดเข้าใจโดยง่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีผลให้ชาวยุทธบางส่วนอ่อนท่าทีลง ยกเว้นสามสำนักใหญ่ที่ไม่ยอมรามือ ท่านไต้ซือกลับยื่นข้อเสนอเอาชีวิตเป็นประกัน ขอรับการฟาดหกฝ่ามือโดยไม่ตอบโต้เพื่อแลกสี่ชีวิตขององครักษ์ไว้ และขอเวลาสามเดือนสืบหาหลักฐานพิสูจน์ความจริงก่อน

“ความจริงพวกมันหาได้คิดมาทวงถามความยุติธรรมให้แก่ญาติพี่น้องของตัวไม่ แค่ใช้เป็นเรื่องบังหน้า อ้างเพื่อโค่นล้มวังบุปผาโลหิต พวกมันพอเห็นท่านไต้ซือยื่นข้อเสนอเช่นนั้น นับว่าสบโอกาสกำจัดศัตรูใหญ่หลวงเพิ่มอีกหนึ่งคน ย่อมต้องรีบยอมรับข้อเสนอ”

เตียปังโฮ้ว กล่าวเสริมขึ้นว่า
“พี่หลิวกล่าวได้ตรงกับใจข้ายิ่งนัก ในยุทธภพมีใครไม่รู้ เล่าตงเทียน แค้นที่ไต้ซือลอบเข้าไปในตำหนักหมื่นพิษ ทำลายแผนการทดลองยาพิษของมัน โจวเป่ย เป็นคนขี้อิจฉาริษยา ย่อมเห็นว่าหากยังมีฝ่ามือมังกรพิโรธอยู่ในยุทธภพ สำนักหัตถ์เมฆาของมัน ไม่มีวันได้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งสายฝ่ามือแน่นอน อี่เทียนกัง คิดกำจัดท่านไต้ซือแต่เนิ่นๆ หากปล่อยให้ท่านกลายเป็นผู้นำชาวยุทธได้ในอนาคต ย่อมกระทบกระเทือนถึงหน่วยสังหารฟ้าคำรณที่ซ่อนอยู่ในหมู่ตึกหลิวเขียวอย่างแน่นอน ทั้งสามสำนักล้วนทำเพื่อผลประโยชน์ซ่อนเร้นของตนเอง

“ในยุทธภพร่ำลือว่า ผู้ถูกฟาดด้วยฝ่ามือกักวิญญาณในร่างกายย่อมเกิดพิษสามชนิดกัดกร่อนอวัยวะภายในจนแหลกเหลวอย่างช้าๆ หนึ่งเป็นพิษแสบร้อน สองเป็นพิษยะเยือก สามเป็นพิษคลุ้มคลั่ง  

“ผู้ถูกฟาดด้วยฝ่ามือเร้นเมฆา ย่อมเกิดผลบอบช้ำภายใน วรยุทธถดถอยลงห้าปี

“ผู้ถูกฟาดด้วยฝ่ามือไร้อาวรณ์ ย่อมเกิดผลสะบั้นชีพจรทั่วร่างทำให้ชาด้านเป็นอัมพาต รอความตายสถานเดียว”

“วันนั้นชาวยุทธเห็นประจักษ์สายตาว่า หกฝ่ามือของพวกมัน ล้วนฟาดออกด้วยความอำมหิตประทับซ้อนลงไปยังตำแหน่งจุดชีวิตบนร่างกายทั้งหกฝ่ามือ หากเป็นคนธรรมดาย่อมเสียชีวิตคาที่ แต่ท่านไต้ซือฝีมือกล้าแข็ง ยืนหยัดให้พวกมันฟาดใส่จนครบหกฝ่ามือโดยไม่ยอมตอบโต้ นับเป็นเรื่องสะเทอนขวัญของชาวยุทธไม่น้อย หากพวกเขาสามคนไม่ยอมรามือละเว้นชีวิตของสี่องครักษ์ ต้องถูกประณามว่าเป็นคนสารเลวต่ำช้าจากทั่วแผ่นดินแล้ว แม้ข้าเองยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของท่านไต้ซือที่ทำไปในครั้งนั้น แต่ก็นับถือเลื่อมใสในวีรกรรมอันเที่ยงธรรมของท่าน และรู้สึกละอายกับความไร้สติเชื่อข่าวลือยิ่งนัก”


จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 25 เม.ย. 49 01:08:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ไต้ซือกั่วหลางได้ยินทั้งสองคนพูดถึงวีรกรรมของตนเช่นนั้น จึงกล่าวถึงเหตุผลในวันนั้นว่า

“ท่านทั้งสองกล่าวยกย่องข้าเกินไปแล้ว ความจริงในวันนั้นที่ข้าทำอย่างนั้นเพื่อเป็นการไถ่โทษต่อสี่องครักษ์ พวกเราชาวยุทธวู่วามเกินไป การบุกวังบุปผาเมฆาพิสุทธิ์คืนนั้น ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เป็นเพียงกระแสข่าวลือที่ชาวยุทธปักใจเชื่อกันไปเอง

“การบุกขึ้นเขาโจมตีอย่างหนัก ย่อมเป็นการบีบคั้นให้พวกเขาปกป้องรากฐานของตนเองอย่างสุดชีวิต แต่รากฐานของพวกเขาขึ้นอยู่กับสี่องครักษ์ แต่เมื่อข้าลงมือรุนแรงกับสี่องครักษ์ กลับลงมืออย่างหักโหม กริ่งเกรงหากตนเองพ่ายแพ้จะกระทบกระเทือนความปลอดภัยของชาวยุทธทั้งหมด จนลืมคิดไปว่าหากทำร้ายพวกเขาบาดเจ็บสาหัส วังบุปผาโลหิตย่อมพบการสูญเสียอีกหลายพันชีวิตอย่างแน่นอน การต่อสู้ผ่านไปห้าร้อยกระบวนท่า ในที่สุดจำเป็นต้องใช้กระบวนท่าสุดท้ายของฝ่ามือมังกรพิโรธ ทำร้ายพวกเขาบาดเจ็บภายในสาหัส จึงค่อยได้คิดว่าตนเองผิดพลาดใหญ่หลวงแล้ว

“นึกถึงเรื่องนี้ทีไร ข้าได้แต่โทษความเลินเล่อจนต้องตกเป็นเครื่องมือทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างไม่น่าอภัย ยามฉุกเฉินสำนึกได้ว่าต้องช่วยคน ขั้นแรกทำได้แต่กล่าววาจาให้ชาวยุทธยอมรามือ โดยมีชีวิตข้าเป็นเดิมพัน แต่เจ้าสำนักทั้งสามกลับไม่ยินยอม จึงได้แต่หยิบยื่นข้อเสนอแบกรับหกฝ่ามือประกันสี่ชีวิต

“มิคาดว่าพวกเขาหลังจากถูกโค่นพ่ายแพ้แล้ว กลับไม่ยินยอมรับการไถ่ถอนความพิษจากข้า มิอาจทนดูรากฐานกว่าสองร้อยปีพังทลายไปต่อหน้า  ตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรม กระโดดลงยังก้นเหวเบื้องล่างไปต่อหน้าชาวยุทธ เมื่อเหตุการณ์ล่วงมาถึงขั้นนี้ ชาวยุทธครึ่งหนึ่งยอมรามือกลับไป อีกครึ่งหนึ่งฉวยดอกาสสังหารสองพันกว่าชีวิตในวังบุปผาจนหมดสิ้น การไถ่โทษเพียงหกฝ่ามือไม่อาจเทียบกับความผิดที่วู่วามเชื่อข่าวลือทำร้ายคนผิดได้ อามิตตาพุทธ”

เสี่ยวเหลียงจือที่อยู่ด้านข้างได้ฟังผู้อาวุโสทั้งสามพูดคุยกันถึงเรื่องราวในอดีตรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ได้แต่จดจำชื่อของประมุขสามสำนักให้ขึ้นใจ หากวันหน้าเติบใหญ่พบพานพวกเขาจะได้ระมัดระวังคนเลวร้ายทั้งสามให้มาก

เตียปังโฮ้วรับฟังถึงเหตุการณ์ตอนนี้ รับรู้ถึงเหตุผลในจิตใจไต้ซือกั่วหลางแล้ว ลำคอตีบตัน ขอบตากลับเอ่อล้นด้วยน้ำตาเล็กน้อย ไม่อาจกล่าวคำพูดต่อไปอีก

หลิวจื่อหยวนเพื่อคลี่คลายบรรยากาศลงบ้าง กล่าวว่า
“ท่านไต้ซืออย่าได้กล่าวโทษตนเองเช่นนั้น เรื่องนี้ท่านได้บอกเล่าให้ข้าฟังแล้ว ข้าเองเมื่อทราบถึงเหตุผลของท่านไต้ซือ แต่จนใจด้วยวิชาแพทย์ ทำได้แค่ไปกราบขอร้องให้ประมุขหุบเขาแพทย์เทวะช่วยรักษา มิคาดว่าอาการกลับรุนแรงสาหัส แม้แต่ประมุขหุบเขาเทวะก็จนปัญญา บุคคลที่ช่วยได้มีแต่ท่านประมุขรุ่นก่อนเท่านั้น ที่รักษาได้ แต่ขณะนั้นท่านได้สละโลกีย์วิสัยสู่ร่มกาสาวพัสตร์มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว แต่ท่านเร้นกายบำเพ็ญฌานอยู่บนเขาลูกใดลูกหนึ่งของเทือกเขาไท่ซาน จะรอดชีวิตหรือไม่ขึ้นอยู่กับวาสนาแล้ว หากตามหาท่านไม่พบภายในสามเดือนก็หมดหนทางรักษา  

“ข้าเองตอนนั้นก็รู้สึกหดหู่หมดหวัง ในขณะที่กำลังเตรียมตัวไปตามหาท่านที่ภูเขาไท่ซาน มิคาดว่าอีกสามวันต่อมา ท่านมหาสมณะโอสถสวรรค์ เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดโดยบังเอิญ  นับเป็นวาสนาในคราเคราะห์ของพวกเรา”

เตียปังโฮ้วรับฟังถึงตรงนี้ ถึงกับอุทานออกมา ส่วนเสี่ยวเหลียงจือพลอยตื่นเต้นยินดีไปด้วย

ไต้ซือกั่วหลางได้ยินหลิวจื่อกหยวนกล่าวถึงมหาสมณะโอสถ ในใจพลันตื้นตันในพระคุณของท่านขึ้นมา

“ประสกเตีย ประสกหลิว ในชีวิตของอาตมามิเคยคาดคิดว่าชีวิตตนเองจะตกอยู่ในสภาพปางตายเช่นนี้มาก่อน ความหยิ่งทระนงในวิชาฝีมือ ความถือดีในสำนักอาจารย์ ความทะเยอทะยานคิดเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของยุทธภพ ล้วนพ่ายแพ้ให้แก่ความตาย ชีวิตที่รอดมาได้ ข้าถือว่าเป็นของอาจารย์ ตลอดสี่เดือน อาจารย์ตรวจชีพจร ฝังเข็ม สั่งให้คนหาตัวยาพิสดารที่มีทั้งหมดในหุบเขาแพทย์เทวะมาช่วยชีวิตข้า ทุกวันต้องแช่อยู่ในถังต้มสมุนไพรเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม คอยดูอุณหภูมิน้ำ และสั่งเด็กเติมน้ำไม่ได้ขาด อาศัยความร้อนพาตัวยาสมุนไพรเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บห้าชนิดในร่างกาย ทั้งนั่งเฝ้าดูอาการของข้าขณะถูกตัวยาแทรกซึม ทั้งสนทนาธรรมกล่อมเกลาจิตใจข้า ผ่านระยะเวลาสี่เดือน อาการของข้าจึงพ้นขีดอันตรายที่เหลือเป็นการรักษาเพื่อฟื้นฟูความแข็งแรง

“อาตมาสำนึกในบุญคุณของท่าน และไม่เห็นสิ่งใดในโลกนี้เป็นสาระแก่นสาร นอกจากธรรมะของพระพุทธองค์อีก จึงขอบวชกับอาจารย์ แต่ท่านยังไม่ยอมรับปาก ได้แต่บอกว่าอาการของข้าต้องพักรักษาตัวอีกแปดเดือน สภาพร่างกายและวิชาฝีมือถึงจะฟื้นคืนเต็มที่ ถึงตอนนั้นหากข้ายังไม่เปลี่ยนความตั้งใจ ก็แล้วแต่วาสนาว่าจะพบพานกันหรือไม่

“หลังจากอาตมาหายดีแล้ว ประสกหลิวกับข้าก็ได้ออกเดินทางมาไท่ซาน ย่ำผ่านหลายขุนเขาอยู่สี่เดือน ถึงได้พบกับอารามสันโดษเร้นเมฆาแห่งนี้ นับว่าข้ายังมีวาสนากับอาจารย์อยู่บ้าง ได้บวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่ยี่สิบห้าปีก่อน ส่วนประสกหลิวช่วยรับภาระที่ค้างอยู่ในทางโลกแทนข้า ทำหน้าที่สืบคดีของวังบุปผาโลหิตอยู่หลายปี จึงค่อยถอนตัวมาอยู่ที่นี่ น่าเสียดายที่ท่านมาผิดจังหวะ ช่วงนี้อาจารย์บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปรบกวน มิฉะนั้น วันนี้ข้าจะชวนท่านไปพบ”
เตียปังโฮ้วได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากท่านไต้ซือ เกิดความปลาบปลื้มยิ่งนัก แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจที่ตนนำข่าวร้อนมาทำลายบรรยากาศ กล่าวขึ้นว่า

“ท่านไต้ซือมีวาสนาสูงส่งได้บวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ละทิ้งเรื่องวุ่นวายทางโลกอยู่อย่างสงบสุขในอารามเหนือขุนเขาแห่งนี้ นับเป็นวาสนาอย่างยิ่ง วันนี้ข้ากลับนำเรื่องร้อนใจมาทำลายความสงบสันโดษที่นี่ ต้องขออภัยยิ่งนัก”

หลิวจื่อหยวนเห็นเตียปังโฮ้วลำบากใจ จึงกล่าวว่า

“พี่เตียอย่าได้กล่าวเช่นนั้น ท่านดั้นด้นหลายร้อยลี้เพื่อแจ้งภัยให้แก่พวกเรา ไม่นับเป็นการรบกวนอันใด ดูท่าครั้งนี้ข้าคงต้องกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง มิฉะนั้น สี่พรรคใหม่ของสี่องครักษ์คงตามล่าพวกเราไม่เลิกลา ถึงอย่างไรยุทธภพคงยากจะสงบอยู่แล้ว แต่หากต้องกระทบกระเทือนถึงสถาบันสงฆ์แห่งนี้ในอนาคต สู้ข้าออกไปแก้ไขให้คลี่คลายเป็นการตัดไฟเสียต้นลมถึงจะดีที่สุด”

เสี่ยวเหลียงจือได้ยินว่าท่านปู่จะหวนคืนสู่ยุทธภพพลอยตื่นเต้นไปด้วย แต่ก็คิดขึ้นได้ว่า หากท่านปู่จากไปแล้ว ตนเองจะอยู่อย่างไร ในที่สุด ตัดใจเด็ดเดี่ยวแม้ต้องอยู่ตามลำพังที่นี่ ก็จะดูแลบ้านและขยันศึกษาความรู้ของท่านปู่ในห้องสมุดด้วยตนเองต่อไป รอจนท่านปู่สะสางเรื่องราวทั้งหมดกลับมา ตนเองก็มีเรื่องความรอบรู้มากพอจะเป็นที่ภาคภูมิใจมาอวดท่านปู่แล้ว

เตียปังโฮ้วได้ยินหลิวจื่อหยวนจะหวนคืนสู่ยุทธภพ ความจริงตนสมควรดีใจเพราะการมาของตนก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่หลังจากรับฟังเรื่องราวของบุคคลทั้งสองแล้ว ยามนี้กลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา กล่าวว่า

“ข้าต้องขออภัยพี่หลิวด้วย หากข้าไม่มายังที่นี้ ท่านก็คงไม่ต้องละทิ้งความสุขในป่าเขา ข้าละอายใจยิ่งนัก สถานการณ์ในยุทธภพตอนนี้ ชาวยุทธล้วนมุ่งไปตามหาท่านกับไต้ซือ มีคนจงใจปล่อยข่าวว่าท่านทั้งสองอยู่ที่หุบเขาแพทย์เทวะ คล้ายกับคิดยืมมือชาวยุทธทำลายหุบผาเทวะเหมือนวังบุปผาโลหิต”

หลิวจื่อหยวนกล่าวว่า

“ฝ่ายโน้นตั้งใจสร้างสถานการณ์บีบคั้นให้ข้าปรากฏตัวออกมาจริงๆ แต่หุบเขาเทวะไม่ใช่สถานที่บุกเข้าไปโดยง่าย อีกทั้งหุบเขาแพทย์เทวะมีบุญคุณกับชาวยุทธมากมาย เพียงส่งข่าวไปยังสำนักพันธมิตรต่างๆ บวกกับยอดฝีมือในสำนัก ในที่สุดแล้ว พวกเขาต้องเลิกราไปเอง ข้าเชื่อว่านี่เป็นแผนลวงคล้ายดั่งสุ่มตีเปะปะให้ห่านป่าโผบิน จะได้ปล่อยเกาทัณฑ์ การช่วยหุบเขาแพทย์เทวะไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตีมีหนทางเดียว คือ ต้องสร้างสถานการณ์ใหม่เบี่ยงความสนใจของชาวยุทธ  และวิธีเบี่ยงความสนใจดีที่สุด คือ จดหมายลายมือข้าและตราประทับประจำตัว”  

เตียปังโฮ้วได้ยินเหตุผลของหลิวจื่อหยวนแล้ว กล่าวว่า

“พี่หลิวกล่าวมาก็มีเหตุผล แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนสองกลุ่ม คือชนชั้นผู้นำต่างคิดว่าท่านเป็นผู้บงการสี่พรรคใหญ่ดำเนินการลับเตรียมคุกคามชาวยุทธ ข้าคิดว่าในกลุ่มชนชั้นผู้นำนั้น ข้าพออาศัยประเด็นจดหมายที่สร้างขึ้นพูดคุยเบี่ยงเบนความสนใจพวกเขาได้ แต่กลับเรื่องคัมภีร์ลับนี่ ชาวยุทธทั่วไปคิดว่าท่านครอบครองคัมภีร์บุปผาเมฆาพิสุทธิ์จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร”


หลิวจื่อหยวนกล่าวว่า

“คัมภีร์ลมปราณเมฆาพิสุทธิ์ เป็นยอดวิชาที่บัญญัติขึ้นโดยปรมาจารย์ชาวเปอร์เซียผู้ก่อตังวังบุปผาโลหิต เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนโน้น ชาวยุทธมากมายล้วนพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน แต่ภายหลังเกิดปัญหาภายในสำนัก ท่านจึงหายสาบสูญไปจากยุทธภพ นับเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ของชาวยุทธ

เรื่องที่ข้าประหลาดใจก็คือ ทำไมชนชั้นผู้นำยุทธภพกลับหลงเชื่อข่าวลือโง่งมเช่นนี้ ถ้าคาดเดาไม่ผิด แท้จริงแล้วตนเองก็อยากได้คัมภีร์ลับเช่นกัน แต่ไม่สะดวกออกหน้า จึงได้แต่ปล่อยให้ชาวยุทธในสังกัดของตนไหลไปตามกระแสข่าวลือไปเรื่อยๆ ส่วนพวกตนนิ่งรอดูสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร หากฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ ตนก็จะได้ปรากฏกายออกมาเป็นวีรบุรุษซ้ำเติมอีกฝาย แม้ไม่พบคัมภีร์ก็ถือโอกาสกำจัดศัตรู ยิ่งทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนหนักไปกว่าเดิม ในเมื่อพวกเขาต้องการเช่นนี้ ข้าคงได้แต่วางแผนส่งเสริมความปรารถนาของพวกเขาให้สมหวังเร็วขึ้นแล้ว ”

เตียปังโฮ้วงุนงงกับคำพูดของหลิวจื่อหยวนยิ่งนัก ถามขึ้นว่า
“พี่หลิวพูดเช่นนี้ หรือว่ามีแผนการใด”

หลิวจื่อหยวนกล่าวว่า
“ข้ารู้สึกสลดใจกับพฤติกรรมของผู้เรียกตนเองว่าชนชั้นผู้นำยิ่งนัก การปล่อยให้ชาวยุทธไหลไปตามกระแสข่าวลืออย่างนี้ เกรงว่าจะมีอีกหลายสำนักที่ตกเป็นเป้าการทำลายร้างไปเรื่อยๆ หากพวกเขาบุกกวาดล้างสำนักหนึ่งลงได้ แล้วว่าผลที่ได้คือต้องไม่พบตัวข้าและคัมภีร์อย่างแน่นอน ซึ่งต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว จะทำอย่างไรต่อไป ก็สร้างเป้าโจมตีใหม่ บุกกวาดล้างสำนักอื่นไปเรื่อยๆ เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ แล้วก็โยนบาปทั้งหมดมาให้ข้า อ้างว่าทำเพื่อกำจัดผู้นำพรรคมาร พวกเขาช่างไม่ละอายใจกับการเป็นชนชั้นผู้นำยุทธภพบ้างเลย

“เหตุการณ์ล้มล้างวังบุปผาโลหิต ผู้บริสุทธิ์ล้มตายไปมากมาย พวกเขากลับลืมเลือนความผิดพลาดจนหมดสิ้น ข้าต้องใช้เวลาถึงสิบห้าปี ถึงพิสูจน์ความจริงได้ว่าการตายของสามตระกูลใหญ่ครั้งนั้น มีสาเหตุจากประมุขของทั้งสามตระกูลไม่ยอมลงนามเข้าร่วมกลุ่มกบฏโค่นล้มราชวงศ์ถัง หาได้เกี่ยวข้องกับวังบุปผาโลหิตไม่ ดูท่าทางเหตุการณ์ครั้งนี้ ข้าคงได้แต่แสดงตนออกมาเป็นเป้าหมายให้พวกเขาแล้ว มิฉะนั้น ต้องมีผู้บริสุทธิ์มากมายต้องตกเป็นเป้าหมายรับเคราะห์แทนข้าแล้ว

เตียปังโฮ้วถามขึ้นด้วยความห่วงใยว่า
“พี่หลิวจะทำอย่างไรต่อไป”

หลิวจื่อหยวนตอบอย่างชัดถ้อยคำว่า
“จัดงานชุมนุมชาวยุทธ พิสูจน์ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแผ่นดิน”

เตียปังโฮ้ว ไต้ซือกั่วหลาง เสี่ยวเหลียงจือที่รับฟังอยู่ด้านข้างล้วนตกตะลึงกับคำยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแผ่นดิน

หลิวจื่อหยวนกล่าวต่อไปว่า
“ฝ่ายตรงข้ามบังคับให้ข้าใช้หมากตานี้ การจัดงานชุมนุมชาวยุทธ ย่อมเป็นการป้องกันการแอบอ้างผู้บริสุทธิ์มาเป็นเป้าโจมตี เมื่อข้าคือเป้าหมายที่เปิดเผยตัว การลงมือของฝ่ายตรงข้ามย่อมง่ายขึ้น เพียงแต่พวกเขาหากต้องการคัมภีร์ที่แม้ตัวข้าก็ไม่มี ก็ยังต้องทำตามกฎเกณฑ์ยุทธภพ นับว่าลดความเสียหายของยุทธภพไปได้มาก

“การประลองครั้งนี้ หากข้าไม่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำยุทธภพแล้ว  ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะคลี่คลายข่าวลือสองประการนี้ได้ และหากในที่ชุมนุมนั้นมีใครทักท้วงขึ้น เราย่อมได้เบาะแสผู้อยู่เบื้องหลัง”

เตียปังโฮ้วเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว ถามขึ้นว่า
“เรื่องนี้พี่หลิวจะให้ข้าช่วยอะไรบ้าง”

หลิวจื่อหยวนกล่าวว่า
“เรื่องนี้ต้องลำบากพี่เตียมากแล้ว เรื่องแรกรบกวนพี่เตียช่วยส่งคนนำจดหมายของข้าไปแจ้งข่าวสำนักต่างๆ ให้ทั่วถึง เรื่องที่สองช่วยส่งคนตระเตรียมสถานที่จัดงานชุมนุมชาวยุทธให้ข้าด้วย เรื่องเงินทุนจัดงานนั้นข้าจะส่งคนนำไปให้ในภายหลัง ส่วนข้าจะไปวัดเส้าหลิน ขอร้องให้ท่านเจ้าอาวาสช่วยออกหน้าสลายข่าวลือและเตือนสติชาวยุทธ ”

เตียปังโฮ้วคล้ายนึกได้ว่ายังขาดไปเรื่องหนึ่ง ถามขึ้นอีกว่า
“พี่หลิวคิดจะใช้สถานที่ใดจัดงานชุมนุมชาวยุทธ”

หลิวจื่อหยวนกล่าวตอบอย่างหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่า
“วันขึ้นแปดค่ำ เดือนเก้า วังบุปผาเมฆาพิสุทธิ์”

เมื่อได้ยินคำบอกสถานที่ เตียปังโฮ้วเข้าใจเจตนาของหลิวจื่อหยวนแล้ว ไต้ซือกั่วหลางยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เสี่ยวเหลียงจือก็ยิ้มเช่นกัน หลังจากวันนี้ไป จอหงวนผู้เร้นกายในป่าเขานานนับสิบปี จะกลับคืนสู่ยุทธภพอีกครั้งแล้ว

……………………………………………………………………………………..

แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 01:14:55

จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 25 เม.ย. 49 01:11:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 4



บันทึกท้ายบท :

นิยายกำลังภายในเรื่องนี้ เขียนในลักษณะการเล่าเรื่องแบบวรรณกรรมเยาวชน ไม่ใช้ภาษาออกมาเต็มตัวเหมือนนิยายกำลังภายในเล่มอื่นๆ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนรู้ดีว่าอ่อนด้อยในเรื่องสำนวนภาษายิ่งนัก จึงได้แต่ฝึกหัดเขียนในระดับเยาวชนมาให้ได้ลองติชมกัน หากมีคำแนะนำใดโปรดอย่าได้เกรงใจ คิดเสียว่ามาร่วมกันขัดเกลานิยายเรื่องนี้ร่วมกัน

แก้ไขเมื่อ 25 เม.ย. 49 01:14:40

จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 25 เม.ย. 49 01:13:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ผมเป็นประเภทชอบอ่านทีเดียวยาว ๆ นะครับ ไว้ออกมาอีกสักหน่อยจะตามเก็บแบบรวบยอดเลยครับ

จากคุณ : Bluejade - [ 25 เม.ย. 49 06:01:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

มาอ่านค่ะ

จากคุณ : scottie - [ 25 เม.ย. 49 21:30:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

สำนวนอ่านง่ายครับ รออ่านตอนต่อไป

จากคุณ : ผู้อ่านอักษร - [ 26 เม.ย. 49 14:02:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

Link ตอนใหม่

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4321939/W4321939.html


http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4337190/W4337190.html

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 49 21:53:56

จากคุณ : เสี่ยวเหลียงจือ - [ 29 เม.ย. 49 18:22:32 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)

Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี

วาดภาพประกอบ : คลิกเพื่อวาดภาพประกอบ
(ข้อควรระวัง : ต้องทำก่อนขั้นตอนอื่น มิฉะนั้นข้อความที่พิมพ์ไว้ และค่าที่เลือกจะหายไป - ใช้ได้เฉพาะสมาชิก)

แตกประเด็น : ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป