- - Christmas Delight - - เรื่องสั้นชิมลางเรื่องแรกค่ะ รบกวนช่วยวิจารณ์หน่อยนะคะ

ฉันค่อยๆ รินน้ำร้อนใส่แก้ว
เสียงไหลจ๊อก..เบาๆ กับไอความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาบางๆ นั้นให้ความรู้สึกรื่นรมย์ไม่น้อย

เข้าหน้าหนาวอีกแล้ว..
ฉันชอบตื่นแต่เช้า ออกมาสูดอากาศเย็นๆ ใสๆ ในตอนเช้าของต้นฤดูหนาวแบบนี้ที่สุด
น่าเสียดายที่ประเทศไทยเป็นประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร
ไม่อย่างนั้นความฝันที่จะมีไวท์คริสต์มาสกับเขาคงพอจะมีแววเป็นจริงขึ้นมาบ้าง

ฤดูหนาวแบบนี้ อะไรๆก็ดูดีไปหมด
ฉันมักจะมีความใฝ่ฝันถึงความรักโรแมนติคแบบในนิยาย - ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่เมืองนอก -
บรรยากาศดีๆ อากาศหนาวๆ ต้นคริสต์มาสประดับประดาสวยงาม
คนสองคนเดินกุมมือกัน หายใจออกมาเป็นควัน แต่มือที่เกาะกุมกันไว้ก็ยังอบอุ่น…
…อยากมีความรักแบบนั้นบ้าง…
………..

ฉันเป็นนักเขียนหน้าใหม่ เพิ่งเข้าทำงานในนิตยสารใหม่เอี่ยมเมื่อราว 1 เดือนที่แล้ว
แต่เจ๋งมากเพราะตั้งแต่เข้าทำงาน ฉันไปทำงานได้แค่ 2 อาทิตย์
ส่วนอีก 2 อาทิตย์ที่เหลือนอนเป็นคุณนายปั่นงานส่งอยู่ที่บ้าน
เพราะแมลงเวรสักตัวกัดจนฉันแพ้บวมเป่งและต้องผ่าออก
คือ มันเป็นฝีน่ะ
ไม่น่าเชื่อเลยว่านักเขียนสาวอายุ 25 ผู้มีประสบการณ์ความรักโชกโชนอย่างฉัน
จะยังฝันถึงความรักโรแมนติคพวกนั้นอยู่อีก (ลืมเรื่องฝีไปดีกว่า)

ความรักครั้งที่ใกล้เคียงกับความฝันของฉันมากที่สุดเกิดขึ้นสมัยเรียนอยู่ปีสามกำลังจะขึ้นปีสี่
เป็นช่วงที่ครอบครัวกำลังรุ่งเรืองและฟุ่มเฟือยถึงขีดสุด
เราเลยได้มีโอกาสไปฉลองวันหยุดหน้าร้อนพร้อมหน้าพร้อมตากันที่ยุโรปถึง 8 วัน
ใช่แล้ว… เพราะว่ามันเป็นยุโรปน่ะสิ เราถึงควรจะต้องตกหลุมรักใครสักคน

ตอนนั้นไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่าเที่ยวทัวร์มาหลายปี ยังไม่เคยเจอหนุ่มหน้าตาดีๆเลยสักครั้ง
แต่พอมาทัวร์ยุโรปคราวนี้ กลับเจอดีเข้าอย่างจัง

พ่อหนุ่มคนนั้นอายุน้อยกว่าฉันเกือบ 5 ปี
เจ้าของผมไฮไลท์สีน้ำตาลทองเหมือนสีตาคู่นั้น ชื่อแอนท์ สูงราว 180 ซม. (ฉันสูง 167 – เหมาะสมกันพอดี)
ตอนที่เจอกันครั้งแรกเขาอยู่ในเสื้อแจ็คเก็ตหนังตัวที่เขาใส่ตลอดช่วง 8 วันที่เหลือ
ฉันกำลังลากกระเป๋าถูลู่ถูกังไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ 14 ขณะที่ลูกทัวร์คนอื่นยังมากันหรอมแหรม
ภาพแรกที่ฉันยังจำได้ติดตาคือ แอนท์กำลังนั่งอ่านการ์ตูนอย่างขมักเขม้น
โดยมีเจ้าหมูทิว -น้องชายที่หล่อไม่ได้ครึ่งของพี่ชาย- วิ่งวนอยู่ใกล้ๆ
แน่นอนว่าไม่มีสาวมหาลัยคนไหนคิดจะสนใจเด็กม.ปลายที่ยังอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แน่ๆ
ฉันมองผ่านเขาไปอย่างไม่ใส่ใจนัก นอกจากเปรยขึ้นมาเบาๆ กับพี่สาวว่า “น่ารักดีว่ะคนนั้น”

ดูเหมือนมนต์ขลังของเมืองนอกจะชักพาให้เราจำเป็นต้องตกหลุมรักใครสักคน
แอนท์เองก็อาจจะถูกมนต์สะกดที่ว่านั่นด้วยเหมือนกัน ถึงได้แอบปรายตามาทางสาวที่น่าจะอายุอานามใกล้เคียงเขาที่สุดในทัวร์ – ฉัน -

เราเล่นเกม”ซ่อนแอบ” (แบบที่ฉันเพิ่งเขียนลงในคอลัมน์ How to เมื่อวานนี้)
แอบมองแอบหลบตากันอยู่อย่างนั้นในช่วงสองวันแรก
จนเพิ่งจะได้เริ่มคุยกันประโยคแรก ตอนที่พี่สาวของฉันอาสาถ่ายรูปให้ที่เบรนเนอร์พาส… ถนนสายที่สวยที่สุดในยุโรป

เรากำลังอยู่ระหว่างทางจากอิตาลีไปออสเตรีย
ฉันนั่งหลับอุตุมาตลอดทาง จนเมื่อตื่นมาเห็นภาพภูเขาตั้งตระหง่าน
โรยด้วยหิมะขาวนุ่มแบบน้ำตาลไอซิ่งตามสองข้างทางปรากฏเลือนรางขึ้นตรงหน้า
จึงถึงกับสะดุ้งเพราะนึกว่าอยู่ในฝัน
บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้ คงพอจะนึกออกกันแล้ว ว่าทำไมควรจะตกหลุมรักใครสักคน …

แอนท์กำลังยืนแพนกล้องวีดิโอ เก็บบรรยากาศเบรนเนอร์พาสเงียบๆ ห่างจากกลุ่มคนที่แห่กันลงไปซื้อขนมที่ซูเปอร์ข้างทาง
ฉันปลีกตัวออกมาเพราะรำคาญความวุ่นวายในนั้น จึงออกมาจ๊ะเอ๋เข้ากับพ่อหนุ่มตาสีน้ำตาลเข้าพอดี
เขายืนแพนกล้องช้าๆ อย่างใจเย็น ส่วนฉันยืนอยู่ห่างๆ ซึมซับบรรยากาศโดยรอบ

แต่แล้ว...ความโรแมนติคก็มีอันอันตรธานไปซะก่อนเราจะได้พูดอะไรกัน
เมื่อพี่สาวตัวดีเดินปรี่ตามออกมาพร้อมเจ้าหมูทิว
ทิวอยากถ่ายรูปจัด ส่วนแอนท์เองก็ต้องทำหน้าที่ช่างกล้อง
พี่สาวฉันเลยขันอาสาจะถ่ายรูปสองหนุ่มพี่น้องให้ เราเลยได้พูดกันเป็นครั้งแรก
จะว่าไปแล้วคนที่พูดก็ไม่ใช่ฉันหรอก แต่เอาเป็นว่า
นั่นนับเป็นครั้งแรกที่เราเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กัน

เราได้พูดกันจริงๆ ตอนที่มาถึงออสเตรียแล้ว และกำลังขนของจากหน้าลิฟต์เข้าห้องพัก
ห้องของแอนท์กับหมูทิวอยู่ตรงข้ามห้องฉันพอดี
เราสองคนเดินสวนกันตรงทางเดินด้านหน้าขณะผลัดกันไปยกสัมภาระใบเบ้อเร่อที่หน้าลิฟต์

“ช่วยถือมั้ยครับ” แอนท์พูดกับฉันเป็นประโยคแรก ตอนที่ฉันกำลังหอบหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังเดินสวนกับเขาตรงหน้าห้อง
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันยิ้ม แอบเขินเล็กน้อย แอนท์ยิ้มตอบแล้วเดินกลับออกไปเพื่อขนของอีกระลอก
ฉันโยนกระเป๋าลงบนพื้นหน้าห้องแล้วกลับไปขนสัมภาระอีกครั้ง
“ช่วยถือมั้ยคะ” ฉันถามกลับตอนที่เราสลับบทบาทกันเมื่อฉันเป็นฝ่ายเดินตัวปลิว ส่วนแอนท์แบกของมาเต็มสองแขน
“ไม่เป็นไรครับ” เขายิ้มตอบ พร้อมกับความโรแมนติคที่เริ่มผลิบานขึ้นในหัวใจเราทั้งสอง (คาดว่าเป็นอย่างนั้นนะ)

หลังจากนั้น ฉันลองหาเรื่องชวนเขาคุยเล็กๆน้อยๆ
แต่ดูเหมือนไม่เวิร์ค เพราะแอนท์ถามคำตอบคำและดูเฉยชามากจนฉันยอมแพ้

แก้ไขเมื่อ 21 เม.ย. 48 15:47:53

จากคุณ : อูเคียว - [ 19 เม.ย. 48 18:02:19 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

วันที่ 5 ของการเดินทาง

เราย้ายก้นออกจากออสเตรียมาปักหลักที่สวิสฯ โดยอาศัยเส้นทางผ่านรัฐอิสระเล็กๆ อย่าง ‘ลิคเตนสไตน์’
ที่ไม่ปรากฏบนแผนที่โลก (เพราะพี่แกเล็กมาก)
บรรยากาศโรแมนติคได้ที่
ทะเลสาปลูเซิร์นนอนสงบนิ่งใสแจ๋วสะท้อนประกายระยิบระยับของแสงแดดยามเช้า
คณะทัวร์ของเราออกเดินทางไปเที่ยวแหล่งสกีบนยอดเขาทิตลิส
ที่ๆ พี่ชงค์กับการบูรพบกันใน “ยามเมื่อลมพัดหวน” และเป็นที่ๆฉันกับแอนท์ได้พูดคุยกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นครั้งแรก

บนกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขา คนแน่นเอี้ยดดูดกลืนเอาทัศนียภาพแสนโรแมนติคไปจนหมด
ฉันยืนตัวลีบเป็นปลากระป๋องแทบไม่ต่างจากอยู่บนรถเมล์ปรับอากาศที่เมืองไทย
วันที่เราขึ้นยอดเขาเป็นวันที่พายุหิมะเข้าพอดี
อุณหภูมิปกติจากที่ 0 องศาเซลเซียส ดิ่งลงไปอยู่ที่ ลบ 4 องศา
– แช่แข็งเจ้าหมูทิวได้เลย-

ฉันเอามือซุกกระเป๋า เอาฮูดขึ้นคลุมหัวปิดหู
อากาศเย็นเข้าไปถึงกระดูก พอลมพายุพัดมาที กระเช้าก็เอียงวูบไปข้างหนึ่งที น่ากลัวแต่ก็สนุกไปอีกแบบ
นักท่องเที่ยวหน้าเอเชียทั้งหลายถูกเทไปมาตามแรงลม ฉันยึดเอาฐานที่มั่นคือเสากลางกระเช้าได้เลยค่อนข้างอยู่ตัว
มีเพียงคนวงนอกเท่านั้นที่โคจรไปมารอบตัวฉัน

วูบหนึ่ง พายุหิมะหอบเอาแอนท์มาหยุดยืนตรงหน้าพอดี จมูกแดงๆ ของฉันแทบจะชนคางเขาอยู่แล้ว
ระยะเผาขนขนาดนี้ แค่จะเงยหน้าขึ้นไปทักฉันยังไม่กล้า
เพราะฉะนั้น…ลืมเรื่องชวนคุยไปได้เลย

ต้องขอบคุณพระเอกขี่ม้าขาว – เฮียโอ๊ต พี่ชายของฉัน ที่บังเอิญโดนลมหอบมายืนอยู่แถวนั้นพอดี
เฮียโอ๊ตชวนแอนท์คุยนั่นคุยนี่ตามประสาชายหนุ่ม จนเมื่อแอนท์ถามว่าเรียนจบจากที่ไหน ผลบุญเลยเผื่อแผ่มาทางฉันด้วย

“พี่อูอยู่ปีสามแล้วเหรอฮะ!”
แอนท์ร้องเสียงหลงเมื่อได้รู้ความจริงช็อคโลกว่าหญิงสาวขาวหมวยตรงหน้าแก่กว่าเขาถึง 5 ปี
“ผมนึกว่าเพิ่งเอนท์ฯ ไม่ก็อยู่ปีหนึ่ง”

ความจริงดังกล่าวทำฉันถอดใจเมื่อพบว่าชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น เด็กกว่าฉันโข
แถมยังเพิ่งจะขึ้นม.5 ที่โรงเรียนชายล้วนมีชื่อ
และยังพ่วงเอาตำแหน่งเชียร์ลีดเดอร์ติดมือมาด้วย

แต่อย่าลืม.. ที่นี่คือยอดเขาทิตลิส ที่ๆพี่ชงค์กับการบูรพบกัน
และมนต์ขลังแห่งยุโรปโรแมนติค 8 วันนั้น รุนแรงเกินกำแพงตัวเลขจะต้านทานได้

เมื่อกระเช้าเทียบท่า เราต่างคนต่างเดินลงไปต่อกระเช้าตัวใหม่เพื่อขึ้นไปให้ถึงยอดสูงสุด
เจ้าหมูทิวเดินเอ้อระเหยตามก้นพี่ชายมาติดๆ
ไม่รู้เฮียโอ๊ตเอาเวลาที่ไหนไปตีซี้กับเจ้าหมูนั่น ทั้งสองเลยเดินหยอกล้อกันมาเรื่อย
โดยมีฉันกับพี่สาวเดินนำหน้า และแอนท์เดินตามหลัง

“ทิว.. พี่เอ๋กะพี่อูใครน่ารักกว่ากัน” เฮียโอ๊ตถามคำถามน่าเตะ
“พี่เอ๋” ทิวตอบเสียงแผ่วเบา ฉันรู้สึกเซ็งกะทันหัน
“รู้รึเปล่าเนี่ย ว่าคนไหนพี่เอ๋ คนไหนพี่อู” พี่ชายถามเอาชัวร์
“ก็คนตัวสูงๆ ไงพี่เอ๋” ทิวทำหน้าแบบกูรู แอนท์หัวเราะกิ๊ก
แหม ก็พี่สาวฉันสูงตั้ง 158 ซ.ม.!

ด้วยระบบความจำอันสับสนของทิวนี่เอง ที่เป็นเรื่องเป็นราวให้ฉันเกือบจะงอนเจ้าของตาสีน้ำตาลคนนั้นในวันเดินทางกลับ
แต่นั่นก็เกิดขึ้นหลังจากที่มนต์ขลังยุโรปโรแมนติคเปิดโอกาสให้เราได้มาเดทกันไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์ในคืนก่อนออกเดินทาง

วันที่ 7 ของการเดินทาง คณะทัวร์เปิดโอกาสให้ลูกทัวร์ได้ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย
เหล่าหนุ่มๆ สาวๆ วัยเกือบยี่สิบจนถึงสามสิบต้นๆ เลยจับกลุ่มชักชวนกันไปเดินซื้อของที่ร้านขายของที่ระลึกตอนหัวค่ำ
กลุ่มเรามี คู่ฮันนีมูนฝาแฝด 2 คู่ ฉัน พี่ชาย พี่สาว แอนท์ และทิว รวมทั้งหมด 9 คน
คู่ฮันนีมูนนั้นดูจะสนิทสนมกับแอนท์และพี่ชายฉันเป็นพิเศษ ทั้ง 6 เลยจับกลุ่มแซวคนนั้นแซวคนนี้ไปทั่ว
ฉันเดินรั้งท้ายเพราะอยากปลีกวิเวก เก็บบรรยากาศโดยรอบให้มากที่สุดก่อนกลับ

ฝนเริ่มลงเม็ดเล็กน้อย ฉันเอาฮูดขึ้นคลุมหัว แอนท์เอาร่มที่ติดมากางให้เจ้าหมูทิวแล้วเดินตามกันไปเป็นกลุ่มหลวมๆ
เราสองคนได้แซวกันคำสองคำตามน้ำไปเรื่อย แต่ไม่ได้คุยอะไรกันเป็นพิเศษ
จนกระทั่งสองทุ่มครึ่งที่เจ้าหมูทิวเริ่มง่วง และให้พ่อแม่มารับกลับไปก่อน แอนท์ถึงเป็นอิสระ

“ร่มมั้ยครับ”
…แอนท์หยุดเดินรอฉันซึ่งเดินรั้งท้ายกลุ่ม ยื่นร่มมาให้
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันยิ้มพลางเอามือชี้ฮูดบนหัว
“แค่นั้นไม่พอหรอก” แอนท์ปราม ฉันเลยเอามือชี้ที่ฮูดบนหัวแอนท์เป็นเชิงว่า ‘ก็เหมือนกันนั่นล่ะ’
เขายิ้มแล้วยักไหล่ “ผมไม่ชอบถือร่ม, แค่นี้ก็พอแล้ว”

เราสองคนเดินแยกออกมาอยู่ท้ายกลุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ
แอนท์ถือร่มไว้ในมือ แล้วเดินเอาฮูดคลุมหัวคุยกับฉันไปเรื่อยๆ
ลมหนาวพัดมาเป็นระลอก ทางเดินปูอิฐสีแดงเฉอะแฉะไปด้วยแอ่งน้ำขังตามรอยต่อ
แต่เราสองคนเดินย่ำไปอย่างไม่ใส่ใจอะไรนอกจากบทสนทนาที่พูดคุยกันแบบยังเขินอายทั้งคู่

แสงไฟสลัวดูอบอุ่นส่องลอดออกมาจากร้านขายของที่ระลึกตามสองข้างทาง
ร้านส่วนใหญ่ตกแต่งแบบกระท่อมชาเลย์น่ารักสไตล์สวิส กลุ่มเราเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไปเรื่อยอย่างเพลิดเพลิน
สักพักฉันเกิดรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำกะทันหันจึงหันไปถามพี่สาว

“เฮ้ยเอ๋, ห้องน้ำอยู่ไหนวะ?”
“ถามคนขายเด่ะ” พี่สาวตอบเรียบๆ
ฉันเดินไปถามคนขายชาวไทยถึงห้องน้ำ พอดีกับที่แอนท์กำลังยืนเลือกของอยู่แถวนั้น
“เดี๋ยวผมพาไป” แอนท์อาสา
ฉันรู้สึกกระดากเล็กน้อยที่ต้องให้ผู้ชายพาไปเข้าห้องน้ำ แถมยังเป็นหนุ่มหล่ออีกต่างหาก

ตามคำบอกเล่าของเจ้าของร้าน ห้องน้ำอยู่ที่ร้านฝั่งตรงข้าม
เราเดินผ่านประตูหลังร้านเข้าไปเจอกับห้องน้ำกรุกระจกขุ่นอยู่บนชานพักบันได
“แอนท์เข้าก่อนมั้ย” ฉันถามเก้อๆ
“ไม่ฮะ พี่อูเข้าเถอะ เดี๋ยวผมยืนเฝ้าให้”
ฉันหันไปมองกระจกขุ่นแบบหวาดๆ แล้วขอให้แอนท์ไปยืนเฝ้าตรงประตูหลังร้านแทน
แอนท์หัวเราะในคอเบาๆ คงพอจะเข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไร
หลังจากเข้าห้องน้ำ เราเลยพากันเดินอ้อยอิ่งอยู่ในร้านนั้นกันต่อแค่สองคน
แอนท์ง่วนอยู่กับพวงกุญแจสัญลักษณ์เมืองลูเซิร์น ส่วนฉันสะดุดตาเข้ากับกล่องเพลงกล่องเล็กน่ารัก
เป็นกล่องพลาสติกใสทรงกระบอกเตี้ย ข้างบนเป็นฝาล้อมกรอบทองกรุผ้าสักหลาดสีเขียว
มีดอกเดซี่ทับแห้งวางอยู่ด้านบนอีกที ใต้กล่องเขียนชื่อเพลง ‘Dr.Jivago’
ฉันไขลาน เอากล่องเพลงมาแนบหู
… เสียงเพลง Somewhere my love ซาวน์แทรค Dr.Jivago บรรเลงกุ๊งกิ๊งชวนฝัน…

หลังจากบวกลบคูณหารค่าเงินแล้วราคาออกมาไม่เกินจำนวนเงินที่มีในกระเป๋า ฉันจึงตัดสินใจซื้อทันที

ที่แคชเชียร์ ขณะกำลังรอจ่ายเงิน แอนท์เดินเข้ามาข้างหลังแล้วขอดูของที่ฉันซื้อ ฉั
นไขลานเอากล่องเพลงแนบหูเขา แล้วตอบเบาๆ
“เพลงโปรดน่ะ”

เสียงเพลง Somewhere my love บรรเลงนุ่มนวล คลอท่วงทำนองอ่อนหวานของลมหนาว
ที่ดูเหมือนจะมีเพียงเราสองคนที่ได้ยิน…

แก้ไขเมื่อ 24 เม.ย. 48 09:16:31

แก้ไขเมื่อ 24 เม.ย. 48 09:10:45

จากคุณ : อูเคียว - [ 19 เม.ย. 48 18:03:27 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 2

เดทช่วงสั้นๆของเราจบลงในไม่ถึงชั่วโมงต่อมา เมื่อทุกคนรวมตัวกันกลับโรงแรม
คนในกลุ่มแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นฉันกับแอนท์หายไปด้วยกันแค่สองคน ทว่าไม่มีใครแซวอะไร

เช้าวันรุ่งขึ้น ที่สนามบินเมืองซูริค ทุกคนต่างหอบสัมภาระกันพะรุงพะรังมายืนรอเช็คอินที่เคาน์เตอร์
หลังจากไกด์พล่ามเรื่องกระบวนการเข้าเมืองและขอขอบพระคุณทุกท่านที่ใช้บริการเรียบร้อยแล้ว
ก็แนะให้ทุกคนเปิดสมุดคู่มือเล็กๆ เล่มที่แจกตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง
ปรากฏว่าหน้าสุดท้ายเป็นหน้าว่างสำหรับเขียนที่อยู่และเบอร์โทรของเพื่อนร่วมทัวร์ในครั้งนี้
ไกด์แนะให้ทุกคนแลกเบอร์ติดต่อกันไว้ เพราะไหนๆ ก็เคยร่วมเดินทางกันมาตั้ง 8 วัน
เผื่อโอกาสหน้ามีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าทัวร์นี้เข้าท่ากว่าทัวร์อื่น

ทุกคนแจกจ่ายเบอร์กันอย่างสนุกมือ เฮียโอ๊ตจดเบอร์คู่ฮันนีมูน ส่วนเจ้าทิวจดเบอร์ตัวเองให้เฮียโอ๊ตยิกๆ
ฉันจดเบอร์ของสาวๆ ร่วมทัวร์ตามมารยาท (ทั้งที่ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่)
จนเมื่อพิธีการแลกเบอร์ใกล้จะเสร็จสิ้น ก็ยังไม่มีวี่แววว่าแอนท์จะเข้ามาขอแลกเบอร์กับฉันแต่อย่างใด

ฉันยืนจดอีเมล์ให้กับสาวคนสุดท้ายของทัวร์ พอดีกับที่เจ้าหมูทิวปรี่เข้ามาพูดเขินๆ ว่า
“แอนท์บอกให้มาขอเบอร์พี่เอ๋”
ฉันงงเป็นไก่ตาแตกสักพักก่อนจะตอบหน้าตายว่า
“ทิว, พี่เอ๋น่ะ… คนโน้นน”
“อ้าว” ทิวยืนอึ้ง ไม่รู้อึ้งเพราะขอผิดคน หรืออึ้งเพราะพูดผิดชื่อกันแน่
แต่ฉันก็งอนไปเรียบร้อยแล้ว ในใจคิดไปล้านแปดว่า ถ้าอยากคุยกันนักทำไมเมื่อวานไม่ไปเดินด้วยกันซะเลยล่ะ!

ฉันหลบฉากออกมา เห็นแอนท์ยืนมองทิวแบบเอ๋อๆ อยู่ห่างๆ ทำหน้าเหมือนอยากจะบอกว่า “ไอ้หมูเอ๊ย!”
แต่ก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาจะส่งฑูตานุฑูตตัวอ้วนความจำสับสนมาขอเบอร์ผิดคนหรอก
แอนท์เรียกทิวกลับไปตั้งหลักพร้อมบ่นอยู่สองสามคำก่อนจะได้ยินเจ้าทิวโวย
“อ้าว, ก็ทิวไม่รู้หนิ นึกว่าชื่อเหมือนเจ๊เอ๋”

ทิวกลับมาอีกครั้งพร้อมมาดที่มั่นใจกว่าเดิม
“แอนท์ฝากมาขอเบอร์พี่อู”
พี่สาวฉันยืนขำในความไร้เดียงสาของเจ้าหมูน้อยเลยแกล้งแหย่
“ตกลงอยากได้เบอร์คนไหนกันแน่”
ทิวยืนกระอักกระอ่วน ค่าที่ถ้ารับว่าตัวเองจำผิดก็คงเสียฟอร์ม เลยตอบเอาดื้อๆ
“ก็ขอเบอร์ทั้งคู่นั่นแหละ!”
ฉันยืนอมยิ้มขำเจ้ามารอ้วน แอนท์ยืนลุ้นอยู่ห่างๆ  
เราสบตากันนิดหน่อยก่อนจะยิ้มให้กันแบบเขินๆ
……

หลังเครื่องทะยานขึ้นจากรันเวย์ ฉันปรับพนักเก้าอี้ให้เอนลงพอสบาย
ทิวยุกยิกๆ อยู่ที่เบาะด้านหน้า ส่วนแอนท์นั่งติดริมทางเดินเหมือนฉัน
อยู่ๆ แอนท์ก็ชะโงกหน้าออกมาตรงทางเดินชวนคุยตอนฉันไม่ทันตั้งตัว

“ไม่นอนเหรอ” เขาถาม
“ไม่ล่ะ, เอาหนังสือมาอ่านหลายเล่ม”
“เหรอ, เอาอะไรมาบ้าง?”
“ก็.. มี Only love is real” โชว์หน้าปกหนังสือให้ดู “เคยอ่านไหม?”
“ไม่เคย แต่เห็นเพื่อนบอกว่าสนุก, มันเกี่ยวกับอะไรเหรอ?”
“ก็พวก… กลับชาติมาเกิด เป็นเนื้อคู่กันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วอะไรทำนองนี้น่ะ, เรื่องจริงนะ ไม่ใช่นิยาย” ฉันทำเสียงให้ดูน่าเชื่อถือ
“จริงดิ” สำนวนเด็กม.ปลายแท้ๆ “ไว้จะไปซื้อมาอ่านบ้าง”

แอร์โฮสเตสเดินเข็นเครื่องดื่มมา แอนท์เอี้ยวตัวหลบเข้าไปในเบาะ พอแอร์ฯเดินผ่านไปก็โผล่มาชวนคุยใหม่
“ตอนขามาหลับรึเปล่า?”
ฉันยิ้มในความพยายามของเขาก่อนจะตอบ “ก็หลับบ้างไม่หลับบ้าง นั่งดู Prince of Egypt มาเรื่อย สนุกดี”
“อืม ไม่หลับเหมือนกัน ดูตั้งแต่ต้นเรื่องเลยรึเปล่า? ผมดูตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้นอนเลย”
“ไม่อ่ะ ตื่นมาดูเอากลางเรื่องแล้ว”
“สนุกดีเนอะ”
แอร์โอสเตสเดินกลับมาอีกครั้ง แอนท์ผลุบหายเข้าไปในเบาะอีกหน จนแอร์เดินผ่านไปแอนท์ค่อยโผล่หน้าออกมาใหม่
แต่ยังไม่ทันอ้าปากก็มีฝรั่งตัวเบ้อเร่อเดินส่ายอาดๆ มาเต็มทางเดิน
แอนท์ต้องผลุบหายเข้าไปในเบาะอีกรอบ จนฝรั่งเดินผ่านไปถึงได้โผล่หน้าออกมาอีกครั้ง
คราวนี้เขายิ้มแบบขำตัวเอง

“ไปนั่งด้านหลังกันมั้ย”
อะไรนะ?
“ได้เหรอ?” ฉันทำเสียงสูงแบบไม่เชื่อ
“ได้สิ ตอนขามาที่นั่งข้างหลังเหลือเยอะแยะ” ฉันยังนิ่งคิดแบบไม่แน่ใจ
เขาคะยั้นคะยอต่อ “ไปนั่งคุยกันข้างหลังดีกว่า”

เราสองคนพร้อมใจกันลุกขึ้น แอนท์เดินนำไปก่อนโดยมีฉันตามไปติดๆ
คนในทัวร์หันมามองแบบไม่ใส่ใจ มีเพียงสายตาแปลกๆ จากพี่ๆ คู่ฮันนีมูนเป็นเชิงแซว

แอนท์ลงนั่งแถวที่3-4ก่อนถึงท้ายเครื่อง ที่นั่งว่างเต็มไปหมดอย่างที่บอกจริงๆ
ฉันลงนั่งที่นั่งข้างๆ เราสองคนอึกอักเล็กน้อย แต่ในที่สุดแอนท์ก็เป็นฝ่ายเปิดฉากคุยขึ้นมาก่อน

“เห็นพี่ตั้งแต่วันแรกแล้ว นึกว่าแก่กว่าผมซักปีสองปีซะอีก”
“เหรอ, แต่พี่ดูออกนะว่าเราอยู่แค่ม.ปลาย” ฉันแหย่
“เสียดายเนอะ” เขาพูดเหมือนเปรยกับตัวเอง
“น่าจะได้คุยกันตั้งแต่วันแรก”
เขาหันมายิ้ม แววตาสีน้ำตาลคู่นั้นเป็นประกาย

พระอาทิตย์สีขาวสว่าง จนอ่อนแรงเป็นสีเหลืองทอง และแดงส้มก่อนจะลับขอบฟ้า
เรายังนั่งคุย ผลัดกันซัก ผลัดกันถามเรื่องราวชีวิตของอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้นไปอย่างนั้นตลอด 13 ชั่วโมงของการเดินทาง
พร้อมกับภาวนาให้เวลาหยุดอยู่ตรงนั้น
……….

ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง 2 ชั่วโมง ลูกทัวร์หลายคนเหนื่อยจนหลับพับคาเก้าอี้ไปเรียบร้อย
ส่วนเด็กๆ อย่างฉันกับพี่ๆ รวมถึงแอนท์กับทิว ยังนั่งคุยเล่นกันด้วยเรี่ยวแรงที่ยังเหลือเฟือ
ต่อหน้ากลุ่มพี่ๆ แอนท์กับฉันจะคุยกันแบบห่างๆ เหมือนเมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้วไม่ได้นั่งด้วยกันมาตลอดทาง
แอนท์นั่งคุยเรื่องเพลงกับเฮียโอ๊ตอยู่นานสองนาน จนเมื่อเฮียโอ๊ตลุกไปวิ่งไล่เจ้าหมูทิว แอนท์ค่อยเสียบหูฟังซาวน์เบาท์ไปเงียบๆ
ฉันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพราะนั่นเป็นมุมเดียวที่ยังหลงเหลือความสงบอยู่
ทิววิ่งไล่กับเฮียโอ๊ตไปรอบๆ แอนท์ถอดหูฟังหันมาถาม

“เคยฟังม้วนนี้หรือเปล่า” พลางหยิบเทปเพลงชุดใหม่ของเบเกอรี่มิวสิคยื่นให้ดู
“ไม่เคยหรอก” ฉันรับมาดูอย่างงงๆ ว่าไม่เคยเห็นแม่สาวเปรี้ยวจี๊ดสองคนนี้มาก่อน
“ดังจะตาย! ไม่เคยฟังได้ไงเนี่ย” ความเป็นกันเองแบบตอนอยู่บนเครื่องเริ่มกลับมาอีกครั้ง
“ก็เชย, มีไรป่ะ” ฉันตอบดื้อๆ
“อ่ะ, นี่” แอนท์ลุกขึ้นเดินมานั่งลงข้างๆ พร้อมหยิบหูฟังอีกข้างยื่นให้ “เพลงนี้เพราะสุดๆ”
ฉันรับหูฟังมาใส่อย่างว่าง่าย วินาทีเดียวกับที่เจ้าหมูทิววิ่งผ่านมาพร้อมกับแซวว่า
“โหย… ทีทิวยืมล่ะไม่เคยให้แตะเลยน้าา…” แอนท์เอามือปัดเป็นเชิง ไม่ต้องมายุ่ง! ทิวยังใส่ต่อ
“หูย… เครื่องนี้เค้ารักมากเลยนะเนี่ย! ไม่เคยให้ใครแตะเลยนะเนี่ย! หูยย…”
แอนท์ยกขาขึ้นจะเตะแต่ทิววิ่งเอาพุงอ้วนๆ หลบได้ทัน
ฉันยังสับสนระหว่างควรจะขำหรือควรจะเขินดี

“แล้วเคยฟังเพลงนี้หรือเปล่า” ฉันถามขึ้นมาบ้างแล้วหันไปค้นเป้ใส่เทปเพลงกับหนังสือ
หยิบเทปรวมเพลงฮิตเบเกอรี่มิวสิคมา เปิดเพลงสุดท้ายหน้าเอ
เสียงเพลง “ดวงตาของเธอ” ของ สายชล ระดมกิจ ลอยล่องออกมาจากหูฟังคู่ที่เราสองคนใส่ฟังด้วยกันคนละข้าง
เสียงเจ้าทิวยังเล็ดรอดมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ “หูย… ฟังกันสองคนเลยอ่ะ”

แต่ดูเหมือนเราจะไม่ได้ใส่ใจคลื่นรบกวนอื่นๆ ซะแล้ว
………..

แก้ไขเมื่อ 21 เม.ย. 48 16:07:27

จากคุณ : อูเคียว - [ 19 เม.ย. 48 18:11:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 3

นกร้องจิ๊บจั๊บรับแสงแดดข้างนอก อากาศยังคงเย็นอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 11 โมงเช้าของวันอาทิตย์อันแสนสงบเงียบ

ฉัน-นักเขียนหน้าใหม่วัย 25 – ยังนั่งจมความทรงจำอ่อนหวานเก่าๆ เมื่อหลายปีก่อนโน้นที่ยุโรป
.........

หลังกลับจากทัวร์นั้น มนต์ขลังแห่งยุโรปโรแมนติคก็จางลง ปล่อยให้ความเป็นจริงกลับเข้ามาแทนที่
ความเป็นจริงที่ว่า…ฉันอยู่ปี3 และแอนท์อยู่ ม.5…
วิถีชีวิตที่ต่างกันเกินไปของเราทำให้เรากลับมาเป็นพี่น้องกันอย่างที่ควรจะเป็น

1 ปีหลังจากทัวร์ครั้งนั้น แอนท์โทรมาขอคำปรึกษาเรื่องเลือกคณะเอนท์ฯ กับฉัน
ซึ่งขณะนั้นกำลังทำซีเนียร์โปรเจ็คต์ก่อนจะเรียนจบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เราเจอกันครั้งสุดท้ายในวันงานคืนสู่เหย้าของคณะฯ ที่ฉันขึ้นแสดงในฐานะแดนซ์เซอร์ประจำรุ่น
แอนท์ตามมาเชียร์ถึงห้องแต่งตัว
ฉันอยู่ในชุดเดรสสั้นสีฟ้าระยิบระยับ ม้วนผมเป็นลอนคลายๆ แต่งหน้าเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้
เตรียมตัวขึ้นเวทีในการแสดง Living La vi da Loca ในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า

“น่ารักดีออก!”
แอนท์ออกปากชมเมื่อเห็นฉันเขินสภาพฉูดฉาดเกินปกติของตัวเอง
“จริงอ่ะ?” ฉันถาม เอามือจับชายกระโปรงอย่างเขินๆ
“อื้อ!” เขายิ้มมั่นใจ
“พี่สาวผม… สวยอยู่แล้ว”

แสงสปอตไลท์สว่างจ้า เสียงเพลงริกกี้ มาร์ตินในท่วงทำนองเร้าใจดังกระหึ่มทั่วคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี …
ฉัน ในชุดเดรสสั้นสีฟ้า เดินเปิดตัวออกมาพร้อมคู่เต้น
เสียงกรี๊ดกร๊าด เสียงปรบมือ เสียงเชียร์จากเพื่อนร่วมรุ่นดังสับสนปนเป
ภาพผู้คนหน้าเวทีพร่ามัว จะเห็นก็เพียงแฟนหนุ่มจากคณะสถาปัตย์คอยยืนให้กำลังใจอยู่ด้านหน้า
กับครูสอนเต้นที่คอยกำกับจุดยืนของแต่ละคู่จากด้านล่างเวที
ฉันเต้นตามสเต็ปถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยนจนถึงท่าจบแสนเลิศหรูอลังการจนได้รับเสียงปรบมือดังกระหึ่ม ...

นั่นคือภาพความทรงจำที่พร่าเลือนอย่างสุดท้ายของความรักโรแมนติคในฝันของฉัน…
………

เที่ยงวันอากาศเย็น
ฉันคุ้ยกองหนังสือเก่า เจอหนังสือแนะนำทัวร์ยุโรปครั้งนั้น แต่สมุดโน้ตที่จดเบอร์แอนท์ไว้หายสาปสูญไปแล้ว
เราขาดการติดต่อกันมาหลายปี
จะมีก็เพียงภาพฝันเลือนรางที่นานๆ จะก่อตัวจากหมอกควันจางๆ ขึ้นเป็นภาพขมุกขมัว
และแจ่มชัดเหมือนเอากลับมาฉายใหม่ เมื่อความอ่อนไหว กับความคิดถึงผสมผสานกันอย่างได้ที่

…ในวันอากาศเย็น ที่บรรยากาศเป็นใจอย่างวันนี้…


จากคุณ : อูเคียว - [ 19 เม.ย. 48 18:15:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

สวัสดีค่ะพี่ๆ...

ไม่ได้โผล่มาซะนาน คาดว่าพี่ๆ หลายคนคงลืมอูไปแล้ว
ไม่เป็นไรค่ะ เรามาแนะนำตัวกันใหม่ : D

ช่วงที่หายไป ก็ไม่ได้ไปไหนไกลค่ะ ยังติดตามอ่านอยู่เสมอ เพียงแต่ไม่ได้โพสท์ตอบเท่านั้นเอง เนื่องจากงานยุ่งมากค่ะ

อูไม่แน่ใจว่าได้มาบอกกล่าวกับพี่ๆ ในนี้หรือยังว่า
อูได้ทำงานนิตยสารแล้วค่ะ!
: D

แต่คิดว่ามาบอกแล้วนะคะ และหลังจากมาบอกก็หายไปเลยเพราะงานยุ่งจริงๆ เนื่องด้วยที่กองฯ ยังขาดนักเขียนอยู่น่ะค่ะ แล้วอูก็มือใหม่ด้วย
ต้องขอบคุณถนนนักเขียน และสำนักพิมพ์แจ่มใสอีกครั้งที่ทำให้อูมีวันนี้
(^-^ )

นี่อูก็ทำมาได้ปีครึ่งแล้วค่ะเลยเริ่มอยู่ตัว (แมกกาซีนอูจะครบขวบปีอยู่เดือนหน้านี้แล้วนะคะ : )
อยู่ตัวจนมีเวลาจะมานั่งสานฝันของตัวเองอีกฝันกันต่อ
นั่นคือ...มีนิยายเป็นของตัวเอง! (กับเขาบ้าง)

เห็นงานของพี่ๆ ทยอยกันวางแผงแล้วมันร้อนรุ่มบริเวณดวงตาค่ะ
อยากมีเป็นของตัวเองบ้าง
แต่ลำพังงานคอลัมน์ก็แทบจะทับตายอยู่แล้ว
เลยไม่มีโอกาสเริ่มต้นฝึกฝีมือสักที (._.')
......

ไม่ได้มาโพสท์เสียนาน จนเริ่มรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย
เรื่องนี้แต่งเก็บไว้เป็นปีแล้วค่ะ ตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสเมื่อสองปีที่แล้ว
แต่ไม่กล้าโพสท์ ...แหะๆ
อย่างที่บอกค่ะว่าไม่ได้เข้ามานาน ความรู้สึกกระดากอายจึงเพิ่มขึ้นตามเวลา

เรื่องที่โพสท์นี้ยังไม่ได้แก้ไขอะไรเท่าไรค่ะ
อยากมาแบบสดๆ และรับคำวิจารณ์จากพี่ๆ จะได้เอามาปรับปรุงฝีมือกันต่อไป
ก่อนจะเริ่มเขียนนิยายเป็นของตัวเอง

คือแบบว่า ยังวางพล็อตอยู่เลยค่ะ ยังไม่นิ่งสักที
คิดอยู่ว่า อาจจะต้องเข้ามารบกวนขอคำแนะนำพี่ๆ ในนี้เป็นระยะๆ พร้อมกับโพสท์เพื่อรับคำติค่ะ
(ส่วนคำชมยังไม่แน่ใจว่าจะมี แหะๆ)

ยังไงลองอ่านเรื่องนี้ชิมลางดูก่อนนะคะพี่ๆ
ว่ามีอะไรควรปรับควรแก้อย่างไรบ้าง
อูจะได้นำไปใช้ในนิยายเรื่องแรกในชีวิตของอูกันต่อไป

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

: )

ปล. เอ้อ.. อูอาจจะพล่ามอะไรงงๆ หน่อยนะคะ พอดีอู้งานมาแอบโพสท์ เลยตะกุกตะกักเล็กน้อย ขอโทษจริงๆ ค่ะ ถ้าพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง - -'

แก้ไขเมื่อ 19 เม.ย. 48 18:43:12

แก้ไขเมื่อ 19 เม.ย. 48 18:41:06

จากคุณ : อูเคียว - [ 19 เม.ย. 48 18:36:55 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 5

หวัดดีค่ะ..เห็นชื่อก็เลยแวะเข้ามาอ่าน..
อ่านจบแล้ว ก็รู้สึกดีๆ เหมือนทุกทีที่ได้อ่านเรื่องของอูนะคะ ^^


จากคุณ : drunklady - [ 19 เม.ย. 48 19:27:27 A:10.17.91.9 X:203.146.71.174 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

จำได้สิคะ น้องที่โปล่เข้ามาตั้งกระทู้ แล้วหายไปเป็นปี อิอิ

จากคุณ : scottie - [ 19 เม.ย. 48 20:21:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

เคยอ่านเรื่องของ อูเคียว ในความรู้สึกดีฯ เล่มหนึ่งค่ะ ชอบมากเลย ไม่แน่ใจว่าตัวละครเป็นคนเดียวกันไหมคะ (แบบว่าเรื่องนั้นก็อ่านมานานแล้วอ่าาา) ปกติชอบอ่านเรื่องสั้นหรือนิยายที่พาเที่ยวอยู่แล้ว ตอนจบของเรื่องให้ความรู้สึกระลึกถึงอดีตจังค่ะ เศร้าๆ หน่อย ไม่ทราบว่า อูเคียว บอกได้ไหมคะว่าเขียนให้นิตยสารเล่มไหน เผื่อเป็นเล่มที่อ่านอยู่ ^ ^ แล้วก็รออ่านนิยายนะคะ ชอบเรื่องชอบสำนวนมากเลย

นิดนึงนะคะ คิดว่า ในภาษาไทย ไม่ใช้คอมมา , น่ะค่ะ ใช้การเว้นวรรคแทน ^ ^


จากคุณ : bookmark - [ 19 เม.ย. 48 22:20:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ไม่น่าจะใช่เรื่องแรกนะคะ

จากคุณ : รสา รสา - [ 19 เม.ย. 48 22:37:21 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

คุณ drunklady:
หูย... ขอบคุณ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะที่ยังจำกันได้
:' ) ซึ้งใจจัง ชมกันด้วย...

พี่ สก็อตตี้:
ดีจังเลยที่พี่ยังจำหนูได้ T_T
แต่แบบว่า... แหะๆ... นะ อย่าแก้ตัวเลยดีกว่า
อูยังไม่ลืมหรอกนะคะพี่ ที่เคยมาโพสท์นิยายตอนแรกไว้แล้วหายศีรษะไปเลย
จริงๆ มันมีเหตุผลนะคะ! (เสียงหนักแน่น)
คือเรื่องนั้นเนี่ย มัน Base on true story ทั้งดุ้น
แบบไม่มีปรับแก้อะไรเลยอะค่ะ
แล้วคุณแควนแกก็ค้อนปะหลับปะเหลือก ทำนองว่า
แหม...ยังคิดถึงแฟนเก่าเรอะไง!
อูเลยมีอัน... ต้องเลิกเขียนอะไรที่มันเป็นเรื่องจริงอะค่ะ
และนี่ก็เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อูไม่กล้าโพสท์อะไรอีกเลย
เพราะส่วนใหญ่เรื่องที่โพสท์เป็นเรื่องจริงทั้งดุ้นเลยค่ะ
ซึ่งถ้าคุณแฟนมาอ่านเจอคงไม่แฮปปี้เท่าไร (._.')> แย่จัง

ตอนนี้อูเลยพยายามแต่งเรื่องที่เอาแค่แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง แต่เปลี่ยนรายละเอียดใหม่หมดอยู่ค่ะ
เลยใช้เวลานี๊ดสสสสสนึง
อย่าเพิ่งหนีกันไปไหนก่อนนะคะพี่
: D

คุณ bookmark:
คนเดียวกันค่ะ : ) ซึ่งก็คือ อูนั่นเอง! แฮ่...
อย่างที่บอกค่ะว่า อูยังแต่งเรื่องไม่เป็น เลยได้แต่หยิบเอาชีวิตจริงตัวเองมาหากินไปวันๆ ค่ะ (._.')>
ตอนจบเศร้าเหรอคะ (._.')> ตั้งใจว่าจะให้ได้อารมณ์คิดถึงจางๆ แบบ ลอยๆ หน่อยๆ อะค่ะ
แต่จะว่าไป ในความคิดถึงมันก็เจืออารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ นิดๆ อยู่แล้วละ ว่าไหมคะ?  : )
นิตยสารที่อูเขียนอยู่ชื่อภาษาอังกฤษแปลว่า "เรา" ค่ะ
(ไม่กล้าบอกโต้งๆ ค่ะ กลัวบก.จับได้ว่าแอบอู้งานมาเขียนนิยาย (._.')>)
ไม่น่าจะเคยอ่านนะคะ เพราะค่อนข้างเป็นแมกกาซีนเฉพาะทาง
แล้วก็เพิ่งจะเปิดมาได้เกือบปีเอง ยังใหม่มากค่ะ
เราเลยยังต้องเจียมเนื้อเจียมตัวฝึกมือกันต่อไป : D

อา... ใช่ค่ะ เรื่องคอมมานี่อูนิสัยเสียมากเลย
ชอบติดมาใช้อยู่เรื่อย... อีกหน่อยไม่มีแล้วค่ะ รับรอง
: D

คุณ รสา  รสา:
เรื่องแรกที่ว่า แอบละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า...
เรื่องแรกในรอบปีที่หายไปค่ะ : D
ไม่ได้เขียนนานแล้วด้วย เลยรู้สึกเหมือนเพิ่งกลับมาเขียนใหม่น่ะค่ะ
ยังฝืดๆ อยู่บ้าง เลยขอตีมึนว่าเป็นเรื่องแรกแล้วกันนะคะ
: D


จากคุณ : อูเคียว - [ 19 เม.ย. 48 23:26:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

แวะมาทักทายค่ะ เดี๋ยวจะตามเก็บเรื่องนะคะ
เพีบงจะแวะมาบอกก่อนว่า ... เรื่องสั้นที่คุณอูเขียนใน ความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักเล่มแรก เนี่ยเรียกน้ำตาเราได้หลายโถเลย T__________T
ซึ่งเราชอบมากๆเลยนะคะ อ่านแล้วอบอุ่นมากเลยค่ะ TT
(คล้ายๆเรื่องของเราด้วยมั้งตอนนั้นทีอ่านเลยอิน..นิโหน่ย)
^^

แก้ไขเมื่อ 20 เม.ย. 48 00:22:50

จากคุณ : iNt_GaL - [ 20 เม.ย. 48 00:18:53 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ชอบอ่านเรื่องสั้นของอูเคียว :)

จากคุณ : โคอาร่า - [ 20 เม.ย. 48 08:54:24 A:202.5.87.227 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

moonstar

จากคุณ : :::อาราเร่::: - [ 20 เม.ย. 48 09:41:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ชอบมากค่ะ การบรรยายและใช้คำ
สมเป็นนักเขียนมืออาชีพ
ลื่นไหล และได้บรรยากาศ


จากคุณ : Laylah - [ 20 เม.ย. 48 11:35:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

แวะเข้ามาอ่าน และขอทักทายด้วยคนนะค่ะ
ชอบ..ดีจัง....
สำนวนเบาสบาย น่าอ่านและชวนเคลิบเคลิ้มดีค่ะ
ไม่หวานเกิน  อบอุ่น..ชวนฝัน
ชอบอ่านสำนวนแบบนี้ค่ะ

^_______^

แก้ไขเมื่อ 20 เม.ย. 48 11:41:59

จากคุณ : กานต์จิรา (kjb) - [ 20 เม.ย. 48 11:41:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 15

:)

เขียนดีจังค่ะ อ่านแล้วก็ได้อารมณ์ตามตลอด
เคยเป็นเหมือนกันค่ะ เวลาว่างๆ มีบรรยากาศหวนถึงเรื่องราวเก่าๆ เนอะ

เดี๋ยวไว้จะลองไปดูหนังสือที่คุณอูเคียวทำงานอยู่นะ


จากคุณ : natraps - [ 20 เม.ย. 48 13:22:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

ตอนแรกน้ำคิดว่าอูเคียวเป็นผู้ชายนะเนี่ย มาเล่ม 1 เล่มเดียวแล้วหายไปเลย เห็นชื่อในถนนนักเขียนก็คิดว่าใช่ป่าวว่ะ

จากคุณ : ลูกน้ำ (NaM_85_ลูกน้ำ) - [ 20 เม.ย. 48 23:47:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

แหม แซวเล่นค่ะคุณอูเคียว
เรื่องน่ารักดีค่ะ

ข้องใจนิดหนึ่งว่า
เส้นทางจากอิตาลีไปออสเตรียผ่านลิคเธนสไตน์ด้วยหรือคะ
เพราะลิคเธนสไตน์อยู่ระหว่างสวิสกับออสเตรียน่ะค่ะ
และออสเตรียก็อยู่ติดอิตาลีเลยค่ะ
นอกจากจากสวิสไปออสเตรีย ถึงจะผ่านประเทศนี้น่ะค่ะ

หรือว่าแวะไปออสเตรียแถวอิสบรูกค์คะ

อีกจุดหนึ่งที่บอกว่านั่งเครื่องสิบเจ็ดชั่วโมง
จากไหนหรือคะ
เพราะจากยุโรปมาไทยไม่น่าจะเกินสิบห้าชั่วโมงค่ะ

อย่างเช่นจากซูริคมาไทยโดยตรงก็สักสิบสองชั่วโมงเองค่ะ

http://www.thaiair.ch/d/4.html

แก้ไขเมื่อ 21 เม.ย. 48 00:27:47

จากคุณ : รสา รสา - [ 21 เม.ย. 48 00:19:16 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 18

แผนที่อ้างอิงค่ะ

หรือ

http://www.worldatlas.com/webimage/countrys/eu.htm

แก้ไขเมื่อ 21 เม.ย. 48 00:25:45

 
 


จากคุณ : รสา รสา - [ 21 เม.ย. 48 00:23:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

อ่านแล้วได้อารมณ์แบบยามเมื่อลมพัดหวนมากเลยค่ะ ภาษาสวยดีจัง ชอบมากๆ โดยเฉพาะตอนที่บอกว่า

แต่อย่าลืม.. ที่นี่คือยอดเขาทิตลิส ที่ๆพี่ชงค์กับการบูรพบกัน

นึกถึงตัวเอง ใช่เลย ตอนขึ้นทิทลิสก็เป็นแบบนี้ค่ะ ไปทำตัวเป็นการบูร ชะเง้อชะแง้มองหาคุณชง (แต่ไม่ยักกะมี)

คุณอูเคียวเคยเขียนลงในเรื่องสั้นชุด ความรู้สึกดีที่เรียกว่ารัก เล่มแรก เหรอคะ เรื่องไหนเอ่ย เคยอ่านเล่มนี้แล้ว ดังนั้น ต้องเคยผ่านตาแน่ๆเลยค่ะ

ปล. อยากได้เพลงยามเมื่อลมพัดหวนไหมคะ ถ้าอยากได้หลังไมค์มาได้ค่ะ จะส่งไปให้ :) (แม้จะเพิ่งได้อมยิ้มมา ยังใช้ไม่ค่อยจะเป็นก็เถอะ)


จากคุณ : 1981 (บทเพลงแห่งความฝัน) - [ 21 เม.ย. 48 05:53:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

[เพล้ง!]

[หน้าแตกยับ]

อูว่าแล้ววววววว ว่าต้องลืมเช็คความถูกต้องอะไรสักอย่าง
แล้วก็ผิดจริงๆ ด้วย (._.')))) (สมน้ำหน้าตัวเอง)

เอาเป็นว่าไล่ตอบทีละคอมเม้นท์ก่อนดีกว่านะคะ : D

คุณ iNt_GaL:
ดีใจจังค่ะที่ยังจำเรื่องสั้นเรื่องแรกและเรื่องเดียวของอูได้
เพราะนั่นมันนานโข......เลยล่ะค่ะ แย่จัง
ไม่อยากจะบอกเลยว่า ตอนเขียนเรื่องนั้นคนเขียนก็แอบน้ำตาซึมๆ อยู่เหมือนกันค่ะ แหะๆ
ดีใจจังค่ะที่ชอบ   :' )

คุณโคอาร่า:
ขอบคุณมากๆๆๆ เลยนะคะที่ชอบเรื่องสั้นของอู
แต่เอ... แล้วเรื่องยาวๆ อย่างนิยายนี่จะชอบไหมคะ? : )

คุณอาราเร่:
ขอตีความรูปนั้นว่าอ่านเรื่องของอูแล้วฝันดีได้ไหมเอ่ย : P
(ไม่ค่อยเข้าข้างตัวเองเลย)

คุณ Laylah:
คำชมสั้นๆ แต่เล่นเอาตัวอูแทบลอยเลย (._. )))
อย่าเพิ่งเรียกอูว่านักเขียนมืออาชีพเลยค่ะ อูก็แค่กองบรรณาธิการมือใหม่
ยังไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะ
อย่างไรเสียงานคอลัมน์ ก็ไม่เหมือนงานเรื่องสั้นหรือนิยายหรอกค่ะ
อูยังต้องฝึกอีกเยอะ
แต่จะนับวันรอเป็นนักเขียนมืออาชีพนะคะ : D
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ : )

คุณกานต์จิรา:
สวัสดีด้วยคนนะคะ : )
"สำนวนเบาสบาย" ----> อืม... จริงเหรอคะ (เขินจัง)
ชอบคำนี้จัง คิดได้ไงนะ : )
ขอบคุณมากๆ เลยนะคะสำหรับคำชม
ถ้ามีตรงไหนอยากให้ปรับปรุงบอกได้เลยนะคะ ขืนชมมากๆ เดี๋ยวอูจะเหลิง (._.')> แหะๆ

คุณ natraps:
อาการแบบนี้เค้าเรียก Nostalgia ค่ะ
อูเป็นบ๊อยบ่อยนะ
เป็นทีก็ได้เรื่องสั้นมาหนึ่งเรื่องทีค่ะ : D
ส่วนงานนิตยสารของอู ลองดูคอลัมน์ที่คนเขียนนามปากกาขึ้นต้นด้วยตัว U นะคะ
เผื่อมีอะไรช่วยติชมกันได้จะขอบพระคุณมากๆๆๆ เลยค่ะ : D

คุณลูกน้ำ:
อ่า....
ผู้หญิงค่ะ (._.')))) แหะๆ
มาเล่ม 1 เล่มเดียวก็หายเลยค่ะ แบบว่า...แย่จัง (._.')))
อยากเขียนเก่งๆ แบบพี่ๆเนอะ เค้าได้เรื่องสั้นเป็นกุรุส ได้นิยายเป็นโหลๆ กันไปหมดแล้ว T_T
ยังไงเสียอย่าเพิ่งลืมกันไปก่อนนะคะ
ตอนนี้กำลังบ้าวางพล็อตแบบแทบลืมงานประจำ (โอ๊ะ...เดี๋ยวเจ้านายเห็น - -')
ชนิดที่ว่าพกสมุดโน้ตติดตัว คิดอะไรออกก็เอาขึ้นมาจดยิกๆ
หรือนอนอยู่ คิดออกก็สะดุ้งขึ้นมาจดเลยค่ะ
เอาใจช่วยอูหน่อยนะคะๆๆๆๆ : D

คุณรสา รสา:
ขอบคุณจริงๆๆๆค่ะ แล้วก็ขอโทษมากๆ เลยที่ไม่รู้จักเช็คความถูกต้องให้ดีก่อน
เราะทริปนี้อูจะ งงๆ มึนๆ ระหว่างเบรนเนอร์พาส กับลิคเตนสไตน์ทุกที
วันนั้นเขียนเสร็จก็กะว่าจะเอารายการทัวร์มาเช็คความถูกต้อง
แต่ด้วยดองไว้นานเลยลืมค่ะ (._.')>

อย่างที่คุณรสา รสา บอกจริงๆ ค่ะ คืออูไปพักที่อินซ์บรูก
แล้วค่อยต่อไปสวิสฯ ผ่านลิคเตนสไตน์
ลืมสนิทจริงๆ
ในเรื่องอูแก้ไขแล้วนะคะ
(ตัดประโยคนั้นออกไปเลย แหะๆ  (._.')))

ส่วนเรื่องนั่งเครื่อง 17 ชั่วโมงนี่ อูนับเวลาเอาตามรายการทัวร์เลยค่ะ
แต่ผิดพลาดนิดหน่อย รู้สึกว่าจะรวมเอาเวลาต่อเครื่องที่ฮ่องกงเข้าไปด้วยอีก 4 ชั่วโมงค่ะ
จริงๆ คาดว่าประมาณ 13 ชั่วโมง

ตายแล้ว ตายแล้ว!
ทีหลังจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกค่ะรับรอง
ขอโทษจริงๆ ที่เลินเล่อค่ะ
แล้วก็ขอบคุณด้วยนะคะที่ช่วยเตือน (อ๊าย....ขายหน้าจริงๆ เลย) (._.')>

คุณ 1981:
ไม่อยากจะบอกว่า
แอบได้แรงบันดาลใจจากเพลงยามเมื่อลมพัดหวนค่ะตอนเขียนเรื่องนี้ (อายจัง โดนจับได้ (._.'))

ใช่ค่ะ อูเคยเขียนลงเล่มแรก ชื่อเรื่อง "เวลาที่ผ่านเลย" ค่ะ
หวังว่าคงเคยผ่านตา ไม่ได้เปิดผ่านเลยไปเหมือนชื่อเรื่องนะคะ : D

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะเรื่องเพลง แต่แบบว่า แอบมีซีดีแล้วล่ะค่ะไม่ต้องรบกวนแล้ว : )
แล้วก็....ยังใช้อมยิ้มไม่เป็นเหมือนกันค่ะแหะๆ
(ของอูยังเป็นยิ้มแบบหุบปากอยู่เลย ไม่รู้จะทำอะไรได้บ้างป่าว ตกข่าวไปนาน)

ขอบคุณทุกๆ ความคิดเห็นนะคะ
แล้วก็ขอโทษค่ะถ้ามาตอบช้า นี่ก็อู้งานมา
เดี๋ยวต้องไปปั่นงานต่อแล้ว (บก.แอบเดินวนเวียน)

ตอนนี้ยังวางพล็อตนิยายอย่างขะมักเขม้น
เอาใจช่วยให้พล็อตลงตัวเร็วๆ จะได้เขียนมารบกวนสายตาท่านผู้อ่านกันอีกสักเรื่องนะคะ

ขอบคุณอีกทีนะคะ ขอบคุณ
: D


จากคุณ : อูเคียว - [ 21 เม.ย. 48 16:06:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

อย่าตัดทิ้งเลยค่ะ
เราชอบที่คุณอูเคียวบรรยายลักษณะของประเทศนี้นะคะ

ลองเปลี่ยนเล่าบอกเพิ่มจากอินสบรูกค์มาสวิสเพิ่มเข้าไปด้วยสิคะ


จากคุณ : รสา รสา - [ 22 เม.ย. 48 00:11:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

เด๋วแอบฟ้องเจ้านายอูเคียวหรอก แต่จะรออ่านนะอยากเจออูตัวจิงจังเลย จะติดตามผลงานไม่ลืมกันแน่นอนงับๆ

จากคุณ : ลูกน้ำ (NaM_85_ลูกน้ำ) - [ 23 เม.ย. 48 23:20:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

: )

คุณรสา  รสาคะ
อูตัดออกแค่
"โดยอาศัยเส้นทางผ่านรัฐอิสระเล็กๆ อย่าง ‘ลิคเตนสไตน์’ ที่ไม่ปรากฏบนแผนที่โลก (เพราะพี่แกเล็กมาก)"

แค่ประโยคเดียวเองค่ะ
ส่วนที่บรรยายภูเขายังอยู่ครบค่ะ เพราะคำบรรยายช่วงนั้นอูหมายถึงเบรนเนอร์พาสน่ะค่ะ
(ซึ่งคาดว่าเป็นช่วงที่คุณรสา รสา ชอบ...รึเปล่าเอ่ย?)

แต่อย่างไรก็ดี
อูจะเอาประโยคนี้กลับเข้าไปตรงช่วงจากออสเตรียไปสวิสอีกทีแล้วกันนะคะ
เผื่อเดาใจคุณรสา รสา ผิด (._.'))
หรืออย่างน้อยๆ ก็เพื่อใจความที่ครบถ้วนค่ะ : D

ขอบคุณคุณรสา  รสาอีกทีนะคะ
อูเขียนผิดๆ ถูกๆ ก็ยังมาให้กำลังใจกันอีก
T_T ซึ้งใจจัง
อย่างนี้คราวต่อๆ ไป อูจะไม่ยอมทำพลาดแน่นอนค่ะ! : D

คุณลูกน้ำ:
รออ่านนะคะ ตอนนี้พล็อตหลักลงตัวแล้ว
กำลังเสริมพล็อตรองช่วยดำเนินเรื่องอยู่ค่ะ : )

อูตัวจริงเหรอคะ?
อย่าเลยค่ะ เดี๋ยวจะเสียจินตนาการเปล่าๆ นา (._.')>
ขอบคุณๆ นะคะ อย่าลืมกันนะ นะ นะ

หลังจากทู้นี้อูอาจจะหายไปอีกราวเดือนสองเดือนค่ะ
แบบว่า แอบรับจ๊อบ (._.')))))
ตอนนี้ยังไม่ได้ส่งโครงเรื่องให้เขาเลยมัวแต่มาวางพล็อตนิยาย
ตอนนี้นิยายเริ่มลงตัวเลยต้องขอเบรคไปสานต่องานจ๊อบนี๊ดสนึง
พองานนั้นเสร็จก็คงไปซุ่มเขียนนิยายให้ได้สัก 6-7 ตอน
ถึงจะได้เอามาแปะให้รับชมกันค่ะ
อย่าเพิ่งลืมกันไปซะก่อนนะคะ

ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านอีกทีนะคะ
แล้วเจอกัน อีกทีในนิยายเรื่องแรกของอูค่ะ

: D


จากคุณ : อูเคียว - [ 24 เม.ย. 48 09:07:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

โหหายอีกแล้วหรออูแต่มีคนบอกว่าอูน่ารักนะ

จากคุณ : ลูกน้ำ (NaM_85_ลูกน้ำ) - [ 24 เม.ย. 48 21:21:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

ดีใจจังที่ได้อ่านงานของน้องอุ๊อีกครั้ง
อ่านแล้วได้อารมณ์ซึ้งแบบแอบเหงาเหมือน เวลาที่ผ่านเลย (ซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบมากๆ)
เอ...ว่าแต่ ถ้าพี่ไปยุโรปจะได้ตกหลุมรักกะเค้าบ้างมั้ยคะเนี่ย...อยากไปๆ

เป็นกำลังใจให้เขียนงานออกมาให้ได้อ่านกันอีกนะคะ


จากคุณ : amp - [ 27 เม.ย. 48 17:03:48 A:192.168.1.28 X:203.130.128.158 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

แฮ่ม....

แบบว่าแอบมาเช็คความเคลื่อนไหวนิดหน่อย

คุณลูกน้ำ:
หายไปไม่นานหรอกค่ะ ไปแว๊บๆ มาแว๊บๆ
แต่กว่าจะมีเรื่องมาลงคงอีกสักพัก
(ตอนนี้งานจ๊อบก็ยังคงไม่เสร็จ
แถมงานประจำก็พลอยไม่เสร็จไปด้วย ฮือ.... T_T)

เอ๊ะ คุณลูกน้ำไปได้ข่าวมาจากไหนเหรอคะ : )
หรือเราเคยเจอกันแถวโต๊ะสยามเอ่ย?? บอกมาซะดีๆ

พี่แอมพ์:
กรี๊ดดดดดด....
พี่แอมพ์ยังไม่ลืมน้องอู T_T
โหย พี่แอมพ์คะ อูนะ ไม่ได้เขียนเรื่องสั้นมาชาติเศษเลยล่ะค่ะ
มัวแต่ไปมุงานคอลัมน์ตัวเป็นเกลียว
ตอนนี้คันมือมาก อยากเขียนสุดๆๆๆๆ ค่ะ
รออ่านนะคะพี่ : D

"อารมณ์ซึ้งแบบแอบเหงา"
แหม เข้าใจนิยามนะคะพี่ : )
อ่านๆ ไป ก็จริงของพี่แอมพ์นะ
นิยายที่กำลังวางพล็อตนี่ สงสัยจะได้อารมณ์นี้อีกอะค่ะพี่
(._.')> แหะๆ แบบว่าไม่พ้นแนวเดิม
เวลาเขียนอูรู้สึกว่า มันเต็มไปด้วยความคิดถึงนะคะ
แบบ เขียนด้วยความคิดถึง
เวลาคิดถึงมันคงแอบเหงาเล็กๆ ล่ะเนอะ
มันเลยโผล่มาให้พี่จับอารมณ์นั้นได้

แต่อูชอบนิยามนี้นะคะพี่
: )


จากคุณ : อูเคียว - [ 28 เม.ย. 48 11:52:56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

อิอิป่าวหรอกค่ะแต่มีคนแอบบอกมาเฉยๆๆว่าพี่อูอ่ะน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เลยนะ

จากคุณ : ลูกน้ำ (NaM_85_ลูกน้ำ) - [ 28 เม.ย. 48 23:26:24 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ/
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป