บันทึกไว้ในวงวรรณ (ภาค ๒) .....บทกวีเพื่อชีวิต......

บันทึกไว้ในวงวรรณ (ภาค ๒) .....บทกวีเพื่อชีวิต......

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาต่างประเทศ และปัญหา
ภายในประเทศอย่างหนัก ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายชุกชุม มี
การคอร์รัปชั่นในวงราชการอย่างกว้างขวาง ศีลธรรมจริยรรมเสื่อม ซึ่งสภาพสังคมเช่นนี้
ก่อให้เกิดบทกลอนสะท้อนสังคมตีพิมพ์ออกมาในนิตยสารสมัยนั้นอย่างต่อเนื่อง

นี่คือปฐมบทของงานกวีนิพนธ์กลุ่มก้าวหน้า หรือเพื่อชีวิตร่วมสมัย ขอรับ

ในบางยุคมีการปราบปรามผู้ต่อต้านรัฐบาลอย่างเฉียบขาดและรุนแรง การกวาดล้างจับกุมส่ง
ผลต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมแนวนี้อย่างมาก เพราะนักเขียนก้าวหน้าหลายคนถูกจับกุม
ทำให้ยุคนี้กวีหลายท่านต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ บางท่านก็วางมือจากงานแต่งกวีนิพนธ์

แต่ยุคนี้งานกวีนิพนธ์ที่เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและธรรมชาติ กลับเติบโตอย่างรวดเร็วซึ่ง
ยุคนี้ก็คือยุคกลอนรักเฟื่องฟูในวงวรรณศิลป์ เป็นยุคทองของกลอนรัก ตามที่ได้พูดถึงใน
กระทู้ที่แล้วขอรับ

ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑ บรรยากาศทางการเมืองค่อยคลี่คลาย ดังนั้นกลุ่มวรรณศิลป์ในมหา'ลัย
ต่างๆเริ่มมีผลงานกวีที่แสดงจิตสำนึกทางสังคมมากขึ้น อาจจะเรียกได้ว่ายุคนี้คือการเริ่มต้น
ของวรรณกรรม "ยุคแสวงหา" จนมาถึงจุดรุ่งเรืองของงานกวีนิพนธ์เพื่อชีวิตอีกครั้ง ในช่วง
๑๔ ต.ค.๑๖ - ๖ ต.ค. ๑๙

เหตุการณ์รุนแรงและบรรยากาศทางการเมือง ช่วง ต.ค. ๒๕๑๙ ก่อให้เกิดการซบเซาของงาน
กวีกลุ่มก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่ง หนังสือต้องห้ามหลายๆเล่มถูกทำลาย แต่หลังการปฏิวัติ พ.ศ.๒๕๒๐
งานกวีนิพนธ์แนวคิดเพื่อชีวิตจึงเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง จนปัจจุบัน    

อารัมภบทมาซะยืดยาว คือการเกริ่นก่อนนำไปสู่บทกวีในแนวก้าวหน้า หรือเพื่อชีวิต ที่เด่นๆหลาย
ผลงาน เพื่อนๆที่ถามมาว่าทำไมกระทู้ที่แล้วไม่มีงานของ อุชเชนี ทวีปวร ฯลฯ ได้มาอ่านที่กระทู้นี้
แน่ขอรับ แต่สำหรับแควนๆกลอนหวานก็ไม่ต้องน้อยใจ กระทู้นี้ก็จะนำเสนอควบคู่กันไปแล้วแต่
ข้อมูลค้นหามาได้ขอรับ

สำหรับกระทู้ที่แล้ว " บันทึกไว้ในวงวรรณ......เรื่องของวรรคทอง....... "

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2311960/W2311960.html

หมายเหตุ เพือนๆอาจจะสงสัยว่าทำไมจอมยุทธฯ ไม่นำเสนองานของ "เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์"
อันนี้ขอตอบว่า จอมยุทธฯได้รับการขอร้องจากน้องคนหนึ่ง ให้เปิดกระทู้งานของกวีรัตนโกสินทร์
ศิลปินแห่งชาติ " เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ " เป็นอีกกระทู้หนึ่งต่างหากขอรับ

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 18 มิ.ย. 46 21:32:35 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

เมื่อขอบฟ้าพร่าพราวหลาวทองทาบ
พุ่งปลายปลาบทะลวงถิ่นทมิฬถอย
ความมืดแมกแหลกเรื้อไม่เหลือรอย
อุทัยพร้อยแสงพร่างสว่างพราย


นี่คือตัวอย่างบทกวีเนื้อหาหนักๆบทหนึ่ง ที่รัฐบาลเผด็จการไม่ชอบ เล่ากันว่าครั้งหนึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์
ได้ขอบทกวีชุดนี้จากผู้แต่ง เพื่อนำไปลงหนังสือมหาวิทยาลัย (จุฬาฯ) กลับกลายเป็นว่าไม่เป็นที่ชื่น
ชอบของบุคคลบางกลุ่ม จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกจับโยนบก บทกวีชุดนี้ก็พลอยถูกเซนเซอร์ไปด้วย

บทกวีชุดนี้คือหนึ่งในงานของ อุชเชนี (ประคิน ชุมสาย ณ อยุธยา) หรืออีกนามปากกาว่า นิด นรารักษ์
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) พ.ศ.๒๕๓๖ งานชุดนี้เป็นอย่างไร มาอ่านกันเต็มๆดีกว่า
ขอรับ

ในนิมิต

๏ กลีบกุหลาบฉาบชมพูพรูพรั่งฟ้า
ว่อนเมฆาเหมือนฝันขวัญพี่เอ๋ย
นภาพิศนิมิตหวามงามกว่าเคย
ชวนสังเวยบูชิตชีวิตนี้

แต่ละชีพต่างกลีบกุหลาบร่อน
ชะลอช้อนชุ่มรักเป็นสักขี
การุณยมานหวานล้ำฉ่ำฤดี
โลมปถพีทุกย่างทางครรไล

ฟ้าระริกเงาระรวยกลางห้วยกว้าง
ก็เหมือนอย่างเราฝังพลังไข
วาดวงรุ้งพุ่งผ่านม่านตาใจ
ลึกละไมละเมียดหวังตั้งตาคอย

เมื่อขอบฟ้าพร่าพราวหลาวทองทาบ
พุ่งปลายปลาบทะลวงถิ่นทมิฬถอย
ความมืดแมกแหลกเรื้อไม่เหลือรอย
อุทัยพร้อยแสงพร่างสว่างพราย


เพื่อฟากฟ้าสายัณห์อย่างวันนี้
จักปรายปรีดิ์เปี่ยมพ้นล้นความหมาย
เพื่อมรรคาประชาชนจักกล่นราย
ด้วยกลีบกรายกุหลาบแก้วผ่องแพรวใจ ๚

อุชเชนี , ๒๔๙๖

ความจริงแล้ว อุชเชนี มีบทกวีเด่นๆ ที่ถือว่าเป็นวรรคทองหลายบท อาทิ

เพื่อโค้งเคียวเรียวเดือนและเพื่อนโพ้น
เพื่อไผ่โอนพลิ้วพ้อล้อภูผา
เพื่อรวงข้าวพราวแพร้วทั่วแนวนา
เพื่อขอบฟ้าขลิบทองรองอรุณ

จากงานชุด " ขอบฟ้าขลิบทอง "

หรือ

ฉันอยู่เพื่อยุคทองของคนยาก
ที่เขาถากทรกรรมซ้ำปั่นหัว
เพื่อความถูกที่เขาถมจมทั้งตัว
เพื่อความกลัวกลับกล้าบั่นอาธรรม

เพื่อโลกใหม่ใสสะอาดพิลาสเหลือ
เมื่อคนเอื้อไมตรีอวยไม่ขวยขำ
เพื่อแสงรักส่องรุ่งพุ่งเป็นลำ
สว่างนำน้องพี่มีชัยเอย

จากงานชุด " อยู่เพื่ออะไร "

บทกวีที่มีชือเสียงมากอีกบทของ อุชเชนี คืองานชุดที่ชื่อว่า "สูงขึ้นไป" จอมยุทธฯ ขอยกมา
ให้อ่านกันอีกชิ้นแล้วกัน

สูงขึ้นไป

๏ เหมือนสายแก้วแวววับระยับเยื้อง
ช้อยชำเลืองชมอุษาคราฉายแสง
พุน้ำหนึ่งผุดพุ่งรุ่งแจรง
ดั่งรุ้งแปลงแปลกฟ้าลงมาดิน

สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปไม่ระย่อ
ไม่รู้ท้อรู้หน่ายคลายถวิล
ถึงแดดจ้าฟ้ามุ่นพิรุณริน
ไม่สูญสิ้นศรัทธาที่ตราใจ

สายน้ำแจ๋วแววแจ่มยะแย้มยิ้ม
รับลมพริ้มทอดระทวยอวยอ่อนไหว
อรชรเพียงช่อผกาไพร
ที่ลมไกวกิ่งกล่อมถนอมกัน

พอดาวพรมแผ่นฟ้าระย้าระยับ
สายน้ำกลับเกลื่อนดารากว่าสวรรค์
สะท้อนวาบปลาบพรายประกายพรรณ
เพียงจะหยันพัชราให้พร่ามัว

ความชดช้อยย้อยหยดและรสหวาน
คือทิพยทานแด่ดินถิ่นสลัว
โปรยความรื่นชื่นใจไว้รอบตัว
ดับกระหายคลายชั่วกลั้วกลี

เฉกน้ำมิตรจิตกวีที่บริสุทธิ์
ย่อมผาดผุดผ่องจรัสรัศมี
ผินฟ้าพุ่งมุ่งงามและความดี
หยิ่งในศรีศักดิ์ตนวิมลนาน

สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปไม่ระย่อ
ประโยชน์ก่อเกิดล้ำเพียงคำหวาน
สร้างความหวังพลังหมายด้วยสายธาร
จากดวงมานกวีนั้นนิรันดร์เอย ๚

อุชเชนี  

แก้ไขเมื่อ 18 มิ.ย. 46 21:42:32

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 18 มิ.ย. 46 21:33:18 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 2

มาทักทายเพื่อนๆจากกระทู้ที่แล้วหน่อยขอรับ

คุณเพลง /๙๒-๙๔
ขอบคุณมากครับ สำหรับงานกวีทั้งสามชุดที่นำมาให้อ่านกัน อีกอย่างหนึ่งจอมยุทธฯ มีเรื่องอยาก
รบกวนคุณเพลงหน่อยขอรับ ถ้าเป็นไปได้ช่วยทิ้งอีเมล์ไว้ให้หน่อยครับ หรือติดต่อจอมยุทธฯ ที่นี่
ขอรับ yyj128@thailand.com ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

ยัยหนู /๙๕
สำหรับงานของ คุณหญิงกุลทรัพย์ รุ่งฤดี ชุดนี้

เมื่อดวงใจได้เฉลยเอ่ยคำรัก
ใจก็มักมั่นคงไซร้ไม่เหหน
ไม่เปลี่ยนแปรใจแท้แม้ใจดล
ทรชนเล่ห์ล่วงหลอกลวงใจ

ใจเพียงหนึ่งดึงดื้อถือรักเถิด
แม้รักเกิดก่อทุกข์ไร้สุขไฉน
ใจยังฝังหยั่งรักล้ำประจำใจ
โอ้ว่าใจ ใจหนอใจ ไยมั่นคง

จอมยุทธฯ ยังค้นไม่เจอขอรับ แต่จะนำกวีนิพนธ์ชุดอื่นของ คุณหญิงกุลทรัพย์ รุ่งฤดี มาให้อ่าน
แทนนะขอรับรอหน่อยแล้วกัน หรือถ้าเพื่อนๆคนใดมีบทกวีชุดนี้ ก็สงคราะห์ด้วยขอรับ

คุณเพลง/๙๘
สำหรับอินทรวิเชียรฉันท์บทนี้  

ทั้งรู้จะผิดหวัง...........มนยังเตลิดหลง
คิดลืมมิลืมลง.............อุจเพิ่มทวีคุณ
บาปใด ณ เคยทำ.........ตละนำ มนาดูร
รักข่าบ่เพิ่มพูน............จะโทษใครก็ใจเรา

บทพระราชนิพนธ์    ในรัชกาลที่ 6

จอมยุทธฯเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องฉันท์ซะด้วยซีครับ แต่จะพยายามสอบถามเพื่อนให้นะขอรับ  


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 18 มิ.ย. 46 21:33:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ วิจิตร ปิ่นจินดา (เจษฎา วิจิตร) ได้จัดทำหนังสือ " ลำน้ำแห่งเจ้าพระยา "
ซึ่งเป็นหนังสือชุมนุมบทประพันธ์ของนักเขียนกลอน ๑๐ คน หนังสือเล่มนี้เป็นมูลเหตุ
ประการหนึ่ง ที่ทำให้ ศรีอินทรายุทธ (นายผี) เขียนหนังสือ " ศิลปาการแห่งกาพย์กลอน "
ออกมา เพราะมั่นใจว่ากาพย์กลอนของไทยกำลังอยู่ในยุคสมัยแห่งการขยายตัวไปอย่าง
องอาจ สมคำว่า " กวีฤๅแล้งแหล่งสยาม "

อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์ คือหนึ่งในสิบนักกลอนแห่งหนังสือ " ลำน้ำเจ้าพระยา " และบทกลอน
ที่โดดเด่นมากชุดหนึ่งของท่านในหนังสือเล่มนี้ คืองานชุด " เสียงจากความจน " สำนวน
เนื้อหาเป็นอย่างไร มาอ่านกันเลยครับ

เสียงจากความจน

๏ สองหูแว่วแผ่วเสียงสำเนียงโหย
เสียงโอดโอยโหยไห้ของใครหนา
เสียงนั้นแห้งแหบแผ่วแว่วแว่วมา
เสียงโหยหาร่ำไห้ของใครกัน

ฟังซิฟังฟังไว้จะได้รู้
เสียงของผู้อับโชคต้องโศกศัลย์
ทุกข์ระทมขมขื่นทุกคืนวัน
เพ้อรำพันฝันเปลี่ยวอยู่เดียวดาย

ข้าเกลียดบ้านฐานถิ่นที่กินอยู่
ช่างอุดอู้ดูไปแล้วใจหาย
ข้าเกลียดฝนหล่นพรูกรูกระจาย
สุดแฝงกายให้พ้นน้ำฝนนอง

ข้าเกลียดลมหนาวเหนือเมื่อพัดผ่าน
แทรกสะท้านวาบหวิวผิวสยอง
ข้าเกลียดน้ำเหนือหลากเจิ่งฟากนอง
ให้ข้าท่องลุยน้ำไปทำงาน

ข้าเกลียดเสื้อเกลียดผ้าที่ข้าใส่
ขาดวิ่นไซร้อนิจจาน่าสงสาร
ข้าเกลียดวันเกลียดคืนไร้ชื่นบาน
ได้พ้องพานทุกยามคือความตรม

ข้าเกลียดรักหักอกให้ฟกช้ำ
อกระกำกล้ำกลืนแต่ขื่นขม
ข้าเกลียดรักลวงใจให้ระทม
อกระบมปวดร้าวเศร้าดวงใจ

ข้าเกลียดคำหยามหลู่และดูหมิ่น
เพราะข้าสิ้นสินทรัพย์นับไฉน
ข้าเกลียดคนใจทรามชอบหยามใคร
เมื่อยามไร้ใครจะหลู่สู้กัดฟัน

ข้าเกลียดหล้าฟ้าดินทั้งสิ้นหมด
ชี้กำหนดให้แต่ทุกข์ไร้สุขสันต์
ข้าเกลียดกรรมซ้ำส่งช่วยลงทัณฑ์
กระหน่ำคัลลองชีวิตให้ผิดทาง

ข้าเกลียดหญิงหลายใจที่ไร้สัตย์
รักสลัดลืมวาจาสัญญาสร้าง
ข้าเกลียดชายหลายลิ้นสิ้นรักจาง
แล้วเหินห่างร้างลับไม่กลับมอง

สองหูแว่วแว่วเสียงสำเนียงหวน
เสียงครางครวญชวนให้ฤทัยหมอง
เสียงนั้นแว่วแผ่วมาน่าขนพอง
คือเสียงของความจนค่นแค้นเอย ๚


อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์


หมายเหตุ ศ.ดร.อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นราชบัณฑิตประเภทวรรณศิลป์
สาขาวิชาภาษาศาสตร์


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 18 มิ.ย. 46 22:18:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

สองหูแว่ว แว่วเสียง สำเนียงหวาน
แย่ละฉัน เจ้าหนึ้ มาแล้วเหวย
หลบก่อนล่ะ ยุ่งจริงๆ ทุกเดือนเลย
ปัดโธ่เอ๋ย !! ตื้อจริงวุ้ย อุ้ยยยย.มาแล่วววว..
yuck แวะมาแซวครับ อย่าคิดมาก กับกลอนของผมนะฮับ...


จากคุณ : นินจา - [ 19 มิ.ย. 46 08:35:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

หลังเหตุการณ์ ๑๔ ต.ค.๒๕๑๖ ความตื่นตัวของผู้คนทางการเมืองเริ่มพุ่งขึ้นสูง จุดศูนย์กลาง
ในการรวมพลังคือสนามหลวง ในงานรวมพลังครั้งหนึ่งที่นี่ บทกวีของกวีนิรนามได้รับการขับขาน
เปล่งประกาศสัจจะเป็นครั้งแรก ผู้อ่านคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษา

"...เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน "

เสียงไชโยโห่ร้องพึงพอใจ พร้อมเสียงปรบมือสนั่นหวั่นไหว ดังกึกก้องท้องสนามหลวง เมื่อบทกวี
วรรคสุดท้ายจบลง และนับแต่นั้นบทกวีชิ้นนี้ก็ถูกขับขานในการชุมนุมพลังทุกครั้งมา และวรรคทองนี้
เป็นที่จดจำจับใจของใครต่อใครในยุคนั้นเนิ่นนาน พร้อมชื่อของคนเขียนบทกวี "วิสา คัญทัพ"
นักศึกษาหนุ่มหัวก้าวหน้าจากรามฯ

มาอ่านบทกวีชุดนั้นกันครับ

ท้องฟ้าสีทอง

๏ ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๚

วิสา คัญทัพ

วิสา คัญทัพ เริ่มเขียนเรื่องสั้นและบทกวีมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตที่มุ่งมั่นในแนวคิด
การสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกทางสังคม ผลงานของเขามีทั้ง บทกวี นวนิยาย เรื่องสั้น และ
บทเพลง  

มาอ่านบทกวีของเขาอีกสักชุดครับ

ศิลปะ

๏ สัญลักษณ์ความงามความบริสุทธิ์
อยู่ที่จุดความเงียบความเรียบง่าย
ศิลปะกับความว่างไม่มีอะไร
ก็เปลี่ยนไปในความคิดคำนึง

วัตถุธรรมรู้สึกได้ด้วยสัมผัส
ปัจเจกทัศน์ในความซาบซึ้ง
สิ่งแวดล้อมกับจินตนาการจึง
ประมวลกันแล้วถึงความเข้าใจ

เราอาจแยกความรู้สึกความนึกคิด
กับความจริงซึ่งจิตรับรู้ได้
และสิ่งที่กำลังดำเนินไป
กับยุคสมัยที่ผ่านผ่านมา

เมื่ออยู่ใต้สัจจะความอยู่
ไม่เคยรู้อะไรในหล้า
สัมผัสได้เข้าใจได้ก็มายา
อวิชชาชั่วกัปป์ชั่วกัลป์

จะเน้นถึงความงามความพิสุทธิ์
เป็นศิลปะประดุจความฝัน
ก็ลวงได้และรับได้ไม่เท่ากัน
สรุปให้เชื่อมั่นไม่ได้เลย

เมื่อรูปแบบความคิดผิดหมด
ศิลปะถูกกำหนดแพร่เผย
เสพความงามได้อย่างไรถ้าไม่เคย
ไฉนเลยจะซาบซึ้งถึงสุนทรีย์

จะพูดถึงอะไรในหล้า
สืบหาอุทิศชีวิตนี้
ไม่พบสัจจะสักที
คงตายไปโดยไม่มีอะไร

วิสา คัญทัพ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 19 มิ.ย. 46 10:17:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

มารออ่านอีกแล้วค่ะ smile

จากคุณ : สาวน้อยร้อยแปด - [ 19 มิ.ย. 46 10:30:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

งานกวีชุดหนึ่งซึ่งแต่งขึ้นสำหรับวันสถาปนา ธรรมศาสตร์ใน พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมาก
ในหมู่นิสิตนักศึกษา "หัวก้าวหน้า" ยุคก่อนและหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น "ผู้แสวงหา"
บทกวีชุดนี้บอกถึงความหมายของชีวิตและการศึกษา โดยสรุปประเด็นที่เป็นคำตอบไว้อย่างสะใจ ซึ่งกลาย
เป็น วรรคทอง ว่า

"ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว "

บทกวีชุดนี้ชื่อ "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ผลงานของ วิทยากร เชียงกูล ซึ่งกลายเป็นที่กล่าวถึงกันมากมาย
จนวรรคที่ว่า "ฉันจึงมาหาความหมาย" แทบจะกลายเป็นชื่อที่แท้จริงของบทกวี

มาอ่านบทกวีชุดนี้กันเต็มๆดีกว่าครับ

เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน

"ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่านไปมากัน
เขาดั้นด้นหาสิ่งใด"

ปัญญามีขายที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อได้ที่ไหน
อย่างที่โก้หรูหราราคาเท่าใด
จะให้พ่อขายนามาแลกเอา

ฉันมาฉันเห็นฉันแพ้
ยินแต่เสียงด่าว่าโง่เขลา
เพลงที่นี่ไม่หวานเหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้าถึงพอเขาเยาะเย้ย

นี่จะให้อะไรกันบ้างไหม
มหาวิทยาลัยใหญ่โตเหวย
แม้นท่านมิอาจให้อะไรเลย
วานนิ่งเฉยอย่าบ่นอย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว


มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
ปล่อยฉันอ้างว้างขับเคี่ยว
เดินหาซื้อปัญญาจนหน้าเซียว
เทียวมาเทียวไปไม่รู้วัน

"ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
เกินพอให้เจ้าแบ่งปัน
จงเก็บกันอย่าเดินผ่านเลยไป!"

วิทยากร เชียงกูล


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 19 มิ.ย. 46 14:25:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

นายผี น่าจะเป็นกวีแนวนี้ คนแรกๆนะ
ทำให้นึกถึง  อิสาน

"ในฟ้าบ่มีน้ำ      ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย     คือเลือดหลั่งลงโลมดิน"

จิตร  ภูมิศักดิ์  ก็เป็นกวียุคแรกๆคนหนึ่ง
ยังจำบทนี้ได้

"เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎ์
สักพันชาติสู้ม้วยด้วยหฤหรรณ์
แม้ชีพใหม่มีหวังอีกครั้งครัน
จะขอพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน"

อ่านเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน แล้วนึกถึง
วิทยากร  กุนเชียง  ตามบทของ ไพบูลย์  วงศ์เทศ
จำได้ลางๆว่า

"ฉันเยาว์  ฉันเขลา  ฉันอึ้ง
ฉันจึงมาหาความหงอย
ฉันหวังจะดึงให้หมดปอย??????????
แต่ได้น้อยแค่กระจุกเดียว"????????

(ผิดตกยกเว้นด้วยนะครับ)


จากคุณ : xxx(เฒ่า) - [ 19 มิ.ย. 46 19:55:24 A:203.150.32.178 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

เอ่อ...ขออนุญาตร่วมวงด้วยสักนิดนะครับ....พอมาถึงงานของคุณวิทยากร เชียงกูล แล้วก็ทำท่าว่าน่าจะเลยกวีท่านนี้ไปแล้ว  คือ

ท่าน อัศนี พลจันทร

และแน่นอนว่าถ้าจะพูดถึงผลงานของนายผี ก็ต้องนึกถึง ผลงาน

"อิศาน" (คำหน้าพิมพ์ไม่ได้อะนะ-สระเสียงยาวครับ) ซึ่งมีวรรคที่เราขึ้นใจจนอาจถือเป็นวรรคทองของใครหลายๆ คนคือ

ในฟ้าบ่มีน้ำ...............ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย............คือเลือดหลั่งลงโลมดิน!!!!!!

แต่ก็ยังมีอีกบทหนึ่งที่ใกล้เคียงกันมากเหลือเกินจนหลายคนสับสนว่าตกลงมันคือบทไหนกันแน่  บทนี้ว่า

ในฟ้าบ่มีน้ำ................ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย............ก็รีบซาบบ่รอซึม!!!!!

พอดีผมมีบทนี้เต็มๆ อยู่ จึงนำมาให้อ่านด้วยกัน และได้เข้าใจตรงกันเสียทีว่า อันที่จริงทั้งสองบทคือของจริง ของกวีท่านเดียวกัน คือ นายผี  นั่นเอง

.......อิศาน........

ในฟ้าบ่มีน้ำ..................ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย...............ก็รีบซาบบ่รอซึม

แดดเปรี้ยงปานหัวแตก.....แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม
แผ่นอกที่ครางครึม..........ขยับแยกอยู่ตาปี

มหาห้วยคือหนองหาน......ลำมูลผ่านเหมือนลำผี
ย้อมชีพคือลำชี...............อันชำแรกอยู่รีรอ

แลไปสดุ้งปราณ..............โอ! อิศาน, ฉะนี้หนอ...
คิดไปในใจคอ.................บ่คอยดีนี้ดังฤา?

พี่น้องผู้น่ารัก,..................น้ำใจจักไฉนหือ?
ยืนนิ่งบ่ติงคือ...................จะใครได้อันใดมา?

เขาหาว่าโง่เง่า..................แต่เพื่อนเฮานี่แหละหนา
รักเจ้าบ่จาง ฮา!................แลเหตุใดมาดูแคลน...

เขาซื่อสิว่าเซ่อ.................ผู้ใดเน้อจะดีแสน
ฉลาดทานเทียมผู้แทน........ก็เห็นท่าที่กล้าโกง

กดขี่บีฑาเฮา....................ใครนะเจ้า? จงเปิดโปง
เที่ยววิ่งอยู่โทงโทง.............เที่ยวมาแทะให้ทรมาน

รื้อคิดยิ่งรื้อแค้น.................ละม้ายแม้นห่าสังหาร
เสียตนสิทนทาน................ก็บ่ได้สะดวกดาย

ในฟ้าบ่มีน้ำ...................... ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย...................คือเลือดหลั่ง! ลงโลมดิน

สองมือเฮามีแฮง...............เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอิศานสิ้น................อย่าซุด, สู้ด้วยสองแขน!

พายุยิ่งพัดอื้อ....................ราวป่าหรือราบทั้งแดน
อิศานนับแสนแสน..............สิจะพ่ายผู้ใดเหนอ?

(สยามสมัย. ปีที่ ๕ ฉ. ๒๕๖, ๗ เม.ย. ๒๔๙๕)

อ้อ...แถมประวัติและผลงานให้นิดหน่อยด้วยครับ

นายผี(อัศนี พลจันทร)  เป็นบุตรพระมนูกิจวิมลอรรถ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ ก.ย. ๒๔๖๑ ที่อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี  เรียในโรงเรียนประจำจังหวัด ถึงม. ๕ และศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบจนจบ ม. ๘ ในพ.ศ. ๒๔๗๙ ต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต พ.ศ. ๒๔๘๓  แล้วบรรจะเป็นข้าราชการตำแหน่งอัยการกองคดีย้ายไปอยู่ปัตตานี สระบุรี อยุธยา กลับมากรุงเทพฯ และลาออกรับบำเหน็จใน พ.ศ. ๒๔๙๕ เริ่มมีผลงานเขียนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ใน เอกชนรายสัปดาห์ ถูกเซ็นเซอร์มากในช่วง ๒๔๘๗-๙๘ ใน สยามนิกร/สยามสมัย  ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เผยแพร่ในอักษณสาส์นของสุภา ศิริมานนท์อีก หยุดเขียนหลังตุลาคม ๒๔๙๕ ชั่วคราว  เพราะวิกฤตการณ์ทางการเมือง  แล้วออกจากเมืองไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๐๒ จนสิ้นชีวิต แต่ยังส่งผลงานออกมาเผยแพร่ระหว่างที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทยอยกัน "เข้าป่า" ใน พ.ศ. ๒๕๑๗

ผลงานที่ชื่อ "เราชะนะแล้ว...แม่จ๋า" นั้น มีหมายเหตุผู้จัดพิมพ์บอกว่าเขียนจบในพ.ศ. ๒๕๑๗ อันเป็นปีที่จัดพิมพ์ปีแรก และระยะนั้นอัศนียังอยู่ในดินแดนไทย  แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เดินทางไปยังต่างประเทศ พักอยู่ในจีน ลาว และเวียดนาม จนถึงวาระสุดท้าย

ประวุฒิ ศรีมันตระ  ระบุไว้ในบทความที่รวมเล่มอยู่ในชีวิตและผลงาน : ตำนาน นายผี อัศนี พลจันทร์ ว่า อัศนีถึงแก่กรรมที่แขวงอุดมไชยในประเทศลาว และหลังจากนางวิมล พลจันทร์ ภรรยา ติดต่อสืบถามอยู่นาน จึงได้กระดูกสามีและสิ่งของบางอย่างจากทางการประเทศลาวกลับมาบำเพ็ยกุศลในเมืองไทยเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๔๐

"อิศาน" เป็นบทกวีขนาดสั้นที่ีมีชื่อเสียงแพร่หลายที่สุดของนายผี  ลงพิมพ์ในวารสาร สยามสมัย  นับเป็นบทกวีรุ่นแรกที่พูดแทนคน "อิสาน" พร้อมกับปลุกเร้าให้ชาวบ้านมีกำลังใจที่จะลุกขึ้น "ต่อสู้" และ "เปิดโปง" นักการเมืองที่มา"กดขี่บีฑา" ซ้ำยังดูถูกชาวบ้านว่าโง่เง่า  อาจกล่าวได้ว่า งานของนายฝีเป็นต้นแบบของจิตร ภูมิศักดิ์ในหลายด้าน ทั้งแนวคิดและกลวิธีลีลา  รวมทั้งฉันทลักษณ์ทีีใช้ซึ่งเล่นเสียงหนักเบาอย่าง(อินทรวิเชียร) ฉันท์ ๑๑ ยุคต้น  แม้ว่าจำนวนคำในวรรคและการรับส่งสัมผัสจะไม่ต่างจากกาพย์ยานีซึ่งเป็นแบบที่นิยมกันในยุคหลังๆ ก็ตาม

ข้อที่น่าสนใจคือ ภาพของชาวอิสานที่นายผีพรรณนาถึง กอปรด้วยความอดทนทั้งต่อความยากเข็ญในการครองชีพและการดูหมิ่นดูแคลนจากผู้อื่น  โดยเฉพาะนักการเมืองกลายเป็นภาพประทับใจที่ส่งช่วงต่อกันมาในกลุ่มกวีการเมือง  เช่นเดียวกับที่ลีลาของเสียงซึ่งกระชับกระชั้นปลุกเร้าและตอกย้ำความเชื่อมั่นในพลังของชาวอิสานหมู่มากแบบนายผี  กลายเป็นแบบอย่างของท่วงทำนองการปลุกมวลชนขึ้นต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐในช่วงก่อนและหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖


จากคุณ : สรอง๙๘๒ - [ 19 มิ.ย. 46 21:05:44 A:169.210.3.119 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10


อยากมีเคราจัง จะได้เอามือลูบเครา แล้วก็โยกหัวเอียงไปมาเล็กน้อย เหมือนหนังจีนน่ะ ปู่ ..อู้หู


จากคุณ : จังงัง - [ 19 มิ.ย. 46 21:35:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

นภาลัย (ฤกษ์ชนะ)สุวรรณธาดา คือนักกลอนแถวหน้าอีกยุคกลอนรักเฟื่องฟู กลอนแนวหวาน
มีหลายบทที่เด่นๆ อาทิ

ขอให้คิดถึงฉันวันละหนึ่ง
ฉันคิดถึงเธอวันละพันหน
และมีจิตคิดถึงเพียงหนึ่งคน
ไร้กมลที่จะเหลือเผื่อผู้ใด

แม้นมาหาเธอได้จะไม่ยั้ง
ที่ต้องรั้งแม้จะรู้เธออยู่ไหน
ไม่อยากเห็นเธออยู่คู่กับใคร
คงขาดใจถ้าเธออยู่กับผู้นั้น

หรือ

เมื่อคิดถึงฉันจนทนไม่ไหว
ก็จงไปในที่ซึ่งมีฉัน
ไม่ได้ชิดชื่นใจไม่สำคัญ
สบตากันสักครั้งก็ยังดี

แต่บทกวีของกวิณีท่านนี้ที่โด่งดังที่สุด มีวรรคทองติดปากคนทั่วไป คือบทที่จบวรรคสุดท้ายว่า
" จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง " ว่ากันว่า นภาลัย สุวรรณธาดา แต่งบทกวีชุดนี้เพื่อประกวดที่
สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ใน พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับรางวัลชนะเลิศ และวรรคทองที่ว่า " จะร้องเพลงชาติ
ไทยให้ใครฟัง " ได้ถูกนำมาใช้ในงานกลอนของนักกลอนสมัครเล่นยุคนั้นอยู่เนืองๆ จนเป็นที่สับสน
กันมากว่าใครเป็นเจ้าของวรรคทองนี้กันแน่  

มาอ่านบทกวีชุดนี้กันเต็มๆ ดีกว่าขอรับ

เพลงชาติ

๏ ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว
แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี
ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้
แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ

ชนรุ่นเยาว์ยืนเรียบระเบียบแถว
ดวงตาแน่วนิ่งตรงธงไสว
"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย"
ฟังคราวใดเลือดซ่านพล่านทั้งทรวง

ผืนแผ่นดินถิ่นนี้ที่พำนัก
เราแสนรักและแสนจะแหนหวง
แผ่นดินไทยไทยต้องครองทั้งปวง
ชีพไม่ล่วงใครอย่าล้ำมาย่ำยี

เธอร้องเพลงชาติไทยมั่นใจเหลือ
พลีชีพเพื่อชาติที่รักทรงศักดิ์ศรี
เพลงกระหึ่มก้องฟ้าก้องธาตรี
แม้ไพรีได้ฟังยังถอนใจ

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ
คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้
บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย
บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง

ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง! ๚

นภาลัย (ฤกษ์ชนะ)สุวรรณธาดา , ๒๕๑๐

แก้ไขเมื่อ 20 มิ.ย. 46 08:06:49

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 19 มิ.ย. 46 21:35:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 12

ขอคารวะ คุณสรอง๙๘๒ ความเห็นที่ ๙ ก่อนขอรับ

ขอบคุณมากจริงๆครับ ที่มาช่วยเสริมในผลงานของนายผี (อัศนี พลจันทร) ความจริง
จอมยุทธฯตั้งใจจะนำเสนอผลงานของกวีท่านนี้อยู่แล้ว โดยตั้งใจว่าจะไม่เรียงลำดับตาม
ระยะเวลาหรือเหตุการณ์ แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ค้นหาได้นะครับ

ตรงนี้ จอมยุทธฯขอเสริมข้อมูลอีกนิดหนึ่งแล้วกัน

เกี่ยวกับบทกวี ชุด อีศาน นี้ สมัยหนึ่งถูกนักวิชาการกล่าวโจมตีว่า นายผี ใช้คำผิด
ที่ถูกควรเป็น อีสาน ซึ่ง นายผี ได้เขียนตอบเป็นกลอนไว้ว่า

ขอตอบหน่อยคุณพิมพ์ มหาพินิจ
ถึงกลอนผิดก็ไม่ว่าที่มาถาม
อันอีศานคำนี้มีเนื้อความ
เกี่ยวกับนามอีศะเทวฤทธิ์

ทรงประจำอยู่ที่ทิศอีศาน
คือ" ทิศท่านอีศะผู้ศักดิ์สิทธิ์ "
อันโบราณตำราเหมือนยาพิษ
ใครไม่คิด กินเข้าไปเป็นได้การ

อยากเอาอย่างข้างบุราณพาลจะบ้า
ต้องแก้ผ้าโชว์พุงเที่ยวฟุ้งซ่าน
อันคนเขียน ศ.ศาลา มีมานาน
คู่อีสาน ส.เสือ เชื่อเถอะคุณ

นายผี

ขอบคุณ คุณสรอง๙๘๒ อีกครั้งจริงๆ ถ้ามีข้อมูลเพิ่มก็เสริมได้ตลอดเลยนะขอรับ

แก้ไขเมื่อ 19 มิ.ย. 46 22:31:53

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 19 มิ.ย. 46 22:17:04 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ติดตามอ่าน อย่างเพลินอารมณ์ ฮิฮิ
....
นกดื่มชา


จากคุณ : วิญญาณอสัญญา - [ 19 มิ.ย. 46 22:24:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ตามมาอ่านแล้วก็ save เก็บค่ะ

ขอบคุณ คุณ จอมยุทธเมรัย  มาก ๆ นะคะ
สำหรับกระทู้ที่ดีมาก ๆ แบบนี้ค่ะ


จากคุณ : syringe - [ 20 มิ.ย. 46 00:07:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ตามมาอ่านภาค 2 ค่ะ

จากคุณ : แพท - [ 20 มิ.ย. 46 09:15:36 A:66.185.84.69 X:24.157.219.176 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

มาอ่านงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์(กวีนิพนธ์) อีกท่านหนึ่งคือ ทวีปวร กันต่อครับ

ทวีปวร เป็นนามปากกาของ ทวีป วรดิลก อดีตนักศึกษากฎหมายธรรมศาสตร์ แต่ถูกลบชื่อออกด้วย
เหตุผลทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ทั้งที่เหลืออีกเพียงวิชาเดียวจะได้เป็นบัณฑิต แต่ต่อมาท่านก็สอบ
ได้เนติบัณฑิตจากเนติบัณฑิตยสภา ในขณะถูกคุมขังตัวในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร
และกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ.๒๕๐๓

ทวีปวร เริ่มสนใจเขียนบทกวีตั้งแต่เป็นเด็ก มาเริ่มมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสาร ขณะที่เรียนเตรียมปริญญา
ธรรมศาสตร์ฯ

บทกลอนในแนว "กวีเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน" บางชิ้นของ ทวีปวร เป็นที่จดจำกันได้อย่างแพร่หลายและมี
วรรคทองให้จดจำไปใช้ในการปลุกใจ เช่น "ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้"  มาอ่านงานชุดนี้กันเต็มๆ
ดีกว่า ขอรับ

ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้

ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้
มิใช่อยู่ที่กราบไหว้ให้เขาหยัน
ให้พระคุณอุ่นเกล้าเห็นเป็นสำคัญ
โลกจะพลันเยาะเย้ยเอ่ยให้อาย

ศักดิ์ของเราเราต้องคงทะนงล้ำ
ความเป็นธรรมศรัทธาอยู่อย่ารู้หาย
เกียรติของเราเรารักษากว่าจะตาย
มิยอมขายวิญญาณให้แก่ใครกัน

เหนืออื่นใดในมนุษย์สุดสูงส่ง
คือธำรงสิทธิ์และศักดิ์รักษามั่น
สู้เถิดสู้! สู้ด้วยแรงแกร่งกล้านั้น
จงร่วมมานสมานฉันท์ต่อสู้ไป!

ทวีปวร , ๒๔๙๔

มีบทกวีหลายชุดของทวีปวร ที่จอมยุทธฯ ชอบเป็นพิเศษ เช่นจากงานกวีนิพนธ์ชุด " กำเนิดกวี"
มีกลอนช่วงจบ ๒ บท คือ

"...สะพานรุ้งรุ่งจรัสลิ่วลัดฟ้า
ด้วยเภตรากวีพจน์ปรากฏใกล้
มวลมาลามาร้อยเป็นมาลัย
ขึ้นขึงใบลอยละล่องท่องจักรวาล

สูงขึ้นไปในสวรรค์ชั้นสูงสุด
ต่ำลงสู่ก้นสมุทรอันไพศาล
กวีขับศัพท์ซ้องก้องกังวาน
ซึ้งบรรสานสื่อฟ้ามาสู่ดิน"

ทวีปวร , ๒๕๑๑

จอมยุทธฯ เคยแปลงกลอน ๒ บทนี้เป็นโคลง วางไว้ในอาศรมชาวโคลง เพื่อฝึกปรือฝีมือ ลองอ่านดู
แล้วกันขอรับ

๏ สะพานรุ้งรุ่งจรัสเรื้อง.............เรืองนภา
กวีพจน์เพียงเภตรา.................อยู่ใกล้
ร้อยบุปผชาติงามตา................มาประดับ
ขึงใส่ใบเรือได้........................ท่องเวิ้งจักรวาล ๚

๏ สูงสุดจนสู่ชั้น..........................พิมาน สวรรค์แฮ
หรือลึกสุดบาดาล.....................จบหล้า
เสนาะพจน์รสขับขาน...............กวีกล่อม
สานสื่อดินสู่ฟ้า.........................สื่อฟ้าสู่ดิน ๚

มาอ่านงานของศิลปินแห่งชาติ ท่านนี้เต็มๆอีกชิ้นนะขอรับ

กังวานชีวิต

๏ มาลัยรักสลักเสลาเราแนบหมอน
ในยามนอนมนัสนันท์ด้วยฝันหวาน
มาลัยพจน์บทกวีมีวิญญาณ
คือกังวานชีวิตสถิตทรวง

ถ่ายทอดสุขทุกข์โศกในโลกนี้
เสียงดีดสีธารเสนาะเซาะผาหลวง
เมฆกล่อมดาวพราววิภาแต้มฟ้าปวง
ซึ้งแดดวงสมุทรพร่ำรำพันรัก

บัลลังก์ม่วงช่วงโชติโรจน์ลิบฟ้า
สุริยายิ่งยงสูงส่งศักดิ์
ชีวิตใหม่ไขแสงแจ่มแจ้งพักตร์
สมานสมัครเสมอจิตเถิดมิตรมวล

สืบสายธารกาลสมัยห่างไกลพ้น
ชีพผจญเศิกสรรพ์สุดผันผวน
คำกังวานขานกวีที่ขับครวญ
คงอบอวลอมรรตัยไปนิรันดร์

ยามมืดมนพ้นเนตรสังเกตเห็น
แสงงามเด่นสว่างแดนแสนเฉิดฉัน
คือดวงไฟใสสว่างดังกลางวัน
เป็นมิ่งขวัญฉัตรชัยให้ชีวิต

ยามภพงามอร่ามตาประชาชื่น
กังวานรื่นลำนำคำลิขิต
ดุจบัณเฑาะว์เสนาะโสตปราโมทย์มิตร
ภาพโสภิตความฝันอันเป็นจริง

มาลัยร้อยรอยช้ำย้ำให้ซึ้ง
บุปผาพึงเผือดเฉาเศร้าโศกสิง
มาลัยพจน์บทกวีที่อ้างอิง
ยืนยงยิ่งยิ่งมาลัยใดจะปาน

ขอให้เป็นเช่นอุษาฟ้ารุ่งสาง
ลบเลือนรางผืนไผทผ่องไพศาล
ขอให้เป็นเช่นพิณรินกังวาน
ยามชีพผ่านมหันตภัยใดใดเทอญ

ทวีปวร , ๒๕๐๖

เดี๋ยวจะแวะมาคุยกับเพื่อนๆอีกครั้งนะครับ

แก้ไขเมื่อ 20 มิ.ย. 46 13:38:57

แก้ไขเมื่อ 20 มิ.ย. 46 10:15:15

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 20 มิ.ย. 46 10:10:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 17

แวะมาอ่านอย่างเดียวเลยค่ะ

สองบทข้างล่างนี้ เป็นที่คุ้นหู
และรู้จักกันแพร่หลายมากเลยค่ะ  

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
          **********
ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง
          **********


จากคุณ : pencil-2B - [ 20 มิ.ย. 46 13:28:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

เข้ามาอ่านและเข้ามา  "เก็บ"  เอาไปสอนนักเรียน  ขอบคุณทั่น  "จอมยุทธ์ฯ"  เป็นอย่างสูงครับ  

จากคุณ : ปะหล่อง - [ 20 มิ.ย. 46 14:12:54 A:202.29.78.85 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ขอบคุณมากค่ะ  เป็นกระทู้ที่จรรโลงใจมากจริงๆ  แนวเพื่อชีวิตแบบนี้   ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียน  เคยจดต่อๆกันมาจากสมุด Friend ship ของเพื่อนๆ   อาทิ
       ดวงใจ........
       หยุดไห้เสียทีเถิดหนา
       ดูจันทร์รูปเคียวเกี่ยวฟ้า
       โลมหล้าด้วยแสงเงินเย็น

       เรามีแต่โค้งสะพาน
       ต่างบ้านคับหัวแลเห็น
       แต่เช้าจดช้ำลำเค็ญ
       หลบเร้น ฝนร้าว  หนาวกาย

        น่าเสียดายที่วัยเยาว์  ทำให้เราขาดรายละเอียดสำคัญของผู้ประพันธ์  ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

       


จากคุณ : เพลง - [ 20 มิ.ย. 46 23:19:32 A:203.156.1.68 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

คุณเพลง  ๑๙
จากความทรงจำที่ลางเลือน
เข้าใจว่ากลอนบทนี้ชื่อ "ใต้โค้งสะพาน"  
เคยอ่านพบในหนังสือรวมกลอนที่ชื่อ"ขอบฟ้าขลิบทอง"
ของอุชเชนี
เดี๋ยวคุณจอมยุทธฯคงมาให้รายละเอียด


จากคุณ : xxx(เฒ่า) - [ 21 มิ.ย. 46 08:51:23 A:203.150.32.43 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

คุณเพลง/๑๙

บทกวีที่คุณเพลงยกมา เป็นของ อุชเชนี ที่ชื่อว่า "ใต้โค้งสะพาน" ตามที่พี่ xxx(เฒ่า) บอกมา
ถูกต้องแล้วครับ

งั้นจอมยุทธฯ ขอคุยอะไรเหล้นๆ เกี่ยวกับบทกวี "ใต้โค้งสะพาน" หน่อยนะขอรับ

ว่ากันว่าบทกวีที่มีเนื้อหาออกแนวสะท้อนสังคมบทแรกและเป็นที่กล่าวขานกันมากของอุชเชนีคือบท "ใต้โค้ง
สะพาน" ตีพิมพ์ลงในหนังสือการเมือง ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๑ บทกวีบทนี้ชาวคณะอักษรศาสตร์
จุฬาฯ เพื่อนร่วมงานของอุชเชนีวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าเธอเขียนออกมาได้อย่างไร

แต่บทกวีบทนี้ ยังเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้ เพราะแม้บ้านเมืองจะเจริญล้ำหน้ามาขนาดไหน แต่ใต้
โค้งสะพานจำนวนมากในเมืองใหญ่ๆ ก็ยังมีครอบครัวคนด้อยโอกาสอาศัยหลับนอนอยู่  แม้เวลา
จะผ่านมาห้าสิบกว่าปีแล้วก็ตาม

มาอ่านบทกวีชุดนี้แบบเต็มๆอีกครั้งแลัวกัน ขอรับ

ใต้โค้งสะพาน

๏ ดวงใจ                                    หยุดให้เสียทีเถิดหนา
ดูจันทร์รูปเคียวเกี่ยวฟ้า                 โลมหล้าด้วยแสงเงินเย็น
เรามีแต่โค้งสะพาน                 ต่างบ้านคุ้มหัวไม่เห็น
แต่เช้าถึงค่ำลำเค็ญ                 หลบเร้นฝนร้าวหนาวกาย
ละเมอว่านั่นสายรุ้ง                 ผุดพุ่งรุ่งเร้าเฝ้าหมาย
โยงสุขสู่กันบั้นปลาย                  ฝันร้ายรุ้งเฝือเหลือเงา
เพียงโค้งสะพานอันเดิม          ช่วยเสริมความหวังช่างเขลา
แต่คนยากเข็ญเช่นเรา                  มีมากมิเบาเจ้าเอย
ถูกเขาขับไสไล่ส่ง                  คงแต่ใจตรงเปิดเผย
เราซื่อเราโง่ทรามเชย                  แต่มีหรือเคยคดใคร?
พราวเดือนเลื่อนลับอับแฝง              หิ่งห้อยยังแจงแสงใส
ความหวังแม้คลาดพลาดไป             อาจฟื้นคืนใหม่นานา
ด้วยใจแนบเรียงเคียงสนิท               มิ่งมิตรจงพิงอกข้า
หยัดอยู่สู้โลกพาลา                  จนกว่าอรุณรุ่งราง ๚

อุชเชนี

บ่ายๆจะมาทักทายเพื่อนๆพร้อมบทกวีชุดใหม่นะขอรับ

แก้ไขเมื่อ 21 มิ.ย. 46 10:52:18

แก้ไขเมื่อ 21 มิ.ย. 46 10:51:05

แก้ไขเมื่อ 21 มิ.ย. 46 10:48:14

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 21 มิ.ย. 46 10:47:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 22

คุณ xxx(เฒ่า)...ของพันทิพ...ช่างคล้าย...น้าเคราทู่แห่งบ้าน..thaipoet.com...ที่ปิดไปแล้วจังเลย...สวัสดีครับ

ชอบบทข้างล่างนี้ตั้งแต่เรียนมัธยมต้น...ตอนนั้นบรรยากาศทางการเมืองกำลังร้อนฉ่า...ฟังยานเกราะ...อ่านตะวันสยาม...ดาวสยาม...สยามนิกร...เลยได้บทกวีที่ลงพิมพ์ในมติชนยุคเปิดตัวใหม่ๆราวปี..2520บวก-ลบ...ลอกเก็บไว้บ้าง...จะเอามาแจมด้วยครับ...จอมยุทธฯ

๏ ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว
แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี
ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้
แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ...
.....
พิกุลไพรในกระถางวางประดับ....
ให้เนื่องนับเป็นไม้พรรณอันสดสวย

จำได้2บรรทัดแรกเอง...แล้วจะหามาเพิ่มครับ

แก้ไขเมื่อ 21 มิ.ย. 46 13:48:18

จากคุณ : สดายุ (สดายุ...) - [ 21 มิ.ย. 46 13:46:46 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 23

เดี๋ยวนี้ยังมีหนังสือกลอนผลงานของหลาย ๆท่านที่อาจอมยุทธฯ เอ่ยมา มีวางจำหน่ายไหมคะ  เพราะเวลาไปมุมกลอนทีไร หาอ่านงานเขียนแบบนี้ไม่ค่อยได้ค่ะ



จากคุณ : หลานต๊อง - [ 21 มิ.ย. 46 13:53:36 A:202.28.27.2 X:10.4.1.37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

เก็บเกี่ยว"บทกวีเพื่อชีวิต"
ชวนติดตามอ่านจริงหนอ
บางคนตั้งใจเฝ้ารอ
ช่วยกันสืบต่อวรรณกรรม
beer
แวะมาอ่าน ครับผม กระพริบตา


จากคุณ : Augustman (Augustman) - [ 21 มิ.ย. 46 14:04:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

มาลงชื่อไว้ก่อน ครับท่านจอมยุทธฯ ว่าง ๆ จะมาตามอ่าน ครับผม
ขื่อกระทู้น่าอ่านมาก ๆ ครับ


จากคุณ : พิราบเงิน - [ 21 มิ.ย. 46 14:48:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ขอบคุณมากค่ะ คุณ xxx(เฒ่า) และคุณจอมยุทธฯ  
ช่วยเติมแต่งความหลังวัยเยาว์ให้สมบูรณ์ยิ่ง
:-)


จากคุณ : เพลง - [ 21 มิ.ย. 46 14:51:33 A:203.113.51.103 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

ก่อนจะมาว่าถึงบทกวีชิ้นต่อไป มาทักทายเพื่อนๆกันก่อนขอรับ

พี่นินจา/๔

สองหูแว่ว แว่วเสียง เสียงบอกต่อ
ตายแล้วหนอ ลูกหนี้ หนีไปไหน
จะเก็บต้น ดอกเบี้ย...หนี้ กันที่ใคร
บังกลุ้มใจ น้ำตานอง ฟ้องน้องเมีย...

แหะ แหะ กลอนพาไปนะขอรับ

สาวน้อยร้อยแปด/๖
ขอบคุณครับที่ติดตาม

พี่ xxx(เฒ่า) / ๘,๒๐
สำหรับงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ จอมยุทธฯต้องนำเสนอแน่นอนขอรับ รออีกนิดแล้วกัน ผิดตกยกเว้น
ตามชอบขอรับ ฮิ ฮิ

สรอง๙๘๒/๙
ขอบคุณอีกครั้งครับ

ลูกลิง/๑๐
ไม่มีเครา...ก็ลองม้วนหางดูซิ ฮิ ฮิ

ดุกเผา(วิญญาณอสัญญา)/๑๓
อย่าลืมตามอ่านไปเรื่อยๆนา

คุณ syringe/๑๔
ขอบคุณมากครับ

คุณแพท/๑๕
ขอบคุณอีกเช่นกันครับ

น้อง pencil-2B/๑๗
แค่แวะเข้ามาชม จอมยุทธฯก็ดีใจแล้วขอรับ

ปะหล่อง/๑๘
แค่กระทู้นี้ จะเป็นประโยชน์บ้างจอมยุทธฯก็ดีใจสุดๆแล้วขอรับ

คุณเพลง / ๒๒,๒๖
ความทรงจำในวัยเยาว์ ยังงดงามเสมอขอรับ ขอบคุณที่ทำให้จอมยุทธฯระลึกถึงเช่นกัน ขอรับ

คุณสดายุ/๒๒
แหะ แหะ พี่xxx(เฒ่า) คงไม่ใช่ น้าเคราทู่แห่งบ้าน..thaipoet.com หรอกขอรับ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่จะหามาเพิ่มเติมล่วงหน้านะครับ จอมยุทธฯ รออ่านอยู่เหมือนกัน ฮิ ฮิ

หลานต๊อง/๒๓
หนังสือบางเล่มที่จอมยุทธฯ อ้างอิง คงจะไม่มีจำหน่ายแล้วละครับ นอกจากจะเจอตามร้านหนังสือเก่า
แต่ก็หายากมากเหมือนกัน ส่วนบางเล่มก็ยังมีจำหน่ายตามแผงหนังสือทั่วๆไป อาทิ
ขอบฟ้าขลิบทอง ของอุชเชนี , จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย ของทวีปวร เป็นต้น

ปู่ออฯ/๒๔
ขอบคุณครับ
beer beer beer

พิราบเงิน/๒๕
ขอบคุณเหมือนกันครับที่ติดตามอ่าน

ตอนต่อไปมาอ่านงานของ เปลื้อง วรรณศรี กันต่อขอรับ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 21 มิ.ย. 46 18:07:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

ขอบคุณท่านจอมยุทธ สำหรับบทกวี "เพลงชาติ" #11 ค่ะ ..

หากลอนบทนี้ แบบเต็มๆ มานานแล้ว .. ^^


จากคุณ : แม่มดพันปี - [ 21 มิ.ย. 46 21:26:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

แม้เมฆก็จะสลายกระจายฝอย
ภูเขาก็จะย่อยแยกแหลกเป็นผง
แม่น้ำกว้างที่ขวางจะแคบลง
เมื่อประสงค์ต่อสู้ชูสัจจธรรม ๚


นี่คือบทกวี ของนักคิด นักเขียน นักต่อสู้อำนาจผด็จการ ผู้มีบทบาทสำคัญท่านหนึ่งของสังคมไทย เปลื้อง วรรณศรี

เปลื้อง วรรณศรี เป็นผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์คนสำคัญท่านหนึ่ง ในการเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืน ใน "ขบวนการ
๑๑ ตุลา ๒๔๙๔" ที่สามารถชุมนุมเรียกร้องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คืนจากการยึดครองของคณะทหารได้สำเร็จ
คำขวัญปลุกใจที่ เปลื้อง วรรณศรี ร้อยกรองไว้ในครั้งนั้นและได้จารึกจดจำมาถึงคนรุ่นหลัง คือ

"หากขาดโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์............ก็ขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม"

เปลื้อง วรรณศรี มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายอย่าง เคยเป็น ส.ส. จังหวัดสุรินทร์ เมื่อ จอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ได้ยึดอำนาจตนเองเมื่อ ตุลาคม ๒๕๐๑ เปลื้อง วรรณศรี ถูกจับกุมและขังอยู่ประมาณแปดปี เมื่อได้รับการ
ปล่อยตัวก็ถูกคุกคามด้วยอำนาจมืด จึงหนีเข้าป่า และขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศจีนจนเสียชีวิต  

ผลงานอันโดดเด่นด้านหนึ่งของ เปลื้อง วรรณศรี คืองานกวีนิพนธ์เพื่อชีวิต ซึ่งท่านได้สร้างสรรค์ไว้หลายชิ้น จอมยุทธฯ
ขอยกมาให้อ่านสัก ๒ ชิ้นแล้วกัน ขอรับ


น้ำขวางที่กว้างจะแคบลง

๏ เห็นแม่น้ำที่ขวางหน้าประหม่าถอย
มัวนั่งคอยน้ำแห้งแล้งได้หรือ
หวังให้ตลิ่งวิ่งนำทางที่ขวางอือ
คิดก็คือบ้าใบ้ไร้ความคิด

ย่นทะเลด้วยเรือเมื่อจะข้าม
ต้องใช้ความมานะเข้าประดิษฐ์
อันอุปสรรคขวากขวางทางชีวิต
ก็ไม่ผิดแม่น้ำขวางหนทางคน

มีมือไว้ใช้อ้อนวอนความหวัง
ถ้ามีหลังไว้แบกแลกลาภผล
มีสมองไว้พร่ำยอมจำนน
ชีวิตตนคือทาสขาดสำนึก

ประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์พิสุทธิ์ด้วย
สองมือช่วยรังสรรค์ป้องกันศึก
พัฒนาโลกมา โอฬารึก
ด้วยความบึกบึนผืนอันยืนยง

แม้เมฆก็จะสลายกระจายฝอย
ภูเขาก็จะย่อยแยกแหลกเป็นผง
แม่น้ำกว้างที่ขวางจะแคบลง
เมื่อประสงค์ต่อสู้ชูสัจจธรรม ๚


เปลื้อง วรรณศรี

มาอ่านกันอีกชุดหนึ่งนะขอรับ

กรรมเวร?

๏ เห็นอาคารบ้านเรือนเหมือนนิมิต
เสกสถิตสูงเด่นเป็นสง่า
สลับสีที่ประจงลงทาบทา
ชะลอฟ้ามาดินแทบสิ้นอาย

ทั่วปราสาทราชวังที่รังสรรค์
เวียงสวรรค์ชั้นเทพได้เสพสาย
อีกวัดวาอารามอร่ามราย
มันมากมายเกินกว่าจะจารึก

สร้างให้เขาอยู่เย็นและเป็นสุข
เสพสนุกจนตายเช้าบ่ายดึก
แต่คนสร้างแท้แท้ได้แต่นึก
ได้แต่ฝึกฝันสรวงหลอกลวงเรา

แท้เวียงสวรรค์ชั้นฟ้าปักคาหลัง
เราแต่ตั้งหน้าสร้างอย่างน่าเศร้า
คนที่นอนช้อนทองประคองเอา
คอยแต่เฝ้าเร้าหลอกบอกว่าเวร

เวรอะไรที่ไหนใส่มาหนอ?
เวรที่ป้อยอหมดปดเณรเถร
เวรที่คนเช่นกันมากั้นเกณฑ์
มันควรเข่นขับไสไปนรก ! ๚


เปลื้อง วรรณศรี ,๒๕๐๐


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 21 มิ.ย. 46 22:17:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

ไม่มีกรอบกรองคำก็งามได้
อยู่แต่ใครจะไปถึงซึ่งได้ที่
เมื่อสำนึกลึกซึ้งถึงกวี
มีไม่มีฉันทลักษณ์ไม่รู้แล้ว

สุจิตต์ วงศ์เทศ , ลืมฉันทลักษณ์บ้างก็ได้

สุจิตต์ วงศ์เทศ เริ่มมีชื่อเสียงในการขีดเขียนในช่วงที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรประมาณปี ๒๕๐๗-๒๕๑๓ งานกวีนิพนธ์
ที่เด่นๆในช่วงนั้นคือ กุเป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งตีพิมพ์รวมเล่มปี ๒๕๑๒

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ สุจิตต์ วงศ์เทศ และเพื่อนๆ เริ่มต้นทำหนังสือ ประชาชาติ รายสัปดาห์ (พ.ย. ๒๕๑๖)
และ ประชาชาติรายวัน (ก.ค. ๒๕๑๗) หนังสือทั้ง ๒ ฉบับเป็นหนังสือพิมพ์แนวหน้าในการเสนอข่าวและความคิดเห็นในยุค
เสรีภาพของประเทศไทยจาก ๒๕๑๖ - ๒๕๑๙ เป็นอย่างดี และก็โดนปิดเมื่อเกิดรัฐประหาร ๖ ต.ค. ๒๕๑๙

งานกวีนิพนธ์ของ สุจิตต์ วงศ์เทศ ในช่วงนั้นจึงสะท้อนความเป็นไปของสังคมได้เป็นอย่างดี อาทิ

ดอกโสนบานเช้า......................ดอกคัดเค้าบานเย็น
ออกพรรษามาตระเวณ............ที่อนุสาวรีย์ทูน  
ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง..................มีแต่รัฐธรรมนูญ
แม่กับพ่อก็อาดูร......................แต่ภูมิใจลูกชายเอย

เจ้าขุนทอง , ๒๕๑๖

หรือ

ทำนาหาข้าวเลี้ยงประเทศ
ข้าวก็ดีวิเศษสดใส
รายได้ขายข้าวรวยกำไร
แต่ตกเป็นของใครก็ไมรู้

ขี่ม้าออกจากเมือง , ๒๕๑๗

หรือ

เมื่อพูดกันไม่ได้ก็ไม่พูด
จะทำปากให้เป็นตูดพูดไม่ได้
จะได้รู้กันว่าประเทศไทย
เป็นของคนหัวใสสองสามคน

ถ้าความจนถูกหาว่าขบถ
เพื่อให้ความรวยกดกลางถนน
กุก็พร้อมจะขบถรดน้ำมนต์
กราบพระออกปล้นความเป็นธรรม

กุจะเป็นขบถ , ๒๕๑๗

มาอ่านงานเต็มๆ ของสุจิตต์ วงศ์เทศ สักชุดดีกว่าขอรับ

สวัสดี : ปีขาล

วัวลำพองก้องท้องสนามหลวง
ลำพองควงคูเขาเข้าเข่นเขี้ยว
บางวัววิ่งกราดดูปราดเปรียว
บางวัวลดเลี้ยวโลดลำพอง

คุควันหวั่นไหวในสนาม
วู่วามอุตลุดสุดสยอง
โอ้-ฉลูชูเขาก้าวคะนอง
กระทั่งหมองไปทั้งกรุงทุ่งพระเมรุ

หนีฉลูชูเขานี่เข้าขาล
จะต้องสู้เสือผ่านมาผกเผ่น
หรือจะเป็นมิตรตายคลายลำเค็ญ
มองไม่เห็นสิ่งใดได้แต่มอง

อยากให้เป็นเสือสู้ทรราช
เหมือนฟันเฟือง-กนกฟาดศัตรูหมอง
จะได้ช่วยประชาขนทั้งเมืองทอง
ประชาชาติจะได้ร้องโศลกทิพย์

ถ้าขาลเป็นเช่นผู้ฉลูบ้า
เหมือนที่เคยปากว่าตาขยิบ
ประเทศไทยก็จะถอยไปลิบลิบ
เพราะผู้คนสิบทิศต้องตกตาย

โอ้-ขาลเอ๋ยเคยขานกันเสมอ
อย่าเผลอเรอเลี้ยวลดให้หมดหมาย
สิ้นคาวีมีหลวิชัยชาย
คงช่วยชุบชูร้ายให้กลายดี

หากคบกันไม่ได้ก็ไม่คบ
คงต้องรบกันให้ตายไปเป็นผี
เพื่อสร้างบ้านสร้างเมืองเรืองฤทธี
เป็นเมืองดีปีใหม่เมืองไทยเอย ๚

สุจิตต์ วงศ์เทศ , ๒๕๑๗


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 21 มิ.ย. 46 22:18:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

มีใครพอจะจำหรือรู้จักกลอนบทนี้ได้ไหมคะ...

โลกภายนอกกว้างไกล ใครใครรู้
โลกภายในลึกซึ้งอยู่ รู้บ้างไหม
อยากมองโลกภายนอกมองออกไป
อยากมองโลกภายใน ให้มองตน

กับบทนี้ ที่จำได้แค่ 2 บรรทัดสุดท้านบอกว่า...

....
ทางข้างหน้า มีหุบเหว มีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไป อย่างไรกัน

อยากทราบว่าใครประพันธ์น่ะค่ะ และบทเต็ม ของบทหลังว่าอย่างไร

ตามอ่านมาเรื่อย ๆ ตั่งแต่กระทู้ก่อนด้วยความดึ่มด่ำกำซาบค่ะ  ขอบคุณผู้รู้ทั้งหลายที่ช่วยกันจรรโลงวงวรรณกรรมให้รื่นรมย์ค่ะ


จากคุณ : แม่ไก่ - [ 22 มิ.ย. 46 09:17:06 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

โลกภายนอกกว้างไกล ใครใครรู้
โลกภายในลึกซึ้งอยู่ รู้บ้างไหม
อยากมองโลกภายนอกมองออกไป
อยากมองโลกภายใน ให้มองตน

กับบทนี้ ที่จำได้แค่ 2 บรรทัดสุดท้านบอกว่า...

....
ทางข้างหน้า มีหุบเหว มีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไป อย่างไรกัน

บทแรกเคยเห็นในหนังสือของท่านพุทธทาส
บทหลังใช่บทเพลงหนึ่งของกรรมาชน?

ไม่แน่ใจเหมือนกัน


จากคุณ : บังอร - [ 22 มิ.ย. 46 12:05:53 A:202.183.228.67 X:203.170.132.108 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

flower

มานั่งเป็นกองเชียร์ กะ คอยส่งเสบียง อิๆ

wink


จากคุณ : ศาลาไทย (salathai) - [ 22 มิ.ย. 46 14:22:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

จอมยุทธฯ ต้องขอขอบคุณ คุณบังอร/๓๒ ที่มาให้ความกระจ่างสำหรับคำถาม
ุคุณแม่ไก่/๓๑ จอมยุทธฯเองก็พยายามค้นแล้วแต่ไม่เจอขอรับ

สำหรับบท

....
ทางข้างหน้า มีหุบเหว มีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไป อย่างไรกัน

จอมยุทธฯ ค้นเจอบทกวีบทนี้แต่ไม่ระบุคนแต่งไม่แน่ใจว่าจะใช่หรือเปล่า
ขอนำมาวางไว้ด้วยแล้วกัน ขอรับ

ทางข้างหน้าลางเลือนเหมือนว่างเปล่า
แดดจะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้
ที่ตรงโน้นมีหุบเหวมีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไปอย่างไรกัน

อนาคตนั้นช่างคดเคี้ยว
มันลดเลี้ยวเลี้ยวไปใช่สุขสันต์
ยากลำบากใช่เพียงแค่ชั่ววัน
แต่จะต้องฝ่าฟันจนวันตาย

บนหนทางแม้มีสิ่งใดขวาง
ไม่อาจกางกั้นฉันและเธอได้
หนทางนี้สัญญาอย่างมั่นใจ
ด้วยพลังยิ่งใหญ่มั่นในศรัทธา

จะขอฝ่าฟันข้ามความทุกข์ยาก
จะลำบากลองสู้ดูเถิดหนา
จะร่วมแรงร่วมกันด้วยศรัทธา
ทางข้างหน้าสู่ชัยที่หมายปอง

จอมยุทธฯ เองก็คิดว่าบทกวีชุดนี้เป็นเพลงๆหนึ่ง แม้ไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงของใคร
แต่คิดว่าคุณบังอรน่าจะจำไม่ผิดพลาด น่าจะเป็นของ กรรมาชน จริงๆ

ต้องขอตัวไปทานอาหารเย็นก่อนขอรับ คืนนี้จะมาต่อบทกวีชุดต่อไปครับ



จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 22 มิ.ย. 46 18:55:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

เข้ามาทักทาย  และสวัสดีทุกท่านค่ะ :-)
ชอบบทกวีทุกบทที่นำมาให้อ่าน
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ค่ะ


จากคุณ : เพลง - [ 22 มิ.ย. 46 21:05:53 A:203.113.51.100 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

จิตร ภูมิศักดิ์

บทกวีบทที่ พี่ xxx(เฒ่า) ยกมาในความเห็น ๘ เป็นบทกวีบทหนึ่งซึ่งโด่งดังมากทั้งก่อนและหลัง
เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ โดยเฉพาะในการชุมนุมครั้งต่างๆ ต้องมีบทกวีบทนี้ในการปลุกเร้า
ความคิดของผู้ชุมนุม จนเป็นที่จดจำได้ทั่วไป

เจ้าของผลงานบทกวีบทนี้คือ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อมวลชนที่สำคัญท่านหนึ่ง
ของเมืองไทย เป็นนักคิด นักเขียนผู้มีนามปากกาหลายหลาก อาทิ กวีการเมือง, กวีศรีสยาม,
ศรีนาคร, ทีปกร, สมสมัย ศรีศูทรพรรณ และ สมชาย ปรีชาเจริญ เป็นต้น

จิตร ภูมิศักดิ์ เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่เป็นนิสิตปีที่สาม ของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ประมาณปี
๒๔๙๖ ด้วยความสนใจทางการเมือง ในฐานะสาราณียกรของสโมสรนิสิต ได้ออกหนังสือ "๒๓ ตุลา"
ที่มี บทความ เรื่องสั้น กาพย์กลอน ที่มีเนื้อหาทางการเมือง เป็นผลให้หนังสือถูกอายัติ และท่านต้อง
ถูกพักการเรียนหนึ่งปี ยิ่งกว่านั้นยังต้องถูก "โยนบก" จากนิสิตบางกลุ่ม จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
(อ่านรายละเอียดที่ความเห็นที่ ๑ บทกวีของอุชเชนี)

จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกจับคุมขังเมื่อปี ๒๕๐๑ ในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิ ศาลสั่งยกฟ้องเมื่อปี ๒๕๐๗ แต่
เนื่องจากถูกเพ่งเล็งจากทางการ จึงตัดสินใจเข้าป่าเมื่อปี ๒๕๐๘ ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่
๕ พ.ค.๒๕๐๙ ขณะอายุย่าง ๓๐ ปี
 
แต่ผลงานที่คงอยู่ คือสิ่งที่เป็นอมตะสำหรับนักกวีท่านนี้ โดยเฉพาะบทที่โด่งดังมาก "เปิบข้าว"

เปิบข้าว

เปิบข้าวทุกคราวคำ..................จงสูจำเป็นอาจินต์
เหงื่อกุที่สูกิน..........................จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส............................ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน...................และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง....................ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว................ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด..................ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น.......................จึงแปรรวงมาเป็นกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง......................และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกุทั้งสิ้น.......................ที่สูซดกำซาบฟัน

จิตร ภูมิศักดิ์ จากงานกวีนิพนธ์ "วิญญาณหนังสือพิมพ์ คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง"

เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เป็นบทกวีอีกชุดที่แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นในพลังและศักยภาพ
ในตัวมนุษย์อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา ของจิตร ภูมิศักดิ์ ดังท่อนจบที่ว่า

"...ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้ามืดดับเดือนลับมลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน"

จิตร ภูมิศักดิ์ , แสงดาวแห่งศรัทธา

มาอ่านงานอีกชิ้นของ จิตร ภูมิศักดิ์ แล้วกันครับ

สู้อย่างไร ? นักปรัชญาบอกข้าที

๏ ลุกขึ้นเถิดเพื่อนยาไยหน้าเศร้า
คำเก่าๆมิได้บอกไว้ดอกหรือ
อย่าท้อแท้แพ้พึมชึมกระทือ
"ชีวิตคือการต่อสู้" รู้หรือยัง?

กันก็รู้อยู่หรอกเหนอไอ้เกลอแก้ว
ก็สู้แล้วจนหมดเนื้อเหลือแต่หนัง
ยิ่งนับวันมันยิ่งหดหมดกำลัง
สุดประทังกายชื่นฝืนดวงปราณ

เหงื่อก็หยดผดก็ผุดอุดทั้งร่าง
ทำทุกอย่างให้ได้มาเพียงอาหาร
เพื่อใส่ท้องประครองชนม์ให้ทนทาน
เพื่อทำงานที่เหงื่อหยดผดเห่อแดง

ชีวิตคนจนนี้มีวงวัฏ
เพียงฝืนกัดฟันทำงานกร้านแดดแข็ง
เพื่อได้กิน...ฮะ...กินซีให้มีแรง
เพื่อง่องแง่งทำงานซานต่อไป

"ชีวิตคือการต่อสู้" ดูเพราะเหลือ
เป็นยาเบื่อเมาหมักสำนักไหน ?
มีกฎกะชนะแพ้ไว้แค่ไร ?
เริ่มที่ใด ?... ที่ป่าลึกหรือตึกโต !

ข้าเริ่มต้นบนฟากฝาหลังคาแฝก
ออกมาแถกเหงื่อทะยานอยู่นานโข
เขาเริ่มต้นบนตึกงามหลังวามโว
ข้าก็โหล่ลับลิบชั่วพริบตา

"ชีวิตคือการต่อสู้" ...ฮู! น่าหัว
สู้เพื่อตัวเพียงคนเดียวเจียวหะหา
ใครเหี้ยมหาญทะยานนั่งหลังประชา
สูบสวาปามเลือดแห้งเหือดไป

"ชีวิตคือการต่อสู้" สู้ใครเหวย ?
วานช่วยเผยคู่ต่อสู้ข้าอยู่ไหน ?
"ชีวิตคือการต่อสู้" สู้เพื่อใคร ?
สู้อย่างไร ?... นักปรัชญาบอกข้าที ! ๚


เขียนในนามปากกา "ศรีนาคร" ตุลาคม ๒๔๙๘5

แก้ไขเมื่อ 30 มิ.ย. 46 13:19:02

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 22 มิ.ย. 46 22:47:58 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 37

แจ้งให้มิตรสหายผู้ติดตามกระทู้ บันทึกไว้ในวงวรรณ ทุกท่านทราบครับ

ด้วยวันที่ ๒๓-๒๗ มิ.ย.๔๖ นี้ จอมยุทธฯ ต้องเดินทางไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัด ดังนั้นคงจะ
ทิ้งกระทู้นี้ไปสัก ๕ วัน กลับมาแล้วจะนำงานกวีนิพนธ์ ของท่านอื่นๆมานำเสนอต่อนะขอรับ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 22 มิ.ย. 46 22:48:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ผมรออยู่นานแล้ว  และเอาใจลุ้นอยู่เงียบๆ ให้ชาวโคลงได้นำเสนอ
งานแบบอื่นออกมาบ้าง    เช่น  บทความ  บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับ
บทกวี   (เชิงบรรยาย พรรณนา  หรือวิจารณ์ ก็ตามที)    ในที่สุด
ความคิดฝันของผมก็บรรลุผล
เมื่อจอมยุทธฯ  วางการ์ดอย่างแข็งแกร่งแล้วนำเสนองานเชิงประวัติ
ให้เราอ่านกัน  ขอบคุณจริงๆ  

ไม่ว่ากวีจะเป็นพวกโรแมนติก  หรือเพื่อชีวิต
ต่างก็มีหน้าที่บันทึกยุคสมัยของตัวไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งเสมอ
งานแต่ละชิ้นจะเป็นหลักฐาน เป็นอารมณ์  เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์
สำหรับคนชั้นหลัง
การเปิดใจกว้างสำรวจงานทุกแนวถือว่า เป็นการเอกซ์เรย์งานกวีนิพนธ์  กวี และยุคสมัย
ไปพร้อมๆ กัน

คิดถึงเพื่อนชาวอาศรมทุกท่าน :)

ปล.  เพิ่งทราบว่า น้องชายขี้เมาไปเป็นอาจารย์ซะแล้ว เอากะมันซิ  ฮา


จากคุณ : ar@p - [ 23 มิ.ย. 46 09:18:31 A:210.4.140.159 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

สวสัดีค่ะ คุณบังอร...ขอบคุณมากค่ะ แสดงว่าบทที่ถามนั่นหลวงพ่อพุทธทาสแต่งหรือคะ แม่ไก่เคยเห็นในหนังสือของชมรมพุทธฯจุฬา น่ะค่ะ นานมากแล้วแต่จำได้ค่อนข้างขึ้นใจตรงคำว่า "ให้มองตน" นั่นแหละค่ะ
ขอบคุณท่านจอมยุทธฯมากค่ะ สำหรับบทเต็ม ๆ ของเพลงบทหลัง
จะตามอ่านไปเรื่อย ๆ ค่ะ


จากคุณ : แม่ไก่ - [ 23 มิ.ย. 46 09:35:02 A:203.113.51.103 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

ตามมาอ่านด้วยความอิ่มเอมครับ

มีความคิดเห็นเล็กน้อย ต่อบทกวี "เพลงชาติ" ครับ

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ
ใช่ผูกขาด"เผ่าไท"สหายเอ๋ย
ชื่อ"สยาม"นามเก่าเราคุ้นเคย
เขาว่าเชยเปลี่ยน"ไทยแลนด์"แม่นแล้ว"ปอ"

หลากหลายใช่หมายจะแบ่งแยก
ผิดแผกรวมกันเร่งก่อ
พวงผกาหลากสีงามละออ
ต่างพันธุ์ร่วมช่อ"พ่อหลวง"เดียว


จากคุณ : โมโน - [ 23 มิ.ย. 46 10:59:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

"อาพี"  จ๋า...หนูมาเป็นเรือจ้างอยู่ที่  "วิทยาลัยโยนก  ลำปาง"  นะ  นักศึกษาสาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น  
ดูแล้วก็สบายตา  เห็นแล้วก็สบายใจ
ถ้าว่าง ๆ ก็แวะมาคุยกันมั่งก็ได้  เหล้ายาปลาปิ้งไม่อั้น  (ถ้าสิ้นเดือนได้ก็ดี)  

แล้วเฮียสบายดีอ๊ะเปล่าล่ะ  หนูสบายดีนะ  อ้วน  (บวมเบียร์)  นิดหน่อย  

อยากอ่านกลอนของอาพีง่ะ  ไม่ได้เห็นนานแล้ว

"ถึงทั่นจอมยุทธ์"........

ข้าพเจ้ามิอาจไม่เอ่ยคำคำนี้ต่อทั่นได้  
การกระทำของทั่นยังผลให้วรรณพิภพ
ต้องสั่นสะเทือนอีกคราหนึ่ง  
เพียงแค่ทั่นซัดบทกวีที่คมปลาบออกมาจากหัวใจ
หมู่มารก็ต้องมีอันแต่พ่าย
แต่หัวใจของผู้ที่มีสัมผัสเหนือสำนึก...
กลับชุ่มชื่นอื่มเต็ม...ดังได้สมบัติอมรินทร์...
โอ...ขอคารวะทุกการกระทำในกระทู้นี้และกระทู้เช่นนี้  (มีคนบอกว่าให้เขียนบ่อย ๆ )
กันเปย...ท่านจอมยุทธ  กันเปยมวลสหายร่วมบรรณพิภพ...กันเปยโกวเล้ง...



จากคุณ : ปะหล่อง - [ 23 มิ.ย. 46 15:38:56 A:202.29.78.81 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

โอ้ ไม่ได้เข้ามาแผล็บเดียว ภาค 2 นี่ไปถึงขนาดนี้แล้วหรือ

มาร่วมติดตามต่อด้วยครับ ทั่นจอมยุทธ


จากคุณ : นักอ่านชั้นอะ - [ 23 มิ.ย. 46 16:52:44 A:203.63.77.4 X:150.245.115.206 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 43

ร่วมอ่าน ร่วมติดตาม
ร่วมซาบซึ้ง และร่วมชื่นชม
ขอบคุณท่านจอมยุทธและยังจะมาตามอ่านต่อไปค่ะ ^^


จากคุณ : =p o o k p u i= - [ 23 มิ.ย. 46 17:42:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44


ไปเจอเล่มนี้มาค่ะ
อาจจะไม่เกี่ยวกับบทกวีเพื่อชีวิต
แต่เห็นว่าน่าอ่านในหลายชิ้นที่เขียนถึงสนธิกาญจน์  กาญจนาส

สติแห่งมรณะ
เห่เรือเพลงเพลงเรือเมื่อหน้าหนาว
เปล่งประกายพรายพราวกล่อมดาวเหนือ
อุ่นไมตรีจิตย้ำทรงจำเจือ
แลเหลียวไปไม่เหลือแล้วเรือเพลง

ทั้งเพลงโศกเพลงลาขึ้นมารับ
งานที่เก่งย่อมดับกับคนเก่ง
ความหวังมีรออยู่บ้างก็วังเวง
แย่งบรรเลงเพลงลาอาลัยกัน

ชีวีนี้หนึ่งน้อย….   นักหนา
โลกก็ภาพมายา….    เท่านั้น
สนุกสุดเศร้าโศกา….  ตามกิเลศ
ตาดุจกำแพงกั้น….  แค่ให้เราเห็นฯ

แท้จริงอนันตภพนี้…  หนึ่งเดียว
กระโดดกระเด้งชั่วกระเดี๋ยว….   กลับแล้ว
ตานี่ประหลาดจริงเจียว…  นะพ่อ
ล่อหลอกว่านี่แก้ว….  โน่นกล้วยนั่นสีฯ

ยินดีในอสรพิษร้าย…  แปลงรูป  เพลินฤๅ
แม้กระทั่งเถ้าสถูป…    สุดท้าย
มนุษย์ต่างไอ้ตูบ…     ตรงที่
รู้เท่าทันเล่ห์ร้าย….     ห่อนร้อนตามแรงฯ

สนธิ   กลับเถิดเจ้า….    สนธิจักร  วาลเวย
กาญจน์  เศษทองติดรัก…  โลกนี้
กาญจน- หนึ่งที่พิงพัก…    เพียงแผล็บ เดียวพ่อ
นาสน์ พินาศสนิทชี้…   ช่องพ้นทางหลงฯ

ขรรค์ชัย  บุนปาน
๔ มกราคม ๒๕๒๕



จากคุณ : คุณหนูนา - [ 24 มิ.ย. 46 22:10:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

มาสวัสดีและขอบพระคุณพี่หนูนาครับ  ที่สรรหาสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เช่นนี้มาฝาก

จากคุณ : ปะหล่อง - [ 25 มิ.ย. 46 13:39:14 A:202.29.78.91 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46


ขอเสนองานที่เขียนถึงสนธิกาญจน์อีกชิ้นนะคะ
อันนี้ไม่แน่ใจนักแต่เห็นอยู่ในงานที่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เขียนไว้อาลัย  ใครทราบมาบอกด้วยนะคะ

แสนเสียดายนันทาที่น่ารัก
ชะล่านักเลี่ยงออกนอกถนน
มัวแต่หลงปลาบปลื้มจนลืมตน
ถูกรถยนต์แล่นทับดับชีวา
นิจจาเอ๋ยเคยเห็นทุกเย็นเช้า
กลับเหลือแต่กรงเปล่าไม่เห็นหน้า
เคยวิ่งเล่นด้วยกันทุกวันมา
ช่างทิ้งข้าเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจเอย


บทเต็มๆค่ะ

สนธิกาญจน์
ต้นตำแหน่งแต่งตำนานพรานภาษา
เสาะสมบัติวัฒนธรรมจดจำมา
ฝากชีวิตชีวาถ้อยพาที

มือที่เปิดสมุดไทยให้คนอ่าน
มือที่จารคำกลอนอักษรศรี
เราต้องรออย่างน้อยนับร้อยปี
จึงจะมีให้ประจักษ์สักหนึ่งคน

แสนเสียดายนันทาที่น่ารัก
ชะล่านักเลี่ยงออกนอกถนน
มัวแต่หลงปลาบปลื้มจนลืมตน
ถูกรถยนต์แล่นทับดับชีวา

นิจจาเอ๋ยเคยเห็นทุกเย็นเช้า
กลับเหลือแต่กรงเปล่าไม่เห็นหน้า
เคยวิ่งเล่นด้วยกันทุกวันมา
ช่างทิ้งข้าเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจเอย


จะเศร้าใจเจ็บใจไม่รู้จบ
เมื่อคนดีจะต้องพบกับคนชั่ว
มันมิใช่ความประมาทความขลาดกลัว  
ไม่ระมัดระวังตัวแต่อย่างใด

แม่ไก่น้อยนันทาชะล่านัก
ไก่ย่อมจักชะล่าประสาไก่
ถูกรถยนต์แล่นทับดับบรรลัย
จะโทษใครไก่หรือรถที่รุกราน

มันรุกรานลุกลามความเลวร้าย
อันตรายที่ไร้แกนไร้แก่นสาร
ยิ่งเจริญรุดหน้ายิ่งสามานย์
ยิ่งแหลกลาญเลวล้ำการทำลาย

ชีวิตคนมีค่าเหมือนปลาผัก
ไร้ศรีศักดิ์หลักประกันจะมั่นหมาย
ต้องสูญเสียคนดีอีกกี่ราย
พวกผีร้ายคนคดจึงหมดเมือง

สนธิกาญจน์
จากเมื่อวานถึงวันนี้พรุ่งนี้เนื่อง
งานภาษาสืบสรรค์อนันต์เนือง
ถึงชีพเปลื้องแต่ชื่อปลั่งเพราะสร้างงาน

ไม่แน่ใจนะคะว่าที่อ้างนั่นจะใช่ผลงานสนธิกาญจน์ไหม หรือแค่เอามาเปิดประเด็น


จากคุณ : คุณหนูนา - [ 25 มิ.ย. 46 19:03:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

จอมยุทธฯ เพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัด ขอรับ

หลังจากห่างหายกระทู้นี้ไปห้าวัน กลับมาดูกระทู้อีกที รู้สึกดีใจมากๆเลยขอรับ ที่เพื่อนๆยังให้ความสนใจ
กระทู้ในแนวนี้จนเกินความคาดคิดของจอมยุทธฯ ซะอีก อย่างนี้ต้องอ่านกันอีกยาว ฮ่า ฮ่า

ต้องขอขอบคุณพี่หนูนาขอรับ ที่มาช่วยเสริมในประเด็นบทกวีที่กล่าวถึง สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ ทำให้
จอมยุทธฯได้เปิดหูเปิดตาไปด้วย อย่างนี้ต้องมาช่วยเสริมบ่อยๆนะขอรับ

พูดถึง สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ หลายๆท่านอาจจะรู้จักท่านในแนวกลอนหวาน แต่ผลงานบทกวีในแนว
เพื่อสังคมก็มีผลงานอยู่หลายชิ้น มารู้จักท่านอีกสักนิดกับบทกวีที่ถือได้ว่าเป็นแนวเพื่อชีวิต ที่แต่งในยุค
ตุลาคม ๒๕๑๖ กันบ้างดีกว่า มาอ่านกันเลยขอรับ  

(บทกวีชุดนี้ไม่ปรากฎชื่อ)

๏ คลื่นลูกใหม่เริ่มท้าทะเลหลวง
รวีช่วงโชติฉายที่ชายผา
เงาทมึนของทมิฬสวมวิญญาณ์
คำรามบ้าคำรณร้องก้องแผ่นดิน

คลื่นลูกใหม่ประจัญหน้าทะเลหลวง
ไล่ทะลวงโขดเขินและเนินหิน
รณรงค์จนฟ้าน้ำตาริน
ทัพทมิฬบ้าคลั่งก็พังครืน

เหลือเลือดเนื้อซากศพกลบความเจ็บ
ทำลายเล็บเนื้อก็ช้ำ แต่จำฝืน
เพื่อเสรีนิรันดร์...อันยาวยืน
พิทักษ์พื้นทะเลหลวงของปวงชน

รวีช่วงโชติฉายที่ชายผา
คือสัญญาสยามแจ้งทุกแห่งหน
ขับความมืดความกลัว ความมัวมน
บนถนนของความคิด สิทธิ์เสรี

แว่วลำนำคำขับจับสำนึก
ให้รำลึกถึงความรัก ถึงศักดิ์ศรี
ถึงเมตตาการุณย์คุณความดี
เริ่มวันนี้แล้วประชาธิปไตย

จากรอยยิ้มของหัวใจสู่ใบหน้า
สู่แววตา สู่ความฝัน ของวันใหม่
ความฝันที่ไม่เหมือนฝันของวันใด
วันมีชัย...ธรรมศักดิ์พิทักษ์ธรรม ๚

สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์
๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 27 มิ.ย. 46 19:28:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

มารู้จักกับนักกลอนอีกท่านหนึ่งดีกว่าขอรับ

นักกลอนท่านนี้เติบโตมาในช่วงที่กลอนรักผลิบาน แต่งานกลอนทั้งหมดของท่านกลับแหวกแนว
เป็นงานสะท้อนชีวิตสังคมอย่างให้แง่คิด ผลิตงานกวีไม่กี่สิบชิ้น แต่ความงามและแง่คมของตัว
อักษร ส่งชื่อให้เป็นที่รู้จักทั่วไปในวงการช่วงปี ๒๕๐๙ ถึง ๒๕๑๖

จอมยุทธฯ กำลังพูดถึงนักกลอนจากรั้ววรรณศิลป์จุฬาฯ อีกท่านหนึ่งขอรับ "ปิยพันธ์ จัมปาสุต"
มาอ่านงานของท่านศักชิ้นแล้วกันขอรับ งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ในหนังสือรวมกลอน ชุด ใบไม้แห่งนาคร
ปี พ.ศ.๒๕๑๖ ร่วมกับนักกลอนอีกหลายท่าน บทกวีชิ้นนี้เป็นชื่อเดียวกับชื่อหนังสือเล่มนั้น ขอรับ

ใบไม้แห่งนาคร

๏ โดยลีลาเลื่อนไหลของสายน้ำ
เริงระบำกระแสซ่านผ่านป่าเขา
ท่วงทำนองแรงสาดอาจแผ่วเบา
หรือเร่งเร้ากระทบกระทั่งเซาะฝั่งไป

โดยลีลาความรู้สึกความนึกคิด
มิอาจปิดพลังงานการเลื่อนไหล
จากหัวใจสู่หัวใจและหัวใจ
คือสายใยโยงฝันพันธนา

จากนั้นการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่
ย่อมจะได้เริ่มต้นบนความกล้า
หัวใจจักชักนำเท้าให้ก้าวมา
รวมพลังเป็นมหามหาชน

บทเพลงแห่งแรงทะยานการต่อสู้
จะก้องกู่เกรียงไกรไปทุกหน
และเมื่อนั้นดินฟ้าที่ว่าทน
หรือจะพ้นเสียงสะเทือนเหมือนทุกที

ดวงตะวันแผดกล้าเกินคว้าไขว่
จากพื้นดินขึ้นไปไกลเหลือที่
บันใดศพทบซากซึ่งมากมี
ปีนขึ้นไปบดขยี้ดับตะวัน

ไม่มีการถึงจุดอันสุดสิ้น
เพลิงชีวินลุกลามตามเชื้อฝัน
คงลำต้นแห่งหัวใจไว้นิรันดร์
ชีวิตนั้นที่แท้แค่ใบไม้

ใบไม้แห่งนาครฟ้อนลมคว้าง
หมกดินสร้างอาหารค้ำลำต้นได้
ยิ่งหยั่งราก ผลิดอกและออกใบ
ซึ่งเป็นไปตามกฎการทดแทน ๚

ปิยพันธ์ จัมปาสุต

ไว้จอมยุทธฯ จะเข้ามาคุยทักทายเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่งนะขอรับ ตอนนี้ขอตัวไปเชียร์ ภราดร ก่อน
แหะ แหะ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 27 มิ.ย. 46 19:29:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

ที่ฝั่งสามย่าน  
นึกถึงกลอน ของ สโรชา  (สาโรช  พหลยุทธ)
ผู้ล่วงลับไปแล้ว

"ต้นมะขามสนามหลวงร่วงใบเหลือง
คนทั้งเมืองไม่เคยท้อการต่อสู้
ชีพที่ดับเลือดที่หลั่งลงพรั่งพรู
ยังยืนอยู่ยังหยัดกล้าอย่างท้าทาย"

เพลงดอกไม้  ของจิระนันทร์  พิตรปรีชา (อยู่ที่ห้องเฉลืมไทย??)

ดอกไม้               ดอกไม้จะบาน
บริษุทธิ์กล้าหาญ    จะบานในใจ
สีขาว                   หนุ่มสาวจะใฝ่
แน่วแน่แก้ไข         จุดไฟศรัทธา
เรียนรู้                   ต่อสู้มายา
ก้าวไปข้างหน้า        เข้าหามวลชน
ชีวิต                      อุทิศยอมทน
ฝ่าความสับสน          เพื่อผลประชา
ดอกไม้                   บานให้คุณค่า
จงบานช้าช้า            แต่ว่ายั่งยืน
ที่นี่และที่อื่นอื่น        ดอกไม้สดชื่น
ยื่นให้มวลชน

เพลงนี้ น้องใหม่ในยุคสมัยหนึ่งร้องกันได้เกือบทุกคน

อีกบทที่จำได้  เธอเขียนหลังจากกลับมาจากชนบทแล้ว??

"ฉันคือกรวดเม็ดร้าว
แหลกแล้วด้วยความเศร้าหมองหม่น
ปรารถนาธุลีทุรน
ดีกว่าทนกลั้นใจอยู่ไต้น้ำ"

(จากความทรงจำ ผิดตกยกเว้น)


จากคุณ : xxx(เฒ่า) - [ 27 มิ.ย. 46 20:45:12 A:203.150.32.43 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

"อยากให้ความรักเพื่อคนทั้งโลก
อยากจะให้โชคเพื่อคนทั้งหล้า
อยากให้รอยยิ้มลบคราบน้ำตา
อยากให้ชึวาพ้นทุกข์เป็นสุขสันต์

อยากจะให้ความรักทั้งหมดนี้????
อยากจะสร้างความดีไม่เคยหวั่น
อยากจะสร้างทั้งคืนและทั้งวัน
เพื่อชีวิตอันสั้นนั้นมีราคา"

กลอนสั้นๆของ ดอกตะแบกสีม่วง  ก็กลายเป็นเพลงที่
นักศึกษาสมัยหนึ่งพอที่จะรู้จัก


จากคุณ : xxx(เฒ่า) - [ 27 มิ.ย. 46 21:03:05 A:203.150.32.43 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 51

“โอ้ช่อทิพย์รวงทองน้องพี่เอ๋ย
ไปเถิดเอยเลิกต้นกำเลิกย่ำหญ้า
นาถูกริบเสียดอกเบี้ยเสียน้ำตา
ป่วยการเกี่ยวต้นกล้านานายทุน”

ปิ่นฤทัย  รวีปรีชา

เพลงชาวนา
เดี๋ยวจะมาโพสฉบับเต็มนะคะ


จากคุณ : คุณหนูนา - [ 27 มิ.ย. 46 22:36:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

ขอรบกวนพื้นที่ถามคุณแม่ไก่หน่อยค่ะ

เคยอ่าน The Falling leave หรือเปล่า?
มีฉบับแปล มั้ยคะ
จะหาอ่านได้ที่ไหน

ขอบคุณค่ะ


จากคุณ : บังอร (บังอร-บังเอิญ) - [ 29 มิ.ย. 46 20:39:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

จากภูพานถึงลานโพธิ์

๏ ดินสอโดมธรรมศาสตร์เด่นสู้ศึก
เพื่อจารึกหนี้เลือดอันเดือดดับ
หกตุลาเพื่อนเราล่วงลับ
มันแค้นคับเดือดระอุอกคุไฟ

เรามีเพียงมือเปล่ามันล้อมปราบ
ระเบิดบาปกระสุนบ้ามาสาดใส่
เสียงเหมือนแตรงานศพซบสิ้นใจ
สนามหญ้าคลุ้งกลิ่นไอคาวเลือดคน

มันตามจับตามฆ่าล่าถึงบ้าน
อ้างหลักฐานจับเข้าคุกทุกแห่งหน
เราอดทนถึงที่สุดก็สุดทน
จึงเปลี่ยนหนทางสู้ขึ้นภูพาน

อ้อมอกภูพานคือชีวิตใหม่
คือมหาวิทยาลัยคนกล้าหาญ
จะโค่นล้มไล่เฉดเผด็จการ
อันธพาลอเมริกาอย่าหวังครอง

สู้กับปืนต้องมีปืนยืนกระหน่ำ
พรรคชี้นำตะวันแดงสาดแสงส่อง
จรยุทธนำประชาสู่ฟ้าทอง
กรรมาชีพลั่นกลองอย่างเกรียงไกร

ในวันนี้ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์อาจเงียบหงอย
ก็เพียงช่วงรอคอยสู่วันใหม่
วันกองทัพประชาชนประกาศชัย
จะกลับไปกรีดเลือดพาลล้างลานโพธิ์ ๚

วัฒน์ วรรลยางกูร

จากภูพานถึงลานโพธิ์ เป็นบทกวีอีกชุดหนึ่งที่ผู้เขียนเขียนขึ้นในป่าหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  

วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้เขียนบทกวีชุดนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จนต้องทิ้ง
การศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกไปอยู่ป่า และกลับมาหลังเหตุการณ์สงบลงแล้ว

มาอ่านบทกวีของเขาอีกซักชุดดีกว่า ขอรับ

สอยดาวสาวเดือน

๏ โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
ล่วงเลยลับลาเดือนฟ้าหลวง
แก้วโกสุมฝันหายละลายดวง
ฤๅโศกทรวงซบหน้าน้ำตาริน

ดวงเดือนดับหายจากปลายฟ้า
ดวงตาแววหวังยังถวิล
พรุ่งนี้เช้าเอาอะไรที่ไหนกิน
พรุ่งนี้เช้าอาจสิ้นลมหายใจ

อันพราวตาวาวแวมทั้งแรมรุ่ง
ย่อมมองมุ่งหมายถามความหมายใหม่
เจ้าดวงเดือนดับดวงร่วงที่ใด
แท้ร่วงในธนาคารเคียงมารชน

โอ้เจ้าสาวคำดวงสิ้นคำหยาด
เขาผูกขาดเข้มแข็งทุกแห่งหน
คนกับคนทำนาประสาคน
ค่าคนจนเพียงฤดีธุลีดิน

เขาสอยดาวสาวเดือนดูเกลื่อนด้าว
มือยาวยาวแย่งยื้อกำมือสิ้น
มือสั้นสั้นสั้นสูบซูบซมฟุบดิน
แว่วสุดท้ายได้ยินเสียงปลุกเตือน

เจ้าเพื่อนแก้วโกสุมอย่าสุ่มเสี่ยง
คนเดินเคียงประชาชนถูกเชือดเฉือน
คอยคำดวงไปสอยดาวไปสาวเดือน
ดินสะเทือนฟ้าสะท้านสุดทานทน

เมื่อมีปากเปิดกู่อย่าอยู่นิ่ง
มีตีนวิ่งเบิกสร้างทางถนน
ในเงาปืนยืนประจัญยันประจญ
อุษาสรวลมวลชนจะโอบเดือน ๚

วัฒน์ วรรลยางกูร


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 30 มิ.ย. 46 13:13:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

เย็นๆหรือค่ำๆ จอมยุทธฯ จะเข้ามาคุยกับเพื่อนๆอีกครั้ง
พร้อมบทกวีชุดใหม่

ตอนนี้ต้องขอตัวทำงานก่อน ขอรับ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 30 มิ.ย. 46 13:22:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

ขอบคุณท่านจอมยุทธฯค่ะ

ขอรบกวนพื้นที่ตอบคำถามคุณบังอรนิดนึงนะคะ
ถ้าหมายถึง Falling Leaves ที่เป็นเรื่องราวของแพทย์หญิงชาวจีนละก็ เคยอ่านค่ะ แต่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้ เป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกเล่มหนึ่งค่ะ...แต่ค่อนข้างแพง
รู้สึกจะยังไม่มีใครแปลนะคะ ทั้ง ๆ ที่น่าแปลออกค่ะ คุณหมอเธอเขียนได้เหมือนนิยายเชียวค่ะ เป็นเรื่องราวในวัยเด็กของเธอในประเทศจีนน่ะค่ะชีวิตของเธอในช่วงนั้นค่อนข้างรันทด พ่อและพี่ไม่รักด้วยหาว่าเธอเป็นสาเหตุให้แม่ตาย (แม่เสียชีวิตหลังจากคลอดเธอ)ถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้งสารพัด ฯลฯ
ดูเถอะ จำชื่อเธอไม่ได้เสียอีก ต้องขอโทษด้วยค่ะ
เคยเห็นแว่บ ๆ ในเอเซียบุค เพนนินซูล่าค่ะ แล้วก็เพื่อนคนไต้หวันเขาซื้อมาจากร้าน Elite ในไทเป ไม่แน่ว่า Elite ในเมืองไทยจะมีหรือเปล่านะคะ

แต่ถ้าไม่ใช่เล่มนี้ละก็...คงไม่เคยอ่านอ่ะค่ะ


จากคุณ : แม่ไก่ - [ 30 มิ.ย. 46 15:54:07 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 56


จาก  “เพลงชาวนา”  
หากใครเคยฟังบทเพลงของกรมศิลปากรที่ชื่อ  “เต้นกำรำเคียว”  อันเป็นการรำประกอบเพลงของคนภาคกลาง
แถบนครสวรรค์จะเห็นภาพจากงานกวีชิ้นนี้ได้ดีค่ะ

เพลงนี้หาฟังยากมากแล้วนอกจากหาซื้อเทปหรือแผ่นเก่าๆของกรมศิลปากร  

เพลงใบไผ่ไหวหวานกังวานเศร้า
รวงข้าวเฉาซีดเซียวเหี่ยวแห้งสิ้น
อ่อนระเนนเอนพับลงกับดิน
ความเศร้าหมองคลองถิ่นทั่วดินดอน

โอ้หลับตาคราใดใจหวามวาบ
คิดถึงภาพเพลงฝันวันก่อนก่อน
ที่ท้องนาสายัณห์ตะวันรอน
เสียงเว้าวอนชวนเต้นกำรำเคียวกัน

“มาเถิดเอยเอ๋ยรามานะแม่  
ทั้งสาวแก่อย่ารังเกียจหรือเดียดฉันท์
มาเต้นกำย่ำหญ้าในนาพลัน”

สาวจำนรรจ์ตอบหนุ่มเสียงนุ่มนวล

“มาเถิดเอยเอ๋ยรามารึพ่อ
ฝนกระจายปลายนาหนอเป็นบ่อถ้วน”

หนุ่มผันเพลงฟังเพลินกล่าวเชิญชวน
ทรามสงวนนวลน้องมาร้องรำ

“รำเถิดเอยเอ๋ยรามาเถิดน้อง
แม่รูปทองใส่เสื้อดีสีคมขำ
น้อยรึแน่แม่ห่มแต่สีดอกดำ
เชื้อระบำเก่าเอย”
 หนุ่มเอ่ยวอน

“ฉะฉ่าฉะฉ่าชาร่อนมาเถิด  
แม่งามเฉิดศรีสมัยสายสมร
โอ้สีนวลรูปร่างเหมือนอย่างมอญ
เจ้าอ้อนแอ้นแขนอ่อนจะร่อนลม”


สาวสะเทิ้นเมินเมียงรำเคียงคู่
โต้ตอบอยู่หยอกกันสุขบรรสม
เจ้าเอียงอายชายตามาลอบชม
หวานตาคมหวานคำยามรำเคียว

เพลงรักลับวับวายคลับคล้ายฝัน
ท้องนาอันซบเซายิ่งเปล่าเปลี่ยว
ข้าวระเนนเอนลิ่วเป็นทิวเทียว
แว่วเพลงเกี่ยวเปลี่ยนทำนองเป็นร้องลา

“โอ้ช่อทิพย์รวงทองน้องพี่เอ๋ย
ไปเถิดเอยเลิกต้นกำเลิกย่ำหญ้า
นาถูกริบเสียดอกเบี้ยเสียน้ำตา
ป่วยการเกี่ยวต้นกล้านานายทุน”



จากคุณ : คุณหนูนา - [ 30 มิ.ย. 46 19:12:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 57


ได้ติดตามอ่านด้วยความยินดี เลยขอมาแลกเปลี่ยนพูดคุยบ้าง
เห็นหลายท่านพูดถึงร้อยกรองหลาย ๆ ชิ้น ของหลาย ๆ ท่าน
ซึ่งบางส่วนก็ถูกนำมาลงท่วงทำนองและจังหวะ เป็นบทเพลง
ที่ติดตราตรึงในใจผู้คน ซึ่งก็คงเป็นเพราะวรรคทองนั่นเอง

บทกวีหลาย ๆ บท ของหลาย ๆ ท่าน เอาเฉพาะในสายธารเพื่อชีวิต
ก็เห็นว่า มีมากมายที่คุ้นหู คุ้นตา และคุ้นใจ เพราะถูกถ่ายทอด
ในท่วงทำนองของบทเพลง ขอหยิบยกมาพูดถึงอีกทีในบางเสี้ยว
พอเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้ำจิ้มน้อย ๆ ในวงพูดคุยเสวนา
เอาแบบ “ไปตามเพลง” บางส่วนค้นเจอ บางส่วนมาจากความทรงจำ
ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยด้วย

เริ่มต้นที่ “คิดถึงบ้าน” ของ “อัศนี พลจันทร์” หรือ “นายผี” ที่มาเป็น เพลง “คิดถึงบ้าน”
ของ “คาราวาน” หรือ “เดือนเพ็ญ” ของ คาราบาว , คนด่านเกวียน และ ฯลฯ

เดือนเพ็ญ สวยเย็น เห็นอร่าม ……………..นภาแจ่มนวลดูงาม
เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า…………………….คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา

ร้อยกรองชิ้นนี้ ถ้าวางในรูปข้างต้น ก็อาจจะอยู่ในรูปของกาพย์ได้

หรือ “อิศาน” ของ “นายผี” ที่ถูกนำบางส่วนมาอยู่ในท่อนหนึ่งของ
บทเพลง “คาราวาน” โดย “คาราวาน”

ในฟ้าบ่มีน้ำ…………ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย……….คือเลือดหลั่งลงโลมดิน

หรือ “ตลิ่งของ” (ตลิ่งโขง) ของ “นายผี” ที่ “สุรชัย จันทิมาธร” นำมา
ใส่ทำนองเป็นบทเพลงชื่อเดียวกัน ในงานเดี่ยวชิ้นหนึ่ง

ตลิ่งของสองข้างทางน้ำของ……………..แม้ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า
เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา……………..ถึงตี-นท่าก็ลื่นลู่ดั่งถูเทียน
เหงื่อที่รินไหลโลมลงโทรมร่าง……………แต่ละย่างตี-นยันสั่นถึงเศียร
อันความทุกข์มากมายหลายเล่มเกวียน…ก็วนเวียนอยู่กับของสองฝั่งเอย

หรืออีกชิ้นหนึ่งที่เราเคยคุ้น ก็คือ “เปิบข้าว” ของ “จิตร ภูมิศักดิ์”
เขียนในรูปของกาพย์ยานี และ “คาราวาน” นำมาใส่จังหวะและทำนอง

เปิบข้าวทุกคราวคำ……….จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกุที่สูกิน………………จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส……………….ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน…………และขมขื่นจนเขียวคาว

เช่นเดียวกับงานชื่อ “ทะเลชีวิต” ของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ก็ถูกนำมา
ใส่ทำนองเพลงจนติดตราตรึงใจแม้จนขณะนี้

ลมหวิว……………………………….เจ้าแผ่วโชยพลิ้วมาปลอบใจข้า
สิ่งที่ใฝ่ฝันจงอย่าโรยรา………………บรรเจิดอยู่บนนภาที่แสนไกล
ดวงดาวเอ๋ยวอนดาวโปรดจงปราณี…วานดาวชี้ทิศทางให้แก่เพื่อนใจ
จงส่งผองพลังยืนหยัดสู้ไป……………ฝ่าฟันจนเขามีชัยอยู่ทุกคืนวัน

หรืออย่าง “บทกวีนิรนาม” บทนี้ ที่มีการถามถึง

ทางข้างหน้าลางเลือนเหมือนว่างเปล่า
แดดจะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้
ที่ตรงโน้นมีหุบเหวมีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไปอย่างไรกัน

อนาคตนั้นช่างคดเคี้ยว
มันลดเลี้ยวเลี้ยวไปใช่สุขสันต์
ยากลำบากใช่เพียงแค่ชั่ววัน
แต่จะต้องฝ่าฟันจนวันตาย

บนหนทางแม้มีสิ่งใดขวาง
ไม่อาจกางกั้นฉันและเธอได้
หนทางนี้สัญญาอย่างมั่นใจ
ด้วยพลังยิ่งใหญ่ในศรัทธา

จะขอฝ่าฟันข้ามความทุกข์ยาก
จะลำบากเราสู้ดูเถิดหนา
จะร่วมแรงร่วมกันด้วยศรัทธา
ทางข้างหน้าสู่ชัยที่หมายปอง

บทกวีข้างต้นนี้ ไม่ทราบผู้แต่งแน่ชัด แต่ก็ปรากฎรูปเป็นบทเพลง
ชื่อ “สู่เส้นชัย” โดยวง “พลังเพลง”

เช่นเดียวกับบทกวีอีกหลายชิ้น ที่เป็นบทเพลง โดยวง “พลังเพลง”

อาทิ “ดอกไม้” ของ “จิรนันท์ พิตรปรีชา” ที่เป็นเพลงในชื่อเดียวกัน

ดอกไม้………………...ดอกไม้จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ……….จะบานในใจ
สีขาว……………………หนุ่มสาวจะใฝ่
แน่วแน่แก้ไข…………….จุดไฟศรัทธา

หรือ บทกวี “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ของ “วิทยากร เชียงกูล” ก็ถูกนำมา
เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงชื่อ “เป้าหมายการศึกษา” โดยวง “พลังเพลง”

(พูด)……ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง………ฉันจึงมาหาความหมาย
…………ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย…..สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง………หรือจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา…………เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ
แท้ควรสหายคิด…………..และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ…………….ปลายทางเราที่เล่าเรียน

อีกชื่อหนึ่ง ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสายธารของคนเดือนตุลา
ชื่อของ “ธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์” กับร้อยกรองหลายชิ้น ที่ถูกนำมา
ใส่ท่วงทำนองเพลง เช่นว่า “รัตติกาล”

รัตติกาลนี้มัวมัน…………….ฟ้าหม่นมืดมิดทรมา
เดือนเลื่อนลับอำลา………….สีแดงทาบทาทั่วพื้นพนาแนวไพร
ฟ้าดับเดือนลับลาดิน………..หรือสิ้นความหวังวางวาย
ดาวบนฟ้าประกาย………….นั้นยังพร่างพรายตราบหัวใจคนมิเคยสูญสิ้นศรัทธา

หรือเพลง “คำสัญญาแห่งเดือนตุลาคม”

กลางป่าเขาเหน็บในหนาวลมผ่าน………….คืนที่แสงจันทร์มีความหมาย
ภาพแห่งความหลังยังฝังใจมิแหนงหน่าย…..อุดมการณ์ที่ฝันใฝ่ยังติดตรึง
พอรุ่งสางลางลางแสงทองส่อง……………..วันที่สมปองคงมาถึง
ความรักที่ปรารถนาพาใจให้คิดคำนึง……….ทะเลแม้ขวางตรึงจะฝ่าไป
ส่งเพลงบทนี้ผ่านข้ามขอบฟ้า……………….คำสัญญาแห่งเดือนตุลามิลืมเลือน
ยังย้ำเตือนคิดถึงเพื่อนผู้จากไป……………..ยังย้ำเตือนคิดถึงเพื่อนผู้จากไป

บทเพลงบทนี้ หลังจากที่ “ธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์” กลับจากป่าสู่เมือง ได้ปรับเนื้อหาใหม่
และให้ วงสตริงวัยรุ่นแห่งยุคสมัย นาม “สาว สาว สาว” ขับร้อง ในชื่อเพลง “คำสัญญา”

กลางหาดทรายเหน็บในหนาวลมผ่าน………คืนนี้แสงจันทร์มีความหมาย
ภาพแห่งความหลังครั้งเราเคยชิดใกล้..……..แรกรักฝังใจยังติดตรึง
พอรุ่งสางลางลางแสงทองส่อง………………วันที่สมปองคงมาถึง
รักที่ปรารถนาพาใจให้คิดคำนึง………………ทะเลแม้ขวางตรึงจะฝ่าไป
ส่งเพลงบทนี้ผ่านข้ามขอบฟ้า………………..คำสัญญาอยู่คู่ฟ้าและดาวเดือน
ยังย้ำเตือนไม่รู้เลือนไปจากใจ………………..ยังย้ำเตือนไม่รู้เลือนไปจากใจ

ความหมายที่ปรับเปลี่ยนในเนื้อหาเพลงบทหลัง หากอยู่ในกรอบความคิดเพื่ออุดมการณ์
ก็ยังอาจเห็นภาพของ “ความรัก” ในห้วงเวลาของการต่อสู้ได้ และหากมองผ่านกรอบคิด
ของยุคสมัยของ “สาว สาว สาว” ในมุมมอง “ความรัก” ของหนุ่มสาว ก็ยังงดงามนัก
นี่อาจเป็นอีกเสน่ห์ของนัยความหมายที่ซ่อนอยู่หลายนัย ของ “วรรคทอง” กระมัง

อีกคนหนึ่ง ในกระแสของคนเดือนตุลาคม ชื่อนี้ ก็คงต้องบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน
“เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” คู่ชีวิตของ “จิรนันท์ พิตรปรีชา” ณ วันนี้ เป็นนักวิชาการ
ที่ทรงพลังยิ่ง ทว่า สำหรับการต่อสู้ในอดีต ก็มีบทกวีชื่อ “ความคับแค้น”
ที่ถูกนำมาใส่ทำนองเพลงในชื่อเดียวกันเช่นกัน

ความคับแค้นครั้งนี้……………..จงแปรเปลี่ยนเป็นพลัง
ให้กล้าแกร่งดุจดังพายุโหม
เราจะลุกขึ้นสู้……………………เราจะยอมสู้ตาย
แม้ชีวาจะวายเราก็ยอมพลี



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 30 มิ.ย. 46 20:38:56 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 58


ในสายธารเพื่อชีวิต อีกชื่อหนึ่ง ที่ยังคงอยู่ แม้ร่างกายจะลาลับไปแล้ว ก็คือ “ประเสริฐ จันดำ”
ชื่อนี้ กับชิ้นงานร้อยกรอง และร้อยแก้วมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเนื้อหารับใช้สังคมทั้งสิ้น
ชิ้นงานชิ้นหนึ่งถูกเขียนขึ้น หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลังจากที่เจ้าตัวกลับไปทำนา
ที่หมู่บ้านซับแดง จ.ขอนแก่น กระทั่ง “วีรศักดิ์ สุนทรศรี” หนึ่งในสมาชิกคาราวานตามไปสมทบ
ก็ทำให้ “ประเสริฐ” เกิดแรงบันดาลใจ เขียนงานชื่อ “แปนเอิดเติด” และกลายมาเป็นบทเพลง
ของ “คาราวาน” ในเวลาต่อมา

แปนเอิดเติด……………………………..สายน้ำระเหิดระเหยหาย
ทุ่งโล่งโจงโปงไม้ยืนตาย………………….ลมแล้งแรงร้ายอยู่ตาปี
อิสานแดนดินที่ดาลเดือด…………………สายเลือดปู่สังกะสาย่าสังกะสี
ธรรมชาติไม่เคยปราณี……………………ทุรชาติมาย่ำยีกินแรง
ว่างเปล่าเหลือแสนแปนเอิดเติด………….เราเกิดในสังคมยื้อแย่ง
ไม่มีข้าวไม่มีปลาป่าแล้ง………………….ไม่มีแสงสว่างทางชีวิน
ว่างเปล่าเหลือแสนแปนเอิดเติด…………..รอระเบิดกาลเวลาถล่มสิ้น
ผู้คนกดขี่สูญสลายจากธรณิน…………….ว่างเปล่าเหมือนดินถิ่นอิสาน

หรืออีกชิ้นงานหนึ่ง ของ “ประเสริฐ” ที่เขียนขึ้น ณ บ้านลาดพร้าว ในคราวที่
“วิสา คัญทัพ” และ “สุรชัย จันทิมาธร” พักอยู่ร่วมกัน ในห้วงเวลา ปี ๒๕๑๘
เนื้อหาของบทร้อยกรอง เก็บเอาความรู้สึกจาก “หมู่บ้านซับแดง” จ.ขอนแก่น
มาบรรยาย และกลายเป็นบทเพลงที่ชื่อ “จดหมายชาวนา” เมื่อ “ประเสริฐ” เลือก
เดินทางเข้าป่า เพื่อร่วมต่อสู้กับ พคท.(ในยุคนั้น)

จดหมายชาวนาฉบับนี้………………เขียนที่บ้านป่าดงดอน
เขียนถึงผู้อยู่ในนคร………………….อันความเดือดร้อนชาวนายิ่งใหญ่
ทำนาก็บ่ได้ข้าว………………………ทำไร่ก็บ่พอกิน
ยากแค้นไปทั่วแดนดิน………………..ถูกขูดรีดกินเราแทบอดตาย

เพื่อนเอ๋ยจงเห็นใจเฮาบ้าง……………อย่าสร้างแอกกดคอกัน
ชีวิตมันไม่ใช่ความฝัน…………………ธรรมชาติลงทัณฑ์ก็ยังพอทน
เห็นใจคนจนบ้างเถิด………………….เราเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน
อย่าเย้ยอย่าเหยียดหยามหยัน………..เราคนเหมือนกันมันบ่มีชั้นชน

ยากจนอย่าตามเข่นฆ่า……………….ชาวนาจะหันต่อกร
โปรดจงช่วยไถ่ช่วยถอน……………….โอ้แสนออนซอนพวกเราชาวนา
ชนชั้นมันแยกกันไม่ได้…………………คนไทยร่วมแผ่นดินทอง
ยากแค้นอดอยากปากหมอง…………..อย่าให้เฮาต้องลุกฮือถือปืน

อันที่จริง บทร้อยกรองที่ถูกนำมาใส่ท่วงทำนองเพลงมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว
แต่หากจะกล่าวถึงเฉพาะในสายธารเพื่อชีวิต “คาราวาน” ก็นำมาใช้มิใช่น้อย
ซึ่งสมาชิกของวง “คาราวาน” แต่ละคน ก็ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณ “คนกวี” ทั้งสิ้น
งานชิ้นหนึ่งของ “คาราวาน” ที่ฝังลึกเป็นแม่แบบ ก็คือ “คนกับควาย”

“คนกับควาย” เป็นงานเขียนของ “สมคิด สิงสง” มี “สุรชัย จันทิมาธร”
ใส่ทำนองเพลง โดยนำท่วงทำนองเพลงสากลของ BOB DILAN ในชื่อเพลง
MASTER OF WAR มาใช้เป็นแม่แบบ

ในยุคนั้น ปัญหาเรื่องลิขสิทธิยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก และการหยิบยืม-ถ่ายเท
ท่วงทำนองระหว่างกัน ในสายธารวัฒนธรรม ก็ไม่สู้มีปัญหามากนัก โดยเฉพาะเมื่อ
ผู้หยิบยืมบอกกล่าวถึงที่มา จะเห็นได้ว่า เฉพาะเพลง “คนกับควาย” อันมีที่มาจาก
เพลงสากลของ BOB DILAN ก็มีเพลงลูกทุ่งอีกเพลงหนึ่ง ที่ใช้ทำนองเพลงเดียวกัน
นั่นก็คือเพลง “เราคนจน” ขับร้องโดย “สดใส ร่มโพธ์ทอง”

คนกับควาย : คาราวาน
คนกับคนทำนาประสาคน……………คนกับควายทำนาประสาควาย
คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ……ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน
แข็งขันการงานมาเนิ่นนาน……………สำราญเรื่อยมาพอสุขใจ
ไปเถิดไปพวกเราไปเถิดไป…………….เราแบกปืนแบกไถไปทำนา
ยากจนหม่นหมองมานานนัก………….นานนักน้ำตากุตกใน
ยากแค้นลำเค็ญในหัวใจ………………ร้อนรุ่มเพียงใดไม่หวั่นเกรง
เป็นบทเพลงเสียงเพลงแห่งความตาย….ความเป็นคนสลายลงไปพลัน
กฎุมพีกินแรงแบ่งชนชั้น………………..ชนชั้นชาวนาจึงต่ำลง
เหยียดหยามชาวนาว่าป่าดง.…………..สำคัญมั่นคงคือมันตาย

เราคนจน : สดใส ร่มโพธ์ทอง
เรามันคนชาวนาอยู่กับควาย…………..เรามันคนจนจนคนเดียวดาย
หน้าหนาวหน้าร้อนเราก็นอนหนาว……ขาดสาวเคียงอยู่คู่หมาย
แน่แล้วตัวเราคงหนาวตาย…………….ไร้สาวคู่กายแนบอุรา
โอ้ชาวนาหน้าดำกำด้ามเคียว…………ใครจะมาแลเหลียวให้เกี่ยวพา
สู้ทนอาภัพจับคันไถ…………………….ผิวกายดำขำตามประสา
ตากฝนตากลมตรมอุรา…………………มีไอ้ทุยเล็มหญ้าอยู่ริมทาง

การถ่ายเททางวัฒนธรรม ซึ่งกินความถึงการหยิบยืมมาใช้ ในลักษณ์เช่นว่านี้
เป็นไปตามห้วงเวลาที่ล่วงผ่าน ทว่า ก็ทำให้เกิดชิ้นงานร้อยกรองดี ๆ หลายชิ้น
กระทั่งนำมาสู่บทเพลงดี ๆ ที่อยู่ในความทรงจำอีกหลายชิ้น

เช่นว่า เพลงชื่อ “จิตร ภูมิศักดิ์” ของ “คาราวาน” ซึ่งเขียนขึ้น ณ ไร่ “คำสิงห์ ศรีนอก”
หรือ “ลาว คำหอม” นักเขียนนามอุโฆษ ซึ่งมีที่มา มาจากเพลง JOHN BARLEY COM
ของ วง TRAFIC  ซึ่งวง TRAFIC ก็ได้อิทธิพลความคิดและทำการดัดแปลง มาจากเพลง
ของ BOB DILAN ในขณะที่ BOB DILAN เอง ก็เขียนเพลงขึ้นโดยการดัดแปลงมาจาก
เพลงพื้นบ้าน ของ ไอริช

เขาตายในชายป่า……………..เลือดแดงทาดินเข็ญ
ยากเย็นข้นแค้นอับจน
…………………………..
………………………….
เขาตายเหมือนไร้ค่า…………..แต่ต่อมาก้องนาม
ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน
ชื่อ “จิตร ภูมิศักดิ์”……………..เป็นนักคิดนักเขียน
ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน

เช่นเดียวกับเพลง “สานแสงทอง” ของ “คาราวาน” ที่ “สุรชัย จันทิมาธร”
เขียนขึ้นเป็นบทกวี และหยิบยืมทำนองเพลงสากล ชื่อ FIND A COST OF
FREEDOM ของ CROSBY STILL NASH (AND) YOUNG

สานแสงทอง
ขอผองเรา จงมาร่วมกัน……………ผูกสัมพันธ์ยิ่งใหญ่
สานแสงทองของความเป็นไทย…….ด้วยหัวใจบริสุทธิ์

และยังมี งานอย่าง “ตายสิบเกิดแสน” ของ “คาราวาน” ที่มีที่มาจากเพลง
IT’S HARD RAIN GONNA FALL ของ BOB DILAN

ตายสิบเกิดเป็นแสน………….เพื่อถมแทนผู้สูญดับ

หรือ “สิ่งฝันในใจนี้” ที่มีที่มาจากเพลง BLOWING IN THE WIND ของ BOB DILAN

สิ่งฝันในใจนี้……………เราจะมีความทุกข์ร่วมกัน
เราฝันเราจะมีความสุขร่วมกัน

หรือ “แดนเสรี” ของ “คาราวาน” ที่มีที่มาจากเพลง LET FREEDOM RING ของ
TERRY ALLEN จากหนังเรื่อง AMERISIA

แดนเสรี
เมืองเราคือเมืองไมตรี……………นี้คือดินแดนเสรี
ข้าได้อุ่นอิง
ขแมร์ ลาว มอญ จีน ไทย………..หลายแนวหลายพันธ์เรียงราย
ขาว ดำ เหลือง แดง ไสว…………..ทำมาหากิน

LET FREEDOM RING
MY COUNTRY IT’S OF THEE……………..SWEET LAND OF LIBERTY
OF TREE I SING
LAND OF THE PIGRIM’S PRIDE…………..LAND WHERE MY FATHER DIE
FROM EVERY MOUNTAIN SIDE………….. LET FREEDOM RING



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 30 มิ.ย. 46 20:40:15 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 59


นอกจากการถ่ายเททางวัฒนธรรม ทั้งในรูปของการรับอิทธิพล จนถึงการหยิบยืม
และปรากฏชิ้นงานร้อยกรองชั้นดี จนนำสู่บทเพลงชั้นดีแล้ว ยังมีงานอีกหลายชิ้น
ที่เกิดจากแรงบันดาลใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และก่อเกิดเป็นชิ้นงานร้อยกรอง
กระทั่งนำสู่การใส่ท่วงทำนอง เป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่า และงานอย่าง “ล่องป่าบุ่น”
ที่ “มงคล อุทก” หนึ่งในสมาชิกคาราวานเขียนขึ้นจากเหตุการณ์ “บ้านล่องป่าบุ่น”
แล้วให้นักร้องหญิงแห่งวง “คุรุชน” ขับร้องเป็นคนแรก ก่อนที่จะนำงานชิ้นนี้ ไปร่วมวง
กับ “ซุยกิว” ของ ญี่ปุ่น บันทึกบทกวีมีทำนองชิ้นนี้ ให้งดงามอยู่ในความทรงจำต่อมา

อุ่นจากใจแม่เอย……………………..ใครไหนเลยอยากจากจร
บ้านเคยอยู่อู่เคยนอน………………..จำต้องจรจากลา
เหลือเพียงแต่เสาเผาดำเป็นตอ………โอ้นี่แหละหนอเขาทำกับข้า
บ้านล่องป่าบุ่นเป็นล่องน้ำตา…………สายธารธาราที่ข้าดื่มกิน
เหมือนนกต่างหมู่มาอยู่ร่วมรัง…………ช่วยกันปลูกฝังสร้างจนเป็นถิ่น
มาถูกเผาผลาญเพราะมารทมิฬ………..ต้องพลัดพรากถิ่นหมดสิ้นชาวบ้าน

ล่องป่าบุ่นแห่งความหลัง………………เราทุกคนยังหวังกลับมา
ภาพที่จำตรึงตรา……………………….ยังไม่เลือนจากใจ

เปลวไฟไหม้ลามท่ามกลางตะวัน……….เป็นจริงใช่ฝันเผากันต่อหน้า
อ.ส.ถือไฟ โยนใส่หลังคา……………….เจ้านายยิ้มร่า แม่ข้าร้องไห้
พี่น้องชาวไทยจงไตร่ตรองดู…………….จะให้ทนอยู่กันได้ไฉน
เจ็บปวดรวดร้าวยังจำติดใจ…………….ข้าขอลาไปหาไฟดับเพลิง

อุ่นจากใจแม่เอย…………………………ใครไหนเลยอยากจากจร
ถิ่นเคยอยู่อู่เคยนอน……………………..จำต้องจรจากลา
เสียงปืนเรียกขานก้องมาจากไพร……….ลำบากเพียงไหนขอร่วมฟันฝ่า
จนกว่าชีวิตของข้าดับสูญ……………….บ้านล่องป่าบุ่นต้องฟื้นคืนมา

และถ้าพูดถึงในสายธารเพื่อชีวิต และการก้าวข้ามทางวัฒนธรรมของร้อยกรอง
สู่การใส่ทำนองเพลง ชื่อของ “วิสา คัญทัพ” ก็คงจะข้ามไปมิได้ เพราะชิ้นงานร้อยกรอง
หลายต่อหลายชิ้น ถูกส่งผ่านมือ “สุรชัย จันทิมาธร” กระทั่งปรากฏเป็นบทเพลงงดงาม

เช่นว่า “น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว”

คนดีถูกฆ่ากลางถนน……………คนชั่วขึ้นนั่งบังลังค์บน
ฟ้าฝนจึงไม่ตกมา

หรือ “คนภูเขา” ที่ “วิสา คัญทัพ” เขียนขึ้น ณ ไร่ “คำสิงห์ ศรีนอก” และ “สุรชัย
จันทิมาธร” หยิบยืมทำนองเพลงสากลในภาพยนต์ NED KELLY อันมี MIC JACKER
แสดงนำ และ “ศรีบูรพา” แปลไว้ ในชื่อเรื่อง “ฉันไม่อยากเป็นขุนโจร” มาใส่อย่างลงตัว

ร้อยดาวร้อยเดือนมา………………..ร้อยเคียวมาเรียงเป็นวง
ร้อยใจสายใยยาว……………………กุเกี่ยวดาวมาไว้ดิน
ชาวนาผู้ขมขื่น……………………….เขาหยัดยืนขึ้นถือธง
คือคนคงคู่คน………………………..เปล่งเสียงสู้เหนือภูพาน
คือกุที่อยู่ป่า………………………….เป็นแนวหน้ากลางป่าเขา
คือดาวที่วาวเงา……………………..อันทอดดวงเพื่อปวงชน
ร้อยดาวร้อยเดือนมา………………...ร้อยเคียวมาเรียงเป็นวง
ร้อยชนที่ชูธรรม……………………….ชนจะนำไปชูไท

นี่ย่อมเป็นไปตามสายธารและการถ่ายเททางวัฒนธรรม ดุจเดียวกับ “ร้อยบุปผา”
ที่ร้อยสำนักประชันแข่งใจ

ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก……………….ร้อยสำนักประชันแข่งใจ
มวลดอกไม้พร่างำรายมาพร้อมพลัน
ร้อยดอกงามเด่นตระการ……………….แย้มบานในดวงใจ
ชูช่อธรรมสง่างามในนามศิลปิน

นี่อาจเป็นเพียงบางส่วนเสี้ยว ของสายธารร้อยกรองเพื่อชีวิต ที่ถูกนำมาใส่ท่วงทำนอง
เป็นบทกวีมีทำนอง กระทั่งติดตราตรึงในความทรงจำ และก็ยังมีอีกมากมาย
ที่ยังคงอยู่ ณ วันนี้

อีกชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ในความทรงจำเช่นกัน ก็คือ บทกวีของ “เฉินซัน” ที่ “ขรรค์ชัย
บุญปาน” ได้อ่านบทกวีบทนี้ แล้วคิดว่า น่าจะเป็นเพลงที่ดี จึงนำมาให้ “สุรชัย
จันทิมาธร” ทำเป็นเพลง ซึ่ง “สุรชัย” ได้ดัดแปลงบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคง
เนื้อหาหลักของ “เฉินซันไว้”

บทกวีชิ้นนี้ของ “เฉินซัน” ถูกใสท่วงทำนอง และเป็นบทเพลงชื่อ “ปรีดี พนมยงค์”

มาบัดนี้พ่อลาลับไปจากโลก……………….ยังความโศกความอาลัยให้สุดแสน
ลูกชาวธรรมศาสตร์ประกาศแทน…………..จะยึดแน่นอุดมการณ์ที่ท่านทำ

คือวิญญาณเสรี……………ชื่อ”ปรีดี พนมยงค์”
คือดาวที่ดำรง………………อยู่คู่ฟ้าสถาวร
คือเทียนที่ลาร้าง……………แต่ส่องทางไว้สุนทร
คือเกียรติที่กำจร……………และจารใจผู้ใฝ่ธรรม
คือแสงธรรมที่นำฉาย……….คือความหมายที่เลิศล้ำ
คือผู้ประศาสน์คำ…………..”ธรรมศาสตร์และการเมือง”
ผู้พลิกประวัติศาสตร์……….ประชาราษฎร์ให้โลกเลื่อง
คือเสรีรองเรือง……………..ระยับอยู่คู่ฟ้าดิน

อำลาอาลัย อำลาอาลัย…………….จากดวงใจทั่วธานินทร์
แต่เจตนาจินต์จักสืบล่วงเป็นพลัง

คือหรีดและมาลัย…………จากดวงใจชนรุ่นหลัง
สายใยไม่หยุดยั้ง………….แต่ยังอยู่อย่างยืนยง
แม่โดมจักผงาด……………ธรรมศาสตร์จักดำรง
“ปรีดี พนมยงค์”…………..ประดับไว้ในโลกา
“ปรีดี พนมยงค์”…………..ประดับไว้ในโลกา

ขอจบการเสวนาเพียงนี้ก่อน มีโอกาส คงได้มาร่วมเสวนาอีกครั้งครา
หวังใจว่า จักได้ร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยอีก เมื่อเวลาอำนวย
ขอบคุณครับ

…………………………………………………………



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 30 มิ.ย. 46 20:40:52 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 60

คมสัน พงษ์สุธรรม ถ้าเอ่ยถึงชื่อนี้หลายๆท่านอาจจะรู้จักในฐานะบุคคลในวงการบันเทิง
รู้จักในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย ที่ฝากผลงานไว้มากมาย

มารำลึกถึงท่านกับผลงานอีกด้าน กับผลงานด้านบทกวีกันสักหน่อยขอรับ  

บทกวีบทแรกที่จะนำเสนอ เป็นบทกวีที่ คมสัน พงษ์สุธรรม ประทับใจหนังสือเล่มหนึ่ง
ชื่อ เดือนเสี้ยว ผลงานของ เหลาเส่อ แปลโดย อนิวรรตน์ เขาจึงได้ถ่ายทอดเป็นบทกวี
ออกมา บทกวีบทนี้ครั้งหนึ่ง กวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยร่างเพลงขลุ่ย
ประกอบ มาอ่านกวีบทนี้กันดีกว่าขอรับ

เพลงขลุ่ยแห่งคืนเดือนเสี้ยว

๏ แผ่วเพลงขลุ่ยคลอลมรำเพยแผ่ว
วังเวงแว่วคำวอนพลิ้วอ่อนไหว
สำเนียงนั้นเนื้อคำทำนองใน
สื่อความหมองหม่นไหม้ในทำนอง

เรียวเดือน โรยแสงสลัวสลัว
นวลเมฆ ม้วนตัวละลอยล่อง
ละลอยเลื่อนเคลื่อนคล้ำสิ้นลำพอง
ดูดั่งเหมือนความหมองเข้าครองฟ้า

ชีวิตในมุมอับยับเยินแล้ว
หวังเพียงเพลงขลุ่ยแผ่วคลายผวา
แต่เพลงขลุ่ยกลับย้ำบ่อน้ำตา
หลั่งเป็นร่องรอยล้าด้วยอาลัย

หรือมีเพียงเดือนเสี้ยวที่สาดทอ
มีบ้างไหมหนอคืนสวยใส
เดือนเต็มดวงดาวล้อมโอบอ้อมใจ
ณ หนใดจักฝืนฝ่าชะตากรรม ๚

คมสัน พงษ์สุธรรม

สำหรับเรื่อง เดือนเสี้ยว นี้ คมสัน พงษ์สุธรรม ได้ดัดแปลงมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยได้
รัชนู บุญชูดวง มารับบทเด็กสาวแสนซื่อที่ชีวิตหักเหต้องเป็นโสเภณี แฟนหนังรุ่นเก่าน่าจะจำ
กันได้นะขอรับ

มาอ่านบทกวีของ คมสัน พงษ์สุธรรม กันอีกชุดขอรับ กับบทกวีที่เขาบอกว่าชอบมากที่สุด  

ความฝัน

๏ อยากเด็ดเดือนเด็ดดาวที่พราวพร่าง
สอยลงมาทุกทุกอย่างสู่แหล่งหล้า
มาบรรณาการปวงประชา
เป็นข้าวเป็นปลาแบ่งเจือจาน

อยากรื้อตึกตระหง่านตระการเด่น
แปรเปลี่ยนมาเป็นเรือนบ้าน
แล้วเชิญคนขื่นขมที่ซมซาน
เดินเข้าอาคารของคนจน

หนุ่มนั่งฝันเวิ้งว้างอยู่กลางทุ่ง
ตะวันอ้อมโค้งคุ้ง, ฟ้าเริ่มหม่น
แสงสลดหดหู่ดูพิกล
ทาบที่ควายกับคนบนคันนา

ควายเดินคอโยนดูยวบยาบ
คนคอตก,เดินขนาบ,ก้มหน้า
ควายกับคน คนกับควายอนิจจา
มีค่ามีราคาไม่ต่างกัน ๚


คมสัน พงษ์สุธรรม


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 30 มิ.ย. 46 22:38:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 61

มาทักทายเพื่อนๆ หน่อย ระหว่างเชียร์เจ้าบอลไปด้วย แหะ แหะ

ar@p/๓๘
คิดถึง ar@p เช่นกันขอรับ จอมยุทธฯ ก็แค่นำเสนอเท่าที่จะหาข้อมูลได้ครับ

คุณแม่ไก่/๓๙
ขอบคุณมากครับที่ติดตามอ่าน

โมโน/๔๐
จอมยุทธฯ ชอบกลอนบทนี้มากครับ เยี่ยมจริงๆ

"...หลากหลายใช่หมายจะแบ่งแยก
ผิดแผกรวมกันเร่งก่อ
พวงผกาหลากสีงามละออ
ต่างพันธุ์ร่วมช่อ"พ่อหลวง"เดียว"


ปะหล่อง/๔๑
จอมยุทธฯขอยกจอกสุราคารวะนะขอรับ
beer beer beer

คุณนักอ่านชั้นอะ/๔๒
ขอบคุณครับที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น ฮิ ฮิ

=p o o k p u i=/๔๓
ขอบคุณเช่นกันครับ ที่ติดตาม

พี่หนูนา
ไม่มีคำใดจะเอ่ยได้ดังใจอีกแล้วขอรับ นอกจากขอบคุณพี่หนูนามากๆ ที่นำบทกวีดีๆมาให้อ่านกัน
โดยเฉพาะ เพลงชาวนา/๕๖ จอมยุทธฯ ก็หาอ่านมานานแล้วขอรับ

บังอร/๕๒
มิเป็นไรขอรับ

ผู้งมงายในรัก/๕๗-๕๙
จอมยุทธฯ รอผู้กล้าเปิดเผยตัวมาตั้งนาน ฮ่า ฮ่า แล้วในที่สุดก็สมดังใจ ขอบคุณมากมายสำหรับ
ข้อมูลครับ

beer beer beer


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 30 มิ.ย. 46 23:12:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 62

พี่ xxx(เฒ่า)/๔๙-๕๐
ไม่รู้ว่าตอนตอบกระทู้เมื่อคืน จอมยุทธฯมัวคิดอะไรอยู่จึงข้าม พี่xxx(เฒ่า) ไป เลยยกยอดมา
คุยตรงนี้แล้วกัน แหะ แหะ

สำหรับบทกวี ของ สโรชา  (สาโรช  พหลยุทธ) จอมยุทธฯ กำลังค้นข้อมูลอยู่ขอรับ จำได้ว่าเคยผ่านตา
แต่ไม่แน่ใจว่าจากหนังสือเล่มไหน ถ้าค้นเจอจะมานำเสนอครับ หรือเพื่อนๆท่านใดมีข้อมูลรบกวนช่วย
สงเคราะห์อีกครั้งแล้วกัน

สำหรับงานของ จิระนันทร์  พิตรปรีชา ได้อ่านในเร็วๆนี้แน่นอนครับ  

และต้องขอขอบคุณมากครับ สำหรับกลอนสั้นๆของ ดอกตะแบกสีม่วง  ที่กลายเป็นเพลงที่โด่งดังใน
หมู่นักศึกษายุคหนึ่ง ขอบคุณหลายๆครับ

เดี๋ยวมารู้จักกับกวิณีอีกท่านหนึ่งขอรับ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 09:36:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 63

มารู้จักกวิณีอีกท่านหนึ่งแล้วกันขอรับ

กรองแก้ว เจริญสุข เริ่มเขียนกลอนตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๓  สมัยเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์
ฉบับหนึ่ง และเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเรื่อยๆ เคยร่วมกับเพื่อนสองสามคนออกหนังสือพิมพ์กลอนล้วน
ชื่อ "สายฝน" ออกมาขาย เป็นที่ประหลาดใจกันมากสำหรับคนในวงการกลอนสมัยนั้น

ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กรองแก้ว เจริญสุข ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานชมรมนักกลอน จึงเป็นที่ยืนยันถึงความ
สามารถในด้านนี้ของเธอเป็นอย่างดี

ว่ากันว่าผลงานกลอนที่สร้างชื่อเสียงให้ กรองแก้ว เจริญสุข เป็นอย่างมากคืองานกลอนในแนวสังคม
ได้รับการยอมรับในวงการว่าร้ายมาก เป็นอย่างไรมาดูตัวอย่างกันหน่อยนะขอรับ

เสียงหมาเห่าดังอยู่ลั่นหูสอง
ก็จำต้องละเว้นด้วยเป็นสัตว์
แต่มนุษย์รู้วาจาสารพัด
ยังจะกัดเห่าได้ไม่เว้นวัน

หรือ

อันจิ้งหรีดกัดกันมันเรื่องเล็ก
เพราะเด็กเด็กรู้เห็นว่าเป็นสัตว์
คนกัดกันเพราะคนใช้ไปฟาดฟัด
นี่แหละซีชี้ชัดสัตว์หรือคน

จากงานชุด จิ้งหรีด , ๒๕๑๐

หรือ

แต่เบื้องหลังสังคมอันรมย์รื่น
ที่โลกยื่นความสูงส่งเทิดพงศ์เผ่า
มีสักกี่รายหรือความซื่อเนา??
ให้สัตว์เมืองอย่างเราคิดเอาเอง

จากงานชุด คิดเอาเอง , ๒๕๐๙

มาอ่านงานของกวิณีท่านนี้แบบเต็มๆ สักชุดครับ

จงภูมิใจ

๏ บัวเผื่อน...
ครบหนึ่งเดือนแล้วซีที่จากพ่อ
แม่ของเจ้าห่วงหาตั้งตารอ
ถ้าว่างก็จดหมายไปคุยนะ

อยู่บางกอกแม่เจ้าเขาเป็นห่วง
กลัวถูกลวงหลงกลคนกักขฬะ
แม่ทุกคนก็เป็นเช่นนี้ละ
ห่วงเปะปะจนพ่อท้อ...รำคาญ

บ้านนาเราตอนนี้เริ่มมีฝน
จึงทุกคนชื่นสุขไปทุกบ้าน
เพราะหน้าฝนมีค่าเหมือน"หน้างาน"
แม้หน้ากร้านขึ้นบ้างก็ช่างมัน

ห่วงแต่เพียงฝนหลั่งไม่ยั้งหยุด
นาจะทรุดเป็นคลองต้องโศกศัลย์
ดอกทบต้นปีกลายค้างหลายพัน
จะข้ามขั้นเป็นหมื่นในคืนเดียว

เกิดมาเป็นชาวนาใต้ฟ้านี้
มีแต่หนี้รุงรังหลังเก็บเกี่ยว
เราทุกคนทำนาหน้าซีดเซียว
กลับถูกเกลียวชีวิตบิดผันเอา

บัวเผื่อนเอ๋ย...
เจ้าก็เคยอยู่นามานะเจ้า
คงมีความรู้สึกตื้นลึกเบา
ไม่มัวเมาหลงปลื้มลืมบ้านนา

จงตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเถิด
ประโยชน์เกิดเมื่อประจักษ์มากนักหนา
ควาวสำเร็จเสร็จสรรพจงกลับมา
ช่วยกู้หน้ากู้หนี้ให้พี่น้อง

แม้จะเป็นลูกสาวชาวนาโง่
ถึงอดโซจงภูมิใจอย่าไหม้หมอง
เพราะพ่อเจ้าไถหว่านบนลานทอง
มิได้จ้องไถหนังบนหลังใคร ! ๚


กรองแก้ว เจริญสุข ,๒๕๑๐


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 10:08:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 64


สวัสดีครับ ทุกท่าน
สวัสดีครับ “จอมยุทธเมรัย”
ยินดีครับยินดี และด้วยความยินดีจึงกลับมาร่วมเสวนาอีกครั้งครา
เพื่อเก็บตกและต่อเติมบางเสี้ยว ของกระแสธารร้อยกรองเพื่อชีวิต
และเติมเต็มบางเสี้ยวของชีวิตบางส่วนได้มีโอกาสไปค้นมา บางส่วน
ขุดค้นจากความทรงจำผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยครับ

ขอเริ่มในแบบ “ไปตามเพลง” เช่นเดิม โดยจับความที่ชิ้นงาน
ของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ครับ

บทกวีบทหนึ่งของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ที่จำหลักหนักแน่นในความทรงจำ
ของสังคมไทย ก็คือบทนี้

“เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”

บทกวีบทนี้ “อาเวตีก อีสากยัน” กวีประชาชนแห่งอาร์มาเนีย เขียนไว้
และ “จิตร ภูมิศักดิ์” ใช้นามปากกา “ศรีนาคร” แปลไว้
จากต้นฉบับบทกวีบทนี้  

TO BANISH  THE TRACE OF A TEAR
FROM YOUR EYE,
A THOUSAND DEATHS WOULD I GLADLY DIE ;
IF ONE MORE LIFE WERE GRANTED ME,
I’D SPEND THAT LIFE IN SERVING THEE.

“AVETIK ISAKYAN”
THE PEOPLE’S POET OF ARMENIA

กล่าวสำหรับ บทกวีที่ “จิตร ภูมิศักดิ์” แปลมาจากบทกวีของต่างประเทศ
ยังมีอีกชิ้นหนึ่งที่งดงามไม่แพ้กัน นั่นคือบทกวีของ “หลู่ซิ่น” นักเขียน-กวี
ชาวจีนผู้เลื่องชื่อ ซึ่ง “จิตร” ใช้นามปากกา “ศิลป์ พิทักษ์ชน” แปลไว้ และ
ได้รับการตีพิมพ์ใน “ปิตุภูมิ”

“แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกร่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน”

ชิ้นงานร้อยกรองของ “จิตร ภูมิศักดิ์”ล้วนแล้วแต่ “ส่งสาร” บางประการ
ถึงสังคมในสายธารของการรับใช้ชีวิต ไม่เฉพาะแค่การวิพากษ์สังคมการเมือง
เท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงการวิพากษ์ในภาคส่วนของ “ค่านิยม-วัฒนธรรม”
ที่ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งชายเป็นใหญ่อย่างต่อเนื่อง และร้อยกรองในรูปโคลง
ชิ้นนี้ “จิตร” ใช้นามปากกา “ขวัญนรา” เขียนวิพากษ์ไว้

สองสตันโฉมช้อยง่าน....................งอนงาย
อัดอวบเอิบอาบกามฉาย..................เฉิดท้า
ตาวาววะวาบประกาย.....................ไกวกวาด
ยิ้มยิ่งยิ้มเยาะฟ้า..............................ยั่วฟ้ายอเยิน

ดำเนินทวยระทดแท้......................เทียวหนอ
ผายสะโพกสองเพลาคลอ.............คลั่งเคล้น
ขดานดือเพล็ดแพล็มรอ................รัดรูป โอยแม่
ทวยระทึกสะท้านเต้น..................ตุบเต้นติวตัว

เขาหัวหรรษ์หื่นห้า.......................โหเห
จุบปากบ้างเล็งคะเน.....................แน่งเนื้อ
แสนหนาวสั่นโผเผ......................ผาดเหือด หายพ่อ
ร้อนระอุอบอาบเชื้อ....................โชติเชื้อกามเกลียว

เมื่อกล่าวถึง “จิตร ภูมิศักดิ์” แล้ว ก็เห็นจะต้องหยิบยกชิ้นงานอีกบางชิ้น
ของ “อัศนี พลจันทร์” หรือ “นายผี” เพื่อ “รับสาร” ที่เปี่ยมอรรถรสอย่าง
ต่อเนื่อง ชิ้นงานนี้ชื่อ “ค้ากำไรเกินควร” ซึ่งพูดถึง “สงคราม” เห็นภาพทีเดียว

“เหล็กคืบเดียวดูไปไม่มีค่า
เหล็กบ้าบ้าบัดสีมีสนิม
ลองกลึงกลมกลองกลางให้บางริม
อาบยาอิ่มเออนี่มีราคา

เป็นลำกล้องปืนกลแยบยลแท้
ฆ่าคนแน่-นอนกระไรให้พับผ่า !
เป็นของดีมีคุณอุ่นอุรา
เออเอามาขายเล่นละเป็นรวย

อันเศษเหล็กรุงรังอยู่ตั้งเยอะ
เออ,เอาเถอะทำอาวุธสุดจะสวย
การเงินทรุดหยุดชะงักตะหวักตะบวย
อาจอำนวยในค่าของอาวุธ

ทุนหนึ่งบาทอาจขยายได้ตั้งร้อย
ขายไม่น้อยนะหากมากที่สุด
เมื่อรบไปยิ่งเปลืองเรื่องเร็วรุด
ขายไม่หยุดรวยใหญ่ไปทีเดียว

ค้าความตายขายดีเป็นที่หนึ่ง
เป็นสิ่งซึ่งสัตบุรุษสุดจะเสียว
ทรชนชอบใจกันไปเที่ยว
ค้าเต็มเหนี่ยวหน้าด้านค้านไม่ฟัง

เกิดสงครามลามไล่ไปในโลก
ล้วนเรื่องโศกเศร้ากระไรเลือดไหลคั่ง
มือประชามาประชุมคุมกำลัง
ย่อมอาจยั้งหยุดบ้าค้าสงคราม”

หรือชิ้นนี้ ของ “นายผี” ที่ชื่อ “วันเกิดคือวันแก้ผ้า” อันตีพิมพ์ในคอลัมน์
“อักษราวลี”ของ “สยามสมัย” ก่อนปี ๒๕๐๐ ก็เปิดเปลือยให้เห็นภาพชัดนัก

“ฉลองเฉลิมเสริมขวัญในวันเกิด
ผมพูดเปิดออกให้เห็นใจหนา
พูดเหมือนวันแรกเกิดเปิดอุรา
คือแก้ผ้าพูดกันไม่พรั่นพรึง

มีความชั่วเชิญว่ามาให้เห็น
จะได้เป็นข้อคิดพินิจถึง
ถ้าความดีมีบ้างอย่างคำนึง
ควรตะริดติ๊ดชึ่งให้ชื่นบาน”

พูดถึง “นายผี” แล้ว ก็ต้องขอย้อนเรื่อง ไปที่บทกวีที่ชื่อ “อิศาน” อีกที เพราะ
ร้อยกรองชิ้นนี้ นอกจากจะถูกนำบางส่วน ไปใส่ทำนองในเพลงชื่อ “คาราวาน”
ของวง “คาราวาน” แล้ว ก็ยังถูกนำไปใส่ทำนองเพลงพื้นบ้านอีกด้วย โดยเพลง
ดังกล่าวนั้น นำท่อนท้ายของ “อิศาน” ไปใช้เป็นบทเพลงหนึ่งเพลง

“ในฟ้าบ่มีน้ำ.....................ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย....................คือเลือดหลั่งลงโลมดิน
สองมือเฮามีแฮง................เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอิศานสิ้น................อย่าซุด,สู้ด้วยสองแขน
พายุยิ่งพัดอื้อ.....................ราวป่าหรือราบทั้งแดน
อิศานนับแสนแสน............สิจะพ่ายผู้ใดหนอ”

บทกวีข้างต้น ถูกนำใส่ทำนองเพลงพื้นบ้าน โดย “สมาน กาญจนผลิน”
เป็นเพลงพิเศษที่ใช้ชื่อว่า “อิสานกำสรวล” และใช้ “ระนาด” เป็น
เครื่องดนตรีหลัก เล่นเป็นกรณีพิเศษ ที่หอประชุมจุฬาฯ ในงานต้อนรับ
คณะศิลปินไทย ภายใต้การนำของ “สุวัฒน์ วรดิลก” ที่เพิ่งเดินทางกลับ
จากเดินทางไปแสดงศิลปแห่งชาติ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (ช่วงปี ๒๕๐๐)
งานนี้ใช้ชื่องานว่า “บัวบานในแผ่นดินแดง” และบทเพลงพิเศษ “อิสานกำสรวล”
ก็กำเนิดขึ้น เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือประชาชนอิสานนั่นเอง

ร้อยกรองของ “นายผี” ยังมีที่ถูกใส่ทำนองเป็นบทเพลงอีกจำนวนไม่น้อย และบทหนึ่ง
ที่ “นายผี” เขียนขึ้น โดยประสงค์ให้เป็นบทเพลง ก็คือ “ลำนำเจ้าพระยา” ที่เขียนขึ้น
ในช่วงปี ๒๕๐๐

“ลำน้ำเจ้าพระยา.............................................เมื่อครามีแสงจันทร์ส่อง มองเป็นประกาย
แสงแวววาวดังดาวพราวพราย........................เย็นสบายเมื่อลมพัดโชยพริ้วมา
น้ำไหลเรื่อยลับไป..........................................ดูสุดสายตา น้ำไหลไปสู่ขอบฟ้า
ไหลเซาะฝั่งสาดดังซู่ซ่า.................................น้ำพัดพาเอาโคลนและตมจมหายไป
ดูน้ำชวนให้หวนคิดความหลัง.......................เมื่อไรสังคมจะชื่นรื่นสดใส
ความชั่วช้าลามกใดใด...................................อีกเมื่อไรจะสูญลับไป มวลประชาจะชื่นรื่นรมย์
สำน้ำเจ้าพระยา..............................................ไหลไปเถิดหนา พาเอาความโสมม
ไหลท่วมล้างทั่วร่างสังคม...............................โคลนและตมจมหาย ลับไปในทะเล”



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 14:20:25 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 65



ในสายธารกวีเพื่อชีวิต “วรรคทอง” ที่จำหลักแน่นแน่นในความทรงจำอีกบท
ย่อมเว้นที่จะไม่กล่าวถึง “ระวี โดมพระจันทร์” มิได้ โดยเฉพาะบทกวีที่ทรง
พลังปลุกเร้ายิ่งบทนี้

“ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
ฤๅหาญสู้กระแสเรา”

หรืองานชิ้นนี้ ของ “ทวีป วรดิลก” ในนามปากกา “ทวีปวร” ในสายธารเพื่อชีวิตอีกคน

“จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
เพื่อความดีงามร่วมกัน
แห่งชั้นชาวชนคนงาน
เข้ารวมร่วมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดภพใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
หรือจะทานแสงทองส่องฟ้า”

และอีกคน ที่อยู่ในช่วงรอยต่อก่อนเหตุการณ์หน้าประวัติศาสตร์ประชาชน
จนถึงกลอนในยุค “ชักธงรบ” ที่มีลีลาเฉพาะตัวก็คือ “พนม นันทพฤกษ์”
และนี่คือ ร้อยกรองที่ชื่อ “คือนกว่ายเวิ้งฟ้า” ณ ปี ๒๕๑๔

“คือนกว่ายเวี่ยเวิ้งฟ้า
ตะกายจิกดาวอยู่ไหวไหว
ไป่รู้ค่าเวลานาทีใด
ลอยมาลอยไปไร้วารวัน
เสพย์กินเพียงทิพย์ธรรมชาติ
บริสุทธิ์พิลาส-สูงค่านั่น
แม้เพียงเศษหัวใจก็ไป่ปัน
ให้ความไหวหวั่นทั้งถ้วนมวล”

อันที่จริงในกระแสของสายธารเพื่อชีวิต กวีและบทร้อยกรอง ยังจำแนกมุมมอง
ที่เป็นไปตามทัศนคติ และมุมมองต่อโลก ซึ่งความแตกต่างในมุมมอง หาใช่
ความแตกแยกในกระแสธารหลัก หากแต่เป็นการนำเสนอมุมมอง ทั้งในภาพจริง
และสิ่งฝัน เพื่อสะท้อนปรากฏการณ์ในสังคมขณะนั้น

ในห้วงเวลาปี ๒๕๒๔ (๑๗ก.ย.๒๕๒๔) นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้เชิญ “จ่าง แซ่ตั้ง” กวีซึ่งได้ชื่อว่า สะท้อนภาพจริง ในรูปของ “ไร้ลักษณ์”มาร่วม
เสวนาในรายการ “บทกวีมีเพื่อฝันเท่านั้นหรือ” ในงานนี้ ผู้จัดได้รวบรวมบทกวี
เกี่ยวกับความฝัน ทั้งจากนักเขียนและนิสิตจำนวน ๑๐ บทนำเสนอ และ “จ่าง แซ่ตั้ง”
ได้เขียนบทกวี “ความจริง”จำนวน ๑๐ บท หลังจากนั้น เพื่อแสดงทัศนะคู่ขนานกับ
บทกวี “ความฝัน” จำนวน ๑๐ บทดังกล่าว

และนี่เป็นบางส่วนของชิ้นงานบทกวี ที่ประกบคู่มุมมองคู่ขนาน ระหว่างบทกวีที่ชื่อ
“ความฝันในชนบท” ของ “วิทยากร เชียงกูล” กับ “ความจริง ๑ (มิใช่ความฝัน)”
ของ “จ่าง แซ่ตั้ง”

ความฝันในชนบท : วิทยากร เชียงกูล
“จะสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า
มาทำอาหารให้คนไร้สิ้น
ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น
เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเพื่อคนจน
จับเอาดวงตะวันอันกว้างใหญ่
จัดสรรให้คนพำนักพักอาศัย
เที่ยวรวบรวมธาตุมาทั้งสากล
แล้วคิดค้นปรุงเป็นยาฆ่าโรคภัย”

ความจริง ๑ (มิใช่ความฝัน)” : จ่าง แซ่ตั้ง
“เพ้อฝันสอยดาวสาวเดือน
คนไร้สิ้นต้องการอาหารจริงจริง
เพ้อเจ้อฟันนภาออกเป็นชิ้นชิ้น
คนจนต้องการเครื่องนุ่งห่มจริงจริง
เพ้อจับตะวันเป็นแดนดิน
ผู้คนต้องการพำนักที่เป็นจริง
ธาตุทั้งสากลที่เพ้อฝัน
ก็เป็นยาฆ่าโรคภัยไม่ได้เลย”

ว่าตามจริง ในสายธารหลักของร้อยกรอง อาจบางทีล้วนอยู่
ในกระแสธารเดียวกัน ไม่ว่าจะแยกย่อยในชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม
อาจบางทีเป็นเพราะยุคสมัย และอาจบางทีก็อาจเป็นเพราะรสนิยม
ซึ่งในบางครั้ง สายธารหลักก็แตกสาย และในหลายครั้ง สายธารสายนี้
ก็กลับมาหลอมรวมเป็นกระแสหลักแห่งยุคสมัยหนึ่ง ๆ ได้

“เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” กวีรัตนโกสินทร์ เคยจำแนกยุคสมัยของกาพย์กลอนไทย
แบบคร่าว ๆ เป็น ๕ ยุคหลัก ซึ่งทอดยาวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทว่า ก็ใช่จะแบ่ง
แยกแบบตายตัวตัดขาดกันโดยสิ้นเชิง เพราะในช่วงคาบเกี่ยวแต่ละยุค ก็มีรอยต่อ
ของการคาบเกี่ยวจากรุ่นต่อรุ่นเสมอมา

และนี่คือ ๕ ยุคสมัยที่แบ่งส่วน เพื่อแสดงรอยต่อยุคสมัยของกาพย์กลอน

๑.ความคิดใหม่
จัดเป็นยุคต้น เป็นยุคกวีขุนนางนักเรียนนอก ซึ่งถ่ายเทวัฒนธรรมตะวันตกมาสู่สังคมไทย
ยุคนี้ มี น.ม.ส. , ครูเทพ ฯลฯ เป็นตัวแทนยุคสมัย

๒.ใฝ่การเมือง
ช่วงยุครอยต่อ หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุคนี้ มี นายผี , จิตร ภูมิศักดิ์ , อุชเชนี (ประคิน ชุมสาย ณ อยุธยา , นิด นรารักษ์) , ทวีปวร (ทวีป วรดิลก) ฯลฯ
เป็นตัวแทนยุคสมัย

๓.เฟื่องการรัก
เป็นยุคถัดมา ซึ่งว่าตามจริงก็อาจจะเรียกว่า อยู่ในยุคมืด เผด็จการปิดหูปิดตา ไม่เพียงเฉพาะ
นักกลอนหากแต่สังคมโดยรวมในทุกแขนง ล้วนแล้วแต่ต้องระมัดระวังการนำเสนอความคิด
ทั้งสิ้น ยุคนี้ มี สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ , ประยอม ซองทอง ฯลฯ เป็นตัวแทนยุคสมัย

ตัวอย่างงานของ “สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ”

“จะให้สัตย์ซื่อต่อก็เสียหน้า
จะร้างลาเลิกรอก็เสียหาย
จะฝืนสาวเล่าหนอก็เสียดาย
กลืนหรือคายมันก็ฝืดผะอืดผะอม”

ตัวย่างงานของ “ประยอม ซอมทอง”
“เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
ระรื่นรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี”

๔.ชักธงรบ”
ช่วงรอยต่อจนถึงยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย
ตัวแทนยุคสมัยที่ร่วมกันปลุกเรามีอาทิ รวี โดมพระจันทร์ , วิสา คัญทัพ ฯลฯ

๕.ยังไม่พบเส้นทาง
หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นามปากการะบาด ปกปิดตัวตน หลังการปะทะถึงขั้น
แตกหักของทฤษฎีความเชื่อทางการเมือง ห้วงเวลานี้ มีการใช้สัญลักษณ์อย่างมาก
เช่นเดียวกับ ลำนำกลอนเปล่าที่มีมากขึ้น และมีกลุ่มกวีท้องถิ่นมากขึ้น จนเป็นกระแสธาร
หลากทั่วสารทิศ ไม่อาจไหลรวมสู่กระแสเดียวกัน

อนึ่ง ในช่วงรอยต่อระหว่างยุค “เฟื่องการรัก” กับ “ชักธงรบ” กลุ่ม “พระจันทร์เสี้ยว” มี
บทบาทอย่างยิ่ง ในการปลุกเร้าความคิด กระทั่งสู่ยุคของ “ชักธงรบ”
กลุ่ม “พระจันทร์เสี้ยว”มีตัวแทนที่โดดเด่น อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี , วิทยากร เชียงกูล , วินัย
อุกฤษณ์ (ผู้เขียนเพลง “นกสีเหลือง” ของ “คาราวาน”)

เก็บเอาบางส่วนเสี้ยวของเรื่องราวในสายธารเพื่อชีวิต มาบอกเล่าแลกเปลี่ยน ด้วยหวังใจถึง
ประโยชน์ของการเรียนรู้ร่วมกัน และหวังใจถึงการก้าวเดินต่อไปในสายธารแห่งร้อยกรอง
ซึ่งร้อยรัดชีวิตเข้าด้วยกันกับสังคมโดยแท้จริง

ด้วยจิตคารวะ
อังคาร ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 14:21:47 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 67

ขอบคุณผู้งมงายในรักจริงๆ ครับที่นำข้อมูลมาเสริมอย่างมากมาย
:)


จากคุณ : ar@p - [ 1 ก.ค. 46 15:23:12 A:210.4.140.149 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 68

สวัสดีครับทุกท่าน ขอบคุณครับที่ร่วมเสวนา
สวัสดีขอรับจอมยุทธเมรัย ยินดีมากครับ

แปลกใจว่า ส่วนแรกที่นำมาโพสต์ไว้ทั้งสองครั้ง
ไฉนจึงหายไป ขอตัดตอนแยกโพสต์อีกทีครับ
ถ้าไม่ได้ ก็คงหมดความพยายามแล้วครับ

บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรองเพื่อชีวิต

บทกวีบทหนึ่งของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ที่จำหลักหนักแน่นในความทรงจำ
ของสังคมไทย ก็คือบทนี้

“เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”

บทกวีบทนี้ “อาเวตีก อีสากยัน” กวีประชาชนแห่งอาร์มาเนีย เขียนไว้
และ “จิตร ภูมิศักดิ์” ใช้นามปากกา “ศรีนาคร” แปลไว้
จากต้นฉบับบทกวีบทนี้  

TO BANISH  THE TRACE OF A TEAR
FROM YOUR EYE,
A THOUSAND DEATHS WOULD I GLADLY DIE ;
IF ONE MORE LIFE WERE GRANTED ME,
I’D SPEND THAT LIFE IN SERVING THEE.

“AVETIK ISAKYAN”
THE PEOPLE’S POET OF ARMENIA

กล่าวสำหรับ บทกวีที่ “จิตร ภูมิศักดิ์” แปลมาจากบทกวีของต่างประเทศ
ยังมีอีกชิ้นหนึ่งที่งดงามไม่แพ้กัน นั่นคือบทกวีของ “หลู่ซิ่น” นักเขียน-กวี
ชาวจีนผู้เลื่องชื่อ ซึ่ง “จิตร” ใช้นามปากกา “ศิลป์ พิทักษ์ชน” แปลไว้ และ
ได้รับการตีพิมพ์ใน “ปิตุภูมิ”

“แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกร่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน”



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 15:52:40 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 69

ชิ้นงานร้อยกรองของ “จิตร ภูมิศักดิ์”ล้วนแล้วแต่ “ส่งสาร” บางประการ
ถึงสังคมในสายธารของการรับใช้ชีวิต ไม่เฉพาะแค่การวิพากษ์สังคมการเมือง
เท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงการวิพากษ์ในภาคส่วนของ “ค่านิยม-วัฒนธรรม”
ที่ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งชายเป็นใหญ่อย่างต่อเนื่อง และร้อยกรองในรูปโคลง
ชิ้นนี้ “จิตร” ใช้นามปากกา “ขวัญนรา” เขียนวิพากษ์ไว้

สองสตันโฉมช้อยง่าน....................งอนงาย
อัดอวบเอิบอาบกามฉาย..................เฉิดท้า
ตาวาววะวาบประกาย.....................ไกวกวาด
ยิ้มยิ่งยิ้มเยาะฟ้า..............................ยั่วฟ้ายอเยิน

ดำเนินทวยระทดแท้......................เทียวหนอ
ผายสะโพกสองเพลาคลอ.............คลั่งเคล้น
ขดานดือเพล็ดแพล็มรอ................รัดรูป โอยแม่
ทวยระทึกสะท้านเต้น..................ตุบเต้นติวตัว

เขาหัวหรรษ์หื่นห้า.......................โหเห
จุบปากบ้างเล็งคะเน.....................แน่งเนื้อ
แสนหนาวสั่นโผเผ......................ผาดเหือด หายพ่อ
ร้อนระอุอบอาบเชื้อ....................โชติเชื้อกามเกลียว



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 15:54:33 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 70

เมื่อกล่าวถึง “จิตร ภูมิศักดิ์” แล้ว ก็เห็นจะต้องหยิบยกชิ้นงานอีกบางชิ้น
ของ “อัศนี พลจันทร์” หรือ “นายผี” เพื่อ “รับสาร” ที่เปี่ยมอรรถรสอย่าง
ต่อเนื่อง ชิ้นงานนี้ชื่อ “ค้ากำไรเกินควร” ซึ่งพูดถึง “สงคราม” เห็นภาพทีเดียว

“เหล็กคืบเดียวดูไปไม่มีค่า
เหล็กบ้าบ้าบัดสีมีสนิม
ลองกลึงกลมกลองกลางให้บางริม
อาบยาอิ่มเออนี่มีราคา

เป็นลำกล้องปืนกลแยบยลแท้
ฆ่าคนแน่-นอนกระไรให้พับผ่า !
เป็นของดีมีคุณอุ่นอุรา
เออเอามาขายเล่นละเป็นรวย

อันเศษเหล็กรุงรังอยู่ตั้งเยอะ
เออ,เอาเถอะทำอาวุธสุดจะสวย
การเงินทรุดหยุดชะงักตะหวักตะบวย
อาจอำนวยในค่าของอาวุธ

ทุนหนึ่งบาทอาจขยายได้ตั้งร้อย
ขายไม่น้อยนะหากมากที่สุด
เมื่อรบไปยิ่งเปลืองเรื่องเร็วรุด
ขายไม่หยุดรวยใหญ่ไปทีเดียว

ค้าความตายขายดีเป็นที่หนึ่ง
เป็นสิ่งซึ่งสัตบุรุษสุดจะเสียว
ทรชนชอบใจกันไปเที่ยว
ค้าเต็มเหนี่ยวหน้าด้านค้านไม่ฟัง

เกิดสงครามลามไล่ไปในโลก
ล้วนเรื่องโศกเศร้ากระไรเลือดไหลคั่ง
มือประชามาประชุมคุมกำลัง
ย่อมอาจยั้งหยุดบ้าค้าสงคราม”

หรือชิ้นนี้ ของ “นายผี” ที่ชื่อ “วันเกิดคือวันแก้ผ้า” อันตีพิมพ์ในคอลัมน์
“อักษราวลี”ของ “สยามสมัย” ก่อนปี ๒๕๐๐ ก็เปิดเปลือยให้เห็นภาพชัดนัก

“ฉลองเฉลิมเสริมขวัญในวันเกิด
ผมพูดเปิดออกให้เห็นใจหนา
พูดเหมือนวันแรกเกิดเปิดอุรา
คือแก้ผ้าพูดกันไม่พรั่นพรึง

มีความชั่วเชิญว่ามาให้เห็น
จะได้เป็นข้อคิดพินิจถึง
ถ้าความดีมีบ้างอย่างคำนึง
ควรตะริดติ๊ดชึ่งให้ชื่นบาน”



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 15:56:35 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 72

พูดถึง “นายผี” แล้ว ก็ต้องขอย้อนเรื่อง ไปที่บทกวีที่ชื่อ “อิศาน” อีกที เพราะ
ร้อยกรองชิ้นนี้ นอกจากจะถูกนำบางส่วน ไปใส่ทำนองในเพลงชื่อ “คาราวาน”
ของวง “คาราวาน” แล้ว ก็ยังถูกนำไปใส่ทำนองเพลงพื้นบ้านอีกด้วย โดยเพลง
ดังกล่าวนั้น นำท่อนท้ายของ “อิศาน” ไปใช้เป็นบทเพลงหนึ่งเพลง

“ในฟ้าบ่มีน้ำ.....................ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย....................คือเลือดหลั่งลงโลมดิน
สองมือเฮามีแฮง................เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอิศานสิ้น................อย่าซุด,สู้ด้วยสองแขน
พายุยิ่งพัดอื้อ.....................ราวป่าหรือราบทั้งแดน
อิศานนับแสนแสน............สิจะพ่ายผู้ใดหนอ”

บทกวีข้างต้น ถูกนำใส่ทำนองเพลงพื้นบ้าน โดย “สมาน กาญจนผลิน”
เป็นเพลงพิเศษที่ใช้ชื่อว่า “อิสานกำสรวล” และใช้ “ระนาด” เป็น
เครื่องดนตรีหลัก เล่นเป็นกรณีพิเศษ ที่หอประชุมจุฬาฯ ในงานต้อนรับ
คณะศิลปินไทย ภายใต้การนำของ “สุวัฒน์ วรดิลก” ที่เพิ่งเดินทางกลับ
จากเดินทางไปแสดงศิลปแห่งชาติ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (ช่วงปี ๒๕๐๐)
งานนี้ใช้ชื่องานว่า “บัวบานในแผ่นดินแดง” และบทเพลงพิเศษ “อิสานกำสรวล”
ก็กำเนิดขึ้น เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือประชาชนอิสานนั่นเอง


จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 16:14:25 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 74


แยกเป็น ๕ ส่วน ถ้า ๕ ส่วนนี้มาไม่ครบ คือหายบางส่วน ก็คงเกิดปัญหา
บางประการขึ้นกระมัง อาจเป็นเนื้อหา หรือการกรองคำ จึงถูกลบไป
ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าคงหมดความพยายามแล้วครับ

ด้วยจิตคารวะ
สวัสดีครับ


จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 16:18:04 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 77

ข้าพเจ้าปวดหัวมากกับการกรองคำของเวบบอร์ด
คำที่เห็นข้าพเจ้าคีย์- -   และ  - ไปนั้นคือตัวอักษร
"ม และ ก"  คำหนึ่ง  และ  "ม"  อีกคำหนึ่ง
เพราะข้าพเจ้าได้พยายามอย่างยิ่งจะโพสหลายเวลานัก
แต่โดนปฏิเสธร่ำไปให้มึนงงเป็นอย่างยิ่ง

(เหนื่อยสุด   ๆ สำหรับการโพส)


จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 18:08:08 A:202.57.184.158 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 78

ข้าพเจ้าปวดหัวหนัก
ความเห็นที่76 ปรากฏมาชั่ววูบเหมือนผีหลอก

ไฉนจึงโดนลบเร็วไวนัก


จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 1 ก.ค. 46 18:15:02 A:202.57.184.158 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 79

เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี


กลอนบทนี้ของ ประยอม ซองทอง ถือว่าเป็นกลอนวรรคทองที่โดดเด่นมากบทหนึ่งของท่าน และอาจเป็น
ต้นแบบกลอนเกี่ยวกับธรรมชาติ ให้กับนักกลอนหลายต่อหลายคนในยุคนั้น

กลอนบทนี้อยู่ในงานชุด "ธารทอง" ก่อนจะว่ากันต่อเป็นมาอ่านบทกวีชุดนี้แบบเต็มๆ กันก่อนครับ

ธารทอง

๏ ฟ้าที่นี่แผ้วผ่องก่องประภาส
ริ้วทองลาดแรรอบขอบคิ้วหาว
น้ำในธารสะท้อนแพรวดั่งแววดาว
กระพริบพราวเพียงภาพทาบเปลวทอง

แด่ผู้ที่เจ็บช้ำระกำรัก
ที่ทุกข์หนักพักตร์พริ้มมาปริ่มหมอง
ผู้สูญสิ้นดินฟ้าจะคว้าครอง
น้ำเนตรนองท่วมหทัยไร้ญาติมิตร

เพื่อพำนักพักนอนรอนความเศร้า
ที่รุมเร้าเรือนกายเป็นนายจิต
เพื่อวันใหม่ทางใหม่ในชีวิต
เลิกครุ่นคิดคร่ำโศกกับโลกลวง

เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี


เพื่ออาบน้ำชำระกายในธารทอง
ฟังไผ่พร้องเสียงสังคีตขับดีดสี
ฟังลำนำนกร้อยถ้อยพาที
ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร

เพราะถิ่นนี้มีฟ้ากว้างกว่ากว้าง
มีความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว
เป็นป่าเถื่อนแต่เป็นที่ไม่มีภัย
อยู่ห่างไกลแต่ก็ใกล้คุณธรรม ๚

ประยอม ซองทอง

ประยอม ซองทอง เป็นนักกลอนจากรั้วจุฬาฯ อีกท่านหนึ่ง ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมนักกลอนแห่ง
ประเทศไทยให้เป็น "นักกลอนตัวอย่าง" และเมื่อดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิกแห่งวุฒิสภา

อุชเชนี กล่าวไว้ว่าลีลากลอนของ ประยอม ซองทอง นุ่มสนิทเหมือนละมุนเมฆที่ล่องรื่นกลางแรงลม ผู้ที่
พึงใจใคร่ฝันลอยล่องไปกับครรลองกลอนย่อมจะไม่ผิดหวังในงานของประยอมเลย จอมยุทธฯ ขอยก
ตัวอย่างสักหน่อยนะขอรับ

"...นุชเคยแนบแอบปรางพลางจุมพิต
แก้วเหมือนจิตรมิตรมอบปลอบยามหมอง
เมื่อพี่ร้างห่างไร้ใครประคอง
แก้วตระกองแก้วจิตกล่อมนิทรา

แม้นแก้วกลายหายหอมตรอมเหี่ยวแห้ง
อย่าราแรงโหยไห้น้องใฝ่หา
รอรับขวัญวันดีพี่กลับมา
คล้องขวัญฟ้าเข้าคู่ประตูทอง.

จากงานชุด  "ถึงแก้ว" โดย ประยอม ซองทอง

แต่ใช่ว่าในความอ่อนละมุนของถ้อยคำ จะเป็นบทกลอนหวานๆเพียงอย่างเดียว งานกวีของประยอมที่ชี้ชัด
และแสดงปณิธานต่อชีวิตอันแน่วแน่ ก็ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับผู้เสพรสกวีของท่านเลย ดั่งงานที่จอมยุทธฯ
จะนำเสนอชุดนี้ อาจจะมีความอ่อนละมุนของถ้อยคำน้อยกว่าบทอื่นๆ เพราะต้องให้น้ำหนักทุกคำในความคิด
แต่ก็ยังคงลีลากลอนแบบของท่านอยู่ ลองอ่านดูครับ

ชีวิตเราถ้าเหมือนเรือ

๏ ชีวิตเราเหมือนเรือเมื่อออกท่า
ไม่รู้ว่าค่ำนี้นอนที่ไหน
จะลอยล่มจมน้ำคว่ำลำไป
หรือสมใจจอดฝั่ง...ก็ยังแคลง

ได้ดื่มแต่น้ำตาเมื่อฟ้าร่ำ
ยิ่งยามย่ำสายัณห์ยิ่งกันแสง
ถูกลมหวนหอบข่มระดมแรง
จึงรู้แล้งหมดแล้วน้ำแก้วตา

เพราะหากมัวมาร่ำกำสรวลอยู่
ไหนจะรู้ทรงเรือบ่ายเมื่อหน้า
ต้องตกพายหมายฝืนขืนลมฟ้า
ไร้เวลาอาดูรพอกพูนใจ

สติตรงตาแน่วดูแนวน้ำ
ไม่ลอยลำขวางเรือเมื่อน้ำไหล
ถ้าไม่ล่องก็ท่องทวนสวนทันใด
เรือจึ่งได้แนวดิ่งไม่ทิ้งทาง

ในโลกนี้มีสิ่งต้องวิ่งแข่ง
ถ้าหย่อนแรงราข้อต่อเข้าบ้าง
ก็จะแพ้แย่ยับถึงอับปาง
อย่าหมายร่างเราจะอยู่สู้หน้าใคร

ชีวิตเราเหมือนเรือเมื่อออกท่า
ต้องรู้ว่าค่ำนี้นอนที่ไหน
ต่อรุ่งเช้าก้าวอีกขั้นมรรคาลัย
กว่าวันชัยสมประสงค์ถือธงชู ๚

ประยอม ซองทอง ,๒๕๐๒


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 18:19:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 80

จอมยุทธฯ ช่างหนักใจแทน ท่านผู้งมงายในรัก เป็นยิ่งนัก
แต่ก็ไม่ทราบว่าจะช่วยเหลืออย่างไร จอมยุทธฯเองก็ยังอยาก
อ่านข้อความของท่านที่ยังโพสท์ไม่ได้อยู่ จะทำไงดีหนอ?

เอาอย่างงี้ไหมขอรับ รบกวน ผู้งมงายในรักส่งอีเมล์ มาให้จอมยุทธฯ
เดี๋ยวจอมยุทธฯจะโพสท์ให้ขอรับ เพราะถ้าล็อคอินอาจจะไม่
เป็นปัญหากับระบบกรองคำเท่าไหร่


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 18:25:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 81

แล้วทำไมความเห็น ๗๙ ของจอมยุทธฯ โดนลบด้วย
เพราะอะไร?


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 18:53:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 84

ความเห็น ๗๙ จอมยุทธฯ หายไป ขอโพสท์ใหม่นะขอรับ โดนกรองคำตรงไหนหว่า

เอาใหม่

เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี


กลอนบทนี้ของ ประยอม ซองทอง ถือว่าเป็นกลอนวรรคทองที่โดดเด่นมากบทหนึ่งของท่าน และอาจเป็น
ต้นแบบกลอนเกี่ยวกับธรรมชาติ ให้กับนักกลอนหลายต่อหลายคนในยุคนั้น

กลอนบทนี้อยู่ในงานชุด "ธารทอง" ก่อนจะว่ากันต่อเป็นมาอ่านบทกวีชุดนี้แบบเต็มๆ กันก่อนครับ

ธารทอง

๏ ฟ้าที่นี่แผ้วผ่องก่องประภาส
ริ้วทองลาดแรรอบขอบคิ้วหาว
น้ำในธารสะท้อนแพรวดั่งแววดาว
กระพริบพราวเพียงภาพทาบเปลวทอง

แด่ผู้ที่เจ็บช้ำระกำรัก
ที่ทุกข์หนักพักตร์พริ้มมาปริ่มหมอง
ผู้สูญสิ้นดินฟ้าจะคว้าครอง
น้ำเนตรนองท่วมหทัยไร้ญาติมิตร

เพื่อพำนักพักนอนรอนความเศร้า
ที่รุมเร้าเรือนกายเป็นนายจิต
เพื่อวันใหม่ทางใหม่ในชีวิต
เลิกครุ่นคิดคร่ำโศกกับโลกลวง

เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี


เพื่ออาบน้ำชำระกายในธารทอง
ฟังไผ่พร้องเสียงสังคีตขับดีดสี
ฟังลำนำนกร้อยถ้อยพาที
ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร

เพราะถิ่นนี้มีฟ้ากว้างกว่ากว้าง
มีความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว
เป็นป่าเถื่อนแต่เป็นที่ไม่มีภัย
อยู่ห่างไกลแต่ก็ใกล้คุณธรรม ๚

ประยอม ซองทอง

ประยอม ซองทอง เป็นนักกลอนจากรั้วจุฬาฯ อีกท่านหนึ่ง ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมนักกลอนแห่ง
ประเทศไทยให้เป็น "นักกลอนตัวอย่าง" และเมื่อดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิกแห่งวุฒิสภา

อุชเชนี กล่าวไว้ว่าลีลากลอนของ ประยอม ซองทอง นุ่มสนิทเหมือนละมุนเมฆที่ล่องรื่นกลางแรงลม ผู้ที่
พึงใจใคร่ฝันลอยล่องไปกับครรลองกลอนย่อมจะไม่ผิดหวังในงานของประยอมเลย จอมยุทธฯ ขอยก
ตัวอย่างสักหน่อยนะขอรับ

"...นุชเคยแนบแอบปรางพลางจุมพิต
แก้วเหมือนจิตรมิตรมอบปลอบยามหมอง
เมื่อพี่ร้างห่างไร้ใครประคอง
แก้วตระกองแก้วจิตกล่อมนิทรา

แม้นแก้วกลายหายหอมตรอมเหี่ยวแห้ง
อย่าราแรงโหยไห้น้องใฝ่หา
รอรับขวัญวันดีพี่กลับมา
คล้องขวัญฟ้าเข้าคู่ประตูทอง.

จากงานชุด  "ถึงแก้ว" โดย ประยอม ซองทอง

แต่ใช่ว่าในความอ่อนละมุนของถ้อยคำ จะเป็นบทกลอนหวานๆเพียงอย่างเดียว งานกวีของประยอมที่ชี้ชัด
และแสดงปณิธานต่อชีวิตอันแน่วแน่ ก็ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับผู้เสพรสกวีของท่านเลย ดั่งงานที่จอมยุทธฯ
จะนำเสนอชุดนี้ อาจจะมีความอ่อนละมุนของถ้อยคำน้อยกว่าบทอื่นๆ เพราะต้องให้น้ำหนักทุกคำในความคิด
แต่ก็ยังคงลีลากลอนแบบของท่านอยู่ ลองอ่านดูครับ

ชีวิตเราถ้าเหมือนเรือ

๏ ชีวิตเราเหมือนเรือเมื่อออกท่า
ไม่รู้ว่าค่ำนี้นอนที่ไหน
จะลอยล่มจมน้ำคว่ำลำไป
หรือสมใจจอดฝั่ง...ก็ยังแคลง

ได้ดื่มแต่น้ำตาเมื่อฟ้าร่ำ
ยิ่งยามย่ำสายัณห์ยิ่งกันแสง
ถูกลมหวนหอบข่มระดมแรง
จึงรู้แล้งหมดแล้วน้ำแก้วตา

เพราะหากมัวมาร่ำกำสรวลอยู่
ไหนจะรู้ทรงเรือบ่ายเมื่อหน้า
ต้องตกพายหมายฝืนขืนลมฟ้า
ไร้เวลาอาดูรพอกพูนใจ

สติตรงตาแน่วดูแนวน้ำ
ไม่ลอยลำขวางเรือเมื่อน้ำไหล
ถ้าไม่ล่องก็ท่องทวนสวนทันใด
เรือจึ่งได้แนวดิ่งไม่ทิ้งทาง

ในโลกนี้มีสิ่งต้องวิ่งแข่ง
ถ้าหย่อนแรงราข้อต่อเข้าบ้าง
ก็จะแพ้แย่ยับถึงอับปาง
อย่าหมายร่างเราจะอยู่สู้หน้าใคร

ชีวิตเราเหมือนเรือเมื่อออกท่า
ต้องรู้ว่าค่ำนี้นอนที่ไหน
ต่อรุ่งเช้าก้าวอีกขั้นมรรคาลัย
กว่าวันชัยสมประสงค์ถือธงชู ๚

ประยอม ซองทอง ,๒๕๐๒


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 19:07:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 85

ชัยสิริ สมุทวนิช อธิบายงานบทกวีหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ว่ามีลักษณะหยาบ หากพิจารณา
จากชนชั้นปกครองแล้ว ก็เป็นความหยาบทั้งในความหมายของการประพันธ์และเนื้อหาที่มุ่งโจมตีชนชั้น
ศักดินานิยม และพวกทุนนิยม ความหยาบในการประพันธ์อาจมาจากความรีบเร่ง แต่เหนืออื่นใด บทกวี
ในยุคนี้มีความง่าย ชนชั้นผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ เพราะตรงไปตรงมา และมีลักษณะที่สะท้อนความนึกคิด
ของผู้เสียเปรียบในสังคม

กวีที่โดดเด่นยิ่งในงานลักษณะนี้คือ "รวี โดมพระจันทร์" ผู้สร้างสรรค์งานแนวเพื่อชีวิตมาตั้งแต่ก่อน
เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วยซ้ำไป รวี โดมพระจันทร์เองก็ได้ยืนยันไว้ในคำนำหนังสือเล่มหนึ่ง
ของเขาว่า

"เบื้องแรกการเขียนร้อยกรองของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายึดเอาเนื้อหาเป็นเอก ยึดกุมเนื้อหาและสรรคำถ่าย
เดียว อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่สนใจต่อรูปแบบ เพราะต้องการเขียนให้ง่ายที่สุด ด้วยความเคียดแค้นชิง
ชังต่อระบบทรราชย์ครองเมือง"

งานกวีชิ้นหนึ่งของ รวี โดมพระจันทร์ ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งคือ "ตื่นเถิดเสรีชน" ซึ่ง"ผู้งมงายในรัก"
ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว มาอ่านงานชุดนี้กันแบบเต็มๆดีกว่าขอรับ

ตื่นเถิดเสรีชน

ตื่นเถิดเสรีชน.................อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
หอกดาบกระบอกปืน........ฤๅทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ..............ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา........ประโยชน์เข้าเฉพาะตน
จงสู้อย่างสุดฤทธิ์.............แม้ชีวิตจะดับพ้น
ศักดิ์ศรีมนุษยชน...............ไม่ยอมทนเป็นทาสใคร
โถมคลื่นของมวลชน..........กระหน่ำจนศัตรูพ่าย
ยืนหยัดปานมัดหวาย..........กระหน่ำให้มันได้คิด
เจ็บแล้วจักต้องจำ..............อย่าหลงคำเคลือบยาพิษ
คำหวานสมานจิต................กลพิชิตศัตรูมี
หากหวังเสรีภาพ................หวังโลกราบรื่นราศรี
สันติภาพจักมี....................เพราะการที่เราต่อสู้

รวี โดมพระจันทร์ ,๒๕๑๕

รวี โดมพระจันทร์ เป็นกวีที่เกิดมาในยุคเพื่อชีวิตและเป็นกวีเพื่อชีวิตมาตั้งแต่บทแรกที่ปรากฎต่อสาธารณะ
สิ่งที่เขาสำนึกตระหนักเสมอในงานของเขาคือ การให้ความสำคัญแก่ค่าของคน อันเป็นหลักที่ถูกต้องตาม
แนวความคิดเพื่อชีวิต

มาอ่านงานของเขาอีกชุดครับ

คนคนนี้แหละคน

คนคนนี้แหละคน....................คือมวลชนอันไพศาล
เข้มแข็งแกร่งแรงงาน.............โลกก้าวมาด้วยมือคน
หลายยุคคนต่อสู้.....................กับศัตรูประชาชน
รู้เล่ห์อุบายกล........................อันต่ำช้าที่ล่ามกาย
คนนี้จะยอมตัว.......................ยอมเอาหัวเป็นถวาย
เพื่อโค่นสังคมร้าย..................สร้างยุคใหม่ให้ระบิล
ถึงร้อยที่ร้อยคำ.....................จะเหยียบย่ำให้จมดิน
ก่นโคตรให้แหลกสิ้น................แต่คนยังประกาศตัว
ถึงเกือบกระทืบทับ..................จนแหลกยับก็ไม่กลัว
น้ำเลือดที่นองตัว.....................จะดื่มกินให้สาใจ
ถึงปืนก็เถอะปืน......................เจ้าข่มขืนก็เพียงกาย
แต่ใจนี้สู้ตาย..........................ไม่ยอมแพ้แก่ปลายปืน
ถึงคุกก็เถอะคุก........................เจ้าฝากทุกข์ก็ชั่วคืน
กฎเป็นอำนาจปืน.....................จะแข็งขืนจนยามตาย
ฟ้ามืดกาฬทมิฬ.......................จะโหดหินสักเพียงใด
กดหัวให้กลัวตาย.....................อา...เจ้าหมิ่นความเป็นคน
เล่ห์ร้ายอันกาลี........................คนหรือมีจะอับจน
คนคนนี้แหละคน.......................จะกัดฟันสู้จนตาย

รวี โดมพระจันทร์ ,๒๕๑๗  


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 23:10:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 86

มาอ่านงานในแนวรื่นพลิ้วสลับกันบ้างดีกว่าครับ

นักกลอนจากแดนทักษินที่โดดเด่นอีกท่านหนึ่ง คือ มะเนาะ ยูเด็น ซึ่งระหว่างศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยที่
จุฬาลงกรณได้เข้าร่วมกลุ่มนักกลอน  มีผลงานเผยแพร่ร่วมกับ  ประยอม ซองทอง  สนธิกาญจน์
กาญจนาสน์ ฯลฯ

ไม่อยากอารัมภบทมาก มาอ่านงานของ มะเนาะ ยูเด็น ก่อนสักชิ้นดีกว่าครับ

เสียงสวรรค์  
       
๏ ความมืดครองผองชีพงีบระงับ
แผ่นหล้าหลับสรรพสิ่งไม่ติงไหว  
เสียงอัปสรสะท้อนมาจากฟ้าไกล      
แจ้วจับใจในเสน่ห์เสียงเทพี  
     
วิเวกหวานปานปนด้วยมนต์ขลัง        
ดื่มด่ำดังสังคีตเทพดีดสี  
ผิวแผ่วผ่านม่านฟ้ายามราตรี
สู่ฤดีที่สนิทในนิทรา  
     
มนุษย์เอ๋ยเคยคิดสักนิดไหม        
ว่าวันวัยในชีวิตนิดนักหนา  
บอบบางแสนแม้นกลีบทิพย์ผกา        
นิ่มนวลกว่านวลแสงแห่งนวลจันทร์  
     
แต่บรรเจิดเลิศค่าน่าสงวน
ให้อบอวลหวนหอมถนอมขวัญ  
ใช้เสียงใจไมตรีอารีกัน        
เป็นคนธรรพ์บรรเลงเพลงกล่อมใจ  
     
อย่าสรรค์เพียงเสียงชั่วที่กลั้วพิษ      
กล่อมชีวิตนิดนั้นให้หวั่นไหว  
ตรารอยหมองครองติดชีวิตไป
ล่วงวันวัยไหนจะกลบได้ลบเลือน  
     
สิ้นเสียงซึ่งซึ้งแสนจากแดนสรวง        
ซาบซ่านทรวงดวงใจใดจะเหมือน  
ส่งเสียงสรวงห้วงฟ้าแว่วมาเยือน        
เป็นเสียงเตือนเพื่อนมนุษย์ให้หยุดฟัง๚  
       
มะเนาะ   ยูเด็น  
   
ความสำคัญของชีวิตและงานสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นประเด็นที่กวีมักหยิบยกขึ้นมาสร้างอุปมา
เป็นภาพพจน์ เพื่อสะท้อนถึงข้อสรุปและความคิดเห็นส่วนตัวอยู่เป็นนิจ เช่นเดียวกันกับบทกวีของ
มะเนาะ ยูเด็น ที่สร้างสรรค์งานในแนวนี้ออกมา ลองอ่านบทกวีชุดนี้ของท่านดูครับ

รอยทราย

๏ ธารชีวิต
ภาพโสภิตผ่องอำไพชวนใฝ่ฝัน
กระแสสินธุ์รินรื่นทุกคืนวัน
ระดะพันธุ์ปทุมมาลย์กลางธารทอง

อุทกธารซ่านซ่าน่าสนุก
รื่นรมย์รุกข์รายสะพรั่งริมฝั่งสอง
ไขสุคนธ์หล่นโรยโปรยละออง
วิหคร้องแซ่เจรียงปานเสียงพิณ

หลงมาลีสีสล้างริมทางผ่าน
หลงสำราญสนานกายกลางสายสินธุ์
หลงสำเนียงเสียงนกโผผกบิน
หลงประทิ่นกลิ่นสุคนธ์จนลืมตัว

รู้สึกตนจนเวลาสายัณห์ย่ำ
ตะวันคล้ำครึ้มเวหาฟ้าสลัว
ดูเบื้องหน้าชลากว้างธุมางค์มัว
อกระรัวตัวเปลี่ยวอยู่เดียวดาย

จะเหลียวหลังทางวิถีที่เคยผ่าน
แม้รอยธารที่กระเทือนยังเลือนหาย
นึกน่าน้อยใจตนทนตะกาย
เพียงรอยทรายแทบนทีเป็นที่นอน

ทางชีวิต
สิ่งไพจิตรใช่จริงล้วนสิ่งหลอน
ห้วงความตายภายหน้าคือสาคร
สิ่งสุนทรที่บำเพ็ญเป็นรอยทราย ๚

มะเนาะ ยูเด็น ,๒๕๐๔    


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 1 ก.ค. 46 23:56:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 87

ได้ยินชื่อคุณจิตร ภูมิศักดิ์ทีไร
ผมต้องนึกถึงเพลงๆนี้
"เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ"
น่าเสียดายหาเวบที่บรรเลงเพลงนี้ไม่ได้

ลองเดากันดูซิครับ
ถ้าคุณจิตร ภูมิศักดิ์ยังมีชีวิตอยู่
เขาจะวางตัวอย่างไรในสังคมยุคทุนนิยมครองโลก


จากคุณ : คลาย เครียด - [ 2 ก.ค. 46 14:41:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 88

เอางี้มั๊ยล่ะครับ คุณงมงายในรัก
ให้คุณเมล์ข้อความทั้งหมดมาให้ผม
ผมจะทำหน้าเวบใหม่ไว้ต่างหาก
แล้วจะนำลิงค์มาแปะให้
ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
สำหรับการหลบโปรแกรมกรองคำ
ได้

หรือถ้าคุณมีข้อมูลมากพอ
ผมยินดีทำหน้าเวบแจกให้เพื่อนๆ อ่าน
กันทางเมลได้

ข้อมูลเพื่อความรู้เป็นข้อมูลที่ดี
สังคมไทยควรรับฟัง  ว่าเข้านั่น   อิๆ

เมลผม  ar_pkrab@hotmail.com


จากคุณ : ar@p - [ 2 ก.ค. 46 15:50:58 A:210.4.140.155 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 89

ช่วงนี้จอมยุทธฯ ไม่ได้หายไปไหนขอรับ

เพียงแต่มัวยุ่งเรื่องงานที่ประดาประดังเข้ามา ช่วงนี้เริ่มเคลียร์ลงตัว
เดี๋ยวจะมานำเสนอบทกวี และคุยกับเพื่อนๆต่อ นะขอรับ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 3 ก.ค. 46 15:28:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 90

สวัสดีครับ จอมยุทธเมรัย , สวัสดีครับ ทุกท่าน , สวัสดีครับ ar@p

ขอบคุณน้ำใจและความช่วยเหลือที่มีให้ครับ
ตอนนี้ ข้อความที่ถูกลบไป ก็ได้คืนมาแล้วครับ
คิดว่า คงไม่มีปัญหาเรื่องการส่งข้อความที่ไม่ผ่านกรองคำแล้วครับ
จะพยายามตรวจสอบอย่างเข้มงวดขึ้นครับ

แวะมาร่วมวงพูดคุยเสวนาแบบ “เพลงพาไป” ต่อครับ
เห็น คุณ “คลาย เครียด” ถามถึง “เสียงเพรียกแห่งมาตุภูมิ”
ก็เลยขุดค้นจากความทรงจำ นำมาฝากครับ
อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง ต้องขออภัย แต่ก็คงเป็นส่วนน้อยครับ

“เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ” เป็นบทเพลงที่เขียนบอกเล่าความรู้สึก
ที่มีต่อแผ่นดินแม่ ในยามที่ต้องพรากถิ่น เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อสิทธิ
และเสรีภาพ อันเสมอกันของมวลชนผู้ทุกข์ยาก
ก่อนที่ท้ายที่สุด จะได้ความตายเป็นผลตอบแทน

“พฤษภา (๒)๕๐๙ แดดลบเงาจางหาย………เขาตายอยู่ข้างทางเกวียน
…………………………………………………………………………..
ชื่อ “จิตร ภูมิศักดิ์” เป็นนักคิดนักเขียน………..ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน”
………………………………………………………(เพลง “จิตร ภูมิศักดิ์” : คาราวาน)

…………………เสียงเพรียกแห่งมาตุภูมิ……………
ม่านฟ้ายามค่ำ…………..…………..ดั่งม่านสีดำม่านแห่งความร้าวระบม
เปรียบเหมือนดวงใจมืดทึบระทม……พ่ายแพ้ซานซมพลัดพรากบ้านมา
ต่อสู้กู้ถิ่น……………………………...เพื่อสิทธิเสรีเพื่อศักดิ์และศรีโสภา
จึงพลัดมาไกลทิ้งไว้โรยรา…………….จะร้างดั่งป่าอยู่นับปี
….เคยสดใสรื่นเริงดั่งนกเริงลม……….ถลาลอยชื่นชมอย่างมีเสรี
….แม้ร้อยวังวิมานที่มี…………………มิเทียมเทียบปฐพีที่รักมั่น
…ความใฝ่ฝันแสนงามแต่ครั้งเคยเนา…ชื่นหวานในใจเราอยู่มิเว้นวัน
…ความหวังเอยไม่เคยไหวหวั่น………..ยึดมั่นว่าจะได้คืนเหมือนศรัทธา

คำถามของ คุณ “คลาย เครียด” ที่ว่า ถ้า “จิตร ภูมิศักดิ์” ยังมีชีวิตอยู่
จะวางตัวอย่างไรในสังคมยุคทุนนิยมครองโลก คำตอบก็อาจมีมากมายครับ

แต่อย่างหนึ่งที่อาจเล็งเห็นผลได้ก็คือ บั้นปลายของ “คนดี” ที่ทำเพื่อชนส่วนใหญ่
มักคาดผลได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องหาญท้า “อำนาจ” และ “ชนชั้นผู้ใช้อำนาจ”
รูปธรรม เช่น “เทียนวรรณ” , “ป๋วย อึ้งภากรณ์” , “ปรีดีพนมยงค์” , “นายผี” และ ฯลฯ
ก็อาจเป็นสิ่งที่เห็นได้ประการหนึ่ง

ทว่า ในที่สุด ประจักษ์แห่งผลของการกระทำ ก็ได้พิสูจน์ความคงทนของ “ความดี”
ที่ยังคงอยู่เสมอ แม้สายธารกาลเวลาล่วงเลยไปก็ตาม

ขอย้อนกลับไปที่ “อัศนี พลจันทร์” หรือ “นายผี” อีกครั้ง ครานี้ นำบางชิ้นงานที่
“นายผี” เขียนโดยใช้นามปากกา “ศรีอินทรายุทธ” มาฝาก

“แสงทองอันรองเรือง……………มาประเทืองระทวยปราณ
ปราณีฤดีดาล……………………ก็ได้แรงบ่อิดโรย
แสงทองอันรองไร………………..มาส่องให้สิ้นเหี่ยวโหย
แช่มชื่นระรื่นโรย…………………ด้วยลมเช้าชะลอโลม
แสงทองที่ส่องถูก………………...ทั่วร่างลูกแลคือโคม
ทองส่องให้สิ้นโทม-………………-นัสเห็นหนทางจร”

และอีกชิ้น ชื่อ “เพลงแห่งอิสรา” โดยนามปากกา “ศรีอินทรายุทธ”

“ในมือเรามีฆ้อน
มีระฆังอันดังตี
เพลงไพเราะเรามี
สำหรับขับให้ครื้นเครง
คือฆ้อนแห่งธรรมะ
และระฆังอันวังเวง
ตีครางอยู่หง่างเหง่ง
เพรียกเป็นเพลงแห่งอิสรา”

พูดถึงเรื่องการถ่ายเท ระหว่างชิ้นงานร้อยกรอง ไปสู่บทกวีมีทำนอง
ก็เลยนำงานเขียนร้อยกรอง ของ “สุรชัย จันทิมาธร” แห่งวง “คาราวาน”
ซึ่งมีได้ถูกนำไปใส่ทำนองเพลงมาฝากสักชิ้น

“ปรารถนาดนตรี……………ดีดสีตีเป่า
คลอควันและน้ำเหล้า………สนุกสนานเฮฮา
เล่าเรื่องให้เธอฟัง……………ถึงความหลังความหน้า
ข้ามทะเลโค้งฟ้า……………..ตามสายลวดคดโค้ง
มีทั้งทุกข์และสุข……………..ปลุกระดมเต้งโต้ง
เหมือนแก้ผ้าโทงโทง…………ไม่โอ่โอ่งมันพาไป
ได้หนังสือหนึ่งเล่ม……………ค่อยค่อยเล็มค่อยค่อยใส่
เหมือนสองขาจับไข้…………..ก็ยังน่ายินดี”

มาถึงบรรทัดนี้ ขอย้อนกลับไปที่งานเขียนของ “จิตร ภูมิศักดิ์” อีกครา
งานเขียนร้อยกรองชิ้นนี้ เป็นมุมมองที่มีต่อสตรี โดยใช้นามปากกา “ศรีนาคร”

“สหายเอย………………………………วานเฉลยว่าสตรีสวยที่ไหน
สวยที่ตาซึ้งงามหวามหัวใจ……………..สวยที่แก้มอำไพผ่องชมพู

สวยที่โอษฐ์เต็มอิ่มยิ้มน่าจูบ……………..สวยที่รูปร่างระหงทรงเพรียวหรู
สวยที่อกอันชายต้องร้องอู้ฮู้………………สวยตะโพกชวนดูเดินแนบเนียน

บ้างว่าสวยพร้อมพรายยามอายเหนียม…..บ้างว่าเยี่ยมก็ตรงตอนงอนปวดเศียร
บ้างว่าสวยพร้อมสรรพเมื่อดับเทียน……….บ้างว่าสวยเพราะเธอเพียรให้ชมเชย

สวยเพราะแสนรักผัวจนกลัวหงอ…………..สวยเพราะรอเป็นเท้าหลังฟังเฉยเฉย
สวยเพราะผัวมีเมียน้อยปล่อยตามเคย…….สวยเพราะเป็นทาสเชลยเสมอไป

สหายเอย…………………………………..คำเฉลยต่อไปนี้เข้าทีไหม
สวยเพราะทำงานแข็งกร้านแกร่งไกร………เพื่อช่วยมวลชนไทยที่มืดมน

เพื่อช่วยให้เขาได้มีที่เรียนร่ำ……………….มีงานทำมีเงินจ่ายหายขัดสน
มีบ้านอยู่อย่างเป็นสุขทั่วทุกคน……………งานเพื่อชนทั้งสิ้นอยู่กินดี

สวยเพราะเป็นเท้าหน้าขวาหรือซ้าย………เทียมเท่าชายเชิดความรักในศักดิ์ศรี
ใช่แขวนชีพไว้กับผัวชั่-ว-ตาปี………………ใช้ความสามารถที่มีกอบกิจกรรม

จงตื่นเถิดรู้ตนว่าตนสามารถ……………….จงองอาจอย่ายอมให้ใครเหยียบย่ำ
แม่แห่งลูก แม่แห่งโลก แม่แห่งธรรม………..สองมือแม้นแม่แรงค้ำโลกและคน

เธอจักสวยเพราะคำนึงซึ่งในสิทธิ…………..ที่ควรมีเสมอมิตรทุกแห่งหน
สิทธิ..หะหา..จงเธอปองสิทธิของตน…………สวยด้วยศักดิ์ “เสรีชน” ใช่เชลย”

งานชิ้นนี้เป็นมุมมองของ “จิตร ภูมิศักดิ์” อันเป็นผู้เขียน(ชาย) ที่ในห้วงเวลาต่อมา
“จิรนันท์ พิตรปรีชา” ก็บอกเล่ามุมมองผู้เขียน(หญิง) ที่มีต่อผู้หญิง ในชื่อชิ้นงาน
“อหังการ์ของดอกไม้”

“สตรีมีสองมือ………………….มั่นยึดถือในแก่นสาร
เกลียวเอ็นจักเป็นงาน………….มิใช่ร่า-น-หลงแพรพรรณ

สตรีมีสองตี-น-………………….ไว้ป่ายปีนความใฝ่ฝัน
ยืนหยัดอยู่ร่วมกัน………………มิหมายมั่นกินแรงใคร

สตรีมีดวงตา……………………เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่
มองโลกอย่างกว้างไกล…………มิใช่คอยชะม้อยชวน

สตรีมีดวงใจ…………………….เป็นดวงไฟมิผันผวน
สร้างสมพลังมวล……………….ด้วยเธอล้วนก็คือคน

สตรีมีชีวิต………………………ล้างรอยผิดด้วยเหตุผล
คุณค่า “เสรีชน” ……………….มิใช่ปรนกามารมณ์

ดอกไม้มีหนามแหลม………….มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสะสม……………….ความอุดมแห่งแผ่นดิน”

บางส่วนที่นำมาร่วมเสวนาพูดคุยนี้ เป็นบางส่วนที่บอกเล่าถึงการนำร้อยกรอง
มารับใช้กับชีวิตและสังคม ผ่านแง่มุมทั้งเชิงศาสตร์และเชิงศิลป์ อันถ่ายเทไปมา
ระหว่างรากของวัฒนธรรมต่างรูปแบบ แต่ล้วนสะท้อนเนื้อหาเพื่อสังคมโดยรวม

หวังใจเหมือนเคยว่า การต่อยอดจากการเสวนา จักได้จุดประกายความคิดต่อเนื่อง
เพื่อการแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อไปครับ

ด้วยจิตคารวะ
สวัสดีครับ


จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 3 ก.ค. 46 16:16:29 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 91

แวะมาดูอีกครา เพิ่งเห็นข้อพลาด ขออภัยครับ “เสียงเพรียกแห่งมาตุภูมิ” ขาดไปหนึ่งท่อน
นำมาลงใหม่ให้ครบถ้วนครับ

…………………เสียงเพรียกแห่งมาตุภูมิ……………
ม่านฟ้ายามค่ำ…………..…………..ดั่งม่านสีดำม่านแห่งความร้าวระบม
เปรียบเหมือนดวงใจมืดทึบระทม……พ่ายแพ้ซานซมพลัดพรากบ้านมา
ต่อสู้กู้ถิ่น……………………………...เพื่อสิทธิเสรีเพื่อศักดิ์และศรีโสภา
จึงพลัดมาไกลทิ้งไว้โรยรา…………….จะร้างดั่งป่าอยู่นับปี
….เคยสดใสรื่นเริงดั่งนกเริงลม……….ถลาลอยชื่นชมอย่างมีเสรี
….แม้ร้อยวังวิมานที่มี…………………มิเทียมเทียบปฐพีที่รักมั่น
…ความใฝ่ฝันแสนงามแต่ครั้งเคยเนา…ชื่นหวานในใจเราอยู่มิเว้นวัน
…ความหวังเอยไม่เคยไหวหวั่น………..ยึดมั่นว่าจะได้คืนเหมือนศรัทธา
แว่วเสียงก้องกู่…………………………จากขอบฟ้าไกลแว่วดังจากโพ้นนภา
บ้านเอ๋ยเคยเนากังวานครวญมา………รอคอยเรียกข้าอยู่ทุกวัน



จากคุณ : ผู้งมงายในรัก - [ 3 ก.ค. 46 17:32:45 A:203.154.97.197 X:129.0.1.70 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 92

ตามอ่านอยู่ครับผม...
อย่าพึ่งเหนื่อยกันเสียก่อน


จากคุณ : วิญญาณอสัญญา - [ 4 ก.ค. 46 01:32:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 93

กลิ่นของนักปราชญ์ย่อมหอมหวนทวนลมฉันใดก็ฉันนั้น :)
ขอบคุณจอมยุทธฯ


จากคุณ : อกนิษฐ์ - [ 4 ก.ค. 46 03:58:41 A:203.130.142.66 X:10.0.253.61 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 94

มาอ่านงานของ กุลทรัพย์ รุ่งฤดี หรือคุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร กันบ้าง
ดีกว่าขอรับ

กุลทรัพย์ รุ่งฤดี เริ่มเขียนหนังสือประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ด้วยงานประเภทร้อยกรอง เคยได้รับการ
ประกาศเกียรติคุณให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เป็นกวีอีกท่านหนึ่งที่ประกาศตัวเสมอ
ว่าเป็นผู้อนุรักษ์ฉันทลักษณ์  ดังนั้นงานร้อยกรองแบบกลอนสุภาพของท่านจึงเป็นลีลาครูกลอน
สุนทรภู่สมบูรณ์แบบ เป็นอย่างไรมาอ่านกลอนในแนวสะท้อนปัญหาสงครามของท่านสักชุด ก่อนครับ

วอนพระเจ้า

๏ สงคราม ! !
คือไฟลามแรงร้อนรอนชีพสูญ
วิปโยคสะเทือนหล้าอิ่มอาดูร
ชนมากมูนตายพรากไปจากกัน

พ่อแม่ลูกพลัดพรากจากกันสิ้น
ทั่วแผ่นดินระทมทุกข์ไร้สุขสันติ์
น้ำตานองร้องร่ำเสียงรำพัน
สะเทือนขวัญสะท้านทั่วหัวใจชน ! !

โอ้พระเจ้าไฉนให้คนฆ่า ?
ในความกล้าคือขลาดขาดเหตุผล
ใช่เพียงชีพหนึ่งพรากจากสกล
ชีวิตคนอยู่หลัง...ยังทรมาน ! !

"แม่จ๋าแม่...พ่อหนูอยู่ที่ไหน ?"
"พ่อหนูไปรบศึกอย่างฮึกหาญ"
ลูกรอ...รอ...พ่อไฉนไปแสนนาน ?
ชีพพ่อลาญ...เหลือคนหลัง...หลั่งน้ำตา ! !

แม้ชีพหญิงชราน่าโอบเอื้อ
ก็เป็นเหยื่อสงครามตามผลาญพร่า
ลูก, หลาน, เหลนไปทัพไม่กลับมา
เหลือน้ำตานองตาซึ่งพร่ามัว ! !

ทุกแหล่งโลกโศกสลดด้วยบทบาป
พระเจ้าทราบแต่พระองค์คงยิ้มหัว
ดังไร้ความศักดิ์สิทธิ์ฤทธิ์แรงกลัว
ซ้ำกลับรัวกลองทุกข์...สนุกครัน ! !

ไฟสงครามลามโรจน์เหี้ยมโหดยิ่ง
ผลาญทุกสิ่งเหลือแต่เคียด...เกลียดโศกศัลย์
แผ่นดินเดือดเลือดชุ่มร้อนรุ่มครัน
พระเจ้าฝันหลับละเมอเผลออยู่ไย ?

เราทุกคนวอนพระเจ้า...ราวกับบ้า
หยาดน้ำตาพร่างพราวราวแก้วใส
ขอพระองค์ทุกพระองค์จงตั้งใจ
นำโลกให้คืนสุขสันติ์นิรันดร ๚

กุลทรัพย์ รุ่งฤดี, ๒๕๑๕

มาอ่านงานของท่านอีกชุดครับ

ทุ่งครวญ

๏ สุดสายตาข้าเห็นเป็นทุ่งเวิ้ง
ชลล้นเจิ่งแผ่นดินหมองร้องครวญคร่ำ
ยอดธัญญาผวาแหวกแสกต้นลำ
ต้องดิ่งด้ำดั้นด้นไปพ้นดิน

อันยอดข้าวหนาวหนาวซ้ำลมพลิ้ว
ละลอกลิ่วจิตสลดหดเหี่ยวสิ้น
แม้นเจ้ามีโอษฐ์จะด่าว่าฟ้าดิน
ชอบกลืนกินชนผู้เข็ญเห็นง่ายดาย

ยะเยือกย่ำน้ำฟ้าน้ำตาหยาด
วสันต์สาดซ้ำฟ้าน่าใจหาย
กระท่อมโดดดื่มธาราดุจลาตาย
ผืนทองวายวอดล่มจมนที

ขอพระแม่ธรณินทร์ยินคำบ้าง
โอษฐ์เอ่ยอ้างวอนว่าเข็ญสุดเร้นหนี
ข้าวในนาหล้าล่มจมวารี
สุดชีวีสุดดิ้นจำสิ้นใจ

ขอพระเทวาสยามอร่ามฤทธิ์
ปกาสิตเบิกทางสว่างไสว
ให้ทุ่งหมองร้องครวญกลับสรวลไกล
ปลุกดวงใจเหี่ยวสลดปลดแอกเทียม

อนาถเอย อึงโสตพันโอษฐ์เอื้อน
เทพแชเชือนเฉไฉใจโหดเหี้ยม
เขาเลี้ยงเหล้าเลี้ยงโลกโศกกลับเตรียม
กระหน่ำเจียมใจเขาเราควรคิด

ข้าฯผินหลังยังเมืองหลวงแดนสรวงสุข
ห่างไกลทุกข์ยินเสียงจำเรียงจิต
ตึกรามแรงแสงกระจ่างพร่างเพลินพิศ
เป็นชีวิตหลายแง่แท้ที่รู้

ในโลกนี้ใครยากจะยากยิ่ง
ทุกข์จะสิงจิตใจให้อดสู
ถึงโห่ร้องก้องฟ้าขอ"ตราชู"
ตราก็ดูเอียงข้างทางสราญ

เมื่อไหร่หนอเทพจะตั้งตราชั่งเที่ยง
ประทานสุขเขาผู้เลี้ยงถิ่นไพศาล
ให้รวงทองผองผลิตนิจกาล
ให้ชลธารเหือดหล่อเพียงพอดี ๚

กุลทรัพย์ รุ่งฤดี

แก้ไขเมื่อ 08 ก.ค. 46 09:41:14

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 4 ก.ค. 46 12:52:44 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 95

ครั้งหนึ่ง ในการประกวดคำฉันท์วันปิยะมหาราชปี ๒๕๑๐-๑๑ ของจังหวัดตรัง มีสาวน้อยจากโรงเรียน
สภาราชินีคนหนึ่งขึ้นรับรางวัลในระดับมัธยมต้น จากผู้ว่าราชการจังหวัดในพิธีวางพวงมาลา

สาวน้อยคนนั้นคือ จิระนันท์ พิตรปรีชา และว่ากันว่าช่วงนั้นเป็นยุคที่โรงเรียนสภาราชินี จ.ตรัง เฟื่องฟู
ในเรื่องกาพย์กลอน นักกลอนเด่นๆของโรงเรียนในยุคนั้น นอกจากจิระนันท์ แล้วยังมี สุประวัติ ใจสมุทร
สถาพร ศรีสัจจัง (พนม นันทพฤกษ์), เปลื้อง คงแก้ว (เทือก บรรทัด), ศิริวรรณ ชลธาร เป็นต้น

จิระนันท์ พิตรปรีชา ประสบความสำเร็จเบื้องต้นในระดับกลอนประกวดเรื่อยมา จากมัธยมต้น สู่มัธยม
ปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนเข้าเรียนต่อที่จุฬาฯ ในปี ๒๕๑๕ ที่จุฬาฯเธอถูกเลือกให้เป็น
ดาวจุฬาฯ และวุ่นวายกับกิจกรรมชมรมต่างๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนผันแปรมาร่วมกิจกรรมการเมืองแบบ
กลุ่มอิสระที่เริ่มก่อตัวขึ้นในยุคนั้น  

หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ บทบาทและชื่อเสียงของจิระนันท์เป็นที่รับรู้ทั่วไป งานเขียนในรูป
ของบทกวีบางชิ้นได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาวรรคทองของยุคประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นบท "ดอกไม้
จะบาน" (๒๕๑๖) และ "อหังการของดอกไม้" (๒๕๑๖) ซึ่ง พี่xxx(เฒ่า) และผู้งมงายในรักได้นำเสนอ
มาบ้างแล้วในความเห็นก่อนๆ

ความพลิกผันของการเมืองในปีถัดมา มีส่วนผลักดันให้จิระนันท์ต้องตัดสินใจ "เข้าป่าจับอาวุธ" พร้อมๆ
กับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนใกล้ชิด และได้ผลิตงานฉันทลักษณ์ในช่วงนี้ออกมาหลายชิ้นก่อนออกจาก
ป่าในหกปีต่อมา

มาอ่านงานของจิระนันท์ เต็มๆกันสักสองชุดดีกว่าขอรับ จอมยุทธฯ ขอเลือกงานที่เธอเขียนไว้ในช่วง
เวลาที่แตกต่างกันสองช่วง คือช่วงทียังเรียนในระดับมัธยม และช่วงที่ใช้ชีวิตในป่า  

มาอ่านงานในยุคยังเป็นนักเรียนในระดับมัธยม กันก่อนขอรับ

ห้วงคำนึง

หมอบพับเพียบเลียบริมน้ำปริ่มฝั่ง
ตะแคงฟังนิยายเพลินจากเนินหญ้า
ระบำมดคดเคี้ยวลับเคียวตา
หยาดน้ำฟ้าลากลิ้งทิ้งใบบอน

แมลงปอเกาะหินเลื่อมปิ่นรุ้ง
ผีเสื้อพุ่งอวดแพรแผ่ปีกร่อน
กิ้งกือหักความอายออกกรายกร
กระรอกหย่อนลูกหว้าหยั่งท้าทาย

เมื่อเอนพิงอิงพักหนุนตักหล้า
แนบเงาฟ้าในน้ำเปี่ยมความหมาย
ธรรมชาติวาดแต้มยังแย้มพราย
และโลกส่ายกายหมุนด้วยคุ้นเคย

เหม่อมองฟ้าสีฟ้ากว้างกว่ากว้าง
คิ้วรุ้งค้างเนตรสูรย์มุ่นหมอกเสย
แย้มเสี้ยวเมฆยิ้มแดดสีแสดเอย
หัตถ์ลมเชยเผยแก้มแพลมยิ้มกัน

แล้วสบตากับเรา-เงาในน้ำ
ไหลลำนำฉ่ำใจคล้ายเคลิ้มฝัน
พิสุทธิ์ใสไล้หล้ารับตาวัน
กล่อมดวงขวัญล่องลิบทิพยา

เรามองโลกสดใสในวันนี้
ด้วยใจที่อ่อนวัยไร้เดียงสา
ทุกสิ่งช่วยอวยสุขทุกเวลา
หากวันหน้าเป็นอย่างไร...ไม่อาจรู้

จิระนันท์ พิตรปรีชา, ๒๕๑๓

มาอ่านงานของจิระนันท์ ในยุคที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในป่า งานชุดนี้มีหมายเหตุช่วงท้ายไว้ว่า "ต้อนรับขบวนแถว
นักศึกษาบนภูร่องกล้า ต้นปี ๒๕๒๐"

หนุ่มสาว คือกาพย์กลอนแห่งป่าเขา

เรา พบกันในนามความรู้สึก
ที่ซ่อนลึกสุขล้ำสุขล้ำเปี่ยมความหมาย
มือต่อมือมั่นกระชับจับทักทาย
และดอกไม้ระบายแก้มก็แย้มบาน

มา ร่วมดื่มน้ำลำห้วยน้อย
ชมรวงข้าวอ่อนช้อยที่ชิมหวาน
ผ่านวันหนึ่งเหนื่อยนักจงพักงาน
เอนกายขับคีตกานท์ผ่านลำเนา

มือเธอย่อมหยาบกร้านโดยงานหนัก
ผิวกายจักเกรียมแดดร้อนแผดเผา
ศึกษาชีวิตใหม่แห่งวัยเยาว์
อันเลือกเอาความหวังเปี่ยมสังคม

ซึ่งรอยแค้นเดือนตุลาบัญชาให้
คนรุ่นใหม่โถมกำลังมาสั่งสม
ร่วมแรงสู้อยู่ป่าท้าทุกข์ตรม
บาดแผลบ่มอยู่ที่ใจไม่ปิดบัง

...สบสายตาคนหนุ่มสาวผู้เร่าร้อน
ที่ท่าทีทุกตอนซ่อนความหวัง
คือกาพย์กลอนกล่อมป่าดงทรงพลัง
คือเสียงสั่งสาปอธรรม์ให้พรั่นพรึง

ดอกไม้ป่าสีม่วงอ่อนบานต้อนรับ
ผู้มาจับปืนกู้สู้ชาติหนึ่ง
เป็นแถวแถวสุดแนวภูดูตะลึง
มาเถิดมา...ข้าวใหม่นึ่งยังร้อนรอ

จิระนันท์ พิตรปรีชา, ๒๕๒๐


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 5 ก.ค. 46 15:06:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 96

ในการแข่งขันประชันกลอนสดระหว่างระหว่างสถาบันครั้งหนึ่ง เป็นการเข้าชิงชนะเลิศกันระหว่าง
ทีมนักกลอนของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และทีมนักกลอนของมหาวิทยาลัยศิลปากร ปรากฎว่า
ครั้งนั้นศิลปากรได้รับถ้วยชนะเลิศ และการแข่งขันประชันกลอนสดระหว่างสถาบันนี้ต้องยกเลิก
ไปในปีถัดมาเพราะเกิดเหตุการณ์ สิบสี่ตุลาฯ

ในทีมนักกลอนของศิลปากรในครั้งนั้น มีกำลังหลักคือ วาณิช จรุงกิจอนันต์

จอมยุทธฯ ขอเลือกงานกวีที่ออกแนวสะท้อนสังคม ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ มาให้เพื่อนๆอ่าน
สัก ๒ ชุดแล้วกันขอรับ

ฝันในฤดูแล้ง

๏ ข้าวสีเขียวกำลังขอรอคำขาน
ถวิลวารของข่าวใบข้าวเขียว
นิยายความขื่นขมของคมเคียว
รอลับเรียวโค้งของเคียวลองคม

ฟ้าสีขาวสุดโค้งยังคงขาว
ไร้ข่าวคราวครึ้มฟ้ามาโรยห่ม
กับลมแรงก็มิรอข้าวล้อลม
เรียวข้าวโรยเริ่มล้มด้วยลมแรง

อาทิตย์ทรงรัศมีส่งสีสัน
แตะแต้มทุ่งทานตะวันด้วยสีแสง
ลบร่องรอยเขียวเรืองด้วยเหลืองแดง
โดยนัยแห่งผาหินของดินดอน

ดินผืนเดียวกันดารคือการดับ
เมื่อฝนอับลมเอื่อยก็เหนื่อยอ่อน
หนาวน้ำมนต์นางแมวแล้วก็ร้อน
เมื่อเพลงพรไม่เพียงพอนาก็ร้าง

มองเห็นแล้วอยากจะหลับเดินกลับหลัง
เหมือนความหวังเบาโหวงและโว้งว่าง
ลูบโค้งเคียวคมกริบหยิบแล้ววาง
คงจะว่างงานเกี่ยวแล้วเคียวคม

ข้าวสีเขียวเรียวหล่นโรยจนเหลือง
หลับจากเรื่องอดอยากข่มปากขม
ฝันถึงรวงน้อยฉ่ำนิ่มน้ำนม
อันสลายกับสายลมของความแล้ง ๚

วาณิช จรุงกิจอนันต์

มาอ่านงานในแนวนี้ของเขาอีกชิ้นแล้วกันขอรับ

หนึ่งเส้นฟาง

๏ เราอาจจะถอยหลังสักครั้งหนึ่ง
รอวันซึ่งจะย่างก้าวข้างหน้า
มันจะเป็นก้าวที่มีราคา
เป็นก้าวของศรัทธาประชาชน

โลกจะต้องเบิกตามารับรู้
ประชาชนย่อมจะอยู่ในทุกหน
ฟางหนึ่งเส้นจะกำหนดความอดทน
เรารอเส้นฟางหล่นบนหลังเรา

ชีวิตเก่าเรากร้านกับการกด
ชีวิตใหม่ทั้งหมดมิเหมือนเก่า
ฟ้าสีทองต้องไม่มีฟ้าสีเทา
เราจะขืนแรงเขาที่กดทับ

เลี่ยนลิ้นลมหวานมานานนัก
เอียนกระอักน้ำลายคนปนสับปรับ
มิใช่ใบไม้แห้งแล้งแล้วลับ
ร่วงลงซับพื้นทรายน้ำลายคน

เราคือมนุษยชนคนกลุ่มหนึ่ง
อันเริ่มรู้เริ่มซึ้งถึงเหตุผล
แห่งการปิดหูตาประชาชน
เพื่อการปล้นอิสระมวลประชา

เราไม่เหลืออะไรให้ใครปล้น
ทั้งทนอดและอดทนมาทุกท่า
อีกเพียงหนึ่งเส้นฟางถ้าวางมา
เราพร้อมแล้วที่จะกล้าคิดฆ่าคน ๚

วาณิช จรุงกิจอนันต์


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 5 ก.ค. 46 21:12:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 97

กระทู้ใหม่ขอรับ
บันทึกไว้ในวงวรรณ (ภาค ๓) ...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์...

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2358358/W2358358.html



จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 7 ก.ค. 46 13:05:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 98

ตอนภาค ๑ ผมก็สงสัยว่าท่านจอมยุทธฯ ตกหล่นคุณวาณิชไปได้ยังงัย ที่แท้มาลงในภาค ๒ นี่เองแฮะ

พอดีผมไม่ค่อยถนัดกลอนเพื่อชีวิต เลยไม่ค่อยได้ร่วมวงวิจารณ์เท่าไหร่ อันนี้ขอแถมกลอนหวานๆ จากคุณวาณิชซักหน่อยละกันครับ

รักแค่เพียงคำพูดพิสูจน์ยาก
เมื่อยามจากคงพิสูจน์คำพูดได้
ใจของเราเราย่อมรู้อยู่ที่ใคร
กับคนใกล้หรือคนไกลใจคงรู้

อีกบทครับ

เขาว่ารักสร้างแรงให้แข็งขัน
และสร้างความหฤหรรษ์ให้ยิ้มหัว
แม้นมีหมอกแห่งกมลขึ้นหม่นมัว
รักจะขับแสงสลัวที่มัวมน

ไม่รู้ผิดที่หรือเปล่า แต่เห็นเป็นของคุณวาณิชต่อเนื่องกันพอดี ขอร่วมแจมไว้ตรงนี้ครับ


จากคุณ : นักอ่านชั้นอะ - [ 7 ก.ค. 46 17:21:23 A:203.63.77.4 X:150.245.115.206 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 99

ไม่เป็นไรครับคุณนักอ่านชั้นอะ

ความจริงตอนกระทู้กลอนหวาน จอมยุทธฯเองก็ลืมชื่อของวาณิช ไปสนิทเลย
ทั้งที่ชอบแนวกลอนหวานของเขาหลายชุด เลยต้องหากลอนสะท้อนสังคม
มาลงไว้ในกระทู้นี้ขอรับ

เดี๋ยวถ้าว่างๆจะนำเอากลอนหวานของวานิช มาแปะที่กระทู้นี้แบบเต็มๆ
อีกที


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 8 ก.ค. 46 09:37:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 100

อ้าว..เพิ่งเปิดเข้ามาอ่าน  ดีจัง  นี่วงสุราเลิกแล้วหรือไร เสียดาย อยากต่อยอดสอดไส้เพิ่มเติม  

เอาบทนี้ไปอ่านแล้วกัน เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆค่ะ
-------------

เกิดวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙
จิระนันท์   พิตรปรีชา  


เมื่อสายใยในชาติขาดสะบั้น
สิ้นสายครรภ์มาตุคามไร้ความหมาย
ก่อนกำหนดกฎกำเนิดเกิดเพื่อตาย
เพียงลิ่มเลือดเละร้ายคล้ายเศษคน

ร่างทารกอัปลักษณ์ทะลักหลุด
ซากมนุษย์ที่ชีวิตถูกปลิดปล้น
ประจานเหตุประเทศนี้เกิดวิกล
เกลื่อนถนนก่นสังหาร..ลูกหลานใคร ?

เป็นตราบาปคราบบ้าที่ปรากฏ
ประทับรอยอัปยศครั้งยิ่งใหญ่
ภาพนรกหกตุลาจึงพร่าไป
(สะดวกใจถ้าไม่ต้องเหลียวมองดู)

หากทารกหกตุลายังเหลือรอด
เด็กที่คลอดกลางลานประหารหมู่
กระสุนกราดสาดสั่งเสียงพรั่งพรู
สอนให้รู้หลังตระหนกหกตุลา

เป็นวันเกิดที่มากับการดับสิ้น
ต้องขาดวิ่นสูญวัยไร้เดียงสา
น้ำตาหยาดหมาดแล้วในแก้วตา
เมื่อแผ่นดินมารดากระด้างเกิน

เติบโตและแตกต่างอย่างแกร่งกร้าว
ปวดร้าวคราวปะทะระหกระเหิน
ดาวศรัทธาที่ส่องสร้างเส้นทางเดิน
ร่วงลับเนิน...ฝังสหายอีกหลายคน

คือตำนานเดือนตุลา(ถ้าจะนับ)
ยี่สิบเจ็ดปี.. ที่เกิดดับยังสับสน
ยี่สิบเจ็ดปี...ที่คนขลาดพิฆาตคน
และวิญญาณวีรชนยังวนเวียน

ใครคือ“คนตุลา”?.. อย่าถามไถ่
ถ้าโลกไร้ซึ่งศรัทธากล้าพูดเขียน
ประวัติศาสตร์ขาดหน้าในห้องเรียน
รอแสงเทียนแห่งปัญญามาส่องทาง

ยี่สิบเจ็ดปี.. นิรนามสนามรบ
กี่ร้อยศพกลบหายในความว่าง
เพียงรำลึกรอยอดีตเอาหรีดวาง
ทับรอยจางสีเลือดเหือดไร้รอย..





จากคุณ : จากสาวน้อยหน้าใสที่ใกล้เป็นคุณ - [ 4 ต.ค. 46 13:31:00 A:24.59.117.22 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 101

เพิ่งเข้ามาดูกระทู้นี้อีกครั้ง

เป็นเกียรติมากๆเลยครับ ที่คุณจิระนันท์   พิตรปรีชา /๑๐๐ นำกลอนชุดเกิดวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙
มาร่วมต่อยอดในกระทู้นี้ ขอบคุณมากๆจริงๆครับ


จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 12 ต.ค. 46 20:27:21 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys