ลำนำแห่งรัก (ตอนที่8+9ฉ

    ลำนำแห่งรัก (ตอนที่8)


    ปณาลีเหน็บผมที่ลุ่ยร่วงมาระใบหน้าไว้ที่หลังใบหูขาวสะอาด   ขณะที่คิ้วขมวดมุ่นมองสายเอ็นใสกับคีมในมืออย่างไม่ค่อยมีสมาธินัก

    เธอตัดสินใจวางของทั้งสองสิ่งลงบนโต๊ะ  มองลูกปัดหลากสีทีเกลื่อนอยู่บนโต๊ะ  ก่อนจะส่ายหัวไปมาถอนหายใจเฮือกใหญ่  ซึ่งดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังเดินผ่านไปได้ยินชัดเจน

    “ลีเป็นอะไรน่ะ  ทำหน้าเซ็งเชียว”    ปาลิกาถามคู่แฝดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าเบื่อโลก  แถมยังเริ่มเลื้อยลงไปนอนบนโซฟาตัวโปรดอีก

    “กลุ้ม!!”   ปณาลีหันมองปาลิกา  “เป็นอะไรไม่รู้ใจลอยอยู่เรื่อย   นั่งตั้งนานแล้วอย่าว่าแต่สร้อยสักเส้นเลย  แหวนสักวงก็ยังไม่ได้”

    ปาลิกามองอุปกรณ์ทำเครื่องประดับของน้องสาวที่วางเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะ  ก็เห็นจริงด้วย  ปณาลีนั่งอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว  แต่ไม่เห็นว่างานจะรุดหน้าขึ้นเลย  ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง

    “รับออเดอร์มาอีกแล้วเหรอ”  ปาลิกานั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ ๆ นั้นหยิบจานลูกปัดคริสตัลสีฟ้าขึ้นมาดูเล่น

    “เปล่า..แค่ทำเล่น ๆ”  คราวนี้ปณาลีพลิกตัวนอนคว่ำหน้าเสียเลย  เสียงที่ลอดออกมาเลยอู้อี้ๆ อยู่บ้างแต่ยังพอจับใจความได้

    “งั้นก็ไม่เป็นไรนี่..ถ้าเบื่อนักก็ไม่ต้องทำก็ได้  หรือวันนี้จะไปทำงานแทนปาก็ได้นะ”

    ปณาลีผงกศีรษะขึ้นมา  ปาลิกาอมยิ้มเมื่อเห็นน้องสาวมีปฏิกิริยากับคำพูดของเธอทันที   แต่คำตอบที่ได้ไม่ยักเหมือนที่เธอคิดไว้แฮะ  เมื่อปณาลีหันมาหรี่ตามองเธอด้วยสายตาเกรี้ยวกราด

    “ให้ไปเจอนายไรภีจอมกวนนั่นน่ะเหรอ  มีหวังเซ็งชีวิตมากขึ้นน่ะสิไม่ว่า”

    ทีนี้ก็เป็นคราวที่ปาลิกาขมวดคิ้วบ้าง  “คุณไรภีน่ะเหรอกวน  เขาก็แค่จู้จี้นิดหน่อย  แล้วก็ขี้เบื่อเท่านั้นนี่นา  ปาไม่เห็นว่าเขาจะเป็นจอมกวนอย่างลีว่าเลย”

    “เฮอะ!”  ปณาลีพ่นลมออกจากปาก   ลุกขึ้นมานั่งกอดอก  “อะไรกัน!  ปาทำงานกับตานี่มาตั้งนานยังดูไม่ออกอีกเหรอว่าหมอนี่ ทั้งพูดมาก  ปากร้าย  กวนโมโห  หลงตัวเอง  เวลายิ้มแต่ละทีก็...”  หล่อชะมัด  ปณาลีอ้ำอึ้งไม่กล้าพูดต่อตามความคิดของตัวเอง

    ปาลิกาเลิกคิ้วยิ้มน้อย ๆ  มองใบหน้าที่เริ่มแดงของคู่แฝดอย่างขบขัน  พอพูดถึงเจ้านายของเธอทีไรน้องสาวเธอมักลืมอาการเบื่อโลกที่เป็นบ่อย ๆ ในระยะหลังนี้ทุกที

    “อ้าว..ทำไมเงียบไปล่ะ  กำลังฟังเพลิน ๆ  เวลายิ้มคุณไรภีเขาทำไม่เหรอ?”

    “ก็..ก็จะอะไรซะอีกล่ะ   ก็เสแสร้งแกล้งทำน่ะสิ   ยิ่งกับสาว ๆ น่ะ  หมอนั่นแกล้งยิ้มซะหวานหยดจนผู้หญิงเงี้ยน้ำลายแทบหกเป็นทาง”

    “เอ..พูดแบบนี้แปลว่าไม่อยากไปล่ะสิ”

    “ชัวร์!  ใครจะไปอยากเจอหมอนั่นให้ปวดหัวล่ะ”  ปณาลียืนยันหนักแน่น

    “งั้นปาต้องรีบไปแล้วล่ะ  วันนี้มีเซ็นสัญญาละครเรื่องใหม่ด้วย”  ปาลิกาวางจานลูกปัดลงที่โต๊ะตามเดิม  กระวีกระวาดลุกขึ้นเดินจากไป

    ปณาลีพยักหน้าเนือย ๆ   มองตามหลังพี่สาวฝาแฝดลับหายไปจากรอบประตู  เสียงรถยนต์แว่วมาเป็นการบอกว่าตอนนี้เหลือเพียงเธอคนเดียวที่อยู่ในบ้านขณะนี้    ปณาลีใช้นิ้วจิ้มเขี่ยลูกปัดบนจานใบหนึ่งจากหลาย ๆ ใบไปมา  ปากยื่นน้อย ๆ   ชักรู้สึกว่าคิดผิดที่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวกับพี่สาว

    เพราะอย่างน้อย “ไรภี  ธมนันท์”   ก็ไม่เคยทำให้เธอ  “เบื่อ”


    ************************************************************



    “ปาลิกคุณช่วยไปส่งผมที่ร้านกระบอกไผ่หน่อยแล้วกัน  ผมนัดกับเพื่อนไว้”

    ปาลิกาเบนทิศทางไปยังสถานที่ที่ไรภีบอก  เพราะตอนนี้ไรภีกำลังนั่งอยู่บนรถของเธอนั่นเอง  ที่ไรภีไม่ได้ขับรถมาทั้งที่มีนัดมีเหตุผลเนื่องจากว่ามันเป็นนัดกะทันหันนั่นเอง  เขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนตอนกำลังเซ็นสัญญาละครเรื่องใหม่ของเขา  ทำให้ไรภีที่ติดรถปาลิกามาเซ็นสัญญาต้องรบกวนเธอให้ไปส่ง

    หากเขารู้ตัวว่ามีนัดเขาจะขับรถของตัวเองมาแยกกับปาลิกาแต่แรกพอเซ็นสัญญาเสร็จก็ตัวใครตัวมัน

    ปาลิกากำลังคิดว่าก็ดีเหมือนกัน  เธอจะได้แวะทานอาหารกลางวันที่นั่นเสียเลย  เพราะร้านกระบอกไผ่จัดว่าเป็นร้านอาหารไทยที่เครื่องปรุงถึงเครื่องร้านหนึ่ง ทำให้มีลูกค้าเวียนมาไม่ขาดสาย   นี่เพิ่งสิบเอ็ดโมงกว่าเท่านั้น  คงไม่มีปัญหาเรื่องคนแน่นร้านเป็นแน่

    ไรภีแปลกใจเมื่อเห็นว่าปาลิกาปิดประตูรถลงตามหลังมาด้วย

    “ลงมาทำไมล่ะคุณปา  ส่งผมแค่นี้ก็พอแล้ว”

    “อ๋อ..ดิฉันคิดว่าไหน ๆ ก็มาถึงแล้วก็แวะทานข้าวเสียเลยค่ะ”  ปาลิกาแก้ความเข้าใจผิดของชายหนุ่มด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติ

    ไรภียกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเห็นว่าสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว  จึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

    “งั้นก็ดี  จะได้รู้จักเพื่อนผมด้วย  คนนี้คุณยังไม่เคยเจอหรอกเขาเพิ่งกลับมาจากเมืองนอก”

    ปาลิการู้สึกถึงแอร์เย็นฉ่ำปะทะกับใบหน้าของเธอเมื่อเปิดประตูร้านเข้าไป   ไรภีหยุดชั่วครู่เพื่อมองหาเพื่อนของเขา  ซึ่งเขาก็พบได้รวดเร็วทีเดียว  ไรภียกมือทักทายเพื่อนของเขาด้วยรอยยิ้มกว้างขวางติดอยู่บนใบหน้า  ปาลิกามองตามสายตาเขาไปอย่างรวดเร็ว   และเธอก็พบว่าไรภีพูดผิดไปถนัด...

    ...เพราะความจริงเธอเคยพบเพื่อนของเขาคนนี้มาก่อน...

    ธัญธาดา  อริยะสกุล

    ปาลิกามองหน้าผู้ชายที่ติดอยู่ในความทรงจำของเธอมานานปีอย่างตื่นตะลึง  เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะได้มาพบเขาอีก  เพราะแม้แต่เพื่อนสาวที่เคยสนิทที่สุดอย่างคำฉันท์   อริยะสกุล  ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับชายหนุ่มผู้นี้เธอก็แทบไม่ได้ติดต่ออีกแล้วตั้งแต่เรียนจบและแยกย้ายกันไป

    เส้นทางที่เธอเลือกเดินนั้นไม่อำนวยให้เธอคบหาสนิทสนมกับใครเกินไปนัก  นั่นอาจเป็นเหตุให้ความลับของครอบครัวรั่วไหลได้

    ไรภีก้าวนำหน้าเธอไปทำให้ปาลิกาจำต้องเดินตามไปทั้งที่ขาเธอรู้สึกหนักอึ้ง ก้าวไม่ค่อยออกชอบกล  เธอมองหน้าธัญธาดารู้สึกหวั่น ๆ  ชอบกล  คงเป็นเพราะไม่ได้เจอเขามานานแล้วด้วยกระมัง  แล้วเขาจะจำเธอได้หรือเปล่า ในเมื่อเธอไม่ใช่เด็กนักเรียนผูกหางม้าจอมแก่นคนนั้นอีกแล้ว

    ปาลิกาหายใจสะดุดเมื่อธัญธาดาละสายตาจากไรภี มามองเธอแทน  แววตาของเขานั้นเรียบสนิทไม่มีท่าว่าจะจำได้ว่าเธอเป็นใคร  ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มที่เขาเพิ่งส่งให้ไรภีไปเมื่อครู่เสียด้วยซ้ำ

    “ไง..ธัญ  ทำหน้าอย่างกับกินลูกเกดมางั้นแหละ  ท่าทางอารมณ์ไม่ดีนี่หว่า”

    ปาลิกาก้มหน้าอมยิ้มเมื่อไรภีทักทายธัญธาดา  เธอก็พบทราบมาจากคำฉันท์ว่าธัญธาดาไม่ชอบลูกเกดขนาดหนัก    จำได้ว่าก่อนที่ธัญธาดาจะไปเรียนต่อคำฉันท์ยังแอบนินทาว่าคงอยู่ไม่รอด  เพราะคนที่โน่นกินลูกเกดกันทั้งนั้น  ธัญธาดาชอบกินขนมหวานมากคงต้องทำใจลำบากหน่อย

    ปาลิกายังขำว่าคำฉันท์พูดอย่างกับว่าที่อังกฤษมีผลไม้เป็นองุ่นอยู่อย่างเดียวเท่านั้น  ถึงเป็นแบบนั้นจริง ธัญธาดาก็กินองุ่นได้อยู่ดี  ที่เขาไม่ชอบคือองุ่นแห้ง ๆ ที่เราเรียกกันว่าลูกเกดต่างหาก

    ธัญธาดาไม่โต้ตอบคำพูดหยอกล้อของไรภี  แต่เขาลุกขึ้นตามมารยาทเมื่อเห็นว่าไรภีพาหญิงสาวมาด้วย  และเมื่อปาลิกานั่งเรียบร้อยทั้งไรภีและธัญธาดาจึงนั่งลงบ้าง

    “ขอแนะนำก่อนนี่ผู้จัดการของฉัน  ปาลิกา..”  

    ไรภีแนะนำค้างเพียงเท่านั้นเพราะธัญธาดาโบกมือไปมาเป็นเชิงปราม

    “ไม่ต้องหรอกเรารู้จักกันแล้ว”

    ปาลิกาเบิกตากว้างมองหน้าชายหนุ่มที่เธอรู้จักมาแล้วหลายปี  ไม่คิดว่าเขาจะยังจำเธอได้  ในขณะที่ไรภีเพียงมองหน้าทั้งสองอย่างแปลกใจเล็กน้อยเท่านั้น

    “อ้าว..รู้จักกันแล้วงั้นเหรอ  ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

    “นานแล้ว”   ธัญธาดาตอบด้วยน้ำเสียงเรื่อย ๆ  ยกกาแฟขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน  “จะสั่งอะไรกันมั้ย?”

    “เอาสิ  นี่คุณปามาด้วยเพราะจะกินข้าวน่ะแหละ”

    ดังนั้นการสนทนาจึงถูกขัดชั่วครู่เมื่อทั้งสามเริ่มสั่งอาหารกับบริกรซึ่งรอท่าอยู่นานแล้ว

    “ยังไม่บอกเลยว่านายรู้จักกับคุณปาลิกาได้ไง”   ไรภีถามเรื่องที่คาใจทันทีที่มีโอกาส

    “ปาลิกาเป็นเพื่อนกับน้องสาวฉันน่ะ”

    “เฮ้ย!  เป็นไปได้ยังไงนายเป็นลูกโทนนี่  หรือว่าพ่อนาย..”

    “น้อย ๆ หน่อยเจ้าไร  แค่แกไม่เรียกฉันว่าพี่ก็แย่พออยู่แล้ว  อย่าเอาปากเสนียดของแกลามมาถึงครอบครัวฉันด้วย”

    ความจริงธัญธาดาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับคณินพี่ชายของไรภี  แล้วมาสนิทกับไรภีทีหลัง  ระยะแรกเขาเป็นคู่กัดกับไรภีทีเดียวเพราะฉุนมากที่ไรภีไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่  เหมือนไม่ให้ความเคารพนับถือ  แถมยังตีสนิทราวกับเป็นเพื่อนเล่นหัวกันมาแต่เด็ก  ทั้งสองซัดกันจนวัดพื้นมาหลายรอบ   แล้วธัญธาดาก็ได้คิด..

    ยิ่งยั่วโมโหเขาได้มากเท่าไหร่ไรภีก็ยิ่งสนุก  หลัง ๆ เขาเลยไม่ถือสาคำพูดของไรภี  ไรภีพูดอะไรมาส่วนมากเขาก็มักเฉยเสีย  นอกจากจะทนไม่ได้จริง ๆ  ก็เอ็ดให้ทีหนึ่ง   หลังจากที่เขามีภูมิคุ้มกันไรภี ธมนันท์ขึ้นมาบ้างก็เห็นว่ายามที่ไรภีไม่พูดจายั่วโมโหก็นับได้ว่าเป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่ง

    ไรภียิ้มหน้าเป็น  “อะไรกันแค่จะถามว่าพ่อนายมีพี่น้องหรือไง  นายถึงได้มีน้องสาวน่ะ”

    “ดิ้นไปได้เรื่อย ๆ นะนายเนี่ย”  ธัญธาดาส่ายหน้าอ่อนระอากับหนุ่มรุ่นน้อง

    ปาลิกามองการโต้เถียงของสองหนุ่มด้วยความสนใจ   เธอนึกถึงคำพูดของน้องสาวเมื่อเช้าที่เรียกไรภีว่า “จอมกวน”  เห็นทีจะไม่ผิดนัก  เมื่อมาเห็นด้วยตาฟังด้วยหูจะๆ แบบนี้  ส่วนอีกคน..

    ปาลิกาพิศธัญธาดาได้สะดวกตากว่าตอนแรก  เพราะอาการเกร็งบวกกับความตื่นเต้นที่ได้พบเขาอีกครั้งลดลงไปแล้ว  เธอเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปมากเหมือนกัน  สมัยก่อนผมเขาเคยเกรียนเหมือนผมเด็กนักเรียนทั่วไป  บัดนี้ยาวขึ้นมากและถูกตัดเล็มอย่างดี  จากฐานะของเขาก็คงบอกได้ว่าช่างผมคงเป็นช่างผมชื่อดังคนใดคนหนึ่งของเมืองไทยเป็นแน่

    ใบหน้าของเขาดูแกร่งขึ้นผิดกับหนุ่มน้อยหน้าใสในตอนนั้น  สีผิวก็เข้มขึ้นเห็นได้ชัดเจน  ปาลิกาขมวดคิ้วไม่เข้าใจ  ในเมื่อเขาอยู่เมืองหนาวไหงดำขึ้นได้ก็ไม่รู้   แล้วที่รู้มาอังกฤษน่ะแดดจัดซะที่ไหนล่ะ

    ปาลิกากำลังมองธัญธาดาเพลิน ๆ เขาก็หันมาสบตาเธอ  ทำเอาเธอสะดุ้งหน่อย ๆ    จนปาลิกาต้องดุตัวเอง    นี่เธอหัดเป็นคนขวัญอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย   คงไม่ใช่ก่อนหน้าที่จะเจอธัญธาดาอีกครั้งหรอก  คิดแล้วชักแค้น ๆ ที่ตานี่ทำให้เธอมีอาการขี้ตกใจ  

    ดังนั้นปาลิกาจึงต่อตาธัญธาดาไม่ยอมหลบ  แถมมองแบบเชิด ๆ หยิ่ง ๆ ด้วย  เล่นเอาอีกฝ่ายส่งสายตาดุ ๆ เตือนมา  แต่ปลิกาก็ยังถลึงตามองกลับไป

    “โอ๊ย...อากาศที่โต๊ะนี้ร้อนเป็นบ้าเลยว่ามั้ยคุณปา  หรือว่าไงธัญ”

    เสียงทุ้มร่าเริงของไรภีทำให้หนุ่มสาวทั้งสองหันมาให้ความสนใจกับเจ้าของเสียง   ทั้งสองไม่รู้หรอกว่าต่อสู้กันทางสายตานานแค่ไหน  แต่ไรภีที่นั่งจับตาดูอย่างหน้าชื่นตาบานอยู่นั้นสังเกตเห็นอย่างชัดเจน

    “นายจะบ้าหรือไง  ที่นี่เปิดแอร์เย็นจะตาย  ร้อนตรงไหน”

    “คุณไรภีไม่สบายหรือคะ  รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ หรือเปล่า”

    ไรภีถอนหายใจเบาๆ  ชักจะเบื่อสองคนนี่แล้วสินช่างไม่รู้อะไรกันบ้างเลยหรือไงว่าถูกประชดอยู่

    “น่าเบื่อ...”   ไรภีชันศอกขึ้นท้าวคางเบือนหน้าไปจากคนทั้งสอง  แล้วหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็วจนผู้ร่วมโต๊ะงุนงง

    “เป็นอะไรอีกล่ะไอ้ไร”  ธัญธาดาถาม

    “ฉันลืมแว่นตาไว้ในรถว่ะ”

    “แล้วไง?”  

    ธัญธาดายังไม่เข้าใจ   แต่ปาลิกาเข้าใจทันที  เธอหันไปมองรอบ ๆ ร้านอาหาร

    “ตายจริง!”  คนมองกันใหญ่เลยเดี๋ยวต้องเข้ามาคุยแน่ ๆ เลย  คุณไรภีนี่ค่ะกุญแจรถ”

    ไรภีรับอย่างว่องไว  แต่ไม่วายหันมาถามคนที่ยื่นกุญแจให้  “ผมยืมรถคุณไปแล้วคุณกลับยังไงล่ะ”

    “ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันไปส่งเอง  นายจะไปก็ไปเหอะ  ฉันขี้เกียจดูขบวนปาหี่”   ธัญธาดาที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ตอบแทนปาลิกา

    (มีต่อจ้า..)

    จากคุณ : wayo - [ 12 มิ.ย. 46 20:31:24 ]


 
 


>


คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys